p son 002 use

ตีพิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2011

ยายหมอนนั้นอาศัยอยู่ในสลัมซึ่งข้างๆบ้านของแกนั้นเป็นที่รกร้าง แกเรียกมันว่าเป็นสวนของแก สวนซึ่งบางวันคนข้างบ้านก็มาเล่นเป็นนายทหารต่อต้านสงครามอิสราเอล ปาเลสไตน์ วันหนึ่งยายหมอนพบว่าข้างบ้านแกมีคนมาสร้างพิพิธภัณฑ์อะไรก็ไม่รู้ในชั่วข้ามคืน ตั้งชื่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งแสง แต่ในพิพิธภัณฑ์กลับมืดสนิท ยายหมอนเดินเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โดยการคลำทางไปในความมืด มีแสงไฟฉายส่องใบหน้าของแกที่เดินเข้าไปในความมืด แกหลงทางวนเวียนอยู่ในนั้น แล้วกลับมาโผล่ออกที่ดอนเมือง โดยไม่รู้ตัว การท่องพิพิธภัณฑ์ของแกโดนบันทึกภาพไว้โดยนักศึกษาคนหนึ่ง เขาเอาเรื่องของแกไปตัดต่อเป็นหนังสยองขวัญส่งอาจารย์ โดยทำลายขนบหนังสยองขวัญทั้งหมดที่เคยมีลง ผลก็คืออาจารย์โมโหมาก ไอ้เด็กสอนไม่รู้จักจำ อาจารย์เผลอหลุดสบถขณะคอมเมนท์งานซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะแกคันคะเยอจากอาการผื่นแพ้ หรือเพราะโมโหกันแน่ อาจารย์คอมเมนท์ทุกฉากในหนังเรื่องนั้น คอมเมนท์ดุเดือดจนน่าตระหนกตกใจราวกับแกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ หลังเสร็จงานอาจารย์ไม่สามารถทนอาการคันคะเยอได้อีกต่อไป เขาไปพบหมอผู้ซึ่งบอกว่าปัญหาของเขาเกิดจากภาวะภูมิไวเกินต่อสารคัดหลั่งของชายคนรัก นั่นยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลง หนังแย่ยายแก่ของลูกศิษย์ที่เขาไม่ชอบหน้า อาการคันคะเยอไม่รู้จบ คนรักที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมีอะไรด้วยทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ถึงที่สุดอาจารย์คนดังกล่าวจึงออกไปข้างนอกและถูกงูผีกัดตาย

ข้างบนนั่นไม่ใช่เรื่องย่อของหนังสั้นเรื่องใหม่ของใครทั้งสิ้น หากมันคือการจับเอาหนังสั้นจำนวนหนึ่งของผู้กำกับสี่คนที่เรากำลังจะกล่าวถึงมายำร้อยเรียงรวมกัน แนมด้วยบางฉษกตอนจากบทประพันธ์ของนักเขียนนามอุโฆษ นักเขียนนามอุโฆษผู้ซึ่งจะมอบต้นฉบับมาเป็นหัวเชื้อในการสร่างสรรค์ภาพยนตร์แบบโดมิโน อันหมายความว่าผู้กำกับทั้งสี่ (เจ้าของหนังสั้นที่เรายืมพลอตมาเรียงใหม่ด้านบน) จะลงมือร้อยต่อเรื่องราวจากต้นทางสร้างขึ้นเป็นหนังสั้นเรื่องที่หนึ่งและส่งไม้ต่อไปให้ผู้กำกับคนต่อไป สานเรื่องเดิมต่อถายใต้กรอบจำกัดของตัวละครชุดเดิม แต่เรื่องสามารถขยายออกไปได้หลากมิติ เราเรียกโปรเจคต์นี้กันสั้นๆว่า โดมิโปรเจคต์ ซึ่งทุกท่านสามารถอ่านเกี่ยวกับโปรเจคต์ดังกล่าว รวมถึงร่วมมืลงขันสนับสนุนโปรเจคต์นี้ได้ที่นี่ http://dominofilm.blogspot.com/

Read More

the-imitation-game-e1418954178453

one of my favorite gay film this year

this film linked back to the origin of Posthuman concept whichit was developed by queer and feminist

This film should be screening with Paris Is Burning to dicussed about the word ‘Imitation’ which it was use in posthuman and queer

Benedict Cumberbacth was perfect as a real hipsters. His hair undercut , wearing vintage ,doing nice artistic pattern and riding a bike !

