A Pigeon Sat On A Branch Reflecting On Existence (2014, Roy Anderson,Sweden)

pigeon-sat-on-a-branch-reflecting-on-existence-2

1.ลุงเปิดขวดไวน์แล้วหัวใจวายตายเหียก่อน แม่ที่กำลังจะตายแต่เอากระเป๋าเครื่องเพชรมากอดไว้ ลูกยื้อจากมือก็ไม่ยอมปล่อย คนล้มลงตายทั้งที่สั่งอาหารไว้แล้วเลยไม่รู้จะทำไงดี ใครอยากกินต่อปะ จ่ายแล้วด้วย เราโทรบอกว่าฉันดีใจที่เธอสบายดี อย่างชืดชาร้างไร้อาจกำลังจะฆ่าใครสักคน หรือกำลังทำการทดลองกบสมองลิงอยู่ หรือเราบอกว่า ฉันโอเคนะ ฉันรู้สึกดี ในสภาวะที่บอกบุญไม่รับชั่วนิรันดร์ โลกที่มนุษย์ขาวซีดน่าสมเพช ตาย หรือตกประป๋อง ไปอย่างน่าสมเพช และถูกทำให้น่าสมเพชซ้ำซ้อนบนจอภาพยนตร์ ที่ที่ไม่มีใครสมหวัง พากันอ้วนตุ๊ต๊ะ ไร้อารมณืความรู้สึกเหมือนคนตายติดแหง็กในภาพเขียน กรอบที่ออกไปไม่ได้ และไม่มีอะไรหลงเหลือ เออนั่นแหละ ความแห้งร้ายตายซาก เยียบเย็นน่าสมเพช ในโลกระยำของลุงรอย

2.คนชอบดูหนังจัดฉากเก๋ๆ แบบ วเส แอนเดอร์สัน แต่นี่คือพ่องของเวสอีกที(นามสกุลเหมือนกันแต่เข้าใจว่าไม่ได้เป้นญาติกันนะ) ภาพคุมพาลเลตสี จัดสมมาตร เป็นแคนวาสสวยๆ ที่ตัวละครตอกตรึงอยู่กึ่งกลาง เพียงแต่ ถ้าจะมีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันของลุงรอยคือเรื่องชวนสังเวชใจมากกว่าความน่ารักน่าใคร่ ยอมรับว่าปกติตัวเองก้ำกึ่งกับหนังลุงรอยมาตลอดในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังจำพวกกดมนุษย์ให้ต่ำ ด้วยการให้ภาพน่าสมเพช ตอกตรึงปิดตายในสถาณการณ์อึดอัด แต่หนังลุรอยมักเป็นห้วงสั้นชั้นเดียวที่ไม่มอบความรู้สึก อื่นๆนอกจากการเสียดสี ไม่มีความโกรธเกลียดแบบฮาเนเก้ หรือความตลกปนเศร้าแบบ อุลริช ซีเดล มนุษย์ของลุงรอยเป็นแบบจำลองคล้ายเบรสซง แต่มันสไตล์จัดจ้านและแห้งแล้งอารมณ์ขันจนเรารู้สึกว่ามันเป็นภาพถ่ายเคลื่อนที่มากกว่าภาพวาด

3. แต่ไม่ใช่นกพิราบ นกพิราบทำให้คืนดีกับลุงรอยและประเมินงานเก่าแกใหม่ได้ประมาณนึงนกพิรายตายซากในพิพิธภัณฑ์ในฉากแรกของหนังคืออะไรมันคือผู้ชม ที่เป็นนกพิราบไร้รูปในหนังมีแต่เสียงอยู่ไกลๆ หรือมันอาจคือตัวหนังเองหนังที่ทำหน้าที่ ‘relfect’ การดำรงคงอยู่ของมนุษย์ หนังจึงแบ่งบทแบบไม่สมมาตร หรือชัดเจนเป็นการพบปะความตายห้วงสั้นๆ ที่มนุษย์ไม่ดำรงคงอยู่กับการดำรงคงอยู่ที่ไม่มีชื่อ และบท Homo Sapiens ซึ่งแน่นอน จับภาพของลิง หนังจึงคือการสะท้อนภาพอย่างกลับกลอก ฉันสบายดี ทังที่มันระยำ ฉันหวังว่าเธอสบายดี แต่ฉันไม่ได้แคร์อะไรเธอสักหน่อย มันคือความกลับกลอกยอกย้อนแบบนั้น ความเย็นชา และการพังพินาศของมนุษย์กลับกลอกที่เย็นชาและไร้ทางออกในกรอบภาพปิดตาย -หนังของลุงรอย เอ้อการฆาตกรรมมนุษย์ในกรอบภาพปิดตาย

