รักที่ขอนแก่น (2015 ,อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล,ไทย)

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์และปกปิดการตีความบางส่วนของผู้เขียน

1.เรื่องคือ ป้าเจนเป็นอาสาสมัครดูแลบรรดาเหล่าทหารที่ป่วยเป็นโรคหลับไหลไม่ได้สติไม่เป็นเวล่ำเวลา พวกคนไข้นอนอยู่ในโรงพยาบาลใหม่ที่ดัดแปลงจากโรงเรียนเก่า ทุกวันป้าเจนจะไปคอยพยาบาลนายทหาร เช็ดตัวเฝ้าไข้อ่านไดอารี่ พูดคุยกับเพื่อนพยาบาล ทำสมาธิ พูดคุยกับพยาบาลและสาวพลังจิตที่สามารถจะมองเห็นความฝัน หรืออดีตชาติของเหล่าทหารที่หลับไหลได้ บางทีนายทหารก็ตื่นมาให้ป้าเจนได้ก่อร่อก้อติกเป็นครั้งคราว บางครั้งก็ออกไปดูหนัง ไปเดินตลาดโต้รุ่ง พูโคุยหยอกล้อ ก่อนจะหลับไหลไม่ได้สติ และได้รับเครื่องมือช่วยให้หลับฝันดีที่ทหารอเมริกันก็ใช้เป็นแท่งไฟหลากสีเชื่อมโยงกับการหายใจ ป้าเจนมีสามีเป็นอดีตทหารอเมริกัน (แต่นอกจากนั้นเธอก็มีกิ๊กเป็นบรรณารักษ์ที่ชวนเธออ่าน ‘อำนาจรักซาตาน’) เธอไปขอพรจากเจ้าแม่พี่น้องข้างหนองน้ำให้ขาเธอหายและลูกชายเธอฟื้น เจ้าแม่บอกว่าพวกทหารจะไม่ฟื้น เพราะโรงเรียนคือหลุมศพของราชาที่จะมาดูดเอาพลังของทหารในตอนที่กำลังหลับเพื่อเอาไปสู้รบแย่งชิงดินแดนในสงครามแห่งอดีตกาล วันหนึ่งป้าเจนพานายทหารไปเที่ยวเล่นในสวนสาธารณะ พบเด็กสาวพลังจิตมาขายครีมขจัดความอ้างว้าง เธอติดต่อกับอดีตชาติของนายทหารและพาป้าเจนท่องไปในท้องพระโรงของพระราชาทอดตาดูเมืองอันเรืองรองมาแต่กเก่าก่อน

2.งานของอภิชาติพงศ์ยังคงล่องไหลอยู่ในจักรวาลเดียวกับเรื่องก่อนๆ ตัวละครป้าเจนมากรักที่ทำให้คิดถึงป้าเจนในสุดเสน่หา โดยเฉพาะฉากทาครีมนายทหารที่เต็มไปด้วยความเงี่ยน นายทหารที่หลุดมาจาดสัตว์ประหลาด โรงพยาบาลและหมอ พยาบาลแบบในแสงศตวรรษ การเที่ยวเล่นครึ่งหลังที่เป็นเหมือนการรีเมคการดูหนัง นั่งเล่นริมสระใน สัตว์ประหลาด การกลับและความตายในพื้นที่แบบลุงบุญมีระลึกชาติ การผสมกันของตำนาน เรื่องเล่ารายวันมโนสาเร่ การเต้นแอโรบิค รำพลอง ขายตรง หรือการเวิร์คชอปสมาธิ และยาสมุนไพร โลกของอภิชาติพงศ์ยังคงเป็นโลกของชาวบ้านที่แยกขาดจากกันระหว่างความเป็นทางการ ความเป็นวิทยาศาสตร์ กับชีวิตรายวันที่วนเวียนอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ภาษาอีสานสงวนไว้กับการพูดกันเอง การพูดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ิชิดใกล้ (สองเจ้าแม่ ,คู่รักชาวอเมริกัน) มันจึงเป็นโลกที่แม้แต่พยาบาลก็ยังใช้ยาสมุนไพร และทำสมาธิ ในขณะที่ภาษาทางการสำเนียงกรุงเทพเอาไว้ใช้พูดกับคนที่มี ‘ศักดิ์’เหนือกว่า เช่นคุณหมอประสาน หรือไม่ก็เอาไว้ใช้ โฆษณาชวนเชื่อ(สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไกล) แบบพี่จี๊ดขายครีม คุณหมอสมาธิ การพูดกลางบ้างอีสานบ้างของป้าเจนกับอิฐนายทหารชาวใต้ จึงเป็นการกระโดดข้ามไปมาทั้งในฐานะคนคนละพื้นเพไปจนถึงหน้าที่ทางการอย่างเช่น ผู้ดูแล และ คนไข้ ลูกกับแม่ หรือคู่รักต่างวัย ภาษาของการกระโดดข้ามไปมา

