Hanzawa Naoki (2013, Fukuzawa Katsuo +Takayoshi Tanazawa,JP) TV Series

เป็นขวามันเหนื่อย เป้นขวาญี่ปุ่นมันเหนื่อยเหี้ยๆ

หนังดุเดือดเลือดสาดดูแล้วเส้นเลือดในสมองพร้อมจะแตกตลอดเวลา แต่น่าตื่นเต้นมาก ทั้งมายาคติของมันและการตบหน้าคนดูเปรี้ยงในสิบวินาทีสุดท้าย

ละครญี่ปุ่นโดยเฉพาะกลุ่มละครสายอาชีพญี่ปุ่นมันสนองคุณค่าฝ่ายขวา ผลักคนให้เป็นเฟืองของระบบโดยเอาคุณค่าวิชาชีพมาตบแต่งให้สวยงามว่าหาดเรายึดมั่นในหลักของวิชาชีพ เราจะได้สิ่งที่ดีแน่นอน ละครพวกนี้ผดุงคุณค่าของพวกขวาที่จะไม่แตะต้องตัวระบบ มันจึงเป็นเรื่องของการต่อสู้ของฝ่ายขวาที่ดี(ซึ่หนังจะเล่าตลอดเวลา) กับฝ่ายขวาที่เลวซึ่งควบคุมระบบ ระบบในหนังจะไม่ถูกแตะต้อง เพราะมันคือคุณค่ารวมที่เราต้องยึดถือ มันจึงเป็นแฟนตาซีของคนเล็กคนน้อยที่escape ว่าฉันทำงานได้โปรได้ดี ได้มีหลักการ จะเติบโตก้าวหน้าในระบบได้หากโค่นล้มฝ่ายขวาขี้โกง วิธีนี้จะทำให้เราสยบยอมต่อระบบมากขึ้น

ละครเหล่านี้จึงไม่มีที่ให้คนนอก คนชายขอบ แต่ไม่ใช่การขับออกไป แต่เป็นการับเข้ามาอยู่ทั้งหมด จะเป็นคนชายขอบแค่ไหนก็ได้ขอให้ยึดมั่นในหลักการเดียวกัน อย่างน้อยก็เข้ามาสร้างชาติด้วยกันจะสร้างระบบใหม่ก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นภัยต่อระบบเดิม valid ในทุนนิยม (จริงๆ อ่านเรื่องนี้มาจากซีเซกฉ่ายแต่ไม่มีปัญญาเขียนให้เกทได้หรอก) คยชายขอบ คนนอกจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วย ขอเพียงมีกิมมิคสำคัญคือ ‘ความภาคภูมิใจในตัวเอง’

ผลก็คือไม่มีพื้นที่ให้คนนอกจริงๆ ไม่มีเลยพวกนั้นจะถูกเบียดตกขอบของสังคมออกไปเลย ถูกต่อต้านไปเลย ถูกทำให้หายไปเลย เพราะพื้นที่มันกว้างมากแต่ไม่ว่าคุรจะเป็นใครถ้าคุรไม่ยอมรับในระบบ และการเปลี่ยนระบบด้วยวิธีตามระบบ คุณจะไม่เหลือแม้แต่พื้นที่หลบภัย

พอดูแบบนี้ก้เลยเกทบรรดามิตรสหายที่บอกว่าญี่ปุ่นมันอยู่ยากจริงๆ ละครพวกนี้ทำให้ดูเหมือนว่าดี แต่จริงๆมันโหดมาก แล้ว เรื่องนี้ก็บีบคั้นความโหดออกมาจนเราสงสัยตลอดเวลาว่าถ้าเราเป็นพระเอกจะทนความกดดันทั้งหมดได้ไหม
ชอบตัวเมียพระเอกที่เป็นเหมือนเมียในฝันของการแฟนตาซีหนีระบบ คือยอมทุกอย่างเพื่อผัว ชอบที่หนังแสดงว่าในโลกฝ่ายขวาไม่มีพื้นที่ส่วนตัว บ้านของคุณ เมียของคุรก็ต้องสมบูรณ์พร้อมรับการตรวจสอบด้วย การเข้าสังคมของเมียฮันซาว่าจึงไม่ใช่แค่ารช่วยผัวแต่เป็นการให้ระบบกลืนกินเข้าไปเพื่อให้อยู่ได้

ชอบตอนจบของหนังมากๆ เมื่อมันเหมือนอยู่ดีๆก็ตบหน้าให้คนดูตื่นจากฝันว่า เฮลโหล! ศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่ฝ่ายขวาชั้นเลว แต่เป็นระบบที๋โอบอุ้มมันอยู่ต่างหาก

Advertisements

Ten Years (2015, Ng Ka-Leung, Jevons Au, Wong Fei-Pang, Kwun-wai Chow, Kwok Zune, HK)

หนังสั้นห้าเรื่องที่เป็นเสมือน แรงกระเพื่อมจากคนฮ่องกงที่หวั่นไหวต่ออนาคตหลังจีนเข้ายึดครองเต็มตัว หนังฉายภาพฮ่องกงปี 2025ที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ในทางที่เลวลง