………………………………………………………..

1. ในหนังเรื่อง Paris Is Burning ซึ่งเป็นหนังสารคดีว่าด้วยกระเทยเดินประกวดโชว์เก๋ จะมีการอธิบาย ‘ อภิธานศัพท์ตุ๊ด’ คำนึงที่ถูกอธิบายคือ Realness ซึ่งไม่ได้แปลว่าแต่งหญิงแล้วเหมือนหญิงแต่อย่างใด แต่หมายถึงการที่ตุ๊ดแอ๊บแมนแล้วเหมือน ดำแอ๊บขาวแล้วเหมือน หรือจนแอ๊บรวแล้วเหมือน จะเป็นหญิงก็เป็นหญิงสุดๆ จะเป็นคนรวยก็ดูรวยสุดๆ การปลอมแปลงสถานะทางสังคมขณะเดินประกวด โดยไม่ตกหล่นคือพลังของRealness จะมีการตัดสินโดยเจ๊ๆเจ้าของบอลรูม คำว่าRealness จึงคือความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า Imitation มันคือการปลอมแปลงตัวเองเพื่อเข้าไปในสังคม แปลงตุ๊ดเป็นแมน หรือแปลงผู้ชายเป็นผู้หญิง แปลงคนจนเป็นคนรวย
ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Realness ที่นี่
http://thegenderoffender.blogspot.com/…/paris-is-burning-an…

2. แนวคิด post human จริงๆเริ่มต้นจากสายตระกูลพวก feminist กับ queerที่มองการถูกกดขี่ของตัวเอง แล้วเห็นความรู็สึกฟุ้งซ่านว่ามนุษย์นั้นเป้นศูนย์กลางของจักรวาล ยัดเยียด ผู้หญิง ตุ๊ด สัตว์ สิ่งของให้มีลำดับชั้นต่ำลงไป การผ่าตัดแปลงเพศคือรูปร่างต้นแบบอันหนึ่งของการ ‘ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ ‘ ก่อนที่มนุษย์จะเอาเทคโนโลยีมาใส่ในร่างกายตัวเอง หรือมนุษยืสร้างไซบอร์ก (หรือคอมพิวเตอร์ที่รู้คิดแบบมนุษย์) ก่อนที่มนุษย์จะพบว่ามนุษย์เองเป็นเพียงส่วนประกอบของจักรวาล เรามีศักดิ์ไม่ได้ต่างจากหมา จากต้นไม้ จากเก้าอี้ จากฝูงผึ้ง จากเซลล์เดียว
จากการคิดแบบตุ๊ดๆ เราจึงพบว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง และการมอง ‘โลกผ่านสายตาว่ามนุษย์สูง’ เป็นการมองโลกที่ไม่ถูกต้อง สักวันมนุษย์จะพัฒนาสายพันธ์ุจนไม่เหลือเนื้อหนังร่างกายมนุษย์อีก มนุษย์จะผสานกับคอมพิวเตอร์ อวัยวะเทียม แล้วนั่นยังเป็นมนุษย์ไหม หรือมันคืออีกหนึ่งการปลอมแปลง
3.ดังเช่นคำถามในตอนท้ายของทัวริ่งที่เขาชวนตำรวจเล่น เกมปลอมแปลง เขาถามว่า ระหว่างเขากับคอมพิวเตอร์ใครดูจริงมากกว่ากัน คุรแยกออกไหมว่าเมื่อคุณถาม แล้วมีคนตอบมันเป็นคำตอบของมนุษย์ หรือคำตอบของคอมพิวเตอร์ มนุษย์เหนือกว่าคอมพิวเตอร์ แล้วเสตรทมันเหนือกว่าตุ๊ดจริงๆเหรอ

