A Devilish Murder (1956, Lee Young-min,STKR)

สุดขีดที่สุดในสามโลก ยิ่งดูหนังผียุคเอเซียยุคก่อนหนัามากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นว่ The Ring และ Ju-On นี่มันเป็นเจ้าอาณานิคมหนังผีเอเซียมากเท่านั้น เพราะมันลดทอนความหลากหลายไปหมดเลย หนังผีเกาหลียุค 60 -70’s นั่นไซคีเดลิก โกธิค เลอค่ามากๆๆๆ

หนังเริ่มจากผู้ชายคนหนึ่งไปชมนิทรรศการภาพวาดแมวแล้วพบว่าในแกลเลอรี่นั้นว่างเปล่า ไม่มีรูปภาพหรือผู้คน นอกจากรูปวาดสีแดงรูปเดียว เป้นรูปเมียเก่าของเขาเอง เขาตกใจลนลานหนีออกจากแกลเลอรี่ ไปพบแทกซี่คันหนึ่ง แทกซี่ไม่พาไปส่งบ้าน บอกว่าคืนนี้เป็นคืนผีเดือดผีจะออกมาอาละวาด เขาถูกพาไปส่งที่บ้านหลังหนึ่ง จิตรกรในบ้านนั้นเป็นคนวาดภาพนั้น เขาส่งภาพให้ชายหนุ่ม ก่อนจะถูกผีสาวในชุดฮันบก เขาพารูปเมียเก่าของเขากลับบ้าน ที่บ้าน แม่และเมียใหม่กับลูกๆของเขาค่อยๆถูกผีสาวฮันบกไล่ฆ่าทีละคนสองคน เช่นเอาหินทุบไปโยนทิ้งแม่น้ำ หรือจิกหัวไปจากหน้าต่างชั้นสอง ทำให้เป็นบ้า จนกระทั่งอยุ่ดีๆมีหญิงสาวอีกคนปรากฏตัวขึ้นมอบหินก้อนหนึ่งให้ชายหนุ่มบอกว่าให้เขาเอาไว้ปราบผีแล้วหายตัวไป

ที่แท้หล่อนเป็นผีแมว ที่เกิดจากการที่แม่ผัวตัวแสบกับลูกพี่ลูกน้องของหล่อนที่เป็นคนมช้ในบ้านรวมหัวกันฆ่าหมกศพในวัด แล้วเลื่อนตัวเองมาเป็นสะใภ้ ด้วยความแค้น วิญญาณผีสาวให้แมวน้อยที่ติดอยู่ในหลุมกินเนื้อจนเกลี้ยงแล้วกลายร่างเป็นปีศาสจแมวสาวมาล้างแค้น

ถ้าพลอตแซบไม่พอ งานสร้างนั้นแซบกว่า ด้วยการถ่ายทำแบบโกธิคที่ไม่รีเลทอะไรกับโลกภายนอก เลนส์บิดภาพขอบจนเบลอ ทุกอย่างอยู่ในเงามืดตัดสว่าง จนเหมือนหนังฟิล์มนัวร์ และการสร้างฉากเซตฉากที่ดูง่อยๆแต่น่ากลัวมาก ผนังบ้านืดทึมที่สกปรกตลอดเวลา เหมือนตัวละครถูกขังในนรก ทุกอย่างไม่สว่างสดใส เหมือนบ้านร้าง เหมือนบ้านผีสิง ตัวละครเกาหลีที่เล่นใหญ่อลังการดาวล้านดวงกับเทคนิคผีแบบโบราณเช่นการเมคอัพ หรือการหายตัว หรือลำแสงเลเซอร์ ทำให้หนังออกมาน่าตื่นเต้นมาก และที่สำคัญการที่หนังชั่วโมงแรกเป็นเหมือนเอาไคลแมกซ์มาขึ้นจอก่อนจะเอาส่วนปูพื้นไปเล่าในสิบห้านาทีสุดท้าย ทำให้หนังหลอกหลอนผู้ชมที่ไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรทั้งสิ้น โดนผีหลอกไปชั่วโมงนึงโดยไม่เข้าใจอะไรเลยมันช่างสะพรึง และน่าตื่นเต้นยิ่งนัก