4. หนังมีแกนอยู่ที่เซลแมนดวงจู๋สองคนที่ขายของเล่นในงานปาร์ตี้ทำให้คนมีความสุข แต่ชีวิตกลับไม่ค่อยสุขเท่าไหร่ เขาเป็นลุงแก่สิ้นหวังที่เข้าไปอยู่ในความชิบหายผ่านฉากของผู้คนจำนวนมาก ที่พูดในสิ่งที่ไมไ่ด้เป็น หรือ เป็นไม่ได้ ตัวละครเล็กๆเช่นครูสอนเต้นเงี่ยนลูกศิษย์ นายทหารซวยซ้ำซ้อนในวันฝนตก หรือลุงกัปตันอดีตช่างตัดผม ตาหูหนวกในร้านเล่า ทุกสิ่งไหลหนุนเนื่องเข้าหากันเหมือนกระแสของเรื่องเล่าเล็กๆที่สองลุงล่องไป แต่นอกจาการซ้อนทับของตัวละครมันยังมีการซ้อนทับของเวลาในภาพของประวัติศาสตร์ มันเด็ดขาดมากๆที่ฉากหนึ่งเป็นฉากกองทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่12 โผล่มาในร้านเหล้าแล้วใช้กฏเกณฑ์แบบสมัยเจ้ากับคนยุคปัจจุบัน เช่นตะเพิดผู้หญิงออกจากร้านหรือโบยตีคนที่ไม่เคารพกษัติรย์ กับในอีกฉากที่พูดถึงการเกณฑ์ทาสผิวสีในอดีตของเจ้าอาณนิคมไปทำให้ตายในห้องปิดตายโดยมีคนชั้นสูงยืนดู สองฉากนี้แตกต่างเวลา ออกไปเหลือ่มซ้อนเกือบเป็นหนังแฟนตาซี แต่มันกลับน่าตื่นเต้นมากๆเพราะมันคือการพูดถึงประวัติศาสตร์ในฐานะรากฐานของการล้มเหลวของมนุษยชาติ หนึ่งในสองลุงฝันตว่าต้นเองรับใช้พวกผู้ดีในฉากพวกนี้ กล่าวคือเราบรรดาไพร่ฟ้าถึงที่สุดเป็นแขนแมนมือไม้ และได้ประโยชน์จากการก่ออาชญากรรมต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ระบบอุปถัมภ์แบบเจ้า เราซึ่งถ้าเกิดในอดีตจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเลว ตอนนี้ติดอยู่ในโลกใหม่ ซึ่งไมไ่ด้แยกขาดแต่เป็นผลพวงของประวัติศาสตร์ ความพินาศใดๆของมนุษยืล้วนหนุเนื่องเชื่อมโยงกัน existence หรือการดำรงคงอยู่ของมนุษย์จึงถูก สะท้อน (reflect) ผ่านภาพนกพิราบนคาคบไม้ (ซึ่งคือนกพริาบสตัฟฟ์) ก่าวให้ถูกคือตัวละครของลุงรอยก็คือสัตว์สตัฟฟ์สีเทาในโลกของการสะท้อนความน่าเวทนาของการเกิดเป็นมนุษย์ ผ่านทางเรื่องของพวกเขาเอง หรืองของคนอื่นๆ เรื่อวงครามโลก หรือแม้แต่การบกับรัสเซียและการค้าทาส เราจูงตัวเราเองและลูกหลานของเราไปหลักประหารด้วยความน่าเวทนาแตกต่างกันและประกอบสัมมาชีพซังกะตายในการขายหัวเราะ สัตว์สตัฟฟ์ในโลกที่ต้องมีชีวิตต่อไป นั่นล่ะสัตว์สตัฟฟ์ในโลกที่ต้องมีชีวิตต่อไป นั่นล่ะ

Girlhood (2014, Celine Sciamana,FR)

bande-de-filles-girlhood

Girlhood (2014, Celine Sciamana,FR)

1.หนังว่าด้วยเรื่องชีวิตซังกะบ๊วยของเด็กสาวที่เข้าม.ปลายไม่ได้ อยู่บ้านกับแม่ที่ทำงานเป็นคนทำความสะอาด น้องสาวเล็กๆสองคน กับพี่ชายระยำที่ใช้ความรุนแรงตลอดเวลา จนวันหนึ่งเธอได้พบกลุ่มสาวสก๊อยท์ดินระเบิดดแถวโรงเรียน เธอเลยตามๆเขาไป และสาวสกอยท์ใช้ใต้ถุนสังคมได้สอนให้เธอรู้ว่าเธอต้องชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เธอจึงทำทุกทางเพื่อจะมีชีวิตในแบบที่เธอต้องการ ไปจากชีวิตซังกะบ๊วย จากความเป็นคนดำ จากความเป็นหญิง โดยทั้งหมดทั้งมวลมีแกงค์เพื่อนสาว ซึ่งไม่ได้ทำอะไรมากกว่าเปิดห้องโรงแรม จิ๊กเสื่อจากร้าน แล้วมาเต้นลิปซิงค์อีริห่านน่าตอนเมา หรือไปท้าตบกับใครสักคน

2.หนังงดงามมากๆเพราะดูเหมือนอัตลักษณ์ของตัวเธอมันอยู่ข้างนอกมาตลอด เริ่มจากการเป็นเด็กดำฝรั่งเศส ในอพาร์ทเมนท์อันตรายที่ต้องเดินกลับบ้านพร้อมกันเป็นหมู่ เธอเป็นคนดำฝรั่งเศสที่มีไอดอลเป็นวัฒนธรรมอเมริกัน(หนังเปิดเรื่องด้วยอเมริกันฟุตบอล) การยืดผม หรือใส่ชุดหนังเป็นการก้าวข้ามอัตลักษณ์ เด็กดำนักเรียน (ชุดเสื้อคลุมสีม่วง ผมหยิกสะพายเป้)ไปเป็นอัตลักษณ์สาวสกอยท์ใจถึงพกมีด เที่ยวด่ากันบนรถไฟ นัดตบกันในลานร้างใครแผ้โดนถอดผ้าถ่ายคลิปประจาน แต่การก้าวข้ามอัตลักษณ์ไม่เพียงพอ เมื่อเธอยืดผมเธอก็กลายจากเด็กสาวเป็นผู้หญิง แต่ผู้หญิงดำ กับเด็กสาวดำไม่ต่างกัน เธอเป็นวัตถุให้พี่ชายตบตี หรือไม่ก็ต้องเป็นเมียเป็นแม่ ช่วงเวลาเดียวที่ผู้หญิงได้เป็นผู้หญิงคือผู้หญิงอยุ่กันเอง อยู่ในแกงค์สกอยท์ ท้าตบกัน เต้นเพลงริฮันน่าห์ หรือเพลงป๊อปอเมริกัน ถ้าเธอเป็นผู้หญิง ผู้หญิงเรียนน้อย ผู้หญิงดำเรียนน้อย ผู้หญิงดำเรียนน้อยสกอยท์ ผู้หญิงดำเรียนน้อยสกอยท์ที่แอบรักเพื่อนพี่ชายจนไปนอนกับเขา เธอจะไม่เหลืออะไรเลย อยู่กับแม่ทำความสะอาด อยู่บ้านเลี้ยงน้อง แร่ดร่านไปเรื่อยจนได้ลูก (เหมือนอดีตสมาชิกสกอยท์) แต่งงานมีผัว หรือหนีออกไปลงเอยด้วยการติดยาขายตัว เธอพยายามจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุดที่จะได้ ชีวิตนี้เป็นของฉันเอง เธอก้าวข้ามมาจากนักเรียนไม่ได้เรื่องที่ต้องเป็นสาวทำความสะอาด มาเป็นเจ้าแม่สกอยท์ตบชนะคนอื่น แต่มันไม่พอ ความเป็นชายจะกดเธอไว้อีกชั้นเธอเลยต้องก้าวข้ามความเป็นหญิง เมื่อเธอออกจากบ้าน เธอเลยตัดผม รัดนม พรางตัวเป็นชาย ความเป็นหญิงมีเอาไว้ใช้ในทางการค้าเช่นเมื่อเธอไปส่งของ ปลอมเป็นหญิง หญิงผิวขาววัลลาบีที่มีผมสีบลอนด์แต่ตัวดำ นอกจากนั้นเธอต้องไร้เพศ แต่ความเป้นชายตามคุกคามไม่หยุดหย่อน ไม่มีทางที่เธอจะชนะ ไม่มีทางที่ผู้หญิงเอาตัวรอดได้ในสังคมแบบนี้