Read More

e8b4

งดงามมากๆ ภาพยนตร์ศาสนาเปรียบเทียบที่งดงามมากๆ

หนังว่าด้วยสองพี่น้องโรฮันา กับโรฮันนี ที่เคยอยู่กับแม่ที่สอนศาสนาเปรียบเทียบในสิงคโปร์ พอแม่ตายต้องมาอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงในKL พ่อเป็นพวกเจ้าพ่อที่ชอบตีลูกเมีย เด็กสองคนหนีออกจากบ้านมาอยู่ใน อิโปห์ หลังจากพี่สาวโดนทำร้าย พี่สาวมาเป็นสาวเสิร์ฟในผับ น้องสาวไปเรียนหนังสือแต่ไม่สามารถทนโรงเรียนได้ ไบรอัน เป็นครูในโรงเรียนคริสต์สองห้องข้างๆของห้องครูสิวา หลังจากช่วยร้องสาวจากการถูกตีและได้พบคนพี่ซึ่งที่จริงอาศัยอยู่บ้านใกล้แฝลตของเขา พวกเขาก็เริ่มผูกพันกัน เขเริ่มสนใจอิสลาม ตัวเขาเองเป็นคนปีนัง ที่พอเคร่งศาสนาเคยสร้างบาดแผลทำให้เขาไม่ยอมเป็นคริสเตียนที่ดีแม้จะสอนอยู่ในโรงเรียนคริสต์

โลกในหนังเป็นโลกที่กึ่งจริงกึ่งฝันอยู่ประมาณหนึ่ง บทสนาทนาคมคาย ฉากตลกโก๊ะๆ ตัวละครงดงามพูดอะไรฉลาดๆ แต่หนังกลับไม่ออกมาเพ้อเจ้อ หรือฟุ้งฝัน มันเต็มไปด้วยประเด็นทางศาสนาที่คมคาย แต่เลาอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา และประคองความสัมพันธ์ของตัวละครได้หมดจดงดงามมากๆ

สมเป็นมาเลเซียหนังตัดข้าม ภพจำของศาสนา และเอ่ยถึงมันอย่างดงาม ละมุนละม่อม นี่ไม่ใช่หนังสอนศาสนา และไม่ใช่หนังต้าศาสนา แต่มันพูดถึงความหลากหลาย ความไหลเลื่อนของผู้คนต่าสาสนา ที่ไม่ได้มีควาหมมายว่าต้งอเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มีความเป้นไปได้อื่นๆมากมาย

685d168b57cbc74bb09f218cdc611ad4

สปอยล์สัสๆอะ บอกเลย

1.สำหรับเราแค่การได้เห็นเด็กวัยรุ่นแถวบ้าน เด็กเรียนราชภัฎ หรืออาจจะจอาชีวะ ที่มีชีวิตอยู่กับมอเตอรืไซค์ ร้านเหล้า และผัวๆเมียๆบนจอหนังมันก็น่าตื่นเต้นอยู่พอแรงแล้ว การไปพ้นจากตัวละครเด็กชนชั้นกลางในเมือง มันก็น่าตจื่นเต้นอยู่แล้วละ่ แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือความเป็นหนังผีของมัน ที่มันเป็นหนังผีตุ้งแช่ แต่ไม่ใช่หนังผีแบบซาดาโกะครองเมือง เราพบว่าตัวเองรู้สึกว่ามันน่ากลัวมากๆ ตอนดูจิกเบาะเลย เพราะว่า ผีในเรื่องคือผีแบบรายการพี่ป๋อง กพล ผีในรายการคนอวดผีช่วงที่เขาเอามาเล่า ผีแบบที่อานเจอในเนต คือเซนต์ของผีที่มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แล้วไม่ได้มาหลอกเพราะความสาระแนของมนุษยืเอง หลายฉากเรากลัวมาก โดยเฉพาะภาพของผีที่ยืนหลบมุมตึกตรงนั้นตรงนี้ในเวชปัญญา หรือผี่ครึ่งตัว ผีพวกนี้เป็นผีแบบที่ไม่มีหน้ามีหลัง เรื่องของตัวเองก็มีเพียงนิดเดียว เป็นผีแบบที่ที่เป้นผีจริงๆ เรื่องชั่วร้ายที่ไม่ต้องสืบประวัติดราม่า เป็นเรื่องผีแบบที่เพื่อนชอบแลกกันเล่าตอนแดกเหล้าซึ่วมันทรงประสิทธิภาพมากๆ

