Years When I Was A Child Outside (2008,John Torres, Philippines)

อีกครั้งที่ตอร์เรส สร้างหนังขึ้นจากภาพสะเปสะปะด้วยกลุ่มอาการของการแต่งเรื่องจากภาพ ภาพจำนวนมากที่เก็บเกี่ยวจากการะถ่ายในชีวิตประจำวันโดยไม่ได้มุ่งหมายสิ่งใดเป็นพิเศษ ถูกเชื่อมร้อย และสวมรอยลงในเรื่องเล่า เพื่อสร้างความหมายอื่นๆ เนื้อหาแบบหนึ่งๆถูกโน้มนำให้เข้ากันได้กับภาพอีกอย่างหนึ่งดังเช่นฉากการกลับไปบ้านเก่าที่กำลังซ่อมแซม ถูกทาบทับด้วยข้อความว่า นี่คือที่ที่พ่อกับเขายิงปืนขึ้นฟ้าตอนปีใหม่ นี่คือที่ที่เขาดูหนังสือโป๊เป็นครั้งแรก นี่คือที่ที่แม่ตีเขา นี่คือที่ที่เขาจ่อปืนไม่มีกระสุนใส่พอ ความทรงจำส่วนบุคคล คลี่ลงห่มภาพที่ไร้ความหมายโดยตัวมันเองให้เปลี่ยนเป็นความหมายเฉพาะ เรื่องเล่าเฉพาะ นี่คือวิธีที่ตอร์เรสทำหนัง สวมรอยความทรงจำลงในภาพ แล้วสร้่างเรื่องเล่าชนิดใหม่ขึ้นมา

Todo Todo Teros (2006, John Torres , Philippines)

ภาพยนตร์ถูกประกอบสร้างขึ้นมาอย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องเล่าแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นภาพที่สร้างขึ้นใหม่แต่เพียงอย่างเดียว มันไม่ใช่สิ่งทำใหม่ที่สุทธิ์จริงแท้ และเป็นสิ่งที่เป็นไปก็แต่เพื่อตัวมันเองราวกับมันผุดบังเกิดขึ้นมาในอากาศ แต่ภาพยนตร์คือการประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งต่างๆ สิ่งละอันพันละน้อย เรื่องเล่าที่ไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ความทรงจำส่วนบุคคล เรื่องเล่าทำหน้าที่ประดุจดังเชือกซึ่งล้อมร้อยทุกอย่างเข้ามาหากัน เย็บปิดสนิทเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆในบางกรณี และในบางกรณีเช่นกรณีของตอร์เรส การกระจัดกระจายกลับคือสิ่งสำคัญ

A Child Outside : Retrospective to John Torres

or english please scroll down ……………………………… FILMVIRUS ร่วมกับ The Reading Room ภายใต้การสนับสนุนของ Japan Foudation กรุงเทพ ชวนคุณชม เด็กหนุ่มที่ข้างนอก ภาพยนตร์โดย John Torres A Child Outside : Retrospective of John Torres ร่วมชมภาพยนตร์ทุกเรื่องของ John Torres ผู้กำกับหนุ่มคนสำคัญอีกคนของวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ร่วมสมัย ผู้ซึ่งทำงานเล่าเรื่องเชิงทดลอง ที่ผสานเอาทั้ง วีดีโอ ภาพถ่ายและภาพยนตร์ให้ถ่ายทอด สิ่งที่เป็นทั้งความทรงจำส่วนบุคคลไปจนถึงประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างทรงพลังและน่าทึ่ง ร่วมชมภาพยนตร์ พร้อมทั้งสนทนากับ John Torres ได้ ในวันที่ 27 -28 มิถุนายน 2558 ที่ The Reading Room สีลม ซอย 19 โปรแกรมเริ่มบ่ายโมงตรง … Continue reading A Child Outside : Retrospective to John Torres

ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน

ตีพิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2011 ยายหมอนนั้นอาศัยอยู่ในสลัมซึ่งข้างๆบ้านของแกนั้นเป็นที่รกร้าง แกเรียกมันว่าเป็นสวนของแก สวนซึ่งบางวันคนข้างบ้านก็มาเล่นเป็นนายทหารต่อต้านสงครามอิสราเอล ปาเลสไตน์ วันหนึ่งยายหมอนพบว่าข้างบ้านแกมีคนมาสร้างพิพิธภัณฑ์อะไรก็ไม่รู้ในชั่วข้ามคืน ตั้งชื่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งแสง แต่ในพิพิธภัณฑ์กลับมืดสนิท ยายหมอนเดินเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โดยการคลำทางไปในความมืด มีแสงไฟฉายส่องใบหน้าของแกที่เดินเข้าไปในความมืด แกหลงทางวนเวียนอยู่ในนั้น แล้วกลับมาโผล่ออกที่ดอนเมือง โดยไม่รู้ตัว การท่องพิพิธภัณฑ์ของแกโดนบันทึกภาพไว้โดยนักศึกษาคนหนึ่ง เขาเอาเรื่องของแกไปตัดต่อเป็นหนังสยองขวัญส่งอาจารย์ โดยทำลายขนบหนังสยองขวัญทั้งหมดที่เคยมีลง ผลก็คืออาจารย์โมโหมาก ไอ้เด็กสอนไม่รู้จักจำ อาจารย์เผลอหลุดสบถขณะคอมเมนท์งานซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะแกคันคะเยอจากอาการผื่นแพ้ หรือเพราะโมโหกันแน่ อาจารย์คอมเมนท์ทุกฉากในหนังเรื่องนั้น คอมเมนท์ดุเดือดจนน่าตระหนกตกใจราวกับแกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ หลังเสร็จงานอาจารย์ไม่สามารถทนอาการคันคะเยอได้อีกต่อไป เขาไปพบหมอผู้ซึ่งบอกว่าปัญหาของเขาเกิดจากภาวะภูมิไวเกินต่อสารคัดหลั่งของชายคนรัก นั่นยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลง หนังแย่ยายแก่ของลูกศิษย์ที่เขาไม่ชอบหน้า อาการคันคะเยอไม่รู้จบ คนรักที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมีอะไรด้วยทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ถึงที่สุดอาจารย์คนดังกล่าวจึงออกไปข้างนอกและถูกงูผีกัดตาย ข้างบนนั่นไม่ใช่เรื่องย่อของหนังสั้นเรื่องใหม่ของใครทั้งสิ้น หากมันคือการจับเอาหนังสั้นจำนวนหนึ่งของผู้กำกับสี่คนที่เรากำลังจะกล่าวถึงมายำร้อยเรียงรวมกัน แนมด้วยบางฉษกตอนจากบทประพันธ์ของนักเขียนนามอุโฆษ นักเขียนนามอุโฆษผู้ซึ่งจะมอบต้นฉบับมาเป็นหัวเชื้อในการสร่างสรรค์ภาพยนตร์แบบโดมิโน อันหมายความว่าผู้กำกับทั้งสี่ (เจ้าของหนังสั้นที่เรายืมพลอตมาเรียงใหม่ด้านบน) จะลงมือร้อยต่อเรื่องราวจากต้นทางสร้างขึ้นเป็นหนังสั้นเรื่องที่หนึ่งและส่งไม้ต่อไปให้ผู้กำกับคนต่อไป สานเรื่องเดิมต่อถายใต้กรอบจำกัดของตัวละครชุดเดิม แต่เรื่องสามารถขยายออกไปได้หลากมิติ เราเรียกโปรเจคต์นี้กันสั้นๆว่า โดมิโปรเจคต์ ซึ่งทุกท่านสามารถอ่านเกี่ยวกับโปรเจคต์ดังกล่าว รวมถึงร่วมมืลงขันสนับสนุนโปรเจคต์นี้ได้ที่นี่ http://dominofilm.blogspot.com/

Muallaf (2008, Yasmin Ahmad, Malaysia)

งดงามมากๆ ภาพยนตร์ศาสนาเปรียบเทียบที่งดงามมากๆ หนังว่าด้วยสองพี่น้องโรฮันา กับโรฮันนี ที่เคยอยู่กับแม่ที่สอนศาสนาเปรียบเทียบในสิงคโปร์ พอแม่ตายต้องมาอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงในKL พ่อเป็นพวกเจ้าพ่อที่ชอบตีลูกเมีย เด็กสองคนหนีออกจากบ้านมาอยู่ใน อิโปห์ หลังจากพี่สาวโดนทำร้าย พี่สาวมาเป็นสาวเสิร์ฟในผับ น้องสาวไปเรียนหนังสือแต่ไม่สามารถทนโรงเรียนได้ ไบรอัน เป็นครูในโรงเรียนคริสต์สองห้องข้างๆของห้องครูสิวา หลังจากช่วยร้องสาวจากการถูกตีและได้พบคนพี่ซึ่งที่จริงอาศัยอยู่บ้านใกล้แฝลตของเขา พวกเขาก็เริ่มผูกพันกัน เขเริ่มสนใจอิสลาม ตัวเขาเองเป็นคนปีนัง ที่พอเคร่งศาสนาเคยสร้างบาดแผลทำให้เขาไม่ยอมเป็นคริสเตียนที่ดีแม้จะสอนอยู่ในโรงเรียนคริสต์ โลกในหนังเป็นโลกที่กึ่งจริงกึ่งฝันอยู่ประมาณหนึ่ง บทสนาทนาคมคาย ฉากตลกโก๊ะๆ ตัวละครงดงามพูดอะไรฉลาดๆ แต่หนังกลับไม่ออกมาเพ้อเจ้อ หรือฟุ้งฝัน มันเต็มไปด้วยประเด็นทางศาสนาที่คมคาย แต่เลาอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา และประคองความสัมพันธ์ของตัวละครได้หมดจดงดงามมากๆ สมเป็นมาเลเซียหนังตัดข้าม ภพจำของศาสนา และเอ่ยถึงมันอย่างดงาม ละมุนละม่อม นี่ไม่ใช่หนังสอนศาสนา และไม่ใช่หนังต้าศาสนา แต่มันพูดถึงความหลากหลาย ความไหลเลื่อนของผู้คนต่าสาสนา ที่ไม่ได้มีควาหมมายว่าต้งอเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มีความเป้นไปได้อื่นๆมากมาย