ติดือปหนังผีปลายปีโดยไม่ต้องเสียเวลา

อยากดูหนังไม่ต้องถาม ไปที่นี่ /me ก้มกราบตีนKOFIC แบบไม่แบมือ

https://youtu.be/rVVtAPh2M9Q

Advertisements

กระสือครึ่งคน (2016, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ไทย)

1. รู้สึกว่าหนังมัน gore มากคือดูแล้วคลื่นเหียนตลอดเวลา รู้สึกว่าหนังพยายามจะขายสารคัดหลั่งของร่างกายอย่างไม่บันยะบันยังมากๆ รวมถึงเรือนร่างของคนแคระที่ถูกถ่ายโคลสอัพตลอดเวลาจนน่ากลัว

2. สายตาของหนัของหนังมันหนักมาก เพราะมันถ่ายคนในรเรื่องให้เหมือนอะไรสักอย่างซึ่งอยู่ระหว่างสัตว์กับตัวประหลาด เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่การเหยียดแบบรู้ตัว แต่มันน่าตกใจมากๆที่หนังใช้สายตาสำรวจเรือนร่างของคนแคระด้วยความรู้สึอยากทำตลกแต่ผลออกมากระอักกระอ่วน ใช้คำว่า uncannyได้ไหมวะ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กับ Freaks อันไหนโหดกว่ากัน (ยังไม่ได้ดูเรื่องหลัง) หนังจึงมีสายตาแบบทั้งทำให้คนแคระเป็นhuman zoo เป็นตัวตลกและเป็นสัตว์ประหลาด เป็นสายตาที่อภัยไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี โดยเฉพาะการที่โฟกัสของหนังคือ ตูด

เราจึงเห็นภาพร่างกายเถือกไถไปกับพื้นดินเหมือนสัตว์ เห็นการใช่ของเหลว สารคัดหลั่ง โคลน อาเจียน ฟองจากปาก ประทับอยู่บนร่างกาย มันถูกทำให้เป็นเรือนร่างของความโสโครก ความหยาบคาย เพื่อจะเรียกเสียงหัวเะราแต่ไม่มีใครตลก

แต่ความgore เกืนขีดก็ทำให้มันน่าสนใจไปประมาณนึง เพราะมันทำให้ตัวเองกลายเป็นหนังที่ไม่ประนีประนอมต่อผู้ชม ความรู้สึกขนะแขยง กระอักระอ่วน เป็นสิ่งที่หนังโยนใส่หน้าผู้ชมโดยไม่รู้ตัวว่ามันหยาบมากๆ เถื่อนมากๆ

3.สนใจการทำคนแคระให้เป็นชนเผ่าที่ไม่ศิวิไลซ์มันเป็นการstigma ทางหนึ่ง แต่ในทางหนึ่งอย่างที่บอกว่าสายตาของหนังคือการถ่าสัตว์และ/หรือ ตัวประหลาด มันกันคนดูจากการidentify กับตัวละคร ฉากที่น่าสนใจมากๆคือหนังถ่ายคนแคระเปลือยกาย(โฟกัสตูด) โดยไม่ทำให้เป็นเรือนร่างที่น่าปรารถนา ไปจนถึงไม่อุจาด ความไม่รุ้สึกอุจาดที่คนแคระแก้ผ้าทำให้ผู้ชมห่างเหินแบบการมองจู๋ของสัตว์ในสวนสัตว์ ตัดขาดออกจากเรือนร่างของมนุษย์ที่ใช้ร่วมกัน