2.ตัวละครของปั้นจั่นน่าสนใจมาก แต่ดูเหมือนหนังกั๊กๆเอาไว้ คืออีกนิดไอ้นี่จะเปล๊่ยนจากหนุ่มหล่อโรแมนติคเมียตาย เป้นไอ้เนิร์ดที่หมกมุ่นแต่เรื่องผีแล้ว (ฉากที่ไปสุดคือฉากที่ปั้นจั่นบีบเมโกะให้มองเห็นผีพ่อตัวเอง เป็นฉากที่มึงเป็นไอ้โรคจิตติดผีไปแล้ว ) แต่เหมือนมันติดหล่อ ติดพระเอกไปหน่อย เราเลยไม่กลัวมัน รักให้กำลังใจมันมากกว่าจะรู้สึกว่าไอ้ห่ามึงเวียร์ด

3.แต่สิ่งที่สุดทางมากๆคือการตัดอารมณืของหนังที่น่ากลัวเชี่ยๆ มาเจอกับขำสัสๆ เช่นซีนตุ๊กตาผีที่มันสุดทางจริงๆ หนังเรื่องสุดท้ายที่เข้าฝักระหว่างความตลกกับความน่ากลัวระดับนี้ได้คือ บุปผาราตรีโน่นแน่ะ

4.อีกจุดที่ทำให้ชอบหนังแบบสุดๆคือ มีคนที่โดนผีหลอกทั้งเรื่องจริงๆแค่คนเดียวคือผีโฟกัส เรื่องเลยเป็นหนังผีผลอกผี แต่ที่จะเป็นผีหลอกคน ตอนดูเราก็กลัวแล้วก็ขำไปด้วยว่า โฟกัสลูก ลูกตายแล้วนะลูก มึงจะหนีผีทำไม

5.แต่การให้โฟกัสคงหน้าเดิมแทนที่จะเป็นหน้าผี นั้นน่าสนใจมากๆ เพราะ เหมือนหนังมีคอนดิชั่ว่าถ้าติดบ่วงจะค่อยๆกลายเป็นสัมภเวสี คือโฟกัสค่อยๆตายกลายเป็นหนังจริงไรงี้ (แต่คนอื่นตายปุ๊บแม่งครึ่งท่อนเลย) แล้วพอมันเป็นว่าตอนจบ โฟกัวเป็นคนที่ช่วยปิดตาปั้นจั่นจากการเห็นปี มันเจ็บปวดสองชั้นมากๆ ชั้นแรกคือต้องเห็นผีชั่วชีวิต แต่ขชั้นที่สองคือมึงอยากเห็นผีเมีย แต่เมื่อเห็นเมีย เมียไม่ได้เป็นเป็นเมีย แต่เป็นเมียหน้าผี การตกนรกทั้งเป็นที่ไอ้จอนว่าไว้จึงเป็นเช่นนี้เอง

6. ที่สุดของที่สุด ชอบน้องจอนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ทั้งในแง่ตัวละครที่พอจะเป็นอีป้าปราบผีใน insidiousได้ หรือในแง่ปมและจุดจบที่ยังกะตอนจบของเรื่องในเดอะช๊อก และชอบในฐานะนักแสดงด้วยเท่สัสอะ

7.ชอบหนังจริงๆทั้งในแง่หนังผีที่มันทำให้เรากลัวมากๆ ในแง่หนังที่บันทึกภาพของผีแบบเดอะช๊อกแทนที่จะเป็นผี post ซาดาโกะ และในแง่ของเรื่องผีที่เกิดกับวัยรุ่นที่ไม้ได้อยุ่กรุงเทพ ไม่ได้เป็นพวกเก๋ๆรวยๆ

Farewell-to-Language-thefilmbook

เราอาจบอกว่านี่คือ บทสนทนา /เรียงความ/ บทกวี /ถ้อยแถลง ว่าด้วยเศษเสี้ยวแตกหัก สิ่งละอันพันละน้อยของภาษาที่ในที่สุดไม่อาจสื่อความได้อีก การจำแนกแยกย่อย สำรวจตรวจสอบ เล่นแร่แปรธาตุ ทำลายแล้วประกอบใหม่แยกหน่วยย่อยของภาษา ซึ่งการจะประกอบสร้างความหมายขึ้นได้ ไม่ได้เกิดจาความหมายเดี่ยวๆของคำ แต่เกิดจากการพิงหลังกันและกันของความหมายในแต่ละหน่วยย่อยๆของคำ พาชชการเชื่อมโยงพึ่งพิงทำลายล้างหรือหนุนส่งกันในแถวทางของไวยากรณ์