คนเห็นผี (2014, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล,ไทย)

สปอยล์สัสๆอะ บอกเลย 1.สำหรับเราแค่การได้เห็นเด็กวัยรุ่นแถวบ้าน เด็กเรียนราชภัฎ หรืออาจจะจอาชีวะ ที่มีชีวิตอยู่กับมอเตอรืไซค์ ร้านเหล้า และผัวๆเมียๆบนจอหนังมันก็น่าตื่นเต้นอยู่พอแรงแล้ว การไปพ้นจากตัวละครเด็กชนชั้นกลางในเมือง มันก็น่าตจื่นเต้นอยู่แล้วละ่ แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือความเป็นหนังผีของมัน ที่มันเป็นหนังผีตุ้งแช่ แต่ไม่ใช่หนังผีแบบซาดาโกะครองเมือง เราพบว่าตัวเองรู้สึกว่ามันน่ากลัวมากๆ ตอนดูจิกเบาะเลย เพราะว่า ผีในเรื่องคือผีแบบรายการพี่ป๋อง กพล ผีในรายการคนอวดผีช่วงที่เขาเอามาเล่า ผีแบบที่อานเจอในเนต คือเซนต์ของผีที่มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แล้วไม่ได้มาหลอกเพราะความสาระแนของมนุษยืเอง หลายฉากเรากลัวมาก โดยเฉพาะภาพของผีที่ยืนหลบมุมตึกตรงนั้นตรงนี้ในเวชปัญญา หรือผี่ครึ่งตัว ผีพวกนี้เป็นผีแบบที่ไม่มีหน้ามีหลัง เรื่องของตัวเองก็มีเพียงนิดเดียว เป็นผีแบบที่ที่เป้นผีจริงๆ เรื่องชั่วร้ายที่ไม่ต้องสืบประวัติดราม่า เป็นเรื่องผีแบบที่เพื่อนชอบแลกกันเล่าตอนแดกเหล้าซึ่วมันทรงประสิทธิภาพมากๆ 2.ตัวละครของปั้นจั่นน่าสนใจมาก แต่ดูเหมือนหนังกั๊กๆเอาไว้ คืออีกนิดไอ้นี่จะเปล๊่ยนจากหนุ่มหล่อโรแมนติคเมียตาย เป้นไอ้เนิร์ดที่หมกมุ่นแต่เรื่องผีแล้ว (ฉากที่ไปสุดคือฉากที่ปั้นจั่นบีบเมโกะให้มองเห็นผีพ่อตัวเอง เป็นฉากที่มึงเป็นไอ้โรคจิตติดผีไปแล้ว ) แต่เหมือนมันติดหล่อ ติดพระเอกไปหน่อย เราเลยไม่กลัวมัน รักให้กำลังใจมันมากกว่าจะรู้สึกว่าไอ้ห่ามึงเวียร์ด 3.แต่สิ่งที่สุดทางมากๆคือการตัดอารมณืของหนังที่น่ากลัวเชี่ยๆ มาเจอกับขำสัสๆ เช่นซีนตุ๊กตาผีที่มันสุดทางจริงๆ หนังเรื่องสุดท้ายที่เข้าฝักระหว่างความตลกกับความน่ากลัวระดับนี้ได้คือ บุปผาราตรีโน่นแน่ะ 4.อีกจุดที่ทำให้ชอบหนังแบบสุดๆคือ มีคนที่โดนผีหลอกทั้งเรื่องจริงๆแค่คนเดียวคือผีโฟกัส เรื่องเลยเป็นหนังผีผลอกผี แต่ที่จะเป็นผีหลอกคน ตอนดูเราก็กลัวแล้วก็ขำไปด้วยว่า โฟกัสลูก ลูกตายแล้วนะลูก มึงจะหนีผีทำไม 5.แต่การให้โฟกัสคงหน้าเดิมแทนที่จะเป็นหน้าผี … Continue reading คนเห็นผี (2014, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล,ไทย)