SongsRice_poster_500h

1.หากสิ่งที่ทำให้เราออกห่างจากหนังใน สวรรค์บ้านนา คือภาพที่แสนหมดจดงดงามตัดข้ามกับความทุกข์ยากจนราวกับเป็นการเทอดชาวนาให้เป็น Beautiful Creatures เราถามตัวเองตลอดว่าเหตุใดเราจึงไม่กลงเหลือความรู้สึกย้อนแย้งพิลึกพิลั่นเช่นนั้นในหนังเรื่องนี้ ย้อนกลับไปที่สวรรค์บ้านนา ในหนังเรื่องนั้นมันเป็นการเจาะลึกลงไปในกระบวนการทำนาจากต้นจนจบของชาวนารับจ้างด้วยการสังเหตุการณ์อย่างงดงามพิลาศพิไล ผลักการ ผลิตภาพการทำนาให้เป็นประดุจดั่งยูโทเปียแห่งความยากลำบาก ก่อนจะพังพินาศลงเมื่อไปถึงสัดส่วนของการขายข้าว ในสวรรค์บ้านนา เราเ็นครอบครัวชาวนาที่แสนดี หาอยู่กากินกันอย่างพอเพียงเป็นสุข สังคมเล็กๆอันอบอุ่นที่ผูกพ่วงตัวเองอยุ่กับการใช้แรงในทุ่งโล่ง ที่ๆต้นหญ้า สายฝน แสงตะวัน เป็นสิ่งแทนภาพอันอุดมของธรรมชาติ และฉายส่องความยากำลำบากผ่านบทสนทนาเล็กๆ ที่ทำให้เป็นหนังเสมือนเปล่งเสียงแทนชาวนาที่ไม่มีเสียง แต่ด้านกลับของการขัดถูกลับทำให้เสียงของชาวนาที่หนังพยายามพูดถึง พูดแทนเป็นเสียงที่ตัดแต่งคัดสรรมาแล้ว ศาส์นในเสียงเลยการเป็นเพียงแบบจำลองของความจริงที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี ลดทอนพลังของมันลงโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือโดยตั้งใจดี ดังที่เพื่อนคนหนึ่งให้ข้อสังเกตในทำนองว่าชาวนาในหนังเรื่องนี้ไม่มีใครติดยาหรือผเชิญผัญหาภายในเลย กล่าวให้ถูกต้อง ชาวนาใน สวรรค์บ้านนาคือสิ่งหยุดนิ่งที่ถูกปัญหาภายนอกเข้ามาบีบคั้น เป้นความงามของโลกเก่าที่ล่มสลายลง หมดจดต่อการทำให้งาสม ทำให้น่าเลื่อมใส ทำให้สวย ทำให้โรแมนติคพอจะเศร้าไปด้วย

2. ในอีกทางหนึ่ง เพลงของข้าว กลับไม่เลือกลงลึกไปที่ชาวนาเฉพาะรายอีกต่อไป หนังยังคงใช้ภาพแบบ สวรรค์บ้านนา ภาพที่งดงามหยดย้อยกับกล้องที่โบกโบยไม่หยุดนิ่ง ดูเหมือนหนังจะเตือนคนดูไว้ตั้แงต่แรกเริ่มแล้วด้วยการถ่ายภาพพระจันทร์ครึ่งดวงอย่างงงามล้นแล้วเปลี่ยนโฟกัสกลับไปหาต๊กแตนสีเขียวสดในระยะประชิด นี่คือภาพของการทำให้เอกโซติค ทำให้โรแมนติค ทำให้สวยเกินกว่าความเป็นจริง อันที่จริงแล้ว กฏที่ไม่ได้ตราไว้แต่เรามักจะสัมผัสได้กันอยู่เนืองๆของการทำให้เอกโซติค ให้แปลกตา ให้เป็นส่ิงจากที่อื่นที่ไม่เคยเห็น (โดยมีสายตาของผู้ชมชาวเมือง/คนตะวันตก /คนผิวขาว เป็นดกณฑ์) มันจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกสองประการคือความเถื่อนถ้ำและความงดงาม วิธีการเอกโวติคง่ายๆในโลกปัจจุบันหลังอาณานิคม ที่ไม่เป็นแค่ภาพของชนพื้นเมืองไรัวัฒนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว คือการพาผู้ชมกลับไปอดีต กลับไปยังความเรืองรองของพิธีกรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิื กลับไปโลกที่จบสิ้นไปแล้ว ภาพมลังเมลืองแบบที่เราเห็นในหนังของหม่อมน้อย ในนเรศวร ในโฆษณารีเจนซี่ คือรูปแบบอย่างเป็นรูปะรรมของเอกโซติคสรรพสิ่ง กล้องเชื่องช้าจับจ้องสิ่งดีงาม ในแสงตะวันสาดส่อง ซึ่งผูกพ่วงมาด้วยนะยยะของการถวิลหาอดีตที่จบสิ้นไปแล้ว แสบทรวงกว่านั้นคือนัยยะซ่อนเร้นของการถุกทำลายลง การถวิลหาอดีตแปลว่า1)อดีตนั้นจบลงไปแล้ว 2)อดีตนั้นสวยสดงดงามจนเราต้องจดจำ แล้วการที่มันสวยสสดงดงามแท่ากับว่าแัจจุบันไม่อาจงามได้เท่ากับอดีต ปัจจุบันคือความโสมม และปัจจุบัน หรือเวลานี้เอง ที่คืบคลานเข้ามาทำลายอีดตที่ดีงามให้จบลง ปัจจุบันคืออะไร มันคือเวลา คือการคุกคามของโลกาภิวัฒน์ กล่าวให้เขาบริบทของการนอสตาลเจียแบบไทยๆ การรุกคืบของทุนนิยมทำลายอดีตอันดีงามให้จบสิ้นลง ทำให้ปัจจุบันมีแต่ความเสื่อมโทรม มีแต่การเกษตรที่เสือมโทรม มีแต่ผู้คนที่เสื่อมโทรม