3.ชีวิตของเธอจึงไม่ต่างกับยุคสมัยของจังโก้อันเชน คนดำเป็นทาส ห้ามขี่ม้า ห้ามร่วมถนน ห้ามเดินไปเทียบคนขาว จังโก้ อันเชน ท้าทายด้วยการกลับหัวมัน แต่เกริ์ลฮูดบอกว่า คนดำเป็นอิสระแล้ว แต่ผู้หญิงดำนั้นยัง เธอจึงต้องไปจากความเป็นผู้หญิงเพราะความดำอย่างน้อยก็ถูกปลดปล่อย แต่การไปจากความเป็นหญิงเป็นเรื่องปลอม เพราะเธอต้องปลอมตัว ต้องรัดนม ต้องแสร้งว่าเป็นหญิงแล้วยังจะถูกมอง ถูกลวนลาม ถูกขอเอา สุดท้ายเธอไม่สามารถไปได้เแม้จะปลอมเป็นชาย (เพราะนี่ไม่ใช่โลกของจังโก้ อันเชน) เธอสูญเสียทีละอย่าง งานที่เจ้านายยังคงเห็นเธอเป็นหญิงเป็นสมบัติ สิ่งของ คนรักที่ให้ได้แค่ให้เธอเป็นเมียเป็นแม่ เธอกลับไปที่ไหนไม่ได้อีก คนรัก บ้าน งาน ชีวิตใดๆ เธอไม่มีสิทธิ์มีชีวิตที่เธอปรารถนาจะใช้ เพราะเธอเป็นหญิง มากกว่าเพราะเธอดำ (แต่ที่จริงมันเพราะเธอ uneducated ซึ่งมันก็พ่วงมาจากาการที่เธอต้องดูแลน้องในฐานะลูกสาวคนโต) สุดท้ายเธอจึงติดอยู่ตรงกลาง สิ่งเดียวที่เธอมีเหลือเฟือคือความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง เจิดจรัสดุจแสงเพชรแข็งคมกล้าแบบในเพลงของริฮานน่า

4.ฉากร้องเพลงไดม่อนจึงสำคัญมากเพราะมันเป็นเวลาเดียวที่เธอเป็นเธอเอง อยู่กับเพื่อนผู้หญิงไม่มีออดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ตรงนี้ ความสุขในโรงแรมที่เช่าคืนเดียวด้วยเงินจากการไถเพื่อน กินเหล้าร้องเพลง เป็นริฮานน่า ไอดอลหญิงดำ ที่เป็นตัวเองมากที่สุด เป้นหนึ่งเดียว เป็นช่วงเวลาที่ดี หนังเลยเลือกจบช่วงเวลาที่ดีที่คืนสุดท้านที่เธออยุ่กับเพื่อน และเลือกจบชีวิตแบบไม่หญิงไม่ชายของเธอเมื่อเธอถอดสร้อย Vic Victory ออก เพื่อเธอไมไ่ด้ชื่อเลดี้แต่ชื่อโซฟี เธอก็ไม่ได้ชื่อวิค มีแต่สิงหลอกลวงเสกสรรค์ปั้นแต่งเท่านั้นที่เป็นเธอจริงๆ ที่เหลือเธอถูกบังคับด้วยคนอื่น สิ่งอื่น สิ่งที่เลือกไม่ได้ เช่นการเป็นคนดำ เป็นผู้หญิง

Phoenix (2014, Christian Petzold, Germany)

08_phoenix_1609

1.เรื่องคือ เนลลี่ เป็นยิวในเบอร์ลินที่ถูกจับไปตอนสงครามหลังสงคราม เพื่อนสาวของเธอพาเธอกลับมาในสภาพยับเยินใบหน้าแหลกละเอียด หล่อนพยาบาลเธอ พาเธอไปผ่าตัดใบหน้าใหม่ ใบหน้าที่แค่คล้ายคลึงแต่ไม่ใช่ใบหน้าเดิม หลังจากฟื้นัตวเพื่อนสาวตั้งใจจะพาเธอกลับไปอยุ่อิสราเอล แต่เธอกลับไม่ต้องการ ที่ฌะอต้องการคือใบหน้าเดิมของเธอ โลกเดิมของเธอ โลกที่เธอเป็นนักร้องและมีสามีเป็นนักเปียโน เธอออกไปตามหาสามีของเธอ และพบเขาเป็นบริกรในบาร์เล็กๆชื่อฟีนิกซ์ เขาไม่อาจจดจำใบหน้าของเธอได้ แค่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลลาว่าหญิงคนนี้ช่างคล้ายภรรยาของเขา เขาจึงบอกให้เธอร่วมวางแผนกับเขาโดยให้เธอเล่นเป็ฯภรรยาของเขาซึ่งตัวเธอเอง เขาจะสอนเธอ ซักซ้อมกับเธอเพื่อให้เธอ ไปกับเขาทำทีเป็นกลับมาจาแกคมป์และทวงคืนมรดกของตัวเธอเอง จากนั้น เขาจะหารสองกับเธอ เธอรักเขาอย่าไม่อาจถอนตัว เธอตัดสินใจเป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็นเป็น เป็นตัวแทนของตัวเธอเอง เรียนู้ตัวเองจากตัวเขา รอวันที่เขาจะหันมาเห็นเธอจริงๆ แม้เพื่อนของเธอจะบอกว่าสามีของเธออาจจะเป้นคนที่แจ้งจับเธอแต่แรกก็ได้ มันก็ไม่ได้ทำให้เธอไหวหวั่น ให้ฉันเป็นอะไรในใจของเธอฉันก็พร้อมทั้งนั้น