เราอาจแบ่งภาษาในเรื่องเสียใหม่ จากภาษาพูด/เขียน ไปสู่ภาษาอีกสามแบบที่มีไวยากรณ์ต่างกันและ เป็นภาษาหลัของภาพยนตร์ โดยเราขอแบ่งเป็นภาษาภาพ ภาษาเสียง และภาษาตัวบท ซึ่งทั้งสามภาษาในหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมายั่วล้อ ท้าทาย ถอดประกอบใหม่เพื่อให้เห็นความไร้สมรรถภาพของภาษา ที่ในที่สุด ไม่อาจสื่อความอะไรได้จนกระมั่งมนุษย์ในอนาคตคงต้องมีล่ามของตัวเอง

ภาษาภาพในหนังถูกท้าทายอย่างรุนแรงในฐานะความเป็นผนังสามมิติ ถ่าเป้าหมายของหนังสามมิติคือพาผู้ชมเข้าใกล้ประสปการณ์ของความจริง (จาก 2D ไป 3D) หนังก็แสดงให้เป็นถึงการทดลองกับข้อจำกัดของ 3D หรือการเบรคเชี่ยนใส่ความเป็นสามมิติ การเบรคเชี่ยนใสาภาษาทั้งสามแบบอันที่จริงคือการแสดงให้เป็นว่าเป็นหนังและการอธิบายข้อจำกัด ความง่อยเปลี้ยเสียขาของภาษาเองด้วย

ภาพสามมิติในหนัง (หากเราจะเรียกว่ามัน Nature ) จึงประกอบด้วย ภาพสามมิติของธรรมชาติที่แทนที่จะถูกถ่ายด้วยกล้องดี กลับถูกถ่ายผ่านกล้องวีดีโอที่นำมาปรับสีปัยภาพจนเป็นภาพสีจัด ภาพเบลอ ภาพที่ดูมีคุณภาพต่ำ ภาพไม่จริงที่รู้ว่าเป็นภาพบันทึกกลายเป็นภาพสามมิติที่พยายามเสนอความจริงด้วยธาตุของความไม่จริง (ภาพวีดีโอสีจัด เกรนแตก ฉำจนเยิ้มย้อยและมองไม่เห็น คือสภาพของหนังโกดาร์ด โดยตัวมันอยู่แล้ว )

หนังถ่ายภาพสิ่งที่ไม่ควรจพสามิติ การสามมิติทำให้สายตาประสปปัญหา ภาพของน้ำเจิ่งนองถนน หรือภาพเรอที่วิ่งไปโดยมีเสาขวางบังแนวเขต หรือภาพสุนีบที่ถูกบังด้วยต้นไม้ การมีภาพนิ่งขวางกั้นกลารเคลื่อนไหว โดยการถ่ายแบบชัดลึก ทำให้สายตาของผู้ชมไม่สามารถสามมิติได้โดยไม่รู้สึกเบลอ การรับรู้สามมิติในกนังจึงแสดงข้อจำกัด และการเป็นสามิติเทียม เพราะในความเป็นจริง เรารับรู้ระดับมิติด้วยภาพแบบชัดลึก แต่ในการดูหนัง สามมิติจะออกผลในภาพแบบชัดตื้นมากกว่า การเจอสามมิติชัดลึก ที่ไม่มีระดับความลึกของวัตถุทำให้ดวงตาเสียการรับรู้ ยิ่งแล้วใหญ่เมื่อสามมิติ ถูกท้าทายด้วยการตรึงภาพหนึ่งเคลื่อนภาพหนึ่ง(สามมิติคือการซ้อนสองมุมของภาพเดียวกัน) ทำให้การปรากฏเว้าแหว่งตามตำแหน่งสายตา จนโญนีนาบบนหน้าคน หรือชายแก่ อ่านหนังสือนาบบนหน้าหญิงสาว