เริ่มจากเรื่องอขงเด็กหนุ่มสองคนที่ถูกจ้างไปก่อความวุ่นวายโดยการแสร้งว่าลอบสังหารนักการเมืองท้องถิ่นฮ่องกง เพื่อก่อความวุ่นวาย จีนจะได้ประกาศพรก.ฉุกเฉิน แต่ทุกอย่างมันหักมุมไปหมด เรื่องที่สองเป็นเรื่องของผัวเมียนักโบราณคดี ที่หันมาเก็บตัวอย่างของโลกร่วมสมัย เช่น ห้องของคนที่ถูกทางการลักพา ทำร้ายน ทพลาย ยิ่งเขาทำไปเรื่อยๆก็พบว่าspeciemn มีจำนวนมากจนกล่องเก็บไม่พอ และมันทำให้ทั้งคู่ซึมเศร้ามากขึ้นจนในที่สุดฝ่ายชายขอให้ฝ่ายหญิงเก็บspecimenของตัวเอง ซึ่งรวมทั้งการทำ taxidermy หรือสตัฟฟ์เขาไว้ เรื่องที่สามนี่พีคที่สุด เป็นเรื่องของแทกซี่ที่กำลังประสบปัญหาเพราะทางการเริ่มบีบให้คนที่พูดพูตงหัว(จีนกลาง) ไม่ได้ ให้หากินได้ยากขึ้น เช่นรับคนที่สนามบินไม่ได้ แทกซี่ต้องเรียนพูตงหัว ต้องเผชิญกับผู้ดดยสารที่พูดพูตงหัว บางคนก็พยายามคนที่พูดกวางตุ้งได้ GPS ก็ไม่ตอบสนองกวางตุ้ง ลูกๆไปเรียกหนังสือก็พุดกันคนละภาษา เรื่องที่สี่อาจจะกราดเกรี้ยวสุด เรื่องของ การประท้วงรบ.กลางที่ทำเป้นสารคดีสัมภาษณ์คนหลังจากมีคนไปเผาตัวตายหน้ากงศุลอังกฤษ เพื่อขอให้อังกฤษช่วยปลดปล่อย HK จากจีน แล้วสืบยอนไปเรื่อง umbrella rev. การประท้วงอดอาหารจนตาย การพยายาม uprise ของนศ. สิ่งที่ชอบคือมันมีทั้งคนที่อยากให้HK เป็นอิสระ แต่ไม่เชื่อความรุนแรง คนที่คิดว่าผู้ประท้วงเป็นแค่คนที่รบ.จีนจ้างมาเพื่อก่อความวุ่นวาย ตอนจบของหนังรุนแรงมากๆ หนังอาจเฉยๆแต่ตอนจบเล่นเอาน้ำตาซึมเหมือนกัน เรื่องสุดท้ายงดงามมาก เป็นเรื่องของคนขายไข่ ที่ขายไข่ฮ่องกงมาตลอชีวิต จนฟาร์มไข่โดนรบ.สั่งปิด ลูกไปเรียนหนังสือ ก็ต้องเป็น youth gard (แต่งตัวเหมือนRed Guard) คอยตรวจสอบคนอื่นที่ทำผิดกฏของรัฐ เช่นคำว่า local เป็นคำที่ผิดกฏหมาย youth gaurd ที่เป็นเด็กประถมจะถ่ายภาพส่งจนท. ไม่แว้แม้แต่พ่อแม่ตัวเอง แต่ฉากจบของหนังมีความหวังมาก และเราชอบฉากห้องหนังสือของหนังจริงๆ งดงามมากๆ

ตามประสาหนังรวมหนังสั้นหนังต้องมีดีบ้างเสียบ้าง แต่ที่สังเกตคือ นี่คือหนังที่แทบจะทิ้งกลิ่นแบบ HKmainstream ไปเลย ไปคล้ายหนังสั้นฮ่องกงใหม่ๆมากกว่า สงบกว่าไม่เอะเอะมะเทิ่ง และมีpolitical agenda ชัดเจนไม่ปิดบัง พอดูก็รู้สึกว่า เออน่าสนใจ แม้มันจะอ่อนความสนุกแบบหนังฮ่องกงสตูดิโอที่คุ้นเคยกันมาหลายสิบปี

จพอดูแล้วก็อยากฉายคู่กับ Midnight After ของ Fruit Chan ซึ่งมีความเป็นHK Mainstream เอะอะมะเทิ่ง เลอะเทอะเปรอะเปื้อน แต่พูดเรื่องเดียวกัน เรื่องความหสวั่นไหวของคนฮ่องกงต่ออนาคต

ไม่น่าเชื่อว่าเราเพิ่งดู Comreade, Almost Love Story ไปไม่นาน แต่ประเด็นทางการเมืองมันเปลี่ยนไปอีกแล้ว

พอดูจบก็รู้สึกรุนแรงว่า เด็กรุ่นต่อไป เป็นทั้งภัยคุกคามและความหวัง ระบบจะเปลี่ยนพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อคนรุ่นพ่อแม่ ยิ่งถ้าเราต่อต้านระบบอันมืดมัว แต่ทางออกเดียวคือเราต้งเปลี่ยนความคิดของพวกเขา ด้วยกำลังที่เรามี คนอื่นคงเป็นเรื่องอื่น แต่ของเราเองคงเป็นศิลปะสายแมส เช่นหนังสือ ดนตรี หรือภาพยนตร์มันโคดสำคัญ

 

Captain America:​ Civil War (2016. John Russo +Anthony Russo, US)

ไม่นึกว่าจะมีวันที่อินกับหนังตระกูลอเวนเจอรส์ อย่างรุนแรง ตอนแรกคิดว่าแค่ไม่หลับก็โอเค เพราตราบใดที่มีสตาร์คในเรื่องก็อยากให้มีคนเอามีดไปแทงมันให้ตายตลอดเวลา แถมภาพนี้ไม่มีพี่ธอร์ (อร๊างงงงงงง) ด้วย

