The Wailing (2015, Na Hong – Jin, STKR)

01 คุณเป็นตำรวจต๊อกต๋อยในเมืองชนบทเล็กๆที่มีตำรวจสักสิบคนได้ เวลามีฆ๋ากันตายคุณยังมีเวลากินข้าวกับเมียกับลูกกับแม่ยายก่อนออกจากบ้าน ชีวิตมันเรื่อยเปื่อย และคุณเป็นลุงอ้วนเฉื่อยๆไร้แรงบันดาลใจ มีคนตาย ฆ่ากันโหด เหมือนฆ่าที่อื่นแล้วลากศพมาไว้ในบ้าน มีรอดคนนึง แต่ผิวหนังพองไหม้ เลื่อนลอยไร้สติ ตอนแรกคิดว่าเป็นเห็ดพิษ แต่มีข่าวลือว่ามีคนญี่ปุ่นบนภูเขา ไอ้นี่จริงๆเป็นปีศาจกินศพสัตว์และไล่ฆ่ามนุษย์ แล้วลูกสาวคุณก็มีอาการพิลึก เหมือนครึ่งดีครึ่งบ้า บางทีก็ตะคอกคุณ -พ่อขี้แพ้ที่ไม่มีสัญชาตญาณพ่อเกาหลีที่ชอบใช้กำลังเลยแม้แต่น้อย เริ่มมีคนตายอย่างน่ากลัว เผาบ้านตัวเอง แขวนคอ บางคนที่รอยพุพองที่เนื้อตัว เมืองถูกห่มคลุมด้วยภูติผี ลูกคุณค่อยๆเป็นบ้า คุณถึงกับไปหาหมอผีมาไล่ผี แต่ผีอาจเป็นคนญี่ปุ่นลึกลับบนเขา หรือเป็นผู้หญิงชุดขาวที่เดินท่อมๆกลางดึก คุณเป็นเพียงคนอ่อนแอไม่ได้เรื่อง ทำทุกทางเพื่อจะปกป้องครอบครัว ถลำลงไปในความกลัว ความโกรธ ต่อกรกับปีศาจที่คุณไม่มีทางเอาชนะได้ตั้งแต่แรก และความอ่อนแอของคุณยิ่งทำลายล้างทุกอย่าง กวาดหมดไม่หลงเหลือ

02 นาฮองจินยังคงเล่นประเด็นเดิมในหนังทั้งสามเรื่อง คนธรรมดาที่อ่อนแอไร้ความสามารถ ต้องต่อกรกับสิ่งที่เขาเอาชนะไม่ได้ และความอ่อนแอยิ่งทำให้เขาพังพินาศง จากฆาตกรโรคจิตใน Chaser ไปสู่แกงค์มาเฟียชายแดนทั้งจีนและเกาหลี ในYellow Sea มาจนถึง ปีศาจจริงๆในหนังเรื่องนี้ มันเป็นโลกของความพ่ายแพ้อนมืดมนของผู้ชายที่ไร้ความเป็นชาย และความเป็นชายที่เขาต้องงัดมาใช้เพื่อต่อสู้ เพื่อปกป้อง เพื่อรักษา สถานภาพของตัวเองนั้นเองเป็นสิ่งที่ฉุดลากมากกว่าจะช่วยให้เขาดำลงไปในขุมนรก

ผู้ชายของนางฮองจินเป็นพวกอ่อนแอไม่ได้เรื่อง คนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย ค่อนข้างโง่ทึ่ม เลือกผิด และอวดอุตริเชื่อว่าความเป็นชายคือทางออก ทั้งที่ความเป็นชายในหนังของเขาคือทางไปตายเพราะมันอุดมไปด้วยความโง่ ความมุทะลุ ความโสมม การก่ออาชญากรรมและความพ่ายแพ้

03 และก็เช่นกัน ที่จุดสุดยอดของความเป็นชายทั้งระดับมหภาคและจุลภาคล้วนผลักดันผู้ชายไปสู่หายนะ ในโลกของหนัง รัฐ – ตำรวจ เป็นสิ่งไร้น้ำยาที่คอยแค่เก็บหลักฐานอย่างโง่เซอะ สืบไม่คืบหน้าถึงไหน ยิ่งเมื่อเขาอ้างกับครอบครัวว่าตัวเป็นตำรวจย่อมต้องสืบสวนได้ ยิ่งทำให้เห็นว่ารัฐนั้นใช้การไม่ได้(ในทางตรงกันข้ามแก๊งค์ผู้ชายที่ออกไล่ล่าปีศาจก็ง่อยเปลี้ยพอๆกันแถมยังทำให้ทุกอย่างวุ่นวายมากขึ้นไปอีก) ในขณะเดียวกันศาสนาคริสต์ในเรื่องก็เป็นเพียงความอ่อนแอ และเพิกเฉย รัฐที่ป้อแป้และศาสนาที่ไร้ค่าปล่อยให้คนต้องสู้กับผีด้วยไสยศาสตร์ ญี่ปุ่นที่เป้นศัตรูถาวร ประวัติศาสตร์ยุคสงครามที่มาในรูปซอมบี้ หรือเสื้อคลุม ไปจนถึงรากเหง้าของการเป็นพวกนับถือผี ผลักคนสามัญไปสู่การแสดงออกซึ่งความรุนแรงซึ่นำไปสู่ทางเลือกผิดๆ