4.ครึ่งหลังของหนังมันประหลาดมากขึ้นไปอีก หนังมันฆยาบคาย อุจาดจนมันยูนีค จนเรารักมันไม่ได้เกลียดมันไม่ลง และที่สำคัญคือคนทำไม่ได้พยายามประนีประยอมแบบทำเป็นนิทานสอนใจอะไรแบบนั้น มันเดินหน้าในความต่ำทรามของมันไปจนจบ ตรงนี้ทำให้รู้สึกว่าหนังมันพิเศษจริงๆและไม่สามารถจะจัดมันลงในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได่ง่าย มันคือหนังแบบ pink flamingoes ที่คนทำไม่ได้อยากอวดถ่อย แต่เขาคิดว่ามันไม่ถ่อย มันตลก แต่มันถ่อย เหมือนโจ๊กในวงเหล้าที่เกินเลย ความน่ารังเกียจคือเทสต์ของหนัง และทำให้เราคิดว่ามันมีสิทธิ์จะเป็น cult classics ได้ แม้เราจะไม่อยกาดูมันซ้ำอีกแล้วก็ตาม

Sickfuckpeople (2013, Juri Rechinsky, Ukraine, Russia)

ถ้าจะมีสารคดีที่ไหนที่โหดเหี้ยมสู้สารคดีจีนได้ ย่อมต้องเป็นสารคดีรัสเซียอย่างแน่นอน มันดุเดือด เจ็บปวดรวดร้าวไม่ปารณีปราศรัยใดๆทั้งสั้น

หนังเริ่มจากการตามเด็กวัยรุ่นสมองทึบที่เก็บเศษเหล้กขาย หนุ่มอาศัยอยู่ในซอกชั้นใต้ดินของตึก เข้าไปโดยมุดรูเล็กๆพอดีตัวเข้าไป ข้างในมีเพื่อนฝูงอยู่ก้วยกันจำนวนหนึ่ง เด็กไร้บ้าน สมองช้า ป่วย ยากจน พวกเขาแบ่งซุปกินกัน ฉีดยาเข้าเส้นแล้วเคลิบเคลิ้ม บางคนก็ป่วยหนัก ชักอยู่ใต้ดิน โดยไม่มีการไปพบแพทย์อะไรทั้งสิ้น พวกเขาแค่หากิน แล้วก็สุมกันอยู่ใต้โลก

ต่อมาหลังติดคุกโดยหักหลัง หนุ่มกลับบ้าน เปิดเผยว่าจริงๆเขาหนีออกจากบ้านมา แต่พอไปถึงแม่ไม่อยู่แล้ว พ่อเลี้ยงด่าว่าแม่มึงเป็นกะหรี่ไปขายหีอยู่เมืองคีฟแล้ว เจอกูจะตบให้ดิ้น เด็หนุ่มโซเซกลับมาเพราะไม่มีที่เหลือให้ไป

เพื่อนของเขามีเพื่อนเป็นคู่รักสมองทึบที่อาศัยอยู่ตามซอกบ้านร้างที่รอทุบทิ้ง กลางอากาศหนาวเยือก ฝ่ายหญิงกำลังท้องสามสี่เดือน วันนึงเธอออกไปหาหมอ และหมอบอกว่า พิการขี้ยาอย่างเธอต้องทำแท้ง เธอป่วย สมองช้า และพิการ แต่เธออยากมีลูก พี่สาวของเธอถูกตามตัวมาเพื่อบอกว่าอีนี่ไม่ใช่คนหรอก ดูน้องสาวคนเล็กเรียนดีมีผัว แต่อีนี้โซเซอยู่ตามถนน ขายตัว และขี้ยา เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล จับแอดมิทผ่าตัด คนทำหนงเลยกลับมาบอกสามีสมองช้าของเธอ แต่เขาไปหาเธอไมไ่ด้ เพราะเขาคิดอะไรไม่ออก เขาทึบช้าป่วย แต่ที่สำคัญคือ มันมีรองเท้าคู่เดียว และเะอใส่ของเขาไปแล้ว เขาบอกให้เธอหนี แต่เธอไม่มีเงินและรอเขาอยู่

