อวสานโลกสวย (2016, ปัญญ์ หอมชื่น + อรอุษา ดอนไสว,ไทย)

เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

1. ถ้าไม่เคยดูหนังสั้นคงจะชอบหนังมากกว่านี้ เพราะหนังมันไม่ต้องพยายามจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายอีกต่อไปนอกจากความเกลียดชังในเพื่อนมนุษย์แบบเพียวๆ อย่างไรก็ดี มาย้อนคิดดูก็พบว่าหนังยาวแตกต่างจากหนังสั้นในระดับที่เป็นหนังที่แค่ร่วมพลอตเท่านั้น แต่ประเด็นหลักของมันอาจจะไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ถ้าจำไม่ผิด หนังสั้นมีตัวละครสามตัว แต่ในหนังยาวมีตัวละครแค่ตัวเดียว ในหนังสั้นมันคือ หญิงลึกลับโรคจิตที่เดินเข้ามาแล้วทำให้ความดำมืดในจิตใจของเพื่อนมัธยมสองคนได้รับการเปิดเผยออกมาอย่างรุนแรง มันจึงคือหนังของการทำให้คนโลกสวยกลายเป็นคนสามานย์อันเป็นตัวตนที่แท้ ในขณะที่ฉบับหนังยาว ตัวละครมีเพียงตัวเดียวที่หนังเฝ้าอธิบายที่มาที่ไปของการกลายเป็นคนเกลียดคนทั้งโลกอย่างไม่ต้องหาแรงจูงใจเฉพาะอีกต่อไป ทำให้หนังทั้งสองเรื่อง เหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเราโอเคกับหนังทั้งสองแบบ เพียงแต่ด้วยความสั้นของหนังสั้นมันคมและกระแทกเรามากกว่า

2. ชอบการแสดงของสายป่าน ที่เธอทำให้ตัวละครของเธอเป็นเด็กชั้ลตั่ม จริงๆ หมายถึงเป็นเด็กคอสเพลย์ เด็กเรียนภาณิชย์ อยู่บ้านโทรมๆ (ชอบซีนการสำเร็จโทษ เชอรี่ สามโคกมากๆ ชอบบรรยากาศในซีนนั้น มันทำให้นึกถึงควาฒโสโครกของหนังแบบ ลองของ) วิธีที่เธอพูด เธอหัวเราะ การใช้หางเสียงของฌะอ การแสดงผ่านวิธีการพูดของเธอ ทำให้เธอดูเป็นคนแบบนั้นในสังคมแบบนั้นจริงๆ ขณะที่เราเริ่มด้วยการค่อนข้างรำคาญการแสดงของเบสท์ตั้งวง แต่ไปๆมาๆชอบตัวละครตัวนี้มากๆ โดยเฉพาะการที่ทำให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นลูกไล่ของเกรซ แต่มันเป็นไอ้หื่นโอตาคุตัวจริง ฉากที่จัดอีแคร์จริงๆเป็นฉากที่รุนแรงมากๆ คือถึงที่สุดโอตาคุไม่ได้รักแบบเจ้าชายปกป้องเจ้าหญิง มันปกป้องจริงนั่นแหละ แต่มันก็ชักว่าวกับรูปเจ้าหญิงด้วยและถ้าให้มันก็เอา ชอบการที่จัดอีแคร์ และจัดอีเกรซ เพราะมันเป็นไอ้เหี้ยโรคจิตตัวจริง มันเลยเข้ากันได้กับการแสดงแบบหงอๆแต่เหี้ยของเบสท์ตั้งวง แปลกดีที่ตัวละครตัวนี้นูนนขึ้นมา ขณะที่ตัวหลักอย่างแคร์และเปิ้ลจมลงไป

3.ปัญหาหลักของหนังที่ทำให้สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับคนดู (แต่กูชอบมาก) จึงเป็นปัญหาเดียวกับหนังที่เราชอบสุดๆอย่างThe Strangers นั่นคือการไม่มีแรงจูงใจหลงเหลือมากพอในการเล่นเกมแมวจับหนูของเกรซ สายป่านก็ไม่ยอมแสดงให้ตัวละครตัวนี้เป้นแค่อีบ้าโรคจิต (ซึ่งดีมากๆ) ในหนังสั้นการกวนน้ำให้ขุ่นของตัวละครตัวนี้มันมีเป้าประสงค์เพื่อชี้ให้ตัวละครออีกสองตัวเห็นว่ามึงไม่ได้เป็นอย่างที่มึงมโนว่ามึงเป็น พอมันเปลี่ยนให้แคร์และเปิ้ลเป็นเหยือเพียวๆ การจับมาทรมานของเกรซจึงเป็นการกระทำที่เลื่อนลอย เป็นเพียงแค่อีโรคจิตจับวัยรุ่นมาทรมาน (ซึ่งนักแสดงและตัวบทก็ทำหน้าที่เต็มที่ที่จะไม่ยอมเป็น) และการไม่สามารถสู้ได้ของตัวละครยิ่งทำให้ผู้ชมขัดใจมากขึ้นไปอีก เพราะตัวละครกลายเป้นตัวละครที่เป้นเหยือโดยสมบูรณ์ สมควรตาย จนไม่เหลือใครให้ผู้ชมเอาใจช่วย