ในระดับเล็กกว่านั้นแต่สำคัญกว่านั้นคือในภาพของครอบครัว ความโง่เง่า ไม่ได้เรื่องของตัวละครถูกแสดงออกเพื่อพยายามสุดชีวิตที่จะปกป้องครอบครัวตัวเอง ฉากหนึ่งที่สำคัญมากๆคือฉากที่ลูกสาวซึ่งกลายเป็นปีศาจตะคอกพ่อว่าไอ้ขี้แพ้หลังจากพ่อพยายามจะสืบสวน เป็นจุดตกต่ำสุดของความเป็นชาย (ซึ่งหนังพูดเป็นนัยๆว่าป้อแป้ จนต้องเอากับเมียในรถถึงจะเสร็จ แล้วลุกยังแอบดูอีกด้วย) และเป็นจุดฮึดสู้ของผู้ชายที่ในที่สุดทำให้ทุกอย่างเดินไปสู่จุดที่ไม่อาจหวนคืน

04 เลยพ้นไปจากประเด็น สิ่งที่พรึงเพริดที่สุดในหนังคือการที่ตัวมันเป็นหนังผี หนังผีแบบมีผีปีศาจมีสงครามหมอผี มีการฆ่าเลือดสาดสยองขวัญ มีการบูชายัญ มีความยะเยือก นาฮองจินไปสุดทางในทุกมิติที่ทจะทำได้ ในซีนหนึ่ง เขาสร้างฉากพิธีไล่ผีแบบเกาหลีที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งทุกอย่างเร่งเร้าไปในจุดสุดยอดของเสียงกลอง ซึ่งทำให้นึกขึ้นได้ว่าหนังไต่ระดับความวิปริต ความเร้าอารมณ์ขึ้นไปแตะระดับ Ieodo Island ของ Kim Ki Young ในขณะที่ฉากผีแบบ conventional ที่อาศัยการมองเห็นมองไม่เห็นและการตุ้งแช่แบบตามขนบ เขาก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง พอๆกับบรรดาฉากการฆ่าเลือดสาดที่หนังถ่ายคัตสั้นๆแต่สยองขวัญมากๆบวกกับแลนด์สเคปชนบทเกาหลีโสโครกๆ ในอีกทางหนึ่งเขาก็ยังใส่ฉากแบบสู้กับซอมบี้ลงไปในหนังได้ด้วย

แต่ฉากที่ทรงพลังที่สุดกับเป็นความเย็นเยียบของไคลแมกซ์ในความมืดที่ตัวละครผเชิญหน้ากับอะไรบางอย่าง มันเป็นฉากที่ไม่มีการใช้เทคนิคอะไรมากไปกว่าความมืด ความยะเยือกและการไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่แน่ใจในอะไรหรือใครได้อีกแล้ว มันเป็นฉากไคลแมกซ์ที่เยือกเย็นและบีบคั้นมากๆ ต่างไปจากฉากอื่นๆในหนังและเป็นการสรุปปิดการโชว์สกิลหนังสยองของนาฮองจินว่าทำได้ทุกอย่างจริงๆ

05 โดยส่วนตัว แม้เกาหลีใต้จะมีภูผาอย่าง Im Kweon Taek (ที่ยังไม่ตาย) Lee Chang Dong หรือ Hing Sang Soo ให้ต้องแรงค์กอ้งตัวทอป (อยากนับ Zhang Lu กับ Lee Sung Woo ด้วยแต่ก็อินดี้เกิน) แต่ในระดับ เกาหลีเมนสตรีม เกาหลีระทึกระทม เกาหลีบัดซบ เราพบว่า Na Hong Jin กวด Bong Joon Ho และPark Shan Wookมาแล้ว (กล่าวตามสัตย์ เราไม่ค่อยปลื้ม Snowpiecer เท่าไหร่) และ อาจจะไปได้ไกลกว่า Kim Ji Wun ถ้าจะว่าไปแล้ว และThe Wailing ก็พิสูจน์ว่า ไอ้นี่แม่งกำลังมาของจริง

END NOTE สิ่งที่สนใจจริงๆคือการพูดประเด็นเกาหลี ญี่ปุ่นในหนัง ซึ่งน่าสนใจว่าหนังมองญี่ปุ่นเป้นสิ่งชั่วช้า แต่ดูเหมือนญี่ปุ่นในเรื่องก็ resembleรากเหง้าเดียวกับเกาหลีและเกาหลีเองก็มีส่วนร่วมในการสร้างปีศาจญี่ปุ่นด้วย ฉาก สงครามหมอผี เลยเป็นฉากที่มีนัยยะทางการเมืองสูงมาก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s