แต่พบว่าตัวเองอินกับ สตีฟ – บัคกี้ อย่างรุนแรง ซีนกัปตันไปช่วยผัในเบอร์ลินมันพีคมากๆ มันไปสู่ระดับ โลกนี้ไม่มีใครเข้าใจเราสองคน เราสองคนหนีไปด้วยกันเถอะ ซีนที่รุนแรงมากๆคือซีนสตีฟคว้าเฮลิคอปเตอร์แล้วเบ่งกล้ามทุกมัด กล้องจับอยู่ราวสามสิบวินาที พร้อมแคปชั่นในหัว ‘ตัวเองงงงง อย่าทิ้งเค้าปายยยยยย’

เอาจริงๆนอกจากความโรมแนติคบอร์เดอร์ไลน์ของสตีฟ บัคกี้ ก็ยังชอบประเด็นเซ็นไม่เซ็น เมื่อพจิารณาว่า กัปตันที่ถูกยกเป็นตัวแทนของเจตจำนงเสรี มันคือเจตจำนงเสรีของUS ที่จะโนสนโนแคร์ ข้อตกลงของ UN สิ่งที่กัปตันพูดในโลกจริงมันย้อนเป็นว่า US ทำตามเจตจำนงของตัวเองด้วยการบุกอิรักสิจ้ะ แต่ในระดับปัจเจกว่า UN จะเอาพวกเขาไปเป็นเบี้ยมันเวิร์ค เพราะมันส่งเสริม individualism เสรีภาพที่เข้าตีนกัปตัน ‘อเมริกา’ มากๆ

คล้ายๆแบทซุป ซุปกับกปัปตันคือ อเมริกายุคสงครามโลก พ่อคยหล่อคนดีกู้โลก ในขณะที่แบทกับสตาร์คก็คือพวก คอมมิวนิสต์เสรีนิยม (ตามคำของซีเซกฉ่าย) คือพวกนายทุนที่ ให้กูรวยแล้วกูจะช่วยโลก (ไปอ่านเพิ่มเอาเองในหนังสือซีเซกฉ่าย) ซึ่งน่าหมั่นไส้กว่าพี่อเมริกันคุณพ่อรู้ดีแต่ใจซื่อเป็นไหนๆ(ที่จริงก็น่าหมั่นไส้พอๆกัน) แต่ความกระอักกระอ่วนจริงๆที่หนังเล่นคือ ไม่ว่ามึงจะเป็นแบบไหนมันมีเหยื่อ และการที่ตัวร้ายในภาคนี้เป็น เหยือของการกู้โลก ไม่ใช่พวกหวังครองโลก มันเลยมีน้ำหนักว่า ปฏิบัติการของมึงมีปัญหาในตัวมันเอง มันเลยดีที่เลือกจบโดยไม่พยายามเชิดชูว่า มึงซวยช่วยไม่ได้ตายไปซะ ต้องเสียสละอะไรงี้ เพราะเหยื่อมันย้อนกลับมาหาตัวอเวนเจอรส์เอง กัปตันเลยต้องเสียผัว (เอ๊ย เพื่อนรัก) และสตาร์คต้องเจอความจริงอันเลวร้าย

การที่หนังดีลกับประเด็นคนบริสุทธิ์ที่ต้องซวย ท้าทายความชอบธรรมของหนังพอสมควร (แต่แน่นอนหนังมันต้องตีสองหน้าอยู่แล้ว) ซึ่งจริงๆก็ชวนให้คิดถึงเรื่องที่แบทซุปควรขยี้แต่ไม่ขยี้คือ โอกาส 0.01% ที่ฮีโร่จะมีpotentialในการทำลายคนอื่น การจัดการด้วยความกลัว คือการจำกัดขอบเขตอำนาจของฮ๊โร่ แต่ Civil War มันตีความเข้าข้างตัวเองว่าถ้าเราเป็นคนดีแล้วไซร้ เจตจำนงที่ดีจะทำให้เราไม่ตกเป็นเครื่องมืิอของการเมือง ซึ่ง individualism มันมีปัญหาในตัวมันเอง (มาดูแถวนี้ก็ได้) พอมันเอาเรื่องของเหยื่อมาล้างแค้นมาบาลานซ์ก็ทำให้เรารู้สึกทอนทั้งความเกลียด และความชอบลง ชอบความกระอักกระอ่วนตรงนี้มากๆ

El Club (2015, Pablo Larrain, Chile)

โครงเรื่องเป็นเหมือนภาคแยกของ Spotlight ว่าด้วยบ้านสีเหือบนเนินติดทะเล เป็นที่อยู่อาศัยของบาทหลวงที่โดนพักงาน พวกตุ๋ยเด็ก พวกตุ๊ด พวกทำแท้งเถื่อน หรือพวกที่ป่วยจริงๆ บ้านมีบาทหลวงสี่รูปกับนางชีที่เป็นผู้ดูแล พวกเขาไม่มีอะไรทำนอกจากสวดภาวนา ร้องเพลง และฝึกหมาเกรย์ฮาวนด์ที่เก็บมาจากข้างถนน มาวิ่งแข่งหาความบันเทิงเล็กๆน้อยๆ พวกเขาสัมพันธ์คนอื่นไม่ได้ จับเงินไม่ได้ เข้าเมืองไม่ได้ พวกเขาจึงส่งนางชีไปแข่ง แล้วยืนดูจากบนเนิน วันหนึ่งมีคนพาบาทหลวงอีกรูปมา ยังไม่ทันจะเข้ากันดี ก็มีคนมายืนตะโกนด่าพระหน้าบ้าน บอกว่ามึงตุ๋ยกูโดยอ้างว่านี่เป็นน้ำกามศักดิ์สิทธ์โดนตุ๋ยจะทำให้พรหมจรรย์จนกว่าจะแต่งงานและเป็นสายตรงถึงพระเจ้า การถูกตะโกนด่านำมาซึ่งโศกนาฏกรรม บาทหลวงอีกรูปถูกส่งมาสอบสวน ไล่สอบพระทีละรูปโดยมีเป้าหมายคือการปิดบ้านนี้เสีย ระงับเรื่องเสื่อมเสียเกี่ยวกับโบสถ์ แต่ยิ่งค้นลึก ทุกอย่างก็ยิ่งเป็นการเปิดปากแผลของความชิบหาย และทำให้มันลุกลามออกไปจนยากระงับ โดยที่การระงับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเสียเอง

หนังชวนให้นึกถึง Post Mortem ในแง่ที่ว่า Pablo Larrain เชี่ยวชาญมากๆในการแสดงให้เห็นถึงความเลวระยำต่ำช้าของพวกฝ่ายขวาที่ถูกกดทับ พวกคนที่เราคิดว่าหมดพิษสงเพราะเป็นพวกชายขอบ ถูกส่งไปใช้กรรม ไปอยู่เงียบๆ ดูเป็นคนที่ถูกกดไว้ แต่ในเวลาที่เหมาะสม คนพวกนี้จะคลี่คลายความเลวทราม ความเลือดเย็น ความไว้ใจไม่ได้ ความระยำต่ำช้าของตัวเองออกมาอย่างน่าขนลุก เพราะพวกเขา,ในขณะที่ทำเพื่อตัวเอง ได้มีจ้อแก้ตัวของการทำเพื่อรักษษคุณงามความดีของสถาบันที่สังกัด ของโลก ของสังคม ของพระเจ้า ของประเทศ คนเหล่านี้ประกอบอาชญากรรมโดยไม่ต้องรับโทษอะไร หนำซ้ำความผิดในอดีตก็ถูกกลบฝังเมื่อทำในนามของการรักษาศีลธรรมอันดี

จากนี้ไปเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ในช่วงแรก ดูเหมือนเหล่าพระนักตุ๋ย เหล่านี้ เป็นเหยื่อของศาสนจักร พวกเขาหลบอยู่ในโลกของตัวเองใช้ชีวิตโดยมีหลักการส่วนบุคคลที่แข็งแกร่ง (ฉากที่เจ๋งมากๆคือบาทหลวงคนหนึ่งพูดเรื่องการเป็นโฮโมว่า เขาไม่ได้โดนจับเพราะเป็นโฮโม เขาโดนจับเพราะเขียนจดหมายถึงพระผู้ใหญ่ว่าเขาสามารถทานทนต่อความรู้สึกอยากเอาผู้ชายได้ การเอาผู้ชายกับการเอาเด็กนั้นไม่เหมือนกัน การเอาเด็กสามารถรักษาได้ ผู้หญิงผู้ชายเฮเทอโร ก็มีที่อยากเอาเด็ก และสำหรับเขาผู้เป็นเจ้าแห่งการทนนี้ เขามั่นใจว่าเขาคือคนที่ผ่านมาได้ เจาถูกจับเพราะเขาอดทนได้ ไม่ใช่เพราะเขาเอาเด็ก หรือการถกเถียงเรื่องการเอาลูกของเด็กสลัมไปให้คนรวย) หลักการเฉพาะของพวกผู้คนเหล่านี้ฟังขึ้นเมื่อคู่ขัดแย้งคือศาสนจักรที่แข็งแกร่ง เก่าแก่ และไม่ยืดหยุ่น พวกเขาเป็นเหยื่อในเบื้อต้นด้วยการเป็นคู่ขัดแย้งกับศาสนจักร จนเมื่อเหยื่อตัวจริง ปรากฏขึ้น

ชายหนุ่มที่ถูกหลวงพ่อตุ๋ยจนชีวิตพังพินาศ เดินทางตามบาทหลวงไปทุกที่เพื่อประณามเขา หรืออันที่จริงคือประณามศาสนจักรโดยรวม เขาคือตัวละครแบบเหยื่อใน Spotlight เด็กยากจน บาทหลวงชุบเลี้ยง ล่อด้วยการพบพระเจ้า แลกกับการอมจู๋ กลืนน้ำกาม โดนตุ๋ย อ้างว่านี่คือหนทางไปหาพระเจ้า เขากลายเป็นโฮโมที่ปฏิเสธความเป็นโฮโม เกลียดตัวเองที่สุขสมจากการร่วมเพศกับผู้ชาย และลุ่มหลงในคนที่ทำลายชีวิตของเขาเองการปฏิเสธตัวเองทรมานเขาอย่างรุนแรง เขากลายเป็นคนเร่ร่อนที่ทั้งพยาบาทและลุมหลงคนที่ทำลายเขา (ฉากที่รุนแรงมากคือเขาเอากับผู้หญิงแล้วขอให้ผู้หญิงทำตูดเขา มันอธิบายความชิบหายภายในได้รุนแรงกว่าการที่เขาไปให้ผู้ชายเอามากกว่าหนึ่งล้านเท่า)

