Spotlight (2015, Tom McCarthy, US)

S_07041.CR2

S_07041.CR2

 

1.เราอาจเรียกหนังเรื่องนี้ด้วยศัพท์ที่คิดขึ้นเองว่า Proceduer Cinema หนังที่ทำให้นึกถึงหนังสารคดีของ Frederick Wiseman กล่าวคือในหนังสารคดีของไวส์แมน เขาจะเอากล้องเข้าไปในที่ต่างๆ สถาณการณ์ต่างๆ ในโรงเรียน ในโรงพยาบาลบ้า ในค่ายมวย ในหมาวิทยาลัย ในโรงระบำโป๊ หรือในพิพธภัณฑ์แห่งชาติ กล้องตั้งนิ่งสังเกตการณ์โดยไม่แทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องราว การสังเกตการณ์ของ ไวส์แมน ไม่โฟกัสกระทั่งการแสวงหาเรื่องดราม่า เขาจับจ้องการทำงาน เข้าไปดูการประชุม การถกเถียง ทำตัวล่องหนขณะเฝ้ามองสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือ ‘กระบวนการทำงาน’ หนังของไวส์แมนทำให้เราเห็นการขับเคลื่อนของสถาบันต่างๆ และไดเลมม่าของมันโดยไม่สามารถเทคไซด์ หรือเป็นส่วนหนึ่ง สิ่งที่ไวส์แมน เฝ้ามองและเชิดชุคือระบบ การทำงานเป็นทีม เราจึงเห็นความสำคัญแม้แต่ช่างไฟ หรือยาม ในพิพธภัณฑ์แห่งชาติ เห็นการโต้เถียงเผ็ดร้อนของโปรดิวเซอร์กับช่างเย็บเสื้อ ทุกคนทำหน้าที่ของตนประสานเป็นทีมเดียวกันขับเคลื่อนระบบบางอย่าง หนังของไวส์แมน อาจจะเป็นหนังให้ข้อมูล แต่มันไปไกลกว่านั้น เพราะมันไม่พยายามจะคัดเลือกหรืออธิบายกระบวนการด้วยซ้ำ ทั้งหมดเกิดขึ้นในการเฝ้าสังเหตุ และจัดระเบียบระบบในหัวเรา

2.หนังของไวส์แมนเป็นหนังสารคดี แต่SPOTLIGHT เป็นหนังเล่าเรื่อง อย่างไรก็ตาม ความดงงามของSpotlight คือการที่ตัวมันทำหน้าที่เป็นprocedure cinema มากกว่าหนังเล่าเรื่องทั่วไป เราอาจจัดหนังในตระกูลนี้ได้ชัดมากขึ้นเมื่อเรามองโครงสร้างหรือกลไกในการเล่าของหนังอย่าง Contagion(2011, Steven Soderbergh) , Zodiac(2007, David Fincher) หรือ Zero Dark Thirty (2012, Katherine Bigelow) หนังทั้งสี่เรื่องเป็นหนังฮอลลีวู้ด บางที การที่เรายังดูหนังฮอลลีวู้ดอยู่ นอกจากการอดูอะไรอย่างMad Max หรือพี่น้องโคน หรือตารันติโน่ ก็มีแต่หนังแบบนี้แหละที่ทำให้เราชื่นใจ

3.ในหนังตระกูลนี้ สิ่งที่หนังต้องการไม่ใช่หัวจิตหัวใจ ไดเลมม่าทางจริยธรรม หรือภาพชีวิตของใครคนใดคนหนึ่ง หนังเหล่านี้อาจเต็มไปด้วยดารา แต่แทบไม่มีมนุษย์ ตัวละครเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเฟืองของระบบ ของกระบวนการ ในการเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หนึ่ง พื้นที่หนึ่ง สนามหนึ่ง กระบวนการหนึ่ง ตัวละครไม่จำเป็นต้องมีชีวิตจิตใจ เขาอาจเป็นแค่เครื่องมือของระบบ ไม่มีชีวิตส่วนตัว มีแค่ทำหน้าที่มุ่งหน้าไปสู่การเป็นตัวแทนของการทำงานหนักของระบบขนาดใหญ๋ ในการสืบสวนการะระบาดของโรค การตามหาฆาตกรโรคจิต การไล่จับบินลาเดน หรือ การตามข่าวบาทหลวงตุ๋ยเด็ก

4. แต่ความพิเศษของหนังคือการที่หนังทอนความตื่นเต้นในเชิงการเป๋นหนังสืบสวนออกเกือบทั้งหมด เราไม่มีตัวร้าย พระ และศาสนจักร เป็นเพียงภาพคลุมเครือไร้ตัวตนนอกกรอบภาพยนตร์ ไม่มีการแทรกแซงแบบโทรขู่ ส่งคนตามล่า ไล่ฆ่า มีเพียงการปรึกษาหารือในวงเหล้านิดหน่อยๆ ไม่มีฉากบีบคั้น หรือคอนฟลิคท์ตัวละครเช่นมีปัญหากับเมียที่บ้าน ลูกโดนตุ๋ย หรือคลั่งศาสนา ทุกอย่างถูกกันออกไปเป็น มียายชอบไปโบสถ์ หรือเป็นคนพื้นที่ ทุกอย่างถูกทอนจนเหลือแค่กระบวนการของการทำข่าว สืบพยาน ค้นข้อมูล ทุกอย่างเป็นกระบวนการทำงาน และงานมากกว่าคน กระทั่งประสปการณ์ของเหยื่อ ยังถูกทอนออกจนเราไมไ่ด้รู้เลยจริงๆว่าใครโดนทำอะไรอย่างไร แต่ภายใต้การทอนทั้งหมดออกจนเหลือแต่กระบวนการ เราก็ได้เห็นบรรยากาศคุกคามของผู้คนในสังคมเคร่งศาสนา (ฉากที่ดีมากคือเหยื่อรายหนึ่งบอกว่าคนที่กดดันเธอไม่ใช่พระแต่เป็นเพื่อนเธอเอง) และการเป็นพื้นที่ของคนใน (ลิฟ ชเรเบอร์ เลยเป็นภาพแทนของคนนอกในสังคมที่ใหญ่แต่จริงๆเป็นสังคมปิด) หนังสามารถเพิ่มความเข้มข้นตรงนี้ได้หมด แต่การที่หนังเลือกทอนมันออกทำให้มันชัดเจนมากขึ้นว่านี่คือการต่อสู้ของระบบกับระบบมากกว่าระบบกับคน