3. และนั่นคือเหตุผลที่หนังเรื่องนี้งดงามมากที่สุดเพราะนี่คือหนังที่เอกโซติค ที่โรแมนติค และการทำให้มันโรแมนติค ทำให้มันเอโซติคกลับเป็นการต่อต้านการกลับไปหาอดีต นั่นคือการเอกโซติคกับภาพปัจจุบันขณะที่หากอยู่ในหนังเรื่องอื่นคือสายตาจ้องมองความเสื่อมโทรม นี่คือสารคดีที่หนังทั้งเรื่องวนเวียนอยุ่กับภาพงานฉลองหลังเก็บเกี่ยวของชาวนา ภาพกวัดไกวไปในความรื่นเริงและงานเลี้ยงฉลองซึ่งมีทั้งความโบร่ำโยราณและความสมัยใหม่ มีทั้งการไว้พระทำบุญ การ้องเพลงพ้นเมือง ไปจนถึงเวทีคอนเสิร์ต การเมาเละ เต้นยับ การแข่งขันบั้งไฟ ตะไล อย่างเอาเป็นเอาตายมีขบวนพาเหรดอิหลักอิเหลื่อการเมือง มีการจัดแถวฟ้อนรำในสยามกีฬา ภาพปัจจุบันที่ไม่ได้ต้องนอสตาลเจีย พาเรากลับไปในความงามของงานรื่นเริงที่ไม่เก่าแก่แต่ก่อน ไม่ได้จบลงและยังดำเนินต่อเนื่องไปทุกปีๆ

4.แต่ภาพที่งดงามไม่ได้มีแค่ความงามอย่างเดียว สิ่งที่งามยิ่งกว่าภพาคือสายตาของหนังที่จ้องมองผู้คนเหนือจดใต้ โดยไม่บอกใบ้ผู้ชมว่านี่คือจังหวัดใด ในขณะเดียวกันไม่ตัดสินอะไรในคนที่เขาถ่าย ไม่สร้างความดีและความเลว ความเสื่อมและความรุ่งเรือง ทุกตัวละครที่ปรากฏในหนังอยู่ในแนวระนาบของความรื่นเริง จะเป็นแกงคืวัยรุ่นคอสเดรสสดีดพิณ นุ่งกางเกงในตัวเดียว หรือป้านักฟ้อนที่ขอเงินผุ้ว่า หรือกระเทยที่ไปรำกับยายฮูล่าฮูปกลางทุ่งโล่ง ทุกอย่างกลายเป็นภาพในระนาบของความรื่นเริง ไม่ดว้นแม่ต่รถไถที่เกี่ยวข้าในการเกษตรสมัยใหม่ หรือควายที่กลายเป็นเคื่องประดับในขบวนแห่ การเกษตรสมัยใหม่ที่กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ สำหรับคนชั้นกลางเกลียดตัวกินไข่ของทุนนิยม ได้สิทธิในการเป้นส่วนหนึ่งขงปัจจุบันขณะ ที่เป็นเพียงการคืยเคลื่อนไป การตีหนูนามาย่างกินอยู่ในระนายเดียวกับการทำบุญข้าวจี่ เพลงหมอลำโบร่ำโบราณอยุ่ในระนายเกียวกับเพลงจากวเทีคอนเสิร์ต และหนังเลือกจ้องมองคนที่กระโดดหลบ เชียงบั้งไฟของตนบนพื้นดินมากกว่าจับจ้องบั้งไฟบนฟ้าว่าอันไกนจะสวยกว่ากัน กล้องที่คืบเคลื่อนเชืองช้าซอกซอนสายตาอย่างไม่หยุดนิ่งทำให้ทุกอย่างดูมลังเมลือง เขียสด เหลืองอร่าม เป็นภาพการรื่นเริงชั่วครู่ชั่วยามที่ไม่ประสงค์จะอธิบาย ส่งสาส์นใดๆอีกต่อไป หากกลับเป็นการสือสารทีทรงพลังกว่า

5.พอมาถึงจุดนี้ ภาพชาวนาในต้นและท้ายเรื่องที่เปรียบประดุจรอยต่อจากสวรรค์บ้านนา จึงทำหน้าที่เป็นหลักหมายของกาลเวลาที่หมุนไปแล้หมุนมาเชื่อมโยงกันอกีครั้งหนึ่งอย่างหมดจด

6.อันที่จริงหนังที่ควรจะฉายคู่กันกับหนังเรื่องนี้ คือ ‘บ้านเราอยุ่ห้วยหินดำ’ ของพิสุทธิ์ ศรีหมอก ในสารคดีเรื่องนั้น หนังติดตามการปลูกข้าวไร่ของชาวเขา ฉากหนึ่งที่อยากให้มันไปอยู่ในเพลงของข้าวมากๆคือฉากที่ชาวบ้านอยุ่ดีๆก็ร้องเพลงพื้นเมืองขึ้นมาขณะเกี่ยวข้าว แล้วคนอื่นๆก็ร้องตาม ฉากสั้นนี้อธิบายสิ่งที่สำคัญมากๆคือเพลง ไม่ได้ทำหน้าที้เป็นความงามเป็นความบริสุทธิื เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพลงทำหน้าที่เป้นเครื่องผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เป็นของเล่นแก้เบื่อของการงานที่ยากลำบาก นั่นคือหน้าที่ของเพลง ของงานรื่นเริง ของการเฉลิมฉลอง ระยะเวลาสั้นๆในชีวิตที่แร้นแค้นของผู้คน และเพลงของข้าวก็คว้าจับเอาโมงยามแบบนี้ออกมาได้อย่างหมดจดมากๆ

3some03
ความงามในหนังเรื่องนี้คือ

1.มันเป็นหนังที่เต็มไปด้วยความงามของความหลากหลายทางเพศ ที่มีแกนกลางเป็นความทุกข์ระทมของชีวิต monogamy ของพวกเฮเทอโรเซกช่วล กล่าวคือตัวละครในหนังทั้งกองถ่ายมีตั้งแต่ชายแท้ เกย์ กระเทย แอ๊บแมน หญิงแท้ การอยู่ร่วมของพวกเขาไม่ได้ทำให้ตัวละครกระเทยกลายเป็นแค่ตัวตลก หรือคนนอก กระเทยไม่ได้เป็นตัวเด่น แต่ไม่ได้เป็นตัวประกอบ เป็นตัวละครแนวระนายที่มีศักดิ์ศรีพื้นที่บนจอในระนาบเดียวกับตัวละครรักต่างเพศ ตัวละครแบบอ้วน รีเทิร์นกับสามี การพูดเรื่องบางคืนเป็นผัวบางคืนเป็นเมีย หรือตัวละครชายที่ใส่เสื้อกล้ามถอดเสื้อตอลดเวลา กลายเป้นการล้อเล่นกับจักรวาลกระเทยแบบพจน์ อานนท์ ที่เป็นแฟนตาซีของกระเทยแบบสุดขั้ว ในทางหนึ่งมันก็เป็นภาวะพาใันที่น่าสนใจของโฮโมเซกช่วลแต่ในอีกทางหนึ่งการ ‘ขาย’ความเป็นกระเทยของหนัง มีเส้นบางๆกั้นอยู่ระหว่างการเป้นหนังที่มองกระเทยเป็นกระเทย กับหนังที่ทำให้กระเทยเป็นอื่นด้วยการนำเสนอแบบโอเวอร์ ความเป็นอื่นไม่ได้อยู่แค่การผลักไปเป็นตัวประกอบ ตัวตลกที่ถูกเหยียดหยามแต่การยความเป็นกระเทยมาเป็นจุดขาย เป็นการขายความเป็นอื่นไม่ต่างกับการขายความเป็นหนังคนดำ หนังสารคดีชาวป่า

