Embrace Of The Serpent (Ciro Guerra/Colombia-Venezuela-Argentina/2015)

เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

เรื่องคือ คนพื้นเมืองลูกหาบของคนขาวพาคนขาวมาให้เขารักษาความป่วยไข้ เขายืนยันว่าคนขาวต้องได้ Yukruna ไม่ศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นใกล้ๆต้นยาง ในยุคสมัยตื่นยาง เจ้าอาณานิคมร่วมกับคนโคลัมเบีย เกณฑ์อินเดียนพื้นเมืองไปเป็นแรงงานกรีดยางใช้งานเยี่ยงทาสและปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์ เขาอาจะเป็นอินเดียนพื้นเมืองคนสุดท้ายที่ยังคงเป็นวิถีดั้งเดิม อาศัยอยู่ในป่าเป่าลูกดอกหากิน และยึดมั่นในวิถีดั้งเดิม

หลายสิบปีต่อมา นักพฤกษศาสตร์คนหนึ่งล่องเรือมา บอกว่าอ่านเรื่อง Yukrunaมาจากคนขาวก่อนหน้า และขอร้องให้เขาพาไปหาต้นไม่ศักดิ์สิทธิ์นี้ เขาผู้ซึ่งแม้จะยังอยู่โดดเดี่ยวในป่า เยี่ยงมนุษย์คนสุดท้าย บัดนี้ก็ลืมเลือนวิถีดั้งเดิมไปจนหมดสิ้นไม่ต่างจากพวกที่อยู่ในเมือง เขาจึงออกเดินทางไปหวังจะรื้ฟื้นตนเองคืนสู่บรรพบุรุษอีกครั้งหนึ่ง

และนี่คือการล่องเรือสองครั้งของคนขาวเจ้าอาณานิคม กับอินเดียนพื้นเมืองไปตามเส้นทางของการล่าอาณานิคม การต่อต้าน การยอมรับ การกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม้น้ำที่เลื้อยเหมือนรูปทรงของอสรพิษ

สิ่งที่น่าสนใจคือดูเหมือนตัวละครหลักของหนังก้ำกึ่งที่จะเป็นภาพเหมารวมของคนขาวและคนพื้นเมือง แต่ถึงที่สุดกลับเป็นภาพที่ไม่สามารถเป็นตัวแทนของคนทั้งสองแบบได้เลย คนขาวในเรื่องไม่ได้เป็นผู้เผยแผ่ศาสนา มากพอกับที่ไม่ได้เป็นเจ้าอาณานิคมที่เข้ามากอบโกย แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์นักศึกษา นักมานุษยวิทยา ดินแดนอาณานิคมไม่ใช่ขุมทองในการกอบโกย แต่เป็นสนามความรู้ การเข้ามา นี่คือบรรดาคนที่เข้ามาศิวิไลซ์ผู้คนด้วยจิตตั้งมั่นในความดีงาม แต่อออกผลมาอย่างพิกลพิการ คนขาวที่ไม่ยอมให้เข็มทิศแก่หัวหน้าเผ่าเพราะกลัวว่ามันจะไปทำลายการดูลมดูฟ้าแบบโบราณ คนที่ตามหต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ปรารถนาจะครอบครองมากไปกว่าศึกษา อันที่จริงคนเหล่านี่ไม่ได้ชวนให้นึกเจ้าอาณานิคม หากกลับชวนให้นึกถึงเหล่า แบคแพคเกอร์ หรือฮิปสเตอร์ ในศตวรรษต่อมามากกว่า ตัวละครคนขาวที่หลบหนีจากสังคมตนเองมาหาความแปลกหน้าเอกโซติคในประเทศลึกลับ ในป่าอะเมซอน วาดรูปคนป่า แพทเทิร์นของพวกเขา ไปศึกษาต้นไม้ พิธีกรรมดั้งเดิม ไปค้นหาความเป็นคนป่าที่แท้ปกป้องพวกเขาจากการคุกคามของเจ้าอาณานิคมอย่างทำอะไรไมไ่ด้ หรือแม้แต่การเอาแผ่นเสียงเข้าไปฟังในป่าแล้วลอยล่องไปกับสมุนไพรหลอนประสาท