2.ทีนี้ความงดงามอย่างถึงที่สุดคือ คุณรักคนอื่นมากพอจะยอมกลายเป็นคนอื่นเพื่อจะใกล้ชิดกับคนที่คุณรัก ความเจ็บปวดของคุณคือคุณพบว่า เขาถ่ายทอดตัวคุณที่ไม่ใช่ตัวคุณออกมา เขาพยายามสอนให้คุณเป็นคุณ แล้วคุณพบว่าคุณต้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวคุณเอง แต่คุณก็รักเขามากกว่า คุณค่อยเรียนรู้ว่าคุณเป้ฯใครในใจของเขา และคุณพยายามจะเป็นคนอื่นเพื่อจะได้ทำตามใจของเขา เป็นคนอื่น เพราะคนอื่นคือตัวคุณในใจของเขา คุณเป็นคนอื่นเสมอไปเมื่อไม่ใช่ในตัวคุณเอง ใบหน้าใหใม่ของคุณทำให้คุณเกิดใหม่ แต่มันไม่ใช่การเกิดอยางเสรี หากมันคือการพบว่าตัวคุณนอดีตชาติไม่ใช่ตัวคุณที่เขาต้องการ

3.หนังซ่อนความคลุมเครือของเรื่องไว้มากมาด้วยการไม่เล่าอะไรก่อนหน้าเสียทั้งส้ิน ทุกอย่างซ่อนอยู่ในท่าทางและการสนทนาของบรรดาตัวละคร ฉากหนึ่งที่เจ็บปวดมากคือฉากที่เขาหาเสือผ้ากับรองเท้าของเธอมาให้เธอลองสวม แล้วบอกว่าเธอเดินผิด เธอบอกว่านี่อาจจะเป็นเสื้อผ้าที่เธอ -เธอในอดีตที่ไม่ใช่เธอในตอนนี้สวมใส่ แต่ไม่ใช่เสื้อผ้าของคนที่รอดมาจากแคมป์ เขาบอกเธอว่ามันไม่สำคัญอีกแล้ว ไม่สำคัญเรื่องความจริงว่าเธอไปแคมป์ความจริงคือถ้าเธอโดดเด่นเพียงพอในวันที่กลับมา คนอาจจะจำเธอไม่ได้ เธอจะไม่ได้กลับเข้ามาเป็นตัวเอง ถึงที่สุด ไม่มีความจริงเรื่องการกวาดต้อนผู้คนในช่วงสงครามอีกต่อไป ความทรงจำที่เจ็บปวดฝังอยู่แต่กับคนอย่างเพื่อนสาวของเธอที่ไม่อาจทนฟังเพลงเยอรมันได้อีกแล้ว แต่ไม่อยู่ในตัวเขา ที่พยายามจะกลับคืนสู่ภาวะดั้งเดิมก่อนสงคราม

4.หนังไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนจับเธอ แต่ฉากที่เจ็บปวดที่สุดคือฉากที่เธอเพ้อไปเรื่อยๆขณะซ้อนจักรยานของเขาว่า ต่อให้เขาแจ้งจับภรรยาตัวเอง มันก็เป็นการจับที่ไม่จริง เพราะเขาคงจำเป็นต้องทำ พอเธอโดนจับไปเขาคงรีบกลับไปดูเธอ และยังคงรักเธอ ยิ่งเธอพยายามจะอธิบายสิ่งต่างๆมันก็ยิ่งเป็นการอธิบายให้ตัวเองฟัง ให้ฉันได้เป็นอะไรก็ได้ในใจของเธอ มันเป็นวิธีเดียวที่เธอจะรับเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ในใจได้

5.ไม่มีใครจะหมกมุ่นไปกับการกลายเป็นคนอื่นเพื่อที่จะได้เป็นตัวเอง และการทรยศักหลังอันเต็มไปด้วยความรวดร้าวได้หนักหนาเท่าเพตท์โซลด์ ตัวละครของเขาในทุกๆเรื่องมีลักษณะครึ่งผีครึ่คน เป็นสิ่งหนึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งอื่นเพื่อจะได้เป็นตัวเองไม่มีสิทธิ์จะเป็นตัวเอง เพราะต้องเป็นภาพแทนเท่านั้นมันจึงมีความหมาย ในขณะเดียวกัน นีน่า ฮอส ดาราคู่บุญของเขาก็ให้การแสดงที่งดงามเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดอีกครั้งอีกครั้ง และอีกครั้ง

6.จริงๆมีตัวละครตัวหนึ่งที่ชอบมากที่สุดในหนังเขาปรากฏขึ้นในสิบนาทีสุดท้าย เขาเป็นตัวละครที่ลูกและเมียตายหมดในสงคราม การกลับมา ของเนลลี่ อาจเป็นเรื่องน่ายินดี แต่มันทิ่มแทงเขาที่ลูกเมียเขาไม่อาจกลับมาเหมือนเธอ ความทุกข์ที่พูดไม่ได้ของเขาอาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเรื่อง แต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจแก้ไขของเขาอยู่ในพื้นหลังได้สะท้อนภาพความเจ็บปวดของเนลลี่อย่างดงามเมื่อเธอร้องเพลงspeak low เศร้าสร้อย

