Equals (2016, Drake Doremus, US)

เขาและเธอเป็นพลเมืองแห่งรัฐไร้รู้สึก ผู้คนที่รู้สึก จะถูกเรียกขานว่าป่วยไข้ด้วยกลุ่มอาการ SOS (Switch On Syndrome) การปิดสวิทช์อารมณ์รักษาได้ด้วยยาแต่หากอาการลุลามถึงระยะสี่จะถูกส่งไปรักษาในโรงพยาบาลปรับอารมณ์ เกินครึ่งมักจบชีวิตลงที่นั่ง กลุ่มอาการของโรครู้สึก คือความสะเทือนใจ ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และความรัก

ในโลกเช่นนั้น การดำรงเผ่าพันธุ์เดินไปได้ด้วยการเกณฑ์ผู้หญิงไปตั้งท้องผสมเทียมแทนการเกณฑ์ผู้ชายไปรบ โลกหมดจดขาวสะอาดปราศจากสงคราม มีเพียงการค้นหาความลับของดวงดาวโพ้นไกล ผู้คนทำหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งกาย ฐานะ หรือครอบครัว ทุกคนเป็นหนึ่งหน่วยการผลิต เขาเป็นนักวาดภาพประกอบ เธอเป็นคนเขียนบทความ ในหนังสือสำหรับการศึกษา วันหนึ่งผู้คนมีความรู้สึกพลัดหล่นตัวเองลงจากตึก ซึ่งเป็นกุ่มอาการที่พบบ่อยครั้งในระยะที่4 ความรู้สึกนำพาความยุ่งยากมาให้และเสมอจบลงด้วยความตาย ชั่วขณะหนึ่งเขาลอบมองเธอครั้งหนึ่งเห็นเธอกำหมัดและนิ่วหน้า เขาตกหลุมรักเธอ หญิงสาว ‘สายแฝง'(Hider) ซ่อนความมีอารมณ์ของตนไว้โดยไม่ยอมเข้ารับการรักษษ และการตกหลุมรักทำให้เขาป่วยไข้ เธอไม่ได้เยียวยาให้เขาหาย แต่ทำให้คนทั้งคู่ปลีกออกจากสังคม และถึงที่สุดจำต้อง ‘ถูกรักษาจากอารมณ์’ นี้

ครึ่งแรกของหนังช่างแห้งแล้งในสถาปัตยกรรมของ ทาคาโอะ อันโดะ(เพื่อนบอกมา) ตัวละครที่ขาวสะอาดไร้ความรู้สึก ความแห้งแล้งของครึ่งแรกทำให้รู้สึกว่านี่คือ1984 ภาคขาวสะอาด ซอฟท์ใสสไตล์แอปเปิล แต่อาจดูน่าเบื่อ เพราะหนังไม่มีอารมณ์ทั้งรัก ทั้งชัง กดดัน สิ้นหวัง หรือแม้แต่การขบถ กระทั่งการสอดส่องที่ตัวละครกลัวและพูดถึงก็ไม่แสดงออกมาให้เห็นจนเผลอคิดว่ามันเป็นหนังไซไฟหัวอ่อนคิดไม่เสร็จ จวบจนกระทั่งครึ่งหลังมาถึง

เพราะต่างไปจาก 1984 นี่ไม่ใช่นิยายไซไฟวิพากษ์โลกแห่งการควบคุม มันไม่มีหน้าที่ต้องแสดงภาพฉายชัดเจนของระบบโดยรวม ชนชั้น ทางเลือกและการถูกบังคับของมนุษย์ ทั้งหมดไม่ได้มีความสำคัญ ในความขาวโพลนของเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และความคดโค้งอ่อนโยนของอาคาร เพราะสิ่งที่หนังต้องการคือคลี่คลายความเอ่อท้นของการมณ์จากความแห้งเหือดที่ละน้อย แน่นอนที่สุด มันไม่ใช่หนังไซไฟ แต่มันเป็นเรื่องรัก