2.ให้ไกลกว่านั้น หนังมันกลับบทบาทของชายหญิงบนจอแบบกลับหัวกลับหางมากๆ แล้วมันไปสอดรับกับสายตาแบบเควียร์ของคนทำทีเดียว ปกติ ตัวละครแบบที่เป็นวัตุถุปรารถนา วัตถุทางเพศในหนัง (ที่เป็นสนามของพวกชายเป็นใหญ่)มักจะเป็นผู้หญิง ในขณะที่ผี สิ่งลึกลับมนต์ดำปีศาจจะเป็นผู้หญิงด้วยเหมือนกัน แต่ในหนังเรื่องนี้ วัตถุทางเพศและผีเป็นผู้ชายขยายความคือ นิวชัยพลที่สวมเสื้อกล้าม ถอดเสื้อตลอดเวลา ทำหน้าที่เป็นsex object ของคนทั้งกอง ตั้งแต่พี่โจ๊กเกยืแมน (ปลื้มบทนี้ของพี่โจ๊กมากๆๆๆๆๆๆๆๆ) หรือพระเอกหน้าสวยแอ๊บแมนสองคน ไปจนถึงนักแสดงหญิงและ เอ่อ….ผู้กำกับที่ทั้งเลียทั้งสี นิว เป็นวัตถุปรารถนาที่ถูฏจับจ้องเรือนร่างตลอดเวลา กล้องโคลสอัพ เนื้อหนัง ซิกซแพค ใบหน้า กล้ามท้อง ในหนังผู้ชาย ตัวละครนี้ควรจะเป็นตัวละครจำพวก สาวบอนด์ มากกว่า

3.ผีในเรื่องทำหน้าที่อะไร ผีในเรื่องทำน้าที่เป็นความมโนของอีส้ม ความโนของความต้องการรักแท้แบบ เฮเทอโร สิ่งที่งามของหนังคือการที่หนังบอกอยู่กลายๆว่า ถ้านางต้องการความรักแบบสมบูรณ์แบบของผู้ชายในฝันนางต้องไปคบกับผีเท่านั้น ความแสนดีแบบเปิ้ล (ที่ยอมแม้แต่แฟนไล่ออกไปรอนอกห้องเพราะยังไม่เสร็จกับแฟนใหม่ยังยอม ) เป็นความแสนดีที่ไม่มีอยู่จริงนอกจากเป็นจินตนาการ เป็นผีเท่านั้น ในจุดนี้ความสัมพันธ์ของส้มกับเปิ้ลจึงเป็นความสัมพันธ์แบบอุดมคติจริงๆแล้วมันตลกมากที่ความสัมพันธ์แบบอุดมคติถูกปฏิเสธจากสังคมกลายๆเนื่องจากเป็นความรักแบบผีกับคน จริงๆหนังคงไปไกลมากๆ ถ้าเลือกให้ส้มเลือกผี เพราะมันจะเป็นความลักลั่นย้อนแย้งของการทั้งเป็นความสัมพันธ์เฮเทอโรแบบอุดมคติ และความสัมพันธืแบบชายขอบสุดๆ มากกว่าชายรักชาย แต่เป็นคนรักผี มันเลยย้อนกลับมาตั้งคำถามความสัมพันธ์ผัวเดียวเมียเดียวแบบเฮเทอโรที่ความฝันไม่ไปกับความจริง ไม่มีความสมบูรณ์แบบบ แต่เป็นรูปแบบอิหลักอิเหลื่อของความไม่สมบูรณ์ที่แสร้งว่าสมบูรณ์ แล้วเอามาใช้กดหัวความสัมพันธ์แบบอื่นๆให้เป็นชายขอบเป็นความสัมพันธ์ผิดเพศ ‘ผิดผี’

4.พอดูแบบนี้เราก็จะพบว่าส้มก็ไม่ได้เป็นเควียร์พอจะเลือกผีแทนคน แต่เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาในกรอบของโลกชายเป็นใหญ่ (แถมมีแฟลลิคอันใหญ่อย่างศาสนามาครอบสวมให้อีกชั้นหนึ่ง แต่ก็มาในมิติไสยศาสตร์มากกว่าอีกต่างหาก) สายตาในหนังจึงเป็นสายตาของคนที่ยังเชื่อมันในกรอบคิดแบบรักแท้ มากกว่าจะทะลุไปสู่การทลายกรอบของรักต่างเพศผัวเดียวเมียเดียว แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาหรอกมันเป็นเพียงการประนีประนอมซึ่งเป้นเรื่องปกตืของหนังอยุ่แล้ว และมันก็ไม่ผิดด้วยที่จะมองในกรอบนี้

5.อีกอย่างที่ชอบสุดๆในหนังคือ เอาเข้าจริงตัวละครในหนังไม่ได้เป็นชนชั้นกลางในเมืองแบบเต็มร้อยเท่าไหร่ เพราะนี่คือภาพของคนชั้นกลางระดับล่าง พวกทำงานเบ๊ในกองถ่าย ช่างแต่งหน้า ที่มีทางเลือกเหลือแค่ไปทำร้านเสริมสวย ตัวละครในหนังเป็นคนชั้นกลางระดับล่างที่กินอยู่หลับนอนแบบนั้นจริงๆ ซึ่งมักจะไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยเมนสตรีม ที่มุ่งพุ่งเป้าตัวละครในระดับที่สูงกว่านี้ ซ้ำยังฉุดตัวละครให้ลอยอยู่ในอากาศ เราจะเห๋็นตัวละครแบบนี้ได้ในหนังของ ยุทธเลิศอีกคน เท่านั้นแหละที่นึกออก ไม่ก็หนังตลกตลกทำ