หนังจบลงตรงนี้

โดยไม่มีฉากดราม่า ไม่มีการทะเลาะตบตี(ยกเว้นฉษกพี่สาวฉากเดียว) หนังตามผู้คนชั้นต่ำสุดของสังคมโดยไม่มีสายตาเหยียดหยาม หรือสงสารเวทนา เป็นเพื่อนของพวกเขา ซึ่งนั่นทำให้หนังมันทรงพลังสุดๆ สะท้านสะเทือนสุดๆและไร้ทางออกสุดๆ

Tokyo Twilight (1957, Yasujiro Ozu, JP)

เอาตามจริงหนังของโอสุเป็หนังแห่งความทุกข์ระทมของคนชั้นกลางในโลกโมเดิร์น แต่ในบรรดาหนังระทมทุกข์ของโอสุที่เคยดูมา เรื่องนี้ระทมทุกข์ที่สุด จัดเป็นหนังของโอสุที่ชอบที่สุดเป็นอันดับสามรองจาก Late Spring และ Tokyo Story

เรื่องคือ ทาคาโกะ ทะเลาะกับสามีย้ายกลับมาอยู่บ้านพ่อ อากิโกะลุกสาวคนเล็กเรียนวิทยาลัย เธอกำลังมีปัญหากับแฟนหนุ่ม เธอท้อง และเขาอาจะไม่ยอมรับ เธอรู้สึกโดดเกี่ยว เพราะไม่อาจปรึกษาปัญหานี้กับพ่อ แม่ของเธอหนีตามผู้ชายไปตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้ ระหว่างออกตามหาแฟนหนุ่มไปทั่วมโตเกียว เธอพบผู้หญิงคนหนึ่งที่บ่อน ผู้หญิงคนนั้น ให้ความรู้สึกว่าเหมือนแม่ และเมื่อแม่กลับมาทุกอย่างก็พินาศลง

ในขณะที่หลายคนมองว่าหนังโอสุเชิดชูโลกเก่า เรามักรู้สึกว่าหนังของโอสุมันวิพากษ์โลกเก่า และไม่ได้มองโลกใหม่ในสายตาที่ดีนัก ในเรื่องนี้ดูฌหมือนจะชัดที่สุดในการอธิบาย ลูกสาวคนโตมาจากโลกเก่า แต่งงานจากการคลุมถุงชน สามีปัญญาชนดูจะไม่นำพาเมียและลูก บิดาของเธอก็ชีวิตการแต่งงานล้มเหลวเพราะงาน น้องสาวดูเป็นสาวสมัยใหม่ แต่ความเป็นสาวสมัยใหม่ก็ไมไ่ด้ให้ทางออกของเธออีก สภาวะลักลั่นของรากที่ตัดไม่ขาดและปีกที่บางเกินไป เป็นปัญหาของครอบครัวชนชั้นหลางเอเซีย (หลายปีต่อมาประเด็นเหล่านี้เปิดแผลอย่างเหนือจริงในหนังของไฉ่มิ่งเหลียง) ความอิหลักอิเหลื่อที่พบว่าโลกเก่าทำลายคุณค่าบางอย่างของความเป้นมนุษย์ด้วยขนบของจารีต ในขณะที่โลกใหม่ เป็น ‘แดนสนธยา’ที่ไม่มีที่ทางให้กับผู้คนที่ไม่เข้มแข็งพอ

หนังไม่มีความประนีประนอมใดๆ เดินหน้าด้วยความเมโลดราม่าแบบสุดตัวโดยไม่ให้ความหวังตัวละคร ในฉากจบการตัดสินใจของพี่สาว ดูจะเป็นสิ่งดี แต่นั่นคือเมื่อมองจากขนบโลกเดิมที่คนทำต่อต้าน เพราะฉากนี้คือการทำซ้ำความเดียวดายของผู้พ่อใน Late Spring ดวยท่าที่เบากว่า ครอบครัวเป็นสิ่งตัดไม่ตายขายไม่ขาดในหนังโอสุ แต่หนังของเขาไม่เคยบอกว่าครอบครัวเป็นเรื่องดี