คู่ขัดแย้งเปลี่ยนจากพระกับศาสนจักร ไปเป็นพระกับเหยื่อ ดูเหมือนพระมีศึกสองทางเพราะ ศาสนจักรจ้องจะเล่น และเหยื่อก็ตามรังควาน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของคนดีที่ถูกรังแก การโต้กลับของพระในการจัดการกับคนไม่มีปากเสียงจึงเป็นวิธีการที่โหดเหี้ยม ชวนให้ขนลุกอย่างรุนแรง แต่กระนั้น การที่หนังแบ่งการจัดการออกเป็นสองขา แสดงให้เห็นระดับความเหี้ยมโหดในจิตใจของฝ่ายขวาที่ยังไม่ตายได้ดุเดือดมาก เมื่อคนหนึ่งเลือกละเมิดทุกกฏ จัดการทางตรงในขณะที่อีกฝั่ง จัดการผ่านการปลุกปั่นมวลชน ด้วยการประกอบอาชญากรรมกับผู้ไร้ปากเสียงตัวจริง(ในที่นี้คือหมา) วิธีการแบบมือไม่เปื้อนเลือดและผลักคนชั้นกลางในเมืองไปตายแทนด้วยการก่อาชญากรรมมวลชนแบบเดียวกับ Wreckmeister Harmonies จึงเป็นฉากที่รุนแรงที่สุดฉากหนึ่งและทำให้ประหวัดถึงเหตุการณ์จริงในที่อื่นๆ ในชิลี และในไทยด้วย

ศาสนจักรอยู่ตรงไหนในเรื่องทั้งหมด ถึงที่สุดศาสนจักรที่เป็นคู่ขัดแย้งสูงสุด พึงใจในการจัดการปัญหาของเหล่าพระ คนชั้นกลางไม่ต้องรับบาปอันใด ในขณะที่พวกเหยื่อได้ถูกจัดการปิดปาก แต่การปล่อยให้ใครก็ตามกระด้างกระเดื่องเป็นที่ยอมรับไมไ่ด้ วิธีจัดการของศาสนจักรจึงลงเอยด้วยกาให้โอกาสคนทั้งคู่ และในขณะเดียวกันลงโทษคนทั้งคู่ แบ่งแยกแล้วปกครอง การที่เหยือและอาชญากรได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคลับ การได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งเพื่อความอยู่รอด เพื่อชีวิตที่ดี และเพื่อปกปิดอาชญากรรมของตนทำให้สังคมดำเนินไปได้ และนี่คือกลไกการดำรงคงอยู่ของสังคม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลายลง การที่ผู้มีอำนาจ (จงเปลี่ยนศาสนจักรเป็นคำอื่นตามแต่ใจท่าน) เลือกจัดการกับพระ (อีลิท/ชนชั้นนำ/ผู้มีอำนาจ) กับเหยื่อ (ชาวบ้านร้านตลาด) ด้วยท่าทีโอบอ้อมอารีต่อทุกคน รักษาความเข้มแข็งของสถาบันให้ดำรงคงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันปิดปากทุกคนจากการพยายามค้นลงไปในอาชญากรรมที่ในที่สุดทุกคนล้วนมือเปื้อนเลือด นี่คือรูปแบบการปรองดองแบบเดียวที่เกิดขึ้นได้ ที่เราอาจได้รับ มีคนกินรวบ ระบบดำรงคงอยู่ต่อไป และเราก็ถฏกดขี่อย่างมีความสุข มีอำนาจต่อรองเล็กๆน้อยๆต่อไปในสังคม

มันจึงเป็นหนังที่พูดเรื่องเล็กอธิบายเรื่องใหญ่ได้อย่างรุนแรงที่สุด ร้ายกาจที่สุด และทำให้ Pablo Larain ยังคงทำหนังทอปฟอร์มทุกเรื่องต่อเนื่องไปได้ (ยังไมไ่ด้ดู Tony Manero เลยจะว่าไป)

những cô gái chân dài (The Long -Legged Girl) (2004,Vũ Ngọc Đãng, Vietnam)


อ่านเจอว่าเป็นหนังสำคัญในแง่ที่ว่ามันดังมาก ป๊อปมากในเวียดนามตอนมันออกฉาย (ปี 2004) แล้วตัวมันท้าทายพอแรงเพราะมันทำให้ไซ่ง่อนเป็นเมืองเมโทรโปลิตัน เป็นมุมมองแบบสมัยใหม่ที่ไม่เป็นหนังโปรรัฐ โปรพรรค แต่พูดถึงการดิ้นรนของคนธรรมดา ผู้หญิง ต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองแล้วอยากเป็นนางแบบ คือมันเป็นหนังสายทุนนิยม ลิเบอรัลสมัยใหม่ ซึ่งควสามป๊อบของมันทำให้รัฐไม่สบายใจเอาเรื่องอยู่ แต่มันเหมือนเปิดพรหมอแดนใหม่ๆจนต่อมาหนังเวียดก็กลายมาเป็นแบบปัจจุบัน

แต่มันไม่ใช่หนังอาร์ต แต่เป็นเมนสตรีมหน่อมแน้มที่ไปไกลกว่าที่คิด

เรื่องคือ ถึยเป้นเด็กสาวบ้านนอกที่เขาไซ่ง่อนมาอยู่กับพี่สาว ตอนมาใหม่ๆ มีช่างภาพคนนึงแอบถ่ายรูปเธอ ช่างภาพหนุ่มอาศัยอยู่กัยเพื่อนชายที่แออบชอบเขาอยู่ (และครึ่งแรกเราคิดว่ามันเป็นเกย์ตลอดเวลา) ช่างภาพเอาภาพถึยไปให้ลูกค้าดู แล้วลุกค้าชอบเธอเลยได้ไปเทสต์หน้ากล้องแล้วได้เป็นนางแบบขึ้นมาโดยไม่ให้พี่สาว(ที่เป็นครูสังคม)รู้ ต่อมาความแตกเธอเลยโดนไล่ออกจากบ้าน ไปอยู่กับเพื่อนนางแบบ แล้วมีเสี่ยช่างภาพมาชอบ เมียเสี่ยเป็นนางแบบใหญ่ เลยมากีดกันเธอ เธอตกอับต้องไปเดินแบบในบาร์ ชีวิตพังก่อนจะกลับมารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