ภาษาภาพที่ควรจะสมจริงที่สุดจึงล่มสลายไปพร้อมๆกันกับภาษาเสียง ที่มาในรูปท่อนดนตรีประกอบซ้ำๆเล่นขาดห้วง ถูกตัดแทรก ถูกทำให้ลำโพงแตก หรือถูกเอาเสียงออกไปลำโพงหนึ่ง ถูกพูดแทรกสองภาษา และไม่ยอมแปลทั้งหมด เมื่อเราเฝ้าฟังเสยงประกอบ มาตรหมายว่าภาษาเสียงจะือ่อารมณ์ของหนัง มันถูกยั่วล่อตัดทอน จากความราบรื่นของประโยคภาษาเสียง ประโยคภาษาภาพ เหลือเพียงหน่วยย่อยของภาพและเสียง ความหมายล่มสลาย ไม่อาจพิงหลังกันและกันเพื่อสื้อความหมายเดียวได้ แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่มีความหมายอีกต่อไป ภาษาจึงไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง

แต่ที่สุดทางกว่าถึงสุดทางที่สุดคือภาษาตัวบท ภาษาของการเป็น The Metaphor เป็นที่รู้กันว่า อย่างน้อยก็หลังจาก Norte Music โกดาร์ดไม่ได้ทำหนังโดยมีเส้นเรื่องอีกแล้ ว(อันที่จริงเราจะนับหนังวอย่า งDetective หรือ In Praise Of Love เป็นหนังเล่าเรื่องก็คงกระดากปากประมาณหนึ่ง) หนังสามเรื่องหลังของโกดาร์ด คือDialogue แต่ไม่ใช่ Dialogue ของตัวละครคุยกัน กรือตัวละครคุยกับผู้ชม หรือผู้กำกับคุยกับผู้ชม แต่ คือบทสนาทของผู้กำกับกับตัวบท อันหมายถึงตัวบทอื่นๆที่เขาอ่าน โกดาร์ดทำทั้งการ โควตตัวบท หรือโต้ตอบตัวบท แต่ผู้ชมย่อมไม่มีทางเข้าใจบทสนทนานี้ เพราะไม่ได้อ่านสิ่งเดียวที่โกดาร์ดอ่าน ดังปรากฏชื่อในฐานะบรรณานุกรมมากกว่า End Credit ในตอนท้ายเรื่อง เราเฝ้าฟังสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เมื่อตัวละครพูดปรัชญาเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันเมื่อเราขี้ หรือการไปห้องรมแก๊สในสงครามโลก หรือ เซกซ์กับความตาย เราไม่มีทางรู้เพราะเขาไม่ได้พูโให้เราฟังแต่พูดกับคนอื่น

แต่นั่นยังไม่พอเท่ากับว่าการพูดของเขาก็ถูกทำลาย ดวยการตัดข้าม ไม่ให้พูดหมด การพูดที่ไม่มีความหมาย การพูดที่ถูกขัดจังหวะ การพูดทะลุกลางปล้องที่ไม่มีใครรู้ว่าอไร เรื่องราวประกอบ บริบทการพูดเองก็ขาดห้วง การตบตีหญิงสาว การก่ออาชญากรรม คู่รักสนทนาในการเลือยกาย หรือแม้แต่แมรี่เชลลี่ ทั้งหมดล้วนูกจับมาวางโดยเป้าประสงค์ร่วมคือความไม่อาจปะติดปะต่อและไม่อาจเข้าใจ