ตัวละครของโอสุมักจะแพสสีฟจนไม่สามารถจัดการปัญหาใดๆในชีวิตได้ ในหนังเรื่องนี้ไม่มีใครได้บอกความจริงอะไรกับใครหรือแม้แต่พูดคำในใจออกมา กรอบของค่านิยมโบราณ กักขังตัวละครผ่านกรอบของประตูหน้าต่าง กล้องที่ไม่คืบเคลื่อน ตาตามิชอตประสบผลสูงสุดเมื่อตัวละครติดกับดักในภาพชัดลึกกั้นขวางด้วยกรอบประตูบานเลื่อนที่ทำหน้าที่เหมือนกรง บ้านเหมือนกรง ครอบตัวละครอมทุกข์ ใบหน้าอมทุกข์ของเซตสึโกะฮาระคือภาพแทนหนังยุคทองของญี่ปุ่น โมเดิร์นแฟมิลี่ ในโลกที่เปลี่ยนช้า คือความทุกข์ในทุกมิติ และเมื่อไม่มีใครสามารถลงมือจัดการอะไรเพราะติดกับดักของประเพณี ของค่านิยม ชีวิตของพวกเขาจึงไมไ่ด้ล่องไปตามลมชะตากรรม แต่ล่องไปตามสิ่งที่ประเพณีพาไป ตายอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครสงสัยว่าพวกเขาไม่เคยเข้ากันได้กับโลกแบบนั้น

The Rover (2014, David Michod , Australia)

 

rplifestill1

กราบตีน โรเบิร์ต แพททิสัน. ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้เข้าโรงที่นี่ (แม้จะมีคนดูแค่สองคน)

1.หนังมีส่วนคล้ายคลึงกับหนังอย่างThe Road มากจนอาจจะเป็นคู่แฝดกันกลายๆ หนังเล่าเรื่องผู้ชายสองรุ่น ผู้ใหญ่ /วัยรุ่น เดินทางไปด้วยกันหลังโลกล่มสลาย สังคม dystopia ที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย เรียนรู้เรื่องการเอาตัวรอดในโลกที่รีเซตระบบสังคมและการคิดเชิงศีลธรรมใหม่หมด แต่ในขณะที่The Road โฟกัสไปที่ เด็กที่เกิดในโลกใหม่ เด็กที่ไม่เคยเรียนรู้ ไม่ทันเรียนรู้โลกก่อนโลกใหม่ ระบบคิดศีลธรรมแบบการเอาตัวรอดของพ่อ กลายเป็นโฟกัสที่เด็กตั้งคำถามตัวละครในThe Road เป็นไปเพื่อทดสอลขอบเขตของระบบศีลธรรมใหม่ การฆ่าเพื่อเอาตัวรอด ความไม่มีน้ำจิตน้ำใจ วิธีคิดแบบโลกใหม่หลังล่มสลาย ถูกทดสอบซ้ำผ่านทางเด็กที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเคยมีชุดศีลธรรมแบบอื่นบนโลก

2. ในขณะที่The Rover เซตสถาณการณืคล้ายคลึงกัน คือไม่ใช่โลกที่เพิ่งล่มสลาย แต่เป็นโลกที่ล่มสลายไปแล้วสิบปี ระบบศีลธรรมใหม่ถูกเซตขึ้นมาแล้ว และคนยอมรับกับมันเรียบร้อยแล้ว (ในขณะที่The Road มันแทงจตรงนี้ด้วยเด็กที่เกิดในระบบใหม่นี่ตั้งข้อสงสัย) ประเด็นของRover จึงไม่ใช่ระบบศีลธรรมใหม่ที่ถูกท้าทาย (ทำไมเราต้องฆ่ากันกเวย มนุษย์ที่แท้เป็นส่ิงชั่วหรือดี การเอาตัวรอดแค่ตัวเองจะทำให้โลกมันดีขึ้นไหม) แต่กลับไปโฟกัสยัง การฆ่าแทน

Continue reading “The Rover (2014, David Michod , Australia)”

The Children (2008, Tom Shankland, UK)

screenshot-med-24

สุดขีดที่สุด สยบหนังเด็กผีทุกเรื่องในโลกหล้า!