3. ในLandscape Theory ทฤษฎีภาพยนตร์ที่ใช้อธิบายหนังของคนทำหนังญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งในปลายยุคหกศูนย์ (ซึ่งต่อมาหลายคนวางกล้องไปจับปืนในปาเลสไตน์) นั้นเชื่อว่า ทุกๆพื้นที่ที่จับจ้องมอง ล้วนคือรูปแบบของการแผ่ขยายของอำนาจรัฐ (ในหนังเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของ Masao Adachi อย่าง A.K.A. Serial Killer นั้น หนังทั้งเรื่องที่สร้างจากการตามรอยสถานที่ที่ฆาตกรฆ่าต่อเนื่องรายหนึ่งเดินทางไปขณะหลบหนีตำรวจ จึงเป้นหนังที่มีแต่เพียงภาพการจ้องมองพื้นที่ทัศนียภาพแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีมนุษย์ มี่แต่พื้นที่ และ การจ้องมองชั่วแล่น และเสียงจากข่าว พวกเขาเชื่อว่าทัศนียภาพเหล่านั้น ไม่ใช่แค่เพียงตึกรามบ้านเรือนท้องทุ่ง แต่มันคือสิ่งที่รัฐจัดวางในผู้คน เป็นรูปแบบของอำนาจ ) และในหนังเรื่องนี้โดยไม่ต้องขับเน้นทัศนียภาพ เรากลับค้นพบว่านี่คือหนังที่ว่าด้วยพื้นที่และการแผ่ขยายอำนาจของรัฐผ่านการครอบครองพื้นที่

หนังเร่ิมจากฉากของการขุดดิน ขุดโดยไม่มีใครรู้ว่าจะทำอะไร การขุลดึลงไปในผืนดิน นำพาผู้ชมไปพบกันพื้นที่ที่ถูกแทนที่ กำลังถูกแทนที่ ในฉากต่อมาเมื่อเราเห็นเตียงคนไข้ เห็นพยาบาล ในที่ที่ควรจะเป็นโรงพยาบาล แต่ที่จริงเป็นโรงเรียนที่ยังมีกระดานดำ บอร์ดจัดแสดงภาพประกอบการเรียนการสอน โรงเรียนที่เป็นพื้นที่ของการศึกษา (หรือในอีกทางหนึ่งคือการโฆษณาชวนเชื่อ กล่อมเกลาเด็กให้อยู่ในระเบียบของสังคม) กลับถูกแทนที่ด้วยการกลายเป็นสถานที่พักฟื้นซึ่งมีแต่ความหลับไหล (การหลับไม่ก่อการเรียนรู้) แต่การหลับเป็นการไม่เรียนรู้จริงหรือ ในโรงเรียนเก่าที่ยังแขวนภาพจอมพลสฤษดิ์ หนังบอกเป็นนัยว่าการนอนหลับคือการได้หลับเข้าไปยังอดีตชาติของตัวเองอีกครั้ง การนอนหลับฝันกลายเป็นการเรียนรู้ที่จะรำลึกอดีต ไม่ใช่อดีตธรรมดา แต่เป็นอดีตข้ามภาพชาติ และดูเหมือนเอาเข้าจริงๆ ในโรงเรียน โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มีใครอยากให้ใครตื่น ทุกคนต้องการการหลับ หรือทำให้หลับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งขนาดต้องสั่งซื้อเครื่องมือช่วยให้หลับฝันดีมาประจำไว้รายเตียง เครื่องมือซึ่งเปล่งประกายเป็นไฟสีในยามหลับ ตอนแปดโมงเช้าเคารพธงชาติ มันอาจเปล่งประกายเป็นสีน้ำเงิน บางครั้งก็สลับแดงเหลืองขาว แต่บ่อยครั้งที่สุด สมราคานายทหาร มันจะเปล่งสีเขียว สีเรื่อเรืองของการหลับฝันดี ซึ่งเรื่อเรืองออกไปกระทั่งนอกพื้นที่ของโรงเรียน/โรงพยาบาล หากท่วมไหลไปในยสวนสาธารณะ ป้ายรถเมล์ แม้แต่โรงหนังห้างร้าน สีของไฟเรื่อเรืองแบบเดียวกับที่เราเห็นป้ายไฟรายทาง ป้ายที่มีอยู่ทุกที่ สีเรื่อเรืองของหลอดที่ไม่เคยหลับไหล มอบความสว่างชวนฝันทั้งในยามหลับและยามตื่น สว่างเป็นพิเศษอย่างน้อยสองสามครั้งต่อปี รังสีอาบไล้ไปทุกพื้นที่