Years When I Was A Child Outside (2008,John Torres, Philippines)

john-T-f-photo-1
นี่คือหนังที่เขาไม่ได้ทำ หนังเกี่ยวกับพ่อ พ่อผู้ซึ่งอยู่มาวันหนึ่งก็บอกกับเขาว่า นอกจากเขากับแม่ พ่อมีครอบครัวลับๆอยู่อีกที่ และมีลูกกับบ้านนั้นถึงสามคน และตอนนี้หลังจากเศรษฐกิจพังพินาศพ่อจะไปอยู่กับครอบครัวนั้น

ความเจ็บปวดของการถูกหลอกลวงมาตลอดชีวิตเป็นแกนกลางของหนังเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อที่เขาเชื่อว่ารักเขา ว่าเขาเป็นลูกคนโปรด เขาจะทำหนังเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ แต่เหตุการณ์ก็เฉไฉออกนอกทางไปตลอดเวลา มันเฉไฉไปบันทึกภาพอื่น ภาพการเดินทางออกนอกประเทศของเขากับมิตรสหาย ภาพของเด็กน้อยทำการบ้านกับแม่ การพบปะกับหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ที่ลี้ภัยไปอยู่เนเธอร์แลนด์ กาสนทนากับเพื่อนสาวที่เพิ่งอกหัก การเดินกลับไปยังบ้านที่เขาเคยอยู่ การพูดคุยกับบรรดาสาวเพนเฟรนด์ที่ไปเป็นแรงงานข้ามชาติ การรำพึงถึงพี่เลี้ยงวัยเด็ก หรือแม้แต่การร่ายรำของชนพื้นเมือง และเช่นเคยการแอบถ่ายภาพของผู้คนบนถนน คลอไปกับเสียงเล่าเศร้าสร้อย ข้อความปรากฏบนจอ บทกวี เสียงเล่า ร้อยเรียงภาพและเรื่องที่กระจัดกระจายเข้าหากัน ในภาพยนตร์ถึงพ่อที่เขาไม่ได้ทำ คิดจะทำสิ่งหนึ่งแล้วคลี่คลายไปสู่สิ่งอื่น

อีกครั้งที่ตอร์เรส สร้างหนังขึ้นจากภาพสะเปสะปะด้วยกลุ่มอาการของการแต่งเรื่องจากภาพ ภาพจำนวนมากที่เก็บเกี่ยวจากการะถ่ายในชีวิตประจำวันโดยไม่ได้มุ่งหมายสิ่งใดเป็นพิเศษ ถูกเชื่อมร้อย และสวมรอยลงในเรื่องเล่า เพื่อสร้างความหมายอื่นๆ เนื้อหาแบบหนึ่งๆถูกโน้มนำให้เข้ากันได้กับภาพอีกอย่างหนึ่งดังเช่นฉากการกลับไปบ้านเก่าที่กำลังซ่อมแซม ถูกทาบทับด้วยข้อความว่า นี่คือที่ที่พ่อกับเขายิงปืนขึ้นฟ้าตอนปีใหม่ นี่คือที่ที่เขาดูหนังสือโป๊เป็นครั้งแรก นี่คือที่ที่แม่ตีเขา นี่คือที่ที่เขาจ่อปืนไม่มีกระสุนใส่พอ ความทรงจำส่วนบุคคล คลี่ลงห่มภาพที่ไร้ความหมายโดยตัวมันเองให้เปลี่ยนเป็นความหมายเฉพาะ เรื่องเล่าเฉพาะ นี่คือวิธีที่ตอร์เรสทำหนัง สวมรอยความทรงจำลงในภาพ แล้วสร้่างเรื่องเล่าชนิดใหม่ขึ้นมา

หากภาพทั้งหมดที่เขาหยิบจับมาสวมรอยได้ฉายภาพของ ‘การอยู่ข้างนอก’ อย่างหมดจดงดงาม จากเรื่องส่วนบุคคลของตัวเขาเองที่ค้นพบว่าตนเองเป็น ‘ลูกชายข้างนอก’ ของครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง เริ่มจากสายตาที่จ้องมองพ่อประกอบธุรกิจของตัวเอง สายตาของกหารจ้องมองครอบครัวของญาติพี่น้องนอนเล่นด้วยกัน ยิ่งกล้องชิดใกล้ คนถ่ายและผู้ชมยิ่งไกลห่างราวกับการบังเอิญไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว เขาไล่ระดับการอยู่ข้างนอกตั้งแต่ในระดับการเมือง การลี้ภัย การออกนอกประเทศของหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์(ซึ่งเป็นเพียงการร้องเพลงปลุกใจ) การเป็นคนนอกประเทศของแรงงามข้ามชาติ(ผ่านเรื่องเล่าของเพนเฟรนดส์) การถูกผลักออกไปข้างนอกของความสัมพันธ์ไม่แน่นอนในบทสนทนาของเพื่อนสาวที่เพิ่งเลิกกับชายที่รักเธอแต่ไม่อยากผูกพันกับเธอ การอยู่ข้างนอกของเด็กหนุ่มที่ชนเผ่าที่ไม่รู้วิธีการเต้นเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ภาพถ่ายการเต้นรำกลางน้ำตก ซึ่งสะดุดหยุดลง และถูกทำให้อยู่ข้างนอกโดยนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวน้ำตก ทั้งหมดสอดรับกับการ ‘ อยู่ข้างนอก’ ส่วนบุคคลของเขา ทั้งจากเรื่องของพี่เลี้ยงที่เป็นคนนอก จนเป็นตัวเขาเองที่เป็นคนนอกทั้งจากคนรักและจากพ่อ จากเรื่องส่วนบุคคลไปสู่เรื่องอื่นๆ ออกไปไกลจากจุดตั้งต้นจนราวกับว่าเขาไม่ได้ทำมันขึ้น และไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นเช่นนี้ แต่การเลื่อนไหลไปก็เช่นกัน มันหลุดมือจากความตั้งใจแบบหนึ่งไปสู่แบบอื่นๆ อยู่ข้างนอกของสิ่งที่หนังควรจะเป็นคือเป็นสิ่งที่มันตั้งใจจะเป็น