เรื่องมีอยู่ว่าน้องสาวพาผัวหใม่และลูกๆ เข้าใจว่าลูกติดตัวเองหนึ่ง ลุกติดผัวหนึ่ง ลูกผัวคนนี้หนึ่ง ไปเยี่ยมบ้านพี่สาวที่มีลูกอีกสองคนฉลองคริสมาสต์ ตัวนางเอกเป็นลูกติดแม่วัยรุ่นที่เบื่องานมาก ยกเว้นว่าเธออยากมายั่วลุงสุดหล่อของตัวเอง แล้วเด็กๆไม่รู้ป่วยเหี้ยไรสักอย่าง จากนั้นก็ลุกขึ้นมาไล่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง

มันรุนแรงมากๆ เพราะหนังเด็กผีเรื่องอื่นๆ เด็กมันเป็นลุกคนอื่น เด็กแถวบ้าน เ ด็กแปลกหน้าไล่ฆ๋าคนแปลกหน้า แต่นี่คืลูกตัวเองไล่ฆ่าพ่อแม่ แล้วเป็นเด็กวัยซนน่ารัก ที่เอามีดแทงตาแม่ หรือผลักแม่ตกสนามเด็กเล่นกระดูกหักทะลุขา แล้วเราจะฆ่าลูกเรามั้ยถ้าลูกเราจะฆ่าเราแล้วเอาตุ๊กตาเสียบในท้อง เวียร์ดสัสๆๆๆ และเวียร์ดไปได้ถึงตอนจบ ยิ่งกระอักกระอ่วนมากเท่า่ไหร่หนังยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ฉากการฆ่าเด็กมันรุนแรงมากเพราะมันเป็นการฆ่าันภายในครอบครัวล้วนๆ

TOP HORROR FILM ปีนี้แน่ๆ หนังสยองขวัญอังกฤษนี่ประมาทไม่ได้เลย

หนังเด็กเรื่องอื่นๆที่เหมาะจะฉายกับเรื่องนี้เพื่อจัดโปรแกรมหนังวันเด็ก
1.Who Can Killed A Child (1976 , Narciso Ibáñez Serrador,SP)
ผัวเมียไปเที่ยวเกาะทั้งเกาะมีแต่เด็ก เพราะเด็กไล่ฆ่าผู้ใหญ่ตายห่าหมดแล้ว อีผัวกับเมียท้องแก่เลยต้องสู้กับเด็กผียกเกาะ

2.The Children (1980 ,Max Kalmanowicz, US)
เด็กผีในหมู่บ่านเล็กๆที่โดนต่างเข้า หรือโดนอะไรสักอย่าง แล้วถ้าไล่กอดใครคนนั้นจะระเบิดตายห่าเป็นเสี่ยงๆ ตอนฉายดังมาก แต่สาบสูญไปเลย หลังจากนั้น ฉบับที่ได้ดูก็เหมือนจะมาจาก VHS Rip

3. Dark Touch (2013, Marina de Van,Ireland)
เด็กผีพลังจิตสูงที่ทำลายล้างทุกครอบครัว สะกดจิตเด็กทั้งเมืองให้เดินไปตายในโรงเรียน ฟินมากๆ

4. Village of the Damn (1960 ,Wolf Rilla ,US)
อันนี้ดูกันไปค่อนโลกแล้วมั้ง (เคยดูแต่ฉบับรีเมค 95 เกือบหลับ ) คึกฤทะิ์เอามาเขียนใหม่เป็นกาเหว่าที่บางเพลง

5. Ils (2006,David Moreau +Xavier Palud, Fr + Romania)
ผัวเมียโคตรซวยโดนแกงค์ฆาตกรเด็กผีเปรตมาไล่ฆ่าในบ้าน เพราะมันเด็กมันเลยมุดท่อเข้ามาฆ่า อันนี้จะโหดสัสมากๆ แบบfrench extreme