หนังมันเมนสตรีมหน่อมแน้ม คลี่คลายง่าย ทำตัวเป้ฯหนังโฆษณา MV ขายความผอมบางของสาวๆขายาว (บางฉากนี่มีเงี่ยน) แต่ในความเมนสตรีม มันท้าทายพอตัวทั้งการที่ให้มีตัวละครเกย์ที่เป็นซับไลม์ซ่อนไว้ตลอดเรื่องโดยไม่เปิดเผยมากกว่าที่มันควรจะเป็น แต่สิ่งที่อชอบสุดๆคือการที่ตัวนางเอกมันเสียค่าใช้จ่ายสูงมากๆๆๆๆในการเป็นนางแบบ หนังทำให้เธอเสียคนจริงๆโดยที่ไม่ใช่เพราะโชคชะตา แต่เพราะเธอเลือกเอง ฉากเธอจบกับพระเอกมันเลยน่าสนใจว่า เธอไมไ่ด้ถูกบังคับ เธอเลือกเอง เธอเลือกพลาด แล้วเธอต้องเสียอะไรเยอะมากจริงๆซึ่ถ้าเป็นหนังไทยมันคงประนีประนอมกว่านี้

อีกฉากที่ชอบคือกำที่ตำรวจบุกจับการเดินแบบในบาร์ซึ่งมันจะเป็นเหมือนจับกะหรี่ รู้สึกว่ามันเป็นฉากที่อาจจะคลิเช แต่มันมีความเฮิร์ทบางอย่างของบรรดาเพื่อนนางแบบของเธอและมันเป็นฉากที่เธอ ต้องเจอกับทั้งความอับอาย ความแค้นที่ต้องแพ้ อะไรต่อมิอะไร รู้สึกว่าฉากนี้มันบาลานซ์ทุกอย่างออกมาดีมากๆ

ชอบหนังมากทีเดียว นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทำใมหนังที่ดูหลอกๆแบบนี้ถึงทำงานเชิงอารมณ์แบบลึกกว่าความผิวเปลือกของัมนได้ ชอบการที่มันมีความบ้านๆแบบเวียดนามอยู่ในหนังมากๆด้วย

เนื่องจากหนังหายากมาก ที่มีในยูทูปก็ไม่มีซับ พลิกแผ่นดินหาเจอว่าไปดูได้ที่นี่

http://ptqphim.com/xem-phim/nhung-co-gai-chan-dai-hd-thuyet-minh_9f799/

แต่ภาพไม่ค่อยดีนะ

Ayat Ayat Cinta (2008,Hanung Bramantyo, Indonesia)


ถ้าถามว่าชอบหนังยังไง ก็ต้องบอกว่าชอบแบบเดียวกับที่ชอบหนังอย่าง Hum Dilde Chuke Sanam (1999,Sanjay Leela Bhansali) คือมันเป็นหนังgenre ที่ไปสุดทางของมันจริงๆ และสิ่งที่ทั้งสองมีร่วมกันคือมันไปสุดทางของgenre โดยbased on รากฐานทางศาสนา มากกว่าความเป็นสมัยใหม่ Hum Dilde เชื่อมั่นในการแต่งงานแบบฮินดูมากกว่าความรัก แต่ Ayat Ayat เป็นหนังรักที่มีรากฐานแบบอิสลาม มากกว่าแบบสมัยใหม่ ทำให้ ลอจิคในหนังมันเปิดหูเปิดตามากๆ จนทำให้รู้สึกว่า เฟมินิสต์จะต้องเกลียดหนังอย่างรุนแรง และมองจากฐานคิดของเรา หนังอาจจะเลวร้ายมากๆ แต่การมองมันผ่านฐานคิดของโลกอีกแบบหนึ่งมันทำให้มันเป็นหนังเมนสตรีมที่เปิดหูเปิดตาเรามากๆๆๆๆๆ

เหมือนชอบถามกันว่าเวลาดูหนังตะวันออกกลาง มันจะมีฌวนส์เรียกร้องเสรีภาพแบบคนในอยากออก และมันมีเซนส์ของการเอาใจโลกเสรีนิยม แต่ถ้าเป็นหนังสายศาสนาก็ทำตัวเป็น propaganda จนเชื่อได้ยาก วันนี้ได้คำตอบว่าเราต้องดูผ่านหนังเมนสตรีม รักผีตลกอะไรแบบนี้เพื่อเข้าใจจักรวาลของโลกตนละแบบของเรา (สำหรับหนังไทย ในยุคสิบหก เราสามารถเข้าใจโลกพุทธผี ได้อย่างรุนแรงเต็มที่ผ่านหนังผีสายพุทธ เช่น โรงแรมผี และโดยส่วนตัวคิดว่าจนถึงตอนนี้หนังของ ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล ยังเป็นไม่กี่คนที่หลงเหลือรากฐานในทำนองนี้มากกว่าจะพยายามอธิบายให้เข้ากรอบคิดแบบสมัยใหม่ แบบวิทยาศาสตร์

