Snap (2015,คงเดช จาตุรันต์รัศมี,ไทย)

snap-image-4

1.ในการรับรู้เหตุการณ์ต่างๆหากวางมันลงเป็นเส้นเวลา เราจะสมมติปลายข้างหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ เป็นเหตุการณ์ซึ่งถูฏบันทึกในรูปแบบofficial เป็นที่ยอมรับของมวลรวม สุดปลายอีกด้านหนึ่งของเส้นคือความทรงจำของปัจเจกแต่ละคนซึ่งมีทั้งคล้อยตามและต่อต้านประวัติศาสตร์ ความทรงจำเป็นเครื่องมือในการต่อต้านประวัติศาสตร์ซึ่งถูกคัดเลือก กดทับบางอย่างแล้วขยายความบางสิ่ง ความทรงจำจึงเป็นเครื่องมือในการต่อต้าน หากจุดบรรจบระหว่างความทรงจำที่ด้านหนึ่งและประวัติศาสตร์ที่ด้านหนึ่งคือ ‘ความอาวรณ์’ (แปลเอง) (Nostalgia) Nostalgia คือการขัดถูประวัติศาสตร์ใหม่ เลือนสิ่งที่ไม่เข้าพวก สิ่งที่ต่อต้านความทรงจำสิ่งที่เป็นเรื่องเลวร้ายไม่น่าพึงใจของปัจเจก และหยิบเอาประวัติศาสตร์บางส่วน ดนตรี แฟชั่น บรรยากาศ ยุคสมัย ขึ้นมาใช้ Nostalgia คือการประนีประนอมระหว่างประวัติศาสตร์กับความทรงจำ ด้วยการสร้าง ‘ความทรงจำเทียม’ Nostalgia ทำหน้าที่แทนประวัติศาสตร์ การโหยให้อาลัยที่อิ่มเอมเพราะได้ชำระเอาสิ่งไม่พึงประสงค์ออกไป Nostalgia ไม่ได้แค่เป็นความทรงจำเทียม แต่มันคือการประดิษฐ์ความทรงจำใหม่ที่ไม่ได้เป็นทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำ มันคือประวัติศาสตร์ที่ผิด และความทรงจำที่ผิด แต่ตัวมันเองเป็นได้ทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำ

2.(จากนี้เป็นการเขียนจากความทรงจำของตัวเองซึ่งอาจจะผิด และปลายเป็นเพียงความอาวรณ์ต่อการอ่านบางบทในหนังสือเล่มนี้) ในหนังสือ Screening The Past Pam Cookผู้เขียนเสนอทฤษฎี Forrest Gump Syndrome โดยยกตัวอย่างว่าในอดีต ผู้คนรับรู้ปวศ.ผ่านภาพยนตร์โดยผ่านทางเรื่องเล่ายิ่งใหญ่ของเหล่าวีรบุรุษ วีรสตรี ประวัติศาสตร์ของการเสียสละเพื่อชาติ หรือมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ เป็นส่วนหนึ่งของผู้ได้รับผลกระทบและผู้ดันกงล้อประวัติศาสตร์ แต่ Forrest Gump คือตัวละครที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับปวศ.เลย คนที่ทั้งไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนอะไร กล่าวให้ถูกต้องคือ คนธรรมดาคนทั่วๆไปที่เกิดและเติบโตในยุคเคเนดี้ถูกฆ่า นิกสันเรืองอำนาจ สงครามเวียดนาม วอเตอร์เกท การใช้ Forrest Gumpที่ทั้งบังเอิญและไม่ใส่ใจ แต่ได้อยู่ในปวศ.มาด้วยกัน เป็นวิธีการที่คนธรรมดาได้อีกครั้ง กลับเข้าไปมีส่วนร่วมในยุคสมัย ในบรรยากาศ ได้ ‘หวนไห้ อาลัยรัก’ยุคสมัยที่ผ่านพ้น ได้ นอสตาลเจียกับมันอย่างเปิดกว้างโดยไม่ต้องเป็นวีรบุรุษ นั่นคือวิธีที่ความทรงจำในฐานะคนนอกปวศ. กับ ปวศ.ได้พบกัน และเกิดการอาวรณ์ขึ้น

3. ใครสักคนเคยเขียนไว้ในทำนองว่า ‘การถ่ายรูปคือกระบวนขั้นต้นของการลืม’ เราถ่ายรูปเพื่อที่จะได้ลืมไม่ใช่จดจำ เพราะเมื่อเราถ่ายรูป รูปเหล่านั้นทำหน้าที่แทนเราในการจดจำเหตุการณ์ตรงหน้า เราสามารถลืมรายละเอียดออกไปได้ทีละน้อย เพราะเรามีเครื่องมือจดจำแทนแล้วเรียบร้อย เมื่อเรากดชัตเตอร์ถ่าย เราก็พร้อมที่จะลืม ในแง่นี้ รูปถ่ายซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ และความทรงจำของเรา ก็เป็นเหมือนสุดสายของเส้นเชือกทั้งสอง รูปถ่ายบันทึกความจริงที่คัดสรรแล้ว วางกรอบแล้ว ในขณะที่เมื่อเราย้อนกลับมาดูรูปถ่าย มาดูสิ่งที่เราลืมไปแล้ว ร่องรอยที่หลงเหลือ ความเก่าแก่ของรูปภาพ พื้นผิวสัมผัส รูปทรงของแฟชั่น ทรงผม ผู้คน ยุคสมัยไม่ได้พาเรากลับไปที่สุดขอบของเส้นเชือกแห่งประวัติศาสตร์ มันพาเรากลับไปสู่ความหวนหาอาวรณ์ และตรงนั้นเองที่ประวัติศาสตร์สร้างตัวเองขึ้นใหม่ สร้างความทรงจำเทียม ความทรงจำปลอมที่ผิดๆถูกๆ