6.เสียดายที่จังหวะตลกของหนังมันไม่เป๊ะ บางช่วงของหนังมันเลยจืดเจื่อนหน่อยๆ แล้วการตัดต่อมันก็ประหลาดๆไม่เนียนสวย สะดุดกึกกักไปเรื่อย ตัวผีเปื้ลก็เล่นปวกเปียกมากๆ เลยทำให้น้ำหนัดของพระนางมันเด่นกว่าชัดกว่าที่อีส้มและไอ้หรั่งที่เล่นโปรกว่าหน่อย

7.ถึงที่สุดแม้มันจะไม่ได้แตกต่างกับหนังรักเรื่องอื่นๆในระดับกรอบคิด (อันที่จริงนี่ก็เป็นสิ่งที่พบใน insects ด้วย แต่ยังไม่ได้ดู it gets better เลย) แต่มันก็มีนัยยะที่งดงามในความหลาหลายทางเพศที่น่ารักมากๆเรื่องหนึ่ง

 

ปล. เก็บตกจากบทสนทนากับมิตรสหาย

1.ฉากแปรงฟัน

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าจังหวะแหรงฟันของมนุษย์มันน่าเกลียดน่ะ การได้เห็นคู่รักแปรงฟันด้วยกันเลยรู้สึกว่ามันน่ารักดี เหมือนมันเลยช่วงหวานไปแล้ว เป็นช่วงที่แปรงฟันพร้อมกันได้ ตดใส่กันได้ 555 (เดา)

2. รักเพลงป๊อปในหนังเรื่องนี้มากๆๆๆ ทั้งตอบมือข้างเดียว และลมเปลี่ยนทิศ มันเป๊ะ! แล้วมันซัพพอร์ตชีวิตตัวละครด้วยนะ

kapook_world-514460
-เรามาคุยเรื่องการศึกษากันดีกว่า

…………………….

เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์หมดเลย เพราะจะพูดก็แต่จุดสำคัญของมันนั่นแหละ

1.พูดถึงตัวหนังสั้นๆ เราไม่มีปัญหาอะไรมากนักกับตัวหนัง เพราะเป็นเรื่องที่เราขยิบตาให้กับหนังตั้งแต่ต้นในทำนองว่าถ้าเรารับจักรวาลของ โฆษณาไทยประกันชีวิต หรือ หนังอย่างหนึ่งใจเดียวกันได้ เราก็พอจะเข้าใจหนังได้ อย่างน้อยหนังก็ไม่พยายามจะย้อนกลับไปเป็น ครูบ้านนอก หรือครูสมศรี แต่ แต่ แต่!

2.นี่คือหนังที่เหมาะที่สุดในการใช้อภิปรายเรื่องการยุบโรงเรียนเล็ก ของกระทรวงศึกษา เพราะนี่คือการชนกันของทัศนคติทาวการศึกษาที่น่าสนใจมากๆ ทรรศนะแบบครูหนุ่ย กับแบบครูแอน เป็นสองทรรศนะที่มีปัญหาในตัวมันเอง แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นทรรศนะ ที่น่าจะจับมาชนกันมากๆ เพราะมันคือขั้วคู่ตรงข้ามของฝ่ายยุบกับฝ่ายไม่ยุบ

3.ฉากที่สำคัญที่สุดของหนังคือฉากที่ครูแอยถามครูหนุ่ยเรื่องรถไฟ การที่ครูหนุ่ยไม่สามารถเข้าใจได้ว่าครูสองจะทำเช่นนั้นในห้องที่มีนักเรียนห้าสิบคนได้อย่างไรเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และอาจจะเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าการที่ครูแอนอยากจะให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องรถไฟ มันสำคัญมากๆที่เราจะต้องพูดถึงทัสนคติที่ครูแอนมีต่อการศึกษาของช่อน ซึ่งโตไปก็จะไปจับปลาเหมือยพ่อ คำถามคือในหัวครูแอนการเรียนหนังสือคืออะไร คือการจบป. 6แล้วไปเรียนมัธยม แล้วไปเข้ามหาลัย มีงานดีๆทำ ทํศนะของครูแอยไม่ได้มีประเด็นว่านี่คือสังคมชาวบประมง ที่ต้องจับปลาเป็นอาชีพารที่ครูแอนถามเด็กๆว่าอยากเป็นอะไรจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะครูแอนคเชื่อมั่นเหมือนที่คนชั้นกลางทั่วไปเชื่อเรื่องการศึกษาจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยยากเหมือนพ่อแม่ มองวในแง่นี้ครูสองอาจจะเรียลลิสติกกว่า เมื่อครุสองกล่าวargument ชวนให้หลายคนรู้สึกว่ามันสลิ่มมากๆ นั่นคือ การที่ครูสองบอกว่าเรียนหนังสือ ต่อไปจะได้ไม่ถูกโกง สองประเด็นนี้มันสะท้อนไปเรื่องว่าเรามองการศึกษาคืออะไร การศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละสังคมเป็นอย่างไร ารที่จะไม่ถูกโกงในความหมาขนของครุสอง คือ เรื่องในทำนองชาวนาโดนหลอกเซ็นสัญญาเพราะอ่านไม่ออก ไม่เข้าใจการคิดคำนวณพื้นฐาน ในมุมมนี้การอ่านออกเขียนได้คือหัวใจของการศึกษาพื้นฐาน แต่การมองเรื่องการศึกษาตามแผนพัฒนาประเเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เด็ในโรงเรียนรือนแพจะเป็นอะไรระหว่างเป็นชาวประมง กับเรียนจบเพื่อเข้าไปสู่วงจรการเป้นลุกจ้างตามคำที่อ.นิธิเคยพูเในทำนองว่าการศึกษาคือโรงงานผลิตคนให้ออกไปเป็นลูกจ้าง ทัศนะทางการศึกษาของครูแอยอาจจะเข้าใจได้สำหรับคนชั้นกลางมากกว่าความคิดที่ว่าเด็กเหล่านี้เรียนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้และอาจจะไม่ได้เป็นเด็กนักล่าฝัน หรือมีความฝันอะไรแบบเด็กๆชนชั้นกลางในเมือง