4. ความก้ำกึ่งตรงนี้เอาจริงๆมันไม่สุดทางเพราะมันแทบไม่มีพื้นที่ให้เหยื่อบนจอหนัง แคลร์เลยเป็นวัตถุมากกว่าเหยื่อที่เราจะเอาใจช่วย เธอไม่ได้ทั้งน่าสงสารละน่าหมั่นไส้ หรือแม้แต่น่าเอา การแบ่งจังหวะไม่เท่ากันทำให้หนังมันเป๋ และสายป่านแบกหนังไว้คนเดียวทั้งเรื่อง นี่เป็นสาเหตุที่ผู้ชม(และเราด้วย)รู้สึกว่ามันไม่มพีคไปถึงจุดที่มันมีศักยภาพจะไปได้ ความเบาหวิวล่องลอยของ แคร์และเปิ้ลเป็นน้ำหนักที่ถ่วงให้หนังดูไร้ที่มาที่ไปมากขึ้น

5.อย่างไรก็ตามจุดที่ทำให้ตัดสินใจว่าชอบหนัง คือการให้เหยื่อกลายเป็นอาชญากร ฉากหลังจากออกจากบ้านแล้วมีการไล่ฆ่าย้อนศรนั้นเป็นฉากที่ไฮไลท์มากๆสำหรับเราจนไปจบที่สิ่งที่เปิ้ลกระทำ ชอบที่หนังโฟกัสไปที่เหยื่อจริงๆมากกว่าเกรซหรือเปิ้ล ในจุดนี้เธอกลายเป็นเกรซแล้ว เพราะความเลียดชังเพื่อนมนุษย์เฉพาะคนของเธอได้กลายเป็นอาชญากรรมกับคนอื่นๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปเรียบร้อยแล้ว

5. สำหรับเราพอกลายเป็นหนังยาว ประเด็น cyber bully หรือ social media ที่หนังพยายามจะโปรโมตนั้นไม่มีน้ำหนักเลย ไม่ว่าจะเป็นการโดนถ่ายคลิปของเกรซ หรือการที่เกรซใช้facebook โปรโมตการฆ่าของตัวเอง หนังให้น้ำหนักมันน้อยไปจนมันไม่มีพลังถ้าจะสร้างไดเลมม่าทางสังคมอะไรมากกว่าเป็นเครื่องมือเล็กๆที่ไม่สำคัญ วึ่งนั่นไม่ได้แปลว่าไม่ดี เพราะเราชอบสิ่งที่หนังโฟกัสมากกว่านั่นคือการที่คนเราสามารถเป็นคที่เกลียดเพื่อนมนุษย์อย่างบริสุทธิ์โดยไม่มีเหตุผลอีกต่อไป (เกรซ) หรือการทีเราจะกกลายเป็นคนหงอๆที่ไม่มีศีลธรรมอะไรหลงเหลืออีกต่อไป (แจ๊ค) สองตัวละครนี้สำหรับเรา เป็นตัวละครที่เราสนใจ และชอบที่หนังให้ตัวละครสองตัวนี้ได้ทำทุกอย่างอย่างสุดทางโดยไม่เปิดช่องให้ศีลธรรมมีโอกาสเทศนา หรือแม้แต่ชี้นิ้วหาคนผิด ความกระอักกระอ่วน ความรำคาญของผู้ชม หรือของตัวเอง มันเลนเป้นของหวาน และเป็นรสที่ตัวเองชอบในหนังเรื่องนี้

6. ชอบเล็กๆที่หนังบันทึกการแต่งคอสเพลย์ (เหมือนที่ตั้งวงบันทึการเต้นคัฟเวอร์) แม้หนังจะไมไ่ดทั้งจะเชิดชุหรือสาปแช่ง พอคิดว่าเอาหนังเรื่องนี้ไปดูอีกสามสิบปีข้างหน้าแล้วงงว่าฉษกนี้คือเหี้ยอะไร ก็รู้สึกตื่นเต้นใน subculture พวกนี้แล้ว

7. ถึงที่สุด สิ่งที่ชอบจริงๆในหนังคือการค้นพบว่า นี่คือครั้งแรกหลังจาก ลองของ และเฉือน ที่เรามาไกลขนาดนี้ ไม่ใช่ในแง่ความรุนแรง แต่ในแง่เชิงจริยธรรมของหนัง สำหรับเรามันน่าตกใจและน่าพึงใจที่เราหันมาสำรวจความเกลียดเพื่อนมนุษย์ และการทำลายกันเองของเราโดยไม่ต้องเสนอหน้าสอนศีลธรรม หรือลงโทษใคร ความท้าทายของหนังคือการไม่พยายามจบสวย( แม้ตัวเองจะรู้สึกว่าซีนสุดท้ายมัน…ใช้คำอีเกรซนะ ….ตอแหลลล) แต่การที่หนังดิ่งดิ่งดิ่ง สู่ความมืดดำนั้นค่อยทำให้หนังมันคุ้มราคาการได้เรทฉ.20 หน่อย และนั่นคือเหตุผลที่ตัวเองชอบหนังมากทีเดียว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s