ตัวละครในเรื่องจึงไม่ทำอะไรมากไปกว่าการยอมจำนน ไม่มีหัวหน้าขบถใต้ดิน มีเพียงกรุ๊ปเธอราพีของHider ที่พยายามจะเอาตัวรอดในสังคมนี้ ไม่มีผู้ปกครองใจชั่ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคิดกฏขึ้นมา เราเห็นเพืยงคนเซื่องๆสองคน ซึ่งพยายามจะรักกันโดยไม่รู้ตัวมาก่อน ในโลกที่ความรักไม่ด้แค่ต้องห้าม แต่ถูกกำจัดออกไป มันเป็นสิ่งใหม่ ที่คล้ายเชื้อโรคทำให้ผู้คนป่วยไข้ ไม่มั่นคง (ซึ่งอันที่จริงความรักก็เป็นเช่นนั้น และเคยเป็นเช่นนั้นในอดีต -อ่าน ความรัก ความรู้ ความตาย , ธเนศ วงศ์ยานนาวา ประกอบ)

มันเป็นเรื่องการเรียนรู้ที่จะรักความรักทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร (ชอบคำว่าเครื่องจักรมากกว่าหุ่นยนต์ เพราะเร็วๆนี้หุ่นยนต์อาจมีหัวใจได้) ความยุ่งยากของความรักการจัดการไม่ได้ของความรักความอ่อนแอของความรักจึงเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสียในสังคมที่สเถียร สะอาด และมั่นคงแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นตัวกวนของระบบซึ่งดำรงคงอยู่ และวิธีการจัดการทำได้โดยเยียวยาเหมือนเชื้อโรคแบคทีเรีย หากเป็นไวรัสที่เยียวยาไม่ได้ ก็ใช้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันเสีย

มันจึงงดงามมากที่ครึ่งหลังหนังได้พลังการแสดงความเอ่อท้นทางอารมณ์ที่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ของKristen Stewart เธอดึงตัวละครให้เข่าสู่ภาวะใกล้บ้าใต้สีหน้าเรียบเฉยและผมมันเยิ้ม ความอัดอั้นที่อธิบายไมไ่ด้ ฉากที่งดงามมากเมื่อเธอมาเคาะประตูหน้าบ้านของเขาหลังจากเขาพยายามไปจากความรักเพื่อความปลอดภัย นำไปสู่ฉากรักที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของสัตว์โลกสองตัวที่มีหนทางเดียวคือกอดกันให้แน่นพอ

และเพราะมันเป็นเรื่องรัก เป็นหนังที่เชิดชูบูชาความรัก เพราะความรักคือร่องรอยของความเป้นมนุษยื การที่หนังไม่ไปแตะส่วนอื่นๆของการวิพากษ์ระบบจึงผลักดันหนังไปในจุดที่เจ็บปวดมากๆ แม้ฉากไคลแมกซ์อาจจะไม่เกินคาดเดา แต่หนัง ก็ละทิ้งการต่อสู้ของมนุษย์ในฐานะพหูพจน์ ไปสู่การดิ้นรนในฐานะปัจเจกชนที่จะรักต่อไป แม่ไม่อาจจะรักได้ สิบห้านาที่สุดท้ายของหนัง จึงงดงามมากๆตั้งแต่การจัดตำแหน่งตัวละคร ระยะของกล้องกับนักแสดงจากคนหนึ่งไปยังอีกคน และการเลือกจบในจุดที่สวยงาม

หนังอาจไม่ได้ขบถอะไรเลย ไม่ใช่หนังแบบ Hunger Games ที่ปลุกใจผู้คน มันเป้นหนังที่เต็มไปด้วยความยอมจำนน ความเศร้าและการต่อสู้เพื่อความทรงจำและความรู้สึกซึ่งทำให้เรากลับไปเข้าใจความทุกข์ของ Never let Me Go มากขึ้น และนี่คือคู่หนังที่สูสีกันในการอธิบาย มนุษย์ ในฐานะของHomo Sentimentalis ซึ่งอาจเป็นข้อด้อยของมนุษย์ แต่ก็เป้นสิ่งที่ทำให้คนบางคนยังอยากเป็นมนุษย์อยู่

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s