4.ทีนี้การที่ครูหนุ่ยเมนชั่นเด็กห้าสิบคนมันสำคัญมาก เพราะการจัดการศึกษาในเมืองในชั้นเรียนแบบคอนเวนชั่น มันต่างจากโรงเรียนเรือนแพที่ดูจะเป็นโฮมสคูลมากกว่า โรงเรียนจริงๆ ปัญหาความย้อนอย้งลักลั่นคือ ในขณะที่ครุแอนสอนวิชาพื้นฐาน เด็กๆยังต้องการการรับรองการศึกษาจากรัฐ ด้วยการไปสอบในเมือง ทีนี้ถ้าครูแอนต้องการให้เด็กล่าฝัน ครูแอนคงเข้าใจได้ไม่ยากว่าการเรียนการสอนแบบครูแอนไม่มีทางเพียงพอ เทียบเท่า หรือแข่งขันกับเด็กในเมืองได้ มันไม่ผิดที่ครุแอนจะสนใจโฮมสคูล แต่การไม่เข้าใจปัจจัย หรือกรอบการมองการศึกษาของครูหนุ่ย ทำให้ประเดด็นความลักลั่นด้านการศึกษาถูกปัดตกไปเป็นว่า ครูหนุ่ยช่างเป็นตัวแทนของคนทุนนิยมในเมืองที่ไม่เข้าใจความงามของการศึกษาแบบใกล้ชิดในโรงเรียนทุรกันดารเอาเสียเลย ที่สพฐ.ไม่ยุบโรงเรียนครูแอน เป็นเพราะเรื่องการเิดนทาง ที่เด็กเข้ามาเรียนในเมืองไม่ได้ และการให้การศึกษาเพื่อเพียงขึ้นพื้นฐาน เพื่อที่จะะให้ อ่านออกเขียนได้ไม่ถูกโกง (ในความปมายแบบตรงไปตรงมา) อย่างที่ครูสองว่านั่นแหละ

5.พอหนังเลือกเข้าข้างครูแอน ในซีนนี้ ทุกสิ่งจึงเลวร้ายลงและย้อนกลับไปทำลายความลักลั่นไดๆที่น่าสนใจมากพอจะทำให้เป็นหนังที่มากกว่าพาฝัน แถมยังดีดตัวเองกลับไปสู่จุดที่เป็นเพียงนำประเด็นนี้มารับใช้อาการพาฝันอีกต่างหาก การเลือกจบแบบที่ทำให้หนังพาฝันที่มีศักยภาพพอจะลึกลงไปได้หน่อยกลับไปอยุ่ที่ระดับผิวของความพาฝันได้เป็นสิ่งที่เหมาะเจาะงดงงามและน่าเสียดายจริงๆ

6.เพราะมันกลายเป็นว่าเด็กๆ โรงเรียนเรือนแพเป็นเพียงยูโทเปียของครูแอน เป็นโลกที่ไม่ต้องมีครูคนอื่นมาประเมินการเรียนการสอน ไม่มีเด็กห้าสิบคนในชั้น เด็กๆเป็นเพียงตัวประกอบในความฝันอันมลังเมืองของครูแอนแสนดี เราไม่จำเป็นต้องการโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน แค่มีครูที่ดีก็พอ เพราะเด็กๆต้องการการอ่านออกเขียนได้ เอ๊ะ แต่เธอต้องมีความฝันอะไรด้วยหรือเปล่า ในโรงเรียของครูแอนยิ่งเด็กแพสสีฟเท่าไรจึงยิ่งดีเท่านั้น เพราะมันทำให้ความฝันของครูแอนในการเรียนรการสอนแบบโฮมสคูลเจิดจรัส โดยปัดเอาปัญหาการที่เด็กไม่เข้าถึงทรัพยากรที่ควรได้รับ หรือการเรียนการสอนแบบหนึ่งไม่ด้เวิร์คกับโรงเรียนทุกแบบ โลกของผู้ชมถูกขีดขั้นไว้ตรงโรงเรียนเรือนแพเพื่อที่จะได้มีความสุขกับครูที่ดีนักเรียนที่ดีในโรงเรียนทุรกันดาร ไม่ใช่ครูที่ดิ้นรน นักเรียนที่ดิ้นนในโรงเรียนที่ดิ้นรน ปัจจัยที่แตกต่างกันที่หนังมีแววจะพาเราไปสำรวจโดนทำลายลงเพราะครูหนุ่ยเป็นตัวละครโลเลอ่อนไหว ไม่เข้าใจครูแอน ก็ถูกแล้ว กลับไปอยุ่ในโลกของโรงเรียนเรือนแพก็ดุเหมาะสมกันดี

7.ตัวละครที่ดีที่สุดในหนังเลยเป็นครูสอง ที่หนังพูดในทนองว่าเขาเป็นนักเรียนโรงเรียนพละที่ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม เป้นคนคนเพิ่งเรียนจบที่ไมรู้จะทำอะไรดี และเป็นเพียงครูผู้ช่วยไร้อนาคต ตัวละครครูสองอาจจะเป็นคนที่เติบโตมาคล้ายๆนักเรียนในโรงเรียนนี้ด้วยซ้ำ และความไม่ค่อยฉลาดของครูสองทำให้เขามุ่งมั่นพอจะสอนหนังสือแล้วไปเรียนต่อเมื่อรู้ว่าสอนไม่ไหว อาจจะเป็นตัวละครที่realistic ที่สุดของหนังแล้ว ส่วนอีครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนม่อนฟ้านั้นไม่ต้องพูดถึง เรามาจับมันกดหัวในสระน้ำกันดีกว่าค่ะ

8.ย้อนไปหน่อย ที่น่าสนใจมากๆๆๆๆๆ คือการที่โรวเรียนเป็นยูโทเปียจริงๆ สิ่งที่รองรับเรื่องนี้คือการที่นักเรียนในโรงเรียนนี้ซึ่ง ห่างไกล ทุรกันดาร ชนบทภาคเหนือ สามารถพูดไทยกลางกับครูได้อย่างไม่ขัดเขิน นี่ไม่ใช่แค่ยูโทเปียของครุแอน แต่เป็นยูโทเปียของการศึกษาไทยด้วย (ที่ดีคือครูสองเมื่อหลุดจากรั้วโรงเรียนเขาพูดเหนือกับตัวละครอื่นๆ)