ดูเหมือนสำหรับเขา ภาพยนตร์เป็นอะไรก็ได้ ประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งใดก็ได้ ภาพยนตร์คือแบบจำลองของทัศนียภาพแห่งความทรงจำ การเข้าสวมรอยของภาพดาษดื่น หรือเรื่องเล่าเหนือจริง นำมาประกบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความหมายใหม่ ภาพยนตร์ของเขาจึงประกอบสร้างขึ้นมาด้วยวิธีการพิเศษ และไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เราเห็นหรือถูกเล่า มัน้เกิดขึ้นข้างนอกเสมอ

บางทีหนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดในการอธิบายถึงหนังของตอร์เรส คือฉากเล็กๆระหว่างการเล่าเรื่องพี่เลี้ยงที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก พี่เลี้ยงที่ก็เป็นสิ่งที่อยู่ข้างนอกในระดับครอบครัว ในฉากนี้เขาฉายรูปของพี่เลี้ยงซึ่งถ่ายจากรูปถ่ายใบเดียวที่เขามีอยู่ขึ้นไปบนจอที่ขึงกับผ้าขนหนู ในฉากนี้ใบหน้าของพี่เลี้ยงบิดเบี้ยวอยู่ในจอที่ไม่ใช่จอ การผิดเพี้ยนทั้ง สี ภาพ และผิวสัมผัส ของการถ่ายสิ่งที่ถูกถ่ายแล้วฉายขึ้นจอซ้ำ นี่คือกระบวนการการทำหนังของเขา กระบวนการที่เอาสิ่งหนึ่งมาวางในอีกสิ่งหนึ่ง สร้างภาพใหม่ เสียงเล่าใหม่ กระทั่งผิวสัมผัสใหม่ของการสวมรอยทำซ้ำที่กลายเป็นสิ่งอื่นขึ้นมา

Todo Todo Teros (2006, John Torres , Philippines)

shapeimage_1

เราจะเล่าเรื่องนี้ว่าอย่างไรดี เอาเป็นว่ามันอาจเป็นเรื่องของกรุงมะนิลาในความืดมนของการก่อการร้าย หลังเอเลี่ยนลงมายังโลก สำนักตรวจคนเข้าเมืองฟิลิปปินส์ออกกฏให้เอเลี่ยนต้องตรวจเข้มก่อนเข้าเมืองซึ่งไม่เพียงแต่เอเลี่ยนหากยังรวมถึงคนฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่นอกประเทศก็ล้วนต้องถูกกักและตรวจเข้มเช่นเดียวกัน แต่่นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับเอเลี่ยน แต่มันเกี่ยวกับองค์กรก่อการร้ายใต้ดิน ผู้กำกับหนุ่มคนหนึ่งและเพื่อนของเขาเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้ายที่ว่านี้ ยามค่ำเขาท่องไปในแดนของศิลปะ ภาพยนตร์ และดนตรีทั่วเมืองมะนิลา และคิดถึงใครบางคน ใครบางคนที่ว่าคือสาวรัสเซียที่เขาเคยพบครั้งหนึ่ง เคยตกหลุมรักครั้งหนึ่ง เขาถ่ายวีดีโอภาพของเธอเอาไว้มากมาย เป็นเหมือนจดหมายทางความทรงจำของเขาและเธอ และภาพเหล่านั้นหลอมรวมในหนังว่าด้วยการก่อการร้าย แล้วยังมีผู้ก่อการฝึกหัด ซึ่งอาจจะเป็นภรรยาของเขา เธอเหม่อเจ้องจอทีวีบรรจุภาพสาวรัสเซียในห้วงรัก วันแล้ววันเล่า เธอฝึกเป็นผู้ก่อการด้วยการตามถ่ายวีดีโอเขาโดยไม่รู้ตำรวจกำลังตามถ่ายวีดีโอเธอ พยายามใช้วิดีโอแทนเครื่องมือสื่อสารในการแกะริมฝีปากของเธอและหัวหน้าซึ่งกระซิบงึมงำภาษาที่ไม่สามารถธิบายได้ ในระหว่างนั้นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักผุดพรายคลอไปกับเรื่องเล่าของการกดขี่ของพวกสเปน ดนตรีกลางคืน และภาพยนตร์ ก่อนที่เสียงเล่าจะถูกเปิดเผยว่าอาจจะเป็นเสียงของชายขายแผ่นผีที่เล่าเรื่องย่อหนังให้เธอฟัง เธอไม่ได้มาซื้อหนัง เธอเอาหนังของเขามาเสนอขาย หนังที่เธอฉายขึ้นจอแล้วถ่ายซูมมันมา จงใจให้ติดเงาของเธอลงไป เพื่อที่มันจะเปลี่ยนจากหนังที่เขาถ่ายผู้หญิงอีกคนเป็นหนังของเธอที่มีเขา ท่ามกลางการก่อการร้ายและความรักนี้เอง ‘ภาพยนตร์’ ดำเนินไป