4. นพได้ไปเขาหลวงกับเพื่อนๆหรือเปล่า เขาเป็นลูกชายร้านถ่ายรูป สถานที่บันทึกความทรงจำ สถานที่ซึ่งใช้เป็นครรภ์ของการลืมด้วยการจดจำแทน การล้างรูปถ่าย แต่นพจำไม่ได้ว่าเขาไปเขาหลวงกับเพื่อนๆไหม สิ่งที่เขาจำ ถูกหว่านล้อมโดยเรื่องเล่าของเพื่อนๆว่าเขาไปมา เขาบอกว่ามันหลอนมากที่เขาจำไมไ่ด้ แล้วเพื่อนๆช่วยกันจดจารเรื่องราวลงในหัวของเขา บังคับให้เขาจำในสิ่งที่เพื่อนๆจำได้ จนเมื่อบอยเอารูปถ่ายเก่าๆมาให้นพดูเพื่อเป็นเครื่องยืนยัน ก็เป็นจุดที่ประวัติศาสตร์บรรจบกับความทรงจำ แต่ความทรงจำของนพ ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ มันจึงไม่มีความอาวรณ์ใดๆหลงเหลือ มีแต่การต่อต้าน การไม่สามารถลงรอยกับประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนพ เป็นคนเดียวที่ออกไปจากกลุ่ม จากความทรงจำร่วมของเพื่อนที่รักกันตั้งแต่สมัยเรียน และในที่สุดกลับไปแต่งงานกันที่โรงเรียนเก่า การแต่งงานของปูกับเอ คือความทรงจำอันสมบูรณ์แบบในระดับที่หนังสือรุ่นไม่อาจเทียบเคียง การที่นพ กีดกันตัวเองออกไป ด้วยเหตุผลทางการเมือง(เขาทะเลาะกับเพื่อนสนิทอย่างรุนแรงเพราะความเห็นไม่ตรงกันในทางการเมือง) ทำให้นพ อาวรณ์อดีตที่แตกต่างออกไป ประวัติศาสตร์หอมหวานสำหรับนพ ไม่มีอยู่จริง และถูกจดจารขึ้นใหม่ เขาจึงรับอัดรูปให้กับบอย อัดรูปที่เป็นจุดสุดยอดของการหวนหา และเพื่อที่,อาจจะ,บางที เขาจะได้เริ่มต้นลืมมัน

5. การไม่ไปงานแต่งของนพ ปลาของผึ้งและบอย โต๊ะเรียนที่บันทึกความลับ ลามเลยไปจนถึงเหตุการณ์วันลาของผึ้งกับบอย จึงเป็นเสมือนรอยปริแตกของประวัติศาสตร์ที่ไม่ลงรอยกับความทรงจำของคนทั้งคู่และทิ้งบาดแผลเอาไว้ในจิตใจ การกลับมาพบกันอีกครั้งจึงทำหน้าที่ช่วยอาวรณ์ จัดการขัดถูเหตุการณ์ทั้งหมดให้กับทั้งสองคนและคนอื่น การหวนรำลึกอดีต อดีตที่ไม่มีจริง เช่นการขี่จักรยานเป็นแกงค์แบบเด็กแฟนฉัน อดีตในหนังสือรุ่น ถูกหวนรำลึกใหม่ ผ่านทางการจัดวาง การถ่ายรูปพรีเวดดิ้งของบอย พรีเวดดิ้งที่ให้ทุกคนแสร้งว่ากลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ไปสร้างความทรงจำใหม่ลงในประวัติศาสตร์เดิมอย่างเช่นโรงเรียนเก่า และขัดถูมัน คนมันรวมกันให้เป็นการหวนอาวรณ์วัยเยาวืที่ลงเอยอย่างตามอุดมคติสูงสุด นั่นคือการแจ่งงานของคู่รักจากวัยเรียน คู่ซึ่งในความเป็นจริง พลัดพรากจากกันไปแล้ว กลับมาพบเจอกันอีกครั้งในวิธีการที่ไม่โรแมนติคที่สุดนั่นคือเวบหาคู่ และรักกันด้วยขั้วตรงข้ามของความรักนิรันดร์นั่นคือเซกส์ ทุกอย่างจะถูกยกออก ทิ้งร้าง มองข้าม และเลือกคัด ตัดต่อเอาเฉพาะความรักวัยเรียนมาขยาย ทำซ้ำ ทำให้ดีกว่าเดิม สวยกว่าเดิม แล้วครอบทับลงไปบนความทรงจำ ที่ซึ่งความอาวรณ์ทรงพลังอำนาจที่สุด

6. ในแง่นี้ IG ของผึ้งจังเป็นเครื่องมือของการลืม เครื่องผลิตความทรงจำเทียม ความทรงจำปลอม ด้วยการที่คัดสรรประวัติศาสตร์ของการกินเค้กส้ม(ที่เธอไม่กิน) แม่น้ำจันท์ โรงเรียน ของขวัญ คนรัก จัดวางใหม่ให้เป็นประวัติศาสตร์และความทรงจำ ใส่ฟิลเตอร์ปุ๊บมันสามารถกลายเป็นนอสตาลเจียฉับพลัน IGของเธอ(และของเราทุกคน) จึงเป็นเครื่องผลิตนอสตาลเจียฉับพลัน