ดังนั้น อะไรที่น่าตื่นเต้นที่สุดย่อมต้องเป้น แมรี่ เชลลี่ และการเขียน ‘ความลึกลับ – ความระทม ‘ ของเธอ แมรี่ เชลลี่ เขียนเรื่อง แฟงรค์เก้นสไตน์ และแฟรงคเกนสไตน์คือบุตรชายประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์ผู้จงใจท้าทายพระเจ้า เขาจึงสร้างมนุษย์ และมนุษย์ของเขาไม่สมบูรณ์ และภาษา ก็เป็นเช่นแฟรงคเกนสไตน์ของเราเพล่ามนุษย์ ผู้คิดว่าเรามีภาษาดีพจะอธิบายสื่อสาร แต่แพรงคเกนไสตน์ไม่สมบูรณื เป็นผลลัพธ์ของการปะติดปะต่อ การลอกเลียนแบบขั้นเลว แลจบลงอย่างหายนะในตอนท้าย ไม่มีทางที่มนุษย์จะสื่อสารกันได้ หน่วยย่อยของภาษาถูกทำให้เห็นว่ามันไร้ความหมายแต่แรกมี เป็นเพียงความสามารถว่าอาจจะคุยกันได้ เข้าใกลสิ่งที่ใช้ภาษาอธิบายไม่ได้ ด้วยภาษา การดิ้นรนอันน่าสงสารของมนุษย์ประดิษฐ์

ภาษาในหนังเรื่องนี้จึงใช้ไม่ได้ทั้งกับ Nature และ Metaphor ทำให้เข้าถึงธรรมชาติก็ไม่ได้ ใช้อธบายความอุปมาก็ไม่ได้ ฟังก์ชั่นหลกๆของจึงพังพินาศไปเช่นนั้น

ถึงที่สุดสียงอันสำคัญของเอนด์ เครดิตจึงคือการกลับไปสู่การไม่มีภาษา เสียงร้องของเด็ก และเสียงร้องของสัตว์ เป็นสิ่งที่ไม่นับถูกนับเป็นภาษา แต่ถึงที่สุดแล้ว สิ่งนี้เองคือการกลับำไปสู่ภาษาที่ไม่เป็นภาษาซึ่งจะมาถึงในฐานะของการกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

51-770x433

นี่คือหนังเล็กๆที่เป็นมนุษย์มากๆ น่าจะชอบเป็นอันดับต้นๆของเทศกาลแน่ๆ แต่ขอเขียนสั้นๆก่อน

จุดที่ชอบที่สุดคือมันบันทึกภาพแสงเรืองเล็กๆของความหวังที่ทจะไปพ้นจากที่นี่แล้วมันค่อยๆหรีลงทีละนิดโดยหนังไม่ยอมให้เราเห็นมันโชติช่วงหรือมอดดับ แทนที่จะถ่ายช่วงเวลาที่ตัวละครหลักตัดสินใจ มันโฟกัสช่วงที่ตัวละครลังเลไม่แน่ใจ การที่เรื่องไม่มีอะไรเลยนอกจากชีวิตประจำวัน ทำให้หนรังหมดจดงดงามโดยไม่พึ่งพาพลังดราม่า แล้วตัวประกกอบเล็กๆน่อยก็งามมากๆ เป็นหนังที่จบแล้วอยากร้องให้ โดยเป็นทั้งความเศร้าลึกและซาบซึ้ง

20141106

เรื่องของวัยรุ่นหนุ่มสาวอินเดียนแดงสามคนในแคนาดา คนแรกเป็นเด็กหนุ่มที่อาจจะเป็นดาว์น อยู่กับแม่ เฝ้าฝันว่าจะมีรายการทีวีของตัวเอง เพื่อให้คนอินเดียนได้คืนสู่วิถีชีวิตของบรรพบุรุษ เขามีกล้องวีดีโอตัวหนึ่ง และหมาจำนวนมาก ออกตระเวนถ่ายภาพแถวบ้าน แล้วลงมือทำสถานีเองบนหลังคาบ้านโดยอาศัยความรู้จากยูทูป คนที่สองเป็นหนุ่มเก็บกระป๋องเบียร์ขายผู้ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไม่พูโอะไรนอกจากฟังเพลงคลาสิค โบกรถจากหมู่บ้านห่างไกล เข้าไปในเมือง เพื่อไปส่งสาวคนรักที่ wall mart เขาเดินฟังเพลงคลาสสิคไปเรื่อยๆ โดนซ้อม ไม่มีรถกลับหมู่บ้าน เดินกลางหิมพทั้งคืน ฟังเพลงคลาสสิค สุดท้ายเป็นเด็กสาวสามคน ที่บุกเข้าไปในบ้านร้างแล้วรื้อเศษขยะมาเปลี่ยนบ้านร้างให้เป็นโบสถ์บูชาพระแม่มารี เธอสวดภาวนากันในผ้าคลุมสีแดง หนึ่งในสามทรมานร่างกายตนเองเพื่อให้พระแม่มารีช่วยเหลือเพื่อนตาบอดของเธอ