9.ถึงที่สุด หนังเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้าย มันเกือบจะไปได้สวย แต่ดันเลือกเลี้ยวยูเทิ์รนหักศอกกลับมาเป็นตัวของตัวเอง และตัวของตัวเองของหนังทำให้หนังก็เป็นได้เท่าที่หนังเป็น เป็นความพาฝันอันง่อยเปลี้ยเสียขาอีกครั้งของคนชั้นกลาง ที่แม้พลอยจะให้การแสดงที่งดงามอย่างไรก็ช่วยหนังไว้ไมได้ (ปล. เราโอเคกับบี้นะ เพราะเราคิดว่าบทของบี้เป็นคนที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่)

Image

1. กรณีที่1 หนุ่มใหญ่ในหมู่บ้านควงปืนลูกซองไล่ยิงพวกนักบัญชี ผู้ใหญ่บ้านและนักธุรกิจตายหมู่ -ว่ากันว่าผู้ใหญ่บ้านเซ็นขายสัมปทานให้นักธุรกิจจนตัวเองร่ำรวย พร้อมให้สัญญาจะเอาเงินมาแบ่งชาวบ้านแต่ไม่เคยได้ เหมืองก็รวยเอาๆ พอไปถามก็โดนซ้อม นักธุรกิจก็ไม่ใช่ใครเ็นเพื่อนร่วมชั้นเก่าเขานั่นเอง

2. กรณีที่2 โจรใจบาปปล้นสาวเพิ่องอกจากธนาคาร ยิงแสกหน้ากลางวันแท้ๆ -ไอ้หนุ่มเพิ่งกลับจากบ้านเกิด เขาไปเยี่ยมคารวะวันแซยิดแม่ เขามีเมียกับลูกในหมู่บ้าน มีพี่ชายคอยดูแลแม่เขาส่งเงินกลับบ้านคราวละมากๆ เจาไม่ค่อยได้เลี้ยงดูลูก เขาคิดว่าทั้งหมดมันน่าเบื่อยังกะอะไรดี เขาผูกตัวเองเข้ากับการประกอบอาชญากรรมแล้วนี่นา

3.กรณีที่ 3 หมอนวดสาวเชือดโหดลูกค้าด้วยมีดปอกผลไม้ กระซวกไส้แตก – อันที่จรืงเธอเป้นพนักงานต้อนรับ และเป็นเมียน้อย เกิ่งโดนเมียหลวงพาคนมาดักตบ แม่เธอทำงานเป้นแม่ครัวในที่ก่อสร้างสนามบิน ที่วันดีคืนดีก็โดนคนมาตั้งด่านไถตังคืรถขนคนงานไถเอากับพวกคนงานนี่แหละ ชีวิตเธอน่าเบื่อหน่ายเธอถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหมอนวดและโดนหยามหมิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในชีวิตซวยๆของเธอ

4.หนุ่มโรงงานช้ำรักจากกะหรี่ แค้นใจแม่ไม่ฝห้ตังค์ใช้โดดตึกบ้านพักดับอนาถ -เขาเป็นเด็กบ้านนอก เข้ามาทำงานในโรงงานแล้วเกิดเรื่องเลยหนีไปเป็นบ๋อยในคลับของคนชั้นสูง เขาตกหลุมรักเพื่อนร่วมงานที่เป็นสาวนางโชวืแล้วยังขายตัวด้วย วันหนึ่งเจ้ากรรมนายเวรตามมาทวงแค้น วันหนึ่งเขาโทรไปขอตังคืแม่แล้วโดนด่า วันหนึ่งเาปลอมเสื้อเพือ่นเข้าไปทำงานในโรงงานที่ดีกว่าโรงงานที่เขาเคยทำ วันหนึ่งเขาก็โดดตึกลงมา
Read More

12-years-a-slave-trailer

1.สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังคือมันไม่ได้เป็นหนังจำพวก Blind Mountain ที่ออกแบบมาเพื่อสำรวจจิตใจคนที่ตกเป็นเหยื่อ แล้วสร้างสถาณการณ์บีบคั้นเพื่อให้เรารู้สึกร่วมกับความอยุติธรรม ไม่ได้สำรวจจิตใจลึกๆว่าเหยื่อจะสู้แล้วยอมจำนนหรืออะไรแบบนั้น จริงๆตัวโซโลมอนแทบจะทำหน้าที่เป็นเพียงพยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดกับทาสคนอื่นๆมากกว่าเหยื่อเสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันหนังก็ไม่แสดงตัวเป็นหนังที่ว่าด้วยการลุกขึ้นทวงถามความอยุติธรรม หนังไม่เร้าอารมณ์ด้วยเหตุการณ์เหี้ยมโหด แล้วทำให้คนดูเดือดแค้นไปตามตัวเอก เพื่อจะเรียกอารมณ์ของการต่อสู้ ฮึกเหิมมโรแมนติค หนัง
กลับเลือกการดำเนินไปอย่างเอื่อยเฉื่อย เหตุการณ์ดำเนินไป โหดเหี้ยมแต่ไม่เร่งเร้า เว้นระยะของการเฝ้าสังเกต และสิ่งที่หนังสังเกตมากที่สุด กลับไม่ใช่ตัวทาส หากแต่เป็นตัวคนผิวขาวรอบๆตัวทาสแทน เราจึงแทบไม่รู้จักบรรดาทาสในหนังนอกจาก โซโลมอน อีไลซาและแพทซี่ ซึ่งทาสหญิงสองคนไม่ได้เป็นแค่เหยื่อให้หนังเล่นสนุก แต่เป็นภาพแทนระดับอินเทลเลคชวลในการพูดถึงทาส

2.ตัวละครหลักของหนังเลยเป็น ความคิดนึกของคนขาวในปลายยุคค้าทาส ตั้งแต่เบเนดิคต์ที่เป็นคนขาวแบบที่อาจจะตรงไปตรงมาที่สุดคือแม้จะให้เกียรติทาสแต่ก็ยังใช้ทาส ยังเชื่อในระบบทาส มาถึงฟาสเบนเดอร์ที่เป็นภาพแทนเจ้าทาสตัวจริง และแบรด พิทท์ ที่เป็นคนนอก (คนแคนาดา) และตัวฟาสเบนเดอร์กลายเป็นตัวละครที่น่สนใจที่สุดในหนัง เพราะหนังไม่ได้ให้ภาพเขาในฐานะเจ้าของทาสชั่วร้าย แต่กลับมองเขาในฐานะตัวแทนความสัมพันธ์สามเส้าของเขากับเมีย และทาสสาว กล่าวให้ถูกต้องคือสามเส้าของความสัมพันธ์ของคนขาวกับคนขาวและคนขาวกับคนดำ มันงดงามมากที่ดูเหมือนเขาหลงใหลทาสสาวแต่ตกอยุ่ในอาณัติของเมียที่รังเกียจทาสสาว แต่ไม่ใช่เพราะทาสเป็นทาส แต่เพราะทาสเป็นที่ผัวหลงไหล การทำลายกันเองของสามคนนี้ถูกเล่าผ่านการเก็บฝ้ายให้ได้มาก การถูกโบยตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสัมพันธ์ส่วนนี้ในหนังสิถือว่าเป็นไม้เด็ดของหนังจริงๆ
Read More