และพื้นที่ของรัฐสมัยใหม่ (โรงเรียน /โรงพยาบาล) นั้นที่แท้แล้วไม่ใช่พื้นที่ของประชาชน ไม่ใช่แม้แต่พื้นที่ของรัฐ เพราะโรงเรียน/โรงพยาบาลแห่งนี้ที่จริงแล้วตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งเป็นสุสานของพระราชาดึกดำบรรพ์ การหลับไปจึงกลายเป็นการแสดงให้เห็นถึงรัฐที่ไร้อำนาจแข็งขืน ในพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ เป็นเพียงผู้อาศัย ทั้งหมดทั้งมวลจึงมีแต่การหลับฝันดีเท่านั้นที่เป็นเครื่องเยียวยา ความฝันที่พาผู้คนกลับไปเชื่อมโยงกับราชาโบราณ ไปเป็นข้ารับใช้ไพร่ฟ้า ในขณะเดียวกันพื้นที่ของโรงเรียนใหม่ ก็กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกครอบครงโดยปูนปั้นไดโนเสาร์ และห้องสมุดอาเซียนก็ว่างโล่งและถูกครอบครองด้วยธงจำลองมากกว่าหนังสือ

กระทั่งพื้นที่ที่ป้าเจนมีส่วนร่วมอย่างเช่นสวนสาธารณะในเมือง ยังคงไม่ใช่ของป้าเจน แม้ป้าเจนจะมีกล้วยไม้ปลูกเองปักชื่อของตัวเอง แต่ป้าเจนก็ได้รู้ว่า อาณษเขตกว้างใหญ่ไพศาลนี่เป็นท้องพระโรงของพระราชา ในฉากนี้เอง ป้าเจนซึ่งไม่เคยเห็นพื้นที่ทับซ้อนนี้มาก่อน เดินตามนายทหารในร่างทรงที่พาทัวร์ปราสาทของพระราชา พื้นที่ที่มองไม่เห็นที่แท้เปิดเผยตัวอยู่ในพื้นที่ที่มองเห็น แย่งความหมายไป และในที่สุดชวนเชื่อให้ป้าเจนได้มองเห็นตามอย่างที่นายทหารมองเห็น การมองเห็นแบบเดียวกับในตอนจบของหนังBlow Up ของ Antonioni การมองเห็นที่มองไม่เห็น และเมื่อมองเห็นแล้วเราก็จะมองเห็น เมื่อมองไม่เห็น ริมหนองน้ำเป็นพื้นที่วุ่นวายของการขัดขืน ของความไม่สงบของการเล่นเก้าอี้ดนตรีของวัยรุ่น แต่เมื่อมองเห็น ภาพสงบที่แท้ของคนริมน้ำ คือภาพของทุ่งนา เมืองอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่ไม่ต้องประดับประดาด้วยเพชรพลอย มีแต่เพียงทุ่งนาอันอุดมดังที่ป้าเจนมองเห็น ‘ศูนย์กลางอาณาจักร’ (ซึ่งคนดูไม่ได้รับอนุญาตให้มองเห็นแบบเดียวกับป้าเจน )
4.ในพื้นที่ระหว่างการมองไม่เห็นและการมองเห็นนี้เอง (เราอาจเรียกว่าพื้นที่ระหว่างการหลับและการฝัน ไม่เกี่ยวกับการตื่น) ทางเลือกที่คนอย่างป้าเจนเหลือมี พื้นที่ของป้าเจนจริงๆ จึงเป้นศาลเจ้าแม่สองนาง(ที่ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ของคนอื่นๆด้วยเพราะมีคนมาร้องเพลง มารำพลอง กันอย่างดาษดื่น) พื้นที่ของป้าเจนคือการผูกตัวเองไว้กับความศักดิ์สิทธิ์อบบพื้นบ้านที่ไม่อิงกับความศักดิ์สิทธิ์แบบทางการของรัฐ พื้นที่ของการแสวงหาตัวตน พัฒนาตัวเองผ่านทางการขายครีม ยาสมุนไพรแปะก๊วย เก๋ากี้ พื้นที่ตามมีตามเกิดซึ่งเราพอจะบอกได้ว่ามันเดินทางมาถึงในรูปแบบเดียวกับเครื่องช่วยให้ฝันดี มันคือโฆษณาชวนเชื่อระดับล่าง ที่กล่อมให้ฝันดีไม่ต่างกันกับการฝึกสมาธิ หรือการทอ่งดีตชาติ