ภาพยนตร์ถูกประกอบสร้างขึ้นมาอย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องเล่าแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นภาพที่สร้างขึ้นใหม่แต่เพียงอย่างเดียว มันไม่ใช่สิ่งทำใหม่ที่สุทธิ์จริงแท้ และเป็นสิ่งที่เป็นไปก็แต่เพื่อตัวมันเองราวกับมันผุดบังเกิดขึ้นมาในอากาศ แต่ภาพยนตร์คือการประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งต่างๆ สิ่งละอันพันละน้อย เรื่องเล่าที่ไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ความทรงจำส่วนบุคคล เรื่องเล่าทำหน้าที่ประดุจดังเชือกซึ่งล้อมร้อยทุกอย่างเข้ามาหากัน เย็บปิดสนิทเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆในบางกรณี และในบางกรณีเช่นกรณีของตอร์เรส การกระจัดกระจายกลับคือสิ่งสำคัญ หนังของเขาเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่เพียงเพราะเขาใส่ฟุตเตจภาพของหญิงคนรักลงไป แต่เพราะความทรงจำของหญิงคนรักเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เมื่อผู้ชมดูหนังเรื่องนี้ ความทรงจำส่วนบุคคลเหล่านี้นั้นอาจถูกแปรรูปไปสู่ความทรงจำของตัวละคร หากยังมีส่วนที่เราไม่อาจเข้าถึงได้อีกต่อไป และกระบวนการนี้ถูกทำซ้ำ เมื่อภรรยาของผู้ก่อการร้ายทำให้หนังของสามีกลายเป็นหนังของเธอ ด้วยการใส่เงาของตัวเธอลงไปในหนัง นั่นคือภาพยนตร์ใหม่ มันคือตุ๊กตาปริแตก รอยเย็บไม่สนิทอันสวยสดงาม ลวดลายของการเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอ กลายไปเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์เสียเอง ผู้ชมสิบคนเดินเข้าไปดูภาพยตร์เรื่องเดียวกัน ทุกคนพกพาภูมิหลัง ความทรงจำ ความทุกข์ความสุขของตนเองติดเข้าไปด้วย ภาพยนตร์ออกฤทธิ์ฉายส่องลงในความทรงจำของแต่ละคน ความทรงจำของผู้อื่นจึงทาบทับเข้ากับความทรงจำของเรา ความทรงจำที่เรามีต่อภาพยนตร์จึงไม่ใช่ความทรงจำของภาพยนตร์ มากไปกว่าความทรงจำของเราต่อภาพยนตร์ สิ่งซึ่งภาพยนตร์กระทำกับเรา และนี่คือกระบวนการที่ตอร์เรสเล่าออกมาให้เราได้เห็นเป็นภาพ ซึ่งเป็นอะไรระหว่างการบันทึกชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆแล้วคืบคลานไปสู่เรื่องเล่า การก่อการร้ายอะไรต่อมิอะไรมาถูกใส่ให้ดูมีเหนื้อมีหนัง ก่อนจะเปิดเผยพลังแท้ๆของภาพยนตร์ อันคือการเชื่อมร้อยความทรงจำของกันและกัน ระหว่างผู้ชมกับคนทำ ผู้ชมกับผู้ชม และผู้ชมกับภาพยนตร์

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เรื่องเล่าทั้งหลายในเรื่องนี้ (ซึ่งมีทั้งสิ่งที่เขียนขึ้นใหม่ ภาพทรงจำส่วนบุคคลและภาพบันทึกประวัติศาสตร์ของแวดวงหนังฟิลิปปินส์ร่วมสมัย) ทั้งรื่องเล่าของ ลาฟ ดิอาซเกี่ยวกับเจ้าอาณานิคมสเปน เรื่องเล่าของนักฆ่าที่ตกหลุมรักเป้าหมายของตัวเอง เรื่องของสาวรัสเซีย และเรื่องการก่อการร้ายจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันในการ ส่งสัญญะภาพสะท้อนความสัมพันธ์ของตัวละคร หากในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเสียงที่อยู่ในหนังซึ่งมาจากหนังเรื่องอื่น เสียงจากผู้ชมซึ่งเป็นคนอื่นต่อกระบวนการของหนัง แล้วมาปรากฏอยู่ เช่นเดียวกับกล้องที่เป็นการแอบถ่าย เป็นทั้งโฮมวีดีโอ เป็นการถ่ายเล่น และเมื่อนำมาใช้ในภาพยนตร์มันกลายเป็นกล้องสอดส่องของรัฐ กล้องแกะรอย กล้องติดตามผู้ก่อการร้าย

ในหนังนั้นบอกว่าการทำหนังคือการก่อการร้าย และมันเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ตอร์เรสทำ เล่าเรื่องหนังที่ว่าด้วยผู้ก่อการร้าย แต่หนังเองก็ทำหน้าที่เป็นการก่อการร้ายจริงๆต่อผู้ชม ซึ่งไม่อาจจะเข้าใจตัวหนังได้หมดจด ดัง ‘ภาษาที่เราไม่เข้าใจ’ ของผู้ก่อการร้ายที่พูดกันเองซึ่งเป็นภาพแทนของการทำหนังที่เล่าแต่เรื่องส่วนตัวซึ่งผู้ชมไม่มีวันจะเข้าใจได้แต่อ่านปากจากตรงนั้นตรงนี้เหมือนนายตำรวจซึ่ง ‘ถ่ายหนัง’ การสนทนาของพวกผู้ก่อการร้ายแล้วพยายามอ่านปากเอาจากการสนทนาจากนั้นจึงตีความไปต่างๆนาๆ เราผู้ชมคือผู้เฝ้าดูการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราเอง และเมื่อเราคิดเกี่ยวกับหนัง เล่าหนังออกมา หนังก็กลายเป็นหนังของเรา แม้ว่าเราจะเล่าได้เพียงบางเรื่อง บางส่วน มีรูปเงาของเราทาบลงบนจอที่อัดทับหนังไว้ เมื่อเราเอาหนังไปขายเป็นแผ่นผี เงาของเราติดบนจอ เป็นส่วนหนึ่งของหนัง เฉกเช่นกับที่ภรรยาของผู้ก่อการร้ายทำ เฉกเช่นเมื่อเรากำลังเล่าถึงหนังเรื่องนี้ เงาของเราก็ทาบทับลงในการเล่านี้เช่นกัน