หนังถ่ายด้วยกล้องบ้านๆ นักแสดงเป็นคนพื้นเมืองไม่พูดจา หมู่บ้านอินเดียนแดงเหมือนอยู่ปลายขอบโลก เวิ้งว้าง รกเรื้อ พอฤดูหนาวหิมะก็ท่วมทับ พอไม่มีหิมะ ก็เป็นเพียงทุ่งแห้งๆ กับบ้านที่ปลูกติดๆกัน ชีวิตผู้คนชายขอบในโลกชายขอบของแคนาดา

สิ่งงดงามคือไนังไม่ฟูมฟมายแบบหนังethnic ชายขอบ ที่มุ่งหน้าจะเป็นหนังเรียกร้องสิทธิ เหล่าคนชายขอบของประเทศโลกที่หนึ่งในเรื่องนี้ คือเด็กรุ่นที่เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เกิดและเติบโตอย่างสิ้นหวัง หนังไม่ประสงค์จะแสดงภาพการกดขี่ แต่มันอวลอยุ่ในทุกอณูของหนัง ตั้งแต่ประวัติศาตร์ส่วนบุคคลของไอ้หนุ่มช่างทีวี ที่พ่อตีแม่ มีพ่น้องสิบห้าคน แตกกระสานเซ่านเว็นกันไป เขาเองก็อยู่บ้านเด็กกำพร้า ถูกส่งไปบ้านนู้นทีย้านนี้ที ไม่กี่ปีมานี้เองที่ได้กลับมาอยู่กับแม่ หรือหนุ่มฟังเพลงคลาสสิคที่อาจจะโดนซ้อมเพราะเป็นอินเดียนแดง แฟนสาวของเขาอาจจะจากไป หรือตายไป ไม่มีใครรู้ มีแต่ภาพเขานั่งดูคลิปเธอยิ้มแล้วก็ร้องให้ หรือเด็กสาวสามคนที่โตมาในโลกที่มีแต่พวกเธอกันเอง การสวดภาวนาที่เราไม่รู้ว่าเพื่ออะไรราวกับว่าเธอสวดภาวนาให้พระแม่รักษาเพื่อนตาบอดของเธอ

หนังไม่เล่าอะไร ไม่บอกกล่าวอะไรทั้งสิ้น เราติดตามชีวิตประจำวันสิ้นหวังของพวกเขาไปเรื่อยๆ และแต่ละเรื่องมีจุดจบที่มีความเจ็ยปวดแตกต่างกัน ตั้งแต่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง จบลงอย่างเจ็บปวดทุกข์เศร้า หรือมหมดจดงดงาม

มันเป็นเสียงเรียกจากคนชายขอบที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเคารพในผู้คน ไม่มีใครในเรื่องต้องเป็นภาพแทนของการถูกกดขี่ทำลาย พวกเขามีชีวิตและความเจ็บปวดของตัวเอง ซึ่งเราเข้าไม่ถึงและไม่มีวันเข้าถึง การจ้องมองชะตากรรมของพวกเขาคือเท่าที่เราทำได้ สัมผัสความเจ็บปวด ความทุกข์ทน ความสุข ความโหยได้อย่างละนิดละน้อยของพวกเขา แต่ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรง

ในฉากท้ายเรื่อง เหล่าผู้คนชาวอินเดียนแดงนั่งดูรายการทีวีของเด็กหนุ่มภาพที่กลายเป้ฯเพียงภาพถ่ายของครอบครัวแต่ละครอบครัวหน้าจอทีวี เด็กหนุ่มถ่ายภาพจิงวโจ้น้ำ ท้องฟ้าที่กำลัง ฝูงเป็ดทุ่งเวิ้งว้าง บอกเบาๆเรื่องของบรรพบุรุษที่พวกเขาอาจจะไม่รู้จักอีกแล้ว

นี่เป็นหนังเล็กๆที่เล็กมากๆ แต่สะเทือนอารมณ์เอามากๆทีเดีย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 128 other followers