กระทั่งในพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวที่สุดอย่างร่างกาย นายทหารและป้าเจนยังไม่ได้เป็นเจ้าของ เรือนร่างของป้าเจนคือความพร่อมพิการที่ต้องการการรักษา (จากบรรดายากล่อมฝันทั้งหลาย) ขณะที่นายทหาร นั้นไม่แม้แต่กระทั่งสื่อสารโดยร่างกายของตนเองได้ เขาจึงต้องอาศัยการเข้าทรงผ่านร่างของสาวพลังจิต เพื่อสื่อสารกับป้าเจน ในฉากท่องท้องพระโรงนี่เอง ‘รักที่ขอนแก่น’ ได้ดำเนินไปสู่จุดสูงสุด กล่าวคือการร่วมรักผ่านทางร่างทรง และน้ำแปะก๊วย ในฉากนี้ นายทหารในร่างของหญิงสาว กับป้าเจนได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว ป้าเจนซึ่ง ‘เกิดมาเพื่อรักทหาร’ ได้ครอบครองนายทหารสมใจ ตรงนี้เองที่ป้าเจนตื่นขึ้น และได้พบว่ามันอาจจะเป็นหรือไม่เป็น อีกหนึ่งความฝันดีที่ไม่มีจริง

ในประเทศที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ใดๆเลย เป็นเพียงสัตว์เซลล์เดียวแหวกว่ายเวิ้งฟ้า เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยไม่ส่งการบ้าน การตื่นนำพาแต่เรื่องโหดร้ายถาโถมมา (ครั้งเดียวที่ป้าเจนอาจจะตื่นคือการเดินในความมืด และบอกว่า ‘i’m the one who awake here’ โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่รกร้างและความหนักอึ้งในจิตใจของการกลัวการถูกลงโทษที่ไม่ส่งการบ้าน แม้มันจะผ่านมานานแสนนาน การหลับจึงดีกว่าการตื่น แต่การหลับไม่ดีพอเท่ากับการกลับฝันดี และเครื่องมือกล่อมฝันดีนั้นมีมากมายทั้งในระดับยิ่งใหญ่อย่างไฟสี ไปจนถึงระดับดีไอวาย อย่างเช่น ครีมสมุนไพรทำเองหรือการฝึกหัดสมาธิเบื้องต้น

และเมื่อป้าเจนค้นพบว่าทั้งหมดคือการหลับฝัน ป้าเจนก็พยายามจะตื่น นายทหารบอกให้ป้าเจนลืมตาโตๆถ้าอยากจะตื่น ป้าเจนไปลืมตาในสนามที่เด็กๆเล่นกันบนกองดินทรายที่ถูกขุดจนพินาศราวกับหลุมศพ แต่ป้าเจนไม่รู้ว่าป้าเจนจะตื่นหรือไม่ หรือตื่นแล้วมันจะดีกว่าอย่างไรในเมื่อที่ป้าเจนมองดูคือเด็กๆของวันสิ้นโลก

และเสียงจากความฝันสุดท้าย ดูเหมือนจะอธิบายว่าการตื่นและการฝันล้วนต่างสิ้นหวังด้วกันทั้งสิ้น เสียงนั้นฝันถึงสิ่น่ากลัว และเฝ้าฝันจะฝันว่าเห็นมันพังทลายลง แต่ทั้งหมดเป็นความฝัน เป็นฝันดีที่ถูกมอบให้ ถูกส่งให้ ถูกยัดเยียดให้ และการฝันนอกความฝันดีที่ถูกสั่งมากลายเป็นความสิ้นหวังและความเศร้าก็เท่านั้นเอง

เขียนขณะนอนลืมตาโพลงในความมืด