6. The Good Son (1993,Joseph Ruben ,US)
ลูกตัวเองเป็นเด็กผีเปรตโรคจิต แต่ลูกคนอื่นเป็นเด็กดี ถ้าต้องเลือกช่วยจะช่วยใคร น่าจะดูกันหมดละมั้ง
เอ้อ เอลิจาห์ วู้ด ตอนเด็กน่ารักมากๆ

7. Orphan (2009,Jaume Collet-Serra,US)
อันนี้ไม่ต้องเล่า

8.Celia (1988 , Ann Tuner, Australia )
อันนี้สุด สุดขีดมาก เด็กหญิงชอบฝันเห็นผีมีย่าเป้นนักอ่าน เพื่อนบ้านเป็นคอมมิวนิสต์ ในยุคสมัย Rabbit Proof Fence มันเป็นทั้งหนังการเมืองที่เข้มข้น และหนังสยองขวัญเด็กผีเปรตที่แซ่บมากๆๆๆๆๆ

Black Hair (1964, Lee Man-Hee , STKR)

Geomeun_meori_Black_Hair_3

หนังแกงสเตอร์เกาหลีที่เขาว่ากันว่าเป็นหนังฟิลืมนัวร์เรื่องแรกและเรื่องเดียว(เหรอ!)ของเกาหลี

ในทางเทคนิคนี่หนังนัวร์มาก เงามืด ใตสะพานกลางคืนอาชญากรรม

แต่พลอตของหนังคือ มีแกงค์สเตอร์กลุ่มหนึ่งเป็นพวกแบลคเมล์รีดไถ วันนึงเมียของหัวหน้าดันคบชู้ อันที่จริงเธอถูกข่มขืนแล้วอีชู้แบลคเมล์เธอ เธอเลยโดนคนในแกงค์จับ แม้หัวหน้าจะรักเธอมากก็ต้องยอมตามกฏคือ ให้คนเอาขวดปากฉลากรีดหน้าเมีย นางเมียตกอับต้องอยู่กับชู้ที่ติดยา ไปขายตัวเป็นกะหรี่ วันนึงเจอหนุ่มแทกซี่ใจดีมาช่วยเธอจากคนชั่ว ไปๆมาๆ หนุ่มแทกซี่หลงรักเธอ เธอไปขอพบสามีเก่า แต่คนในแกงค์กลัวหัวหน้าใจอ่อนเลยจะลากเธอไปฆ่าโดยโยนให้รถไฟทับแต่หนุ่มแทกซี่มาช่วยเธอแล้วฆ่าคนในแกงค์ตาย หนุ่มแทกซี่กับเธอรักกัน เขาพาเธอไปทำหน้าจนหาย (ศัลยกรรมเกาหลีมีดีมาตั้งแต่ยุคหกสิบ) เลือดต้องล้างเลือด อีตัวชู้ก็ตามเธอจนพบ แล้วมาขโฒยเงินแทกซี่ไป จากนั้นก็ไปบอกหัวหน้าเล่าความจริง กะว่าหัวหน้าจะฆ่าเมีย แต่หัวหน้ารักเธอมาก รักจนยอมเสียสละทุกอย่าง และนี่คือความโรแมนติคของผู้ชายสามคนรักผู้หญิงคนเดียวกัน กับความโรมแมนติคของการยึดมั่นในกฏของแกงค์

จริงๆหนังมันฟูมฟายเสพสมอารมณืเกาหลี(ไม่น่าเชื่อว่ามีตั้งแต่ตอนนั้น) ดราม่ามากกว่านัวร์ แต่ส่ิงที่เราชอบที่สุดคือ อารมณ์รักซาโมาโซคิสต์ ที่ผู้หญิงนี่ยอมถูกทารุณทุกอย่างก็ยังรัผู้ชายเลวทรามต่ำช้ามหาชั่ว พอดูหนังแบบนีทำให้คิดว่า อ้อ สิ่งที่อยู่ในหนังคิมคีดุก มันไม่ใช่เรื่องเหวอเซอร์เรียลเท่าไหร่นี่คะ