เล่าเรื่องก่อน เรื่องมันคือ พระเอกเป็นหนุ่มอินโดที่ไปเรียนศาสนาในอียิปต์ เช้าห้องอยู่กับเพื่อนใต้ห้องของแม่ลูกชาวคริสต์ในตลาด พระเอกเป็นคนหล่อเหลาจิตใจดีงามสาวไหนเห็นก็ชอบ มีคนมาส่งจดหมายรักทุกวัน สาวใส่ฮิญาบแอบปลื้มเป็นแถวๆ ที่แน่ๆมี นูรุล เพื่อนนักเรียนที่แอบชอบพระเอก ตามด้วย มาเรีย สาวคริสต์ชั้นบนที่เป็นเพื่อนสนิท และยังมี นูรา สาวแถวนั้นที่มีพ่อชั่วช้าตบตีบังคับเธอขายตัว แต่พระเอกและมาเรียมาช่วยเธอไว้ ให้เธอพบพ่อแม่ที่แท้จริง พอพบเธอแอบมอบจดหมายรักให้เขา

แต่พระเอกเป็นมุสลิมแท้ เขาเอาจดหมายรักไปให้อาจารย์สอนศาสนาเก็บไว้ อาจารย์บอกว่า วิธีแก้มีแบบเดียวคือต้องมีเมีย ระหว่างนั้น พระเอกขึ้นรถไฟเจอฝรั่งอเมริกันหญิงสองคนกำลังป่วย หญิงคลุมหน้าคนนึงลุกให้สาวอเมริกันนั่งและถูกคนอียิปต์ด่าว่าช่วยพวกชั่วที่ทำลายปาเลสไตน์และอิรัค พระเอกไปห้ามเลยโดนชกหน้าเขียว ต่อมาสาวอเมริกันบอกว่าฌธอเป็นนักข่าว ให้พระเอกช่วยเธอเรื่องบทความโดยมีสาวคลุมหน้ามาอยู่เป็นเพื่อน

พระเอกไปทำทารุฟฟ ตามครูว่าไปดูตัวแล้วพบว่าแม่เจ้า สาวที่เขาจะแต่งงานด้วยคือสาวคลุมหน้านั่นเอง หล่อนชื่อไอชา สวยและรวยมาก แลัวทั้งคู่ก็แต่งงานกัน

หลังแต่งงาน มาเรียผิดหวังจนป่วยไข้ นูรุลก็ร้องให้ร้องห่มขอให้พ่อแม่มาขอพระเอกให้แต่งงานเป้นเมียสอง อยู่มาวันนึงมาเรียโดนรถชนจนโคม่า และพระอกโดนจับด้วยข้อหาข่มขืนนูรา และถูกตัดสินแขวนคอ!!!!!

จากนี้เป็นสปอยล์ ถ้าไม่ดูให้ข้ามไปเลย

SPOILLLLLLL

หลักฐานเดียวที่พระออกมีคือมาเรีย ไม่ว่าทำไงเธอก็ไม่ฟื้น ไอชาเลยขอร้องให้พระเอกแต่งงานกับมาเรียทั้งที่โคม่าอยู่ เธอถอดแหวนให้เขาใส่ให้หญิงอื่นเพราะฌะอรักเขามาก และเขาก็รักเธอมาก แต่งมาเรียแล้วนางฟื้นมาช่วยชีวิตพระเอกไว้ทัน เปิดเผยความลับของนูราห์ แต่ปัญหาคือพระเอกจะดีลยังไงกับเมียสองคน สวยทั้งคู่ คนนึงก็รักมีลูกกำลังท้อง อีกคนก็เพื่อนสนิทแถมกำลังป่วยหนัก

หนังดีลกับรากฐานคิดแบบอิสลาม การเชื่อในพระเจ้า มุ่งมันทำความดีให้อัลเลาะห์หาหนทางให้ หนังเชื่อสุดใจในเรื่องนี้และดำเนินไปในทางนั้น มองจากความรับรู้แบบโลกสมัยใหม่ หนังอาจมีทางออกทีดูโอเวอร์ บังเอิญ ไม่สมเหตุสมผล แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดเกิดขึ้นได้ในบททดสอบของพระเจ้า หนังเชื่องอย่างนั้น ตัวละครเชื่ออย่างนั้นและเดินไปอย่างนั้น ตั้งแต่การต่อสู้กับการถูใส่ร้าย ไปจนถึงการอนุญาติให้มีเมียมากกว่าหนึ่ง หนังอาจจะประนีประนอมด้วยทางออกในตอนจบ แต่หนังแสดงให้เห็นว่าการมีเมียสอง ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย แค่ทรมานนิดหน่อย และต้องหาทางลงเอยที่แฟร์กับทุกฝ่าย

การชอบหนังไม่ได้แปลว่าเราสนับสนุนหนังที่ให้ผู้หญิงเป็นบ่อเกิดความชั่วร้ายและเป็นศักดิ์ที่ต่ำกว่าผู้ชาย แต่การมองจากมุมภายในทำให้เราได้เห็นโลกทัศน์อีกแบบที่น่าทสนใจมากๆ

และมากไปกว่านั้นหนังสนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนแม้ว่าซับจะเลือ่นไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกเราก็ยังดูจนจบ นางเอกสองคนก็สวยมากๆด้วย

The Pearl Button (2015, Patricio Guzman, Chile)

…………………………………..

เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์
……………………………………

เริ่มต้นจากหยดน้ำในทะเลทราย หยดน้ำหยดหนึ่งในผลึกควอตซ์ที่ถูกค้นพบในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลกทางตอนเหนือของประเทศชิลี หยดน้ำที่เชื่อกันว่าในทะเลาทรายแห่งนี้เคยมีน้ำ น้ำทุกรูปแบบในจักรวาล จากนั้นเราก็ลัดเลาะไปตามฝั่งทะเลขอประเทศที่มีภูมิศาสตร์เป็นแนวยาวเคลียกับชายฝั่งแตกตัวออกไปเป็นหมู่เกาะมากมาย แล้วเราก็พบกับอินเดียนพื้นเมืองซึ่งเคยเป็นอยู่มาด้วยการเร่ร่อนไปตามฝั่งทะเล ด้วยเรือพายทำเองพวกเขาอ่านแล่นเรือข้ามแหลม อ่าว แวะพักตามเกาะแก่งอย่างไม่แน่นอน เป็นอยู่มานานนับศตวรรษ นับพันปีก่อนการมาถึงของคนขาว ตอนนี้พวกเขาถูกห้ามลงทะเลเพราะทหารต้องใช้พื้นที่ เขายังคงจดจำแผนที่ การพายเรือ การเดินทางไปตามกระแสน้ำโดยอาศัยสัญชาตญาณและภูมิปัญญาของตน

มีชนเผ่าอินเดียนถึงห้าชนเผ่าในชิลี พวกเขานุ่งห่มขนสัตว์ ใช้ชีวิตด้วยการย้ายที่ไปเรื่อยๆ พวกเขาต่างมีภาษาของตัวเอง แต่ไม่มีอภิธานศัพท์สำหรับคำบางคำ คำอย่าง พระเจ้า หรือ ตำรวจ นั่นไม่จำเป็นกับพวกเขา จนคนขาวเข้ามา จับพวกเขาไปสวมเสื้อไปหัดงานฝีมือและฉกชิงแผ่นดินของพวกเขาไป

พวกเขาบางคน บางคนอย่างจิมมี บัตตัน เป็นคนชนเผ่าที่ถูกขายไปอังกฤษเพื่อแลกกระดุมมุกไม่กี่เม็ด คนอังกฤษศิวิไลซ์เขา แต่หลายปีผันผ่าน เขากลับมาที่เกาะ กลับมาในสภาพสุภาพบุรุษอังกฤษ เมื่อมาถึงเขาถอดทุกอย่างออกจากตัว พูดพื้นเมืองคำอังกฤษคำใช้ชีวิตเยี่ยงคนพลัดถิ่นในบ้านตนเองตลอดกาล

นั่นคือคนขาว และการเข้ามายังมหาสมุทรซึ่งครั้งหนึ่งเคยกลืนกินเพื่อนของ Guzman ไป มหาสมุทรประดุจสุสานที่กลืนกินผู้คน บางคนกลับมาในสภาพศพน่าสะพรึง เปิดเผยความชั่วช้าของรัฐ หลังการปลดปล่อยประเทศของ Salvador Allende ไม่นาน อเมริกาก็สนับสนุนการรปห. นำไปสู่ยุคผเด็จการที่ยาวนานหลายสิบปี นักโทษการเมืองจำนวนมากถูกคุมขังในคุกลับบนเกาะแก่งห่างไกล หลายคนถูกฆ่า เชือดทั้งเป็น ข่มขืน ทรมาน สูญหาย และหนึ่งในวิธีที่ทำให้สูญกายคือการถ่วงด้วยท่อนเหล็กแล้วแล้วทิ้งลงมหาสมุทร ท่อนเหล็กซึ่งถูกค้นพบในสามสิบปีต่อมา ท่อนเหล้กที่ถูกห่อหุ้มด้วยสัตว์ทะเล ห่อหุ้มร่องรอยของเหยื่อที่สูญดับอาจจะเป็นเศษของเนื้อของดีเอ็เอ หรือกระดุมสักเม็ด

และนี่คืองานessay film ของ Guzman ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องการสังหารหมู่ในช่วงผเด็จการปิโนเชต์ ในคราวนี้เขาค่อยๆเชื่อมโยงเอา ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อาชญวิทยา ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา ศิลปะ กวี มาอธิบาย โดยแทนที่เขาจะเหมือนกับผู้กำกับคนอื่นๆ กระแทกใบหน้าของผู้ชมด้วยความรุนแรง ความโกรธแค้น ความเจ็บปวด ด้วยภาพการทรมานที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือการเล่าถึงความทรงจำอันเจ็บปวด หรือการสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ราวกับการล้างแค้น เขากลับค่อยๆเล่าผ่านสรรพวิทยาต่างๆ แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว ด้วยลีลาของกวี การสังหารหมู่ของเขาจึงไม่ใช่ความรุนแรง แต่มันคือความเศร้าที่กัดกินผู้คน ความเจ็บปวดที่อยู่ภายในร่างกายโดยไม่ได้บาดเป็นแปลแค่ระดับผิวหนัง ความสุขุมในการค่อยๆเล่า ในการค่อยๆเชื่อมร้อยสิ่งต่างๆเข้าหากัน ฉายภาพทุกข์เศร้ายาวนานหลายร้อยปีของประเทศ

หนังนั้นงดงาม แต่ความงดงามยิ่งทำให้ความโหดร้ายนั้นเข้มข้นและกัดกิน นี่คือสารคดีที่เหมือนบทกวีซึ่งสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ในภาพหรือคำ หรืออารมณ์ในห้วงขณะที่เราอ่าน ที่เราจ้องม้อง แต่อยู่ในความโศกลึกหลังจากนั้น