ในขณะเดียวกัน คนพื้นเมืองในฝันของพวกเขาคารามาคาเต คือภาพแทนคนป่าออเทนติคของคนข่าวสันตินิยม คนที่อุดมไปด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านให้เก็บเกี่ยว ให้ค้นหา ถ่ายทอดให้คนขาวที่ศิวิไลซ์แต่ขาดไร้การชิดใกล้ธรรมชาติได้ซึมซับธรรมชาติที่แท้จริง จากคนจริงๆที่อยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่คนพื้นเมืองปลอมๆที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าความเอกโซติค(ในศตวรรษปัจจุบัน) แต่คนพื้นเมืองที่แท้นี้ไม่ใช่คนพื้นเมืองที่ร่วมอยู่ในการถูกกดขี่ดังที่เราเข้าใจจริงๆ ในฉากนหึ่งเด็กอินเดียนลูกหาบซึ่งอดรนทนไม่ได้กับการเกณฑ์คนไปกรีดยางชี้หน้าด่าเขาว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพ้องของตัวเอง ทำได้แค่หลบหนีไปอยู่ป่าและทำให้คนอินเดียนจำนวนมาก (ที่เขาเองมองเหยียดว่ายอมพ่ายแพ้แก่คนขาวและกลายเป้นทาสรับใช้มัน) ต้องถูกกดขี่ข่มเหงทั้งจากการครอบครอง (ถูกเกณฑ์ไปกรีดยาง) และการเผยแผ่ศาสนา (เด็กอินเดียนในโลสถ์วิปลาส) ถึงที่สุด ขณะที่คนขาวเข้าครอบครง คนดงโรแมนติคผู้ทรงภูมิไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าหลบอยู่ในป่าเพียงลำพังแล้วยังมีหน้ามาเหยียดคนอื่นๆว่าถูกทำให้กลายเป็นคนขาว

มองในแง่นี้ subaltern ที่แท้ในเรื่องจึงไม่ใช่คาราคมาคาเต แต่คือหนุ่มอินเดียนลูกหาบที่ถูกคนขาวเอาไปสมอ้างว่ามาช่วยปลดปล่อย และช่วยศิวิไลซ์ให้ ในขณะเดียวกันก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักชาตินิยมในฐานะของคนที่ถูกคนขาวกดขี่ คนที่ไม่สามารถพูดสิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆได้ เพราะถูกพูดแทนโดยทั้งคนขาว และนักชาตินิยม( ซึ่งไม่ปรากฏในเรื่องแต่อย่างใด)

มากไปกว่านั้นถึงที่สุดสิ่งที่พวกเขาตามหา ไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทำให้เสื่อมเพราะมันเพาะได้โดยไม่ต้องไปหาในป่า(ซึ่งนั่นทำให้ คารามาคาเตโกรธจัดจนทำลายล้าง) ก็ไม่ได้เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์อะไรมากไปกว่ายากล่อมประสาท ถึงที่สุดเมื่อมองเรื่องโดยยักยย้ายมายังยุคปีัจจุบัน มันก็คือเรื่องของแบคแพคเกอร์ขี้ยาชวนคนป่าเข้าไปปุ๊นกับเนื้อของแท้ไม่มีเทียมเท่านั้นเอง มองในแง่นี้ตัวละครหลักจึงเป็นภาพแทนที่ไม่ตรงไปตรงมากับการเป็นหนังต้านอาณานิคม และเป็นความเสียดเย้ยโลกหลังอาณานิคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน

หากในขณะเดียวกันการฉายภาพของยุคอาณานิคมอยู่ในระหว่างทางไป ทั้งการกดขี่ของเจ้าอาณานิคม (สวนยาง) และการเผยแผ่ศาสนาของคนขาว ซึ่งในกาลต่อมาผลิดอกออกผลเป็นลัทธิคลั่งศาสนาที่ทุกอย่างบิดเบี้ยวไปหมด ในอีกทางหนึ่ง การล่องเรือของคนขาวและชาวพื้นเมืองในอาการต้านอาณานิคม้ก็เป็นภาพแทนที่ไม่แตกต่างกับการล่าอาณานิคมในตัวมันเอง ด้วยการ ก่อเรื่องทิ้งไว้โดยไม่อาจแก้ไขได้ในทุกจุดพัก ทั้งเข็มทิศกับชาวป่า การทิ้งคนงงานกรีดยางแขนขาดให้ผเชิญชะตากรรม หรือการพยายามทำดีช่วยเด็กจากบาทหลวงใจทราม ทั้งหมดคือการพยายามศิวิไลซ์ /ไม่ศิวิไซ์ผิดๆถูกๆที่จะสร้างผลกระทบไปชั่วกาล

เราอาจจะบอกว่าอสรพิษคือเหล่าคนขาวเจ้าอาณานิคมก็ได้ เพื่อจะบอกว่านี่คืออ้อมกอดของอสรพิษ ในขระเดียวกัน อสรพิษก็อาจจะคือแม่น้ำอะเมซอนอันคดเคี้ยวและสิ้นเรี่ยวแรง งูที่กำลังตายคล้ายกับฉากงูที่โดนเสือดาวจัดการในฉากหนึ่งของหนัง

และที่คือหนึ่งในหนังที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่มันได้ฉายในโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยและถือเป็นของขัวญสำหรับนักดูหนังในปีนี้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s