5.ฉากหนึ่งที่สำคัญมากและอธิบายโ๕รงสร้างของหนังเรื่องนี้และหนังในตระกูลนี้ คือการสนทนาโพสิชั่นของช่าวนี้ เมื่อบก.บอกว่า เราไม่ได้จะเล่นพระรูปนี้ เหตุการณ์นี้ หรือคาร์ดินัลองค์นี้ ที่เราจะเล่นคือการหาความเชื่อมโยงของระบบใหญ่ คนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ระบบต่างหากที่ใช้งานผู้คน ที่เราต้องการคือการล้มระบบไม่ใช่ล้มคน ล้มนคนนี้คนใหม่ก็มา และการล้มระบบไม่อาจทำได้ด้วยคนคนเดียว แต่มันเกิดจากการเอาระบบไปล้มระบบ การคัดง้างในระดับวิชาชีพของนักข่าว ทนายและศาสนจักร ที่เราเห็นจึงเป็นทั้งการปะทะกันของ discipline (ทนาย VS นักข่าว)ไปจนถึง เอกชน กับ รัฐ ( นักข่าว VS ศาสนจักร) และที่สำคัญคือการตรวจสอบภายใน (นักข่าว5ปีก่อน VS นักข่าวตอนนี้)

ข่าวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการอธิบาย ระบบ การทำงานของระบบ และการทำให้เห้นว่าระบบจะขับเคลื่อนได้ด้วยการทำงานแบบมืออาชีพอย่างไร ถึงที่สุดนี่คือหนังที่เชิดชูระบบ ไม่ใช่ในแง่ที่บอกว่าระบบนั้นสมบูรณ์ แต่บอกว่าระบบที่ดีจะคานอำนาจ ตรวจสอบกันเอง จากหลักกการที่เลี่ยงไมไ่ด้ (คุณเลือกว่าจะเอาข่าวพระตุ๋ยเด็ก หรือข่าว ทนายช่วยพระตุ๋ยเด็ก) มากกว่าการที่จะทำหนังเชิดชูนักข่าวคนใคนหนึ่ง ทีมใดทีมหนึ่ง ไม่มีวีรบุรุษนักข่าวในหนังเรื่องนี้ มีแต่การทำข่าวเจาะอย่างเป็นระบบที่สามารถมีพังในการต่อกรกับอำนาจซึ่งเป็นงานของทุกคนตั้งแต่ บรรณาธิการ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ก้องสมุด การที่หนังแสดงกระบวนการสืบค้นทั้งการสัมภาษณืไปจนถึงการอ่านข่าวเก่า การค้นหนังสือ แสดงให้เห็นว่ามืออาชีพทุกรูปแบบสนับสนุนกันและกันอย่างไรเพื่อให้ระบบดำเนินไปได้

6. ถึงที่สุดสิ่งที่ทำให้ SPOTLIGHT พิเศษ คือในขณะที่หนังพูดถึงระบบ แต่คนในหนังเรื่องนี้ก็เปล่งประกายสั้นๆเสมอ ฉากการสัมภาษณ์เหยือ (โดยเฉพาะซีนสุดท้ายหลังจาก มาร์ค รัฟฟาโล เอาหนังสือพิมพ์ไปให้ทนายใจเพชรอย่าง แสตนลีย์ ทุคซี่ แล้วเขาบอกว่าผมไม่ว่างมีลูกความใหม่มา) หรือฉากยายของราเชล แมคอาดัมส์ร้องขอน้ำสักแก้วขณะอ่านบทความที่หลานเป็นคนเขียน หรือการที่ตัวละครที่เป็นเหยื่อ พยายามจะอธิบายว่าเขาสู้มาอย่างไร ไปจนถึงฉากเล็กๆที่ชอบมากๆคือฉากที่นักข่าวคนหนึ่งนทีมพบว่า ไอ้คนพวกนั้นอาจจะอยู่แถวบานตัวเองแต่เขาบอกใครไม่ได้เพราะข่าวนี้เป็นความลับเลยทำได้แค่บอกลูกๆผ่านโน๊ตติดตู้เย็นว่าอย่าไปบ้านหลังนั้น (จริงฉากนี้เกือบจะเป็น Zodiac เลย) ความไม่ฟูมฟายในอะไรทำนองนี้ทำให้หนังออกมาพอดีมากๆ และทรงพลังมากทั้งในแง่การเป้นหนังเล่าเรื่องและหนังที่ส่าด้วยกระบวนการ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s