A Child Outside : Retrospective to John Torres

poster2or english please scroll down
………………………………
FILMVIRUS ร่วมกับ The Reading Room ภายใต้การสนับสนุนของ Japan Foudation กรุงเทพ ชวนคุณชม

เด็กหนุ่มที่ข้างนอก ภาพยนตร์โดย John Torres
A Child Outside : Retrospective of John Torres

ร่วมชมภาพยนตร์ทุกเรื่องของ John Torres ผู้กำกับหนุ่มคนสำคัญอีกคนของวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ร่วมสมัย ผู้ซึ่งทำงานเล่าเรื่องเชิงทดลอง ที่ผสานเอาทั้ง วีดีโอ ภาพถ่ายและภาพยนตร์ให้ถ่ายทอด สิ่งที่เป็นทั้งความทรงจำส่วนบุคคลไปจนถึงประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างทรงพลังและน่าทึ่ง

ร่วมชมภาพยนตร์ พร้อมทั้งสนทนากับ John Torres ได้ ในวันที่ 27 -28 มิถุนายน 2558 ที่ The Reading Room สีลม ซอย 19 โปรแกรมเริ่มบ่ายโมงตรง เข้าชมฟรี

รายละเอียดของโปรแกรมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

โปสเตอร์โดย Skan Aryurapong
…………………………………………..
FILMVIRUS and The Reading Room with the support by Japan Foundation , Bangkok presented you

A Child Outside : Retrospective to John Torres

John Torres is one of the most interesting filmakers in Phillipino cinema in the recent years. His work was a collage of video ,photograph and cinema mixing a personal memories to a history of the country into strong and powerful films

Filmvirus and The Reading Room invited you yo join the screening all film of John Torres and have a talk with Jon Torres himself

27th -28th June 2015 at The Reading Room Silom Soi19 program start from 1PM

Free Admissions

teasertorres real

Free Admission

ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน

p son 002 use

ตีพิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2011

ยายหมอนนั้นอาศัยอยู่ในสลัมซึ่งข้างๆบ้านของแกนั้นเป็นที่รกร้าง แกเรียกมันว่าเป็นสวนของแก สวนซึ่งบางวันคนข้างบ้านก็มาเล่นเป็นนายทหารต่อต้านสงครามอิสราเอล ปาเลสไตน์ วันหนึ่งยายหมอนพบว่าข้างบ้านแกมีคนมาสร้างพิพิธภัณฑ์อะไรก็ไม่รู้ในชั่วข้ามคืน ตั้งชื่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งแสง แต่ในพิพิธภัณฑ์กลับมืดสนิท ยายหมอนเดินเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โดยการคลำทางไปในความมืด มีแสงไฟฉายส่องใบหน้าของแกที่เดินเข้าไปในความมืด แกหลงทางวนเวียนอยู่ในนั้น แล้วกลับมาโผล่ออกที่ดอนเมือง โดยไม่รู้ตัว การท่องพิพิธภัณฑ์ของแกโดนบันทึกภาพไว้โดยนักศึกษาคนหนึ่ง เขาเอาเรื่องของแกไปตัดต่อเป็นหนังสยองขวัญส่งอาจารย์ โดยทำลายขนบหนังสยองขวัญทั้งหมดที่เคยมีลง ผลก็คืออาจารย์โมโหมาก ไอ้เด็กสอนไม่รู้จักจำ อาจารย์เผลอหลุดสบถขณะคอมเมนท์งานซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะแกคันคะเยอจากอาการผื่นแพ้ หรือเพราะโมโหกันแน่ อาจารย์คอมเมนท์ทุกฉากในหนังเรื่องนั้น คอมเมนท์ดุเดือดจนน่าตระหนกตกใจราวกับแกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ หลังเสร็จงานอาจารย์ไม่สามารถทนอาการคันคะเยอได้อีกต่อไป เขาไปพบหมอผู้ซึ่งบอกว่าปัญหาของเขาเกิดจากภาวะภูมิไวเกินต่อสารคัดหลั่งของชายคนรัก นั่นยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลง หนังแย่ยายแก่ของลูกศิษย์ที่เขาไม่ชอบหน้า อาการคันคะเยอไม่รู้จบ คนรักที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมีอะไรด้วยทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ถึงที่สุดอาจารย์คนดังกล่าวจึงออกไปข้างนอกและถูกงูผีกัดตาย

ข้างบนนั่นไม่ใช่เรื่องย่อของหนังสั้นเรื่องใหม่ของใครทั้งสิ้น หากมันคือการจับเอาหนังสั้นจำนวนหนึ่งของผู้กำกับสี่คนที่เรากำลังจะกล่าวถึงมายำร้อยเรียงรวมกัน แนมด้วยบางฉษกตอนจากบทประพันธ์ของนักเขียนนามอุโฆษ นักเขียนนามอุโฆษผู้ซึ่งจะมอบต้นฉบับมาเป็นหัวเชื้อในการสร่างสรรค์ภาพยนตร์แบบโดมิโน อันหมายความว่าผู้กำกับทั้งสี่ (เจ้าของหนังสั้นที่เรายืมพลอตมาเรียงใหม่ด้านบน) จะลงมือร้อยต่อเรื่องราวจากต้นทางสร้างขึ้นเป็นหนังสั้นเรื่องที่หนึ่งและส่งไม้ต่อไปให้ผู้กำกับคนต่อไป สานเรื่องเดิมต่อถายใต้กรอบจำกัดของตัวละครชุดเดิม แต่เรื่องสามารถขยายออกไปได้หลากมิติ เราเรียกโปรเจคต์นี้กันสั้นๆว่า โดมิโปรเจคต์ ซึ่งทุกท่านสามารถอ่านเกี่ยวกับโปรเจคต์ดังกล่าว รวมถึงร่วมมืลงขันสนับสนุนโปรเจคต์นี้ได้ที่นี่ http://dominofilm.blogspot.com/

Continue reading