1932250_765287666816999_368096857_n

ภาพถ่ายจากจอภาพยนตร์โดย ธีระพัฒน์ งาทอง

บทความชิ้นนี้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของหนัง หากการตีความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น

ภาพเหล่านั้นไหลเลื่อนจากรอยปริแตกแห่งท้องทะเล  นี้คือความทรงจำซึ่งสาบสูญไป  หรือนี้คือความทรงจำซึ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ พวกเขากล่าวต่อกัน กระซิบกระซาบเพื่อมิให้ทิวามองเห็นแลราตรีได้สดับตรับฟัง  พวกเขาอันคือเด็กหญิงที่กลายเป็นว่าว และคนผู้ชายผู้สร้างน้ำตามาเกาะบนกระจก  เด็กหญิงผู้ที่ต่อมากลายเป็นแมงปอ  กลายเป็นความทรงจำอันสาบสูญไป  กลายเป็น ความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ในผู้ชายที่กลายเป็นนกเมือง  เคลื่อนคล้อยคืนสู่ห้วงสมุทรอันเป็นอนันต์ ด้วยภาษาที่ราไม่อาจรู้จัก  ภาพที่ไร้ซึ่งที่มา  ชุดความทรงจำซึ่งยังคงดำรงอยู่โดยสลัวเลือน หากแจ่มชัดในความมีอยู่ แม้ภาพจะลาลับจากไปแล้ว

 

นี้คือสิ่งที่เราพอจะเล่าสู่ได้    จากชุดภาพที่เรืองแสงสีเทาอันแสนหม่นเศร้าราวกับมีหยดน้ำตารินร่วงจากจอภาพ หรือจากดวงตาเรา ภาพไร้ที่มาที่ไปไม่มีเรื่องจะเล่าขาน เป็นเพียงภาพที่บังเกิดขึ้นดำรงคงอยู่แล้วลาลับ  ภาพซึ่งบางที่อาจเล่าหรืออาจไม่ได้เล่า   การกำเนิดเกิดขึ้นของภาพยนตร์หรือของท้องทะเลหรือภาพยนตร์ที่ผุดบังเกิดจากพรายฟองคลื่น เพื่อจะดับสูญลงไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจคว้าจับมาครอบครองได้ เว้นแต่ในความทรงจำแหว่งวิ่นของเรา

Read More

vlcsnap-2014-02-14-22h00m53s115
คุณเป็นนักดนตรีโฟล์คตกอับ คุณเคยออกแผ่นกับคู่หู แต่คู่หูของคุณไปโดดสะพานแล้ว คุณไม่มีแม้แต่ห้องเช่า เร่ไปอาศัยนอนตามโซฟาบ้านเพื่อนคนนั้นทีคนนี้ที คุณอาจจะทำผู้หญิงท้อง แต่ที่สำคัยผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียเพื่อนของคุณ พวกเขาคือจิมกับจีนคู่ผัวเมียนักร้องที่กำลังมาแรงแซงคุณ ได้ทุกอย่างที่คุณอยากได้ วันนี้คุณต้องไปเป็นแบคอัพให้จิมสามีจีนด้วยซ้ำ คุณเผลอปล่อยแมวของเพื่อนบ้านที่คุณไปอาศัยนอนโซฟาออกมาแล้วกลับเข้าห้องไม่ได้คุณเลยต้องเร่ร่อนไปกับแมวส้ม คุณมีพ่อเป็นชาวเรือ ตอนนี้ไม่พูดกันแล้ว พูดให้ถูกคือพ่ออาจจะไม่พูดอีกแล้ว เลอะเลือนอยู่บ้านคนชราโน่น คุณเข้ากันไม่ได้กับพี่สาว ไปขออาศัยทีไรก็มีเรื่อง คุณได้ข่าวว่ามีนายทุนที่ชิคาโก้อาจจะชอบเพลงคุณ คุณที่วนเวียนไปไถตังค์จากบริษัทที่เคยออกแผ่นที่ขายไมไ่ด้ให้คุณเลยต้องอุ้มแมวส้มโบกรถไปชิคาโก้กับตาลุงอ้วนขี้ยาปากเสียและคนขับรถของเขา แต่คุณไม่มีโชค เออนั่นละ โชคชะตาคือสิ่งที่คุณไม่มี มีแต่อากาศหนาว เท้าที่ชื้นและเย็นตลอดเวลา มีแต่กีตาร์ มีแต่แมวหลงสีส้ม และคุณที่ความหวังเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ ที่เจ็บปวดคือความสิ้นหวังก็เคลื่อนห่างไปด้วย

คุณก็เหมือนกับเพลงของคุณ เพลงรันทดไร้ชื่อที่ไม่มีทางขายได้ คุณรังเกียจพวกเพลงพ๊อพๆประสานเสียง จริงๆคุณเป็นคนโดดเดี่ยวไม่มีใครเอา กล่าวตามจริง คุณเลวใช้ได้ และนี่คือกรรมที่คุณต้องแบกรับ คุณอาจจะเคยเข้าใกล้ชีวิจแบบอื่น แต่มันก็ผ่านไปแล้ว คุณไม่ให้ใครมาร้องประสานคุณอีกแล้ว เพราะคนที่ร้องประสานกับคุณไม่มีอยู่แล้ว คุณเลยโกรธเป็นบ้าตอนที่เมียของเพื่อนที่คุณไปอาศัยร้องประสานคุณ เวลาโกรธคุณควบคุมตัวเองไม่ได้ กับพี่สาว หรือกับใครหน้าไหนก็ไม่แตกต่าง คุณโหวกเหวกด่าแม่งทุกคน คุณเลยต้องอยู่คนเดียว คุณขี้อิจฉา คุณอิจฉาสองผัวเมียที่ดังกว่าคุณ แต่ในทางเดียวกันคุรก็โบยตีตัวเองและยกย่องตัวเองจากการพลาดสิ่งต่างๆในชีวิตด้วย คุณเหยียดที่จีนกับจิมจะมีชีวิตครอบครัวแสนสุขย้านไปบ้านชานเมือง แต่คุณก็ปรารถนามันด้วย มันก็อย่างที่จีนว่าคุณมันทำตัวเองความหยิ่งจองหองของคุณ คูรไม่เดินร่วมทางสายพ๊อพ ไม่กลับไปร้องเพลงแบบตลาดคุรไม่ได้บอกใคร แแต่คุณก็อิจฉาความสำเร็จของพวกร้องเพลงตลาดๆ คุณอยากร่ำรวยและโด่งดังแต่ก็อยากจะเป็นตัวคุรด้วย มันก็สมน้ำหน้าแล้ว คุณก็เลยเป็นอย่างเพลงที่คุรร้องตายไปตั้งนานก่อนโลกจะแขวนคอคุณ

คุณก็เหมือนแมวส้มตัวนั้น ไม่ใช่ ไม่ใช่แมวส้มตัวที่พลัดหลงออกจากบ้านช่องอบอุ่น แต่แมวส้มตัวที่คุณจับได้ทีหลัง ตัวที่เดินทางไปกับคุณแล้วคูรก็ผละไป ชีิวตคุณเหมือนการที่คุณเลี้ยงแมวส้ม ติดหนี้บุญคุรและได้ประโยชน์จากพวกอนุรักษ์นิยมที่คอยให้ที่พักพิงกับคุณแต่คุณก็ผละไป ไม่ใยดีกับวิธีของพวกเขา แต่ก็ใช่ว่าคุรจะได้ดี คุณติดอยู่ตรงกลาง กลางพายุหิมะ กลางพายุฝน กลางถนนมืดๆ หรือติดในรถเหมือนแมวส้มตัวนั้น จิมกับจีนเป็นแมวส้มที่จงรักภักดี แมวส้มที่หาทางกลับบ้านได้ แต่คุณเเป็นแมวส้มหลงทาง แมวเอาแต่ใจที่พนเจรไปอย่างอดอยากหิวโหย ทั้งทรนงและน่สมเพชแม้จะค่อนไปอย่างหลังมากกว่า

มันเจ็บปวดที่คุณขับรถข้ามรัฐไปร้องเพลงให้คนที่คิดว่าเพลงคุณดีแต่ไม่จ้างคุณ เจ็บปวดกว่านั้นคือคุรไปร้องเพลงให้พ่อคุณฟัง เพลงชาวเรือตามชีวิตของพ่อและชีวิตของคุณ เป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนพ่อจะกลับมาเชื่อมต่อกับคุณอีกครั้ง ผ่านเพลงของคุณ แต่เปล่า พ่อขี้แตก ชีวิตคุณร่วงลงเหว สบถไปเถอะ แต่ที่เจ็บที่สุดคือการที่คุณบอกจีนว่าคุณจะเลิกแล้ว คุณไปไม่ถึงไหนและคุณเหนื่อยแล้วจริงๆ คุรถึงกับไปจ่ายเงินขอใบอนุญาติคืนจากสหภาพชาวประมง แล้วพบว่ามันสูญเปล่า ชีวิตถีบคุณกลับมาในวังวนเดิมๆ โลกที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึง อย่างที่บอกความหวังเคลื่อนห่างออกไป ความสิ้นหวังก็เคลื่อนห่างออกไป คุณขับรถชนแมว แมวที่คือคุณเอง

พวกเขาไม่ได้แค่ทำหนังเกี่ยวกับคุร หนังของพวกเขาอาจจะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มคร่าวๆคือกลุ่มพวกฆาตกรรมหยำฉา (คำชม) หนังจำพวก Raising Arizona หรือBlood Simple หรือFargo อีกกลุ่มที่เหลือก็เป็นหนังแบบชีวิตบัดซบแบบคุรนี่แหละ ความซวยแบบ A Serious Man หรือความแก่ความพาราไลซ์แบบ No Country For Old Men (จริงๆหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นการผสมที่ลงตัวที่สุดของหนังสองกลุ่ม) โฟกัสกันที่กลุ่มหลัง คูรพบว่ามันคือหนังที่แสนจะสิ้นหวังเกี่ยวกับ Man Against the World ตัวละครในกลุ่มนี้ไม่ออกไปแส่หาเรื่องแต่เรื่องจะเดินข้ามาหา ตัวละครกลุ่มนี้จะ learn ,fail แต่พวกเขาจะไม่ชระ ชัยชนะของพวกเขาคือ fail better พวกเขาเป็นฮีโร่ไม่ใช่เพราะพวกเขาชนะโลก หรือกอบกู้โลก เพราะแค่ชีวิตตัวเองพวกเขาก็กอบกู้ไม่ได้ แต่พวกเขาเป็นฮีโณ่เพราะพวกเขาสิ้นหวังแต่ก็ยังไม่ตาย ชีวิตแม่งต้องดำเนินต่อไป ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าคือความงามของพวกเขา พวกคุณ พวกคนดีๆชั่วๆที่เรียกว่ามนุษย์ หนังของพวดกเขาจึงร้ายกาจ ตลก เจ็บปวดแต่ก็ร้ายกาจ มีแค่ด้านที่มืดกับด้านที่เศร้า ด้านที่มืดจะตลกและด้านที่เศร้ามักจะทรมาน นั่นและสรุปย่อความเป้นมนุษย์ความเป็นคุณ

คุณก็มีแค่นี้ แต่หนังมันเจ็บปวดตรงที่มันบอกว่าคุณไม้ได้ fail better และ fail worse เพราะคุณจัดการไม่ให้แมวส้มหลุดออกมาป่วนได้แต่มันเป็นอดีต ลูปของชีวิตคุณทั้งหมดเป็นปัจจุบันและอนาคตที่บรรจบกับอดีต แนาคตอยู่ตอนเปิดเรื่องต่างหากก็หมายความว่าถ้านั่นยังไม่พอคุณถูกชกล้มคว่ำแล้วfail worse แต่เอ้ออาจจะมีวันที่fail better แล้ว คุรจะได้ไม่ต้องใส่ถงสองชั้นเอาเทปพันสายไฟเวลากิ๊กสาวเหมือนที่จีนด่าคุณอีกก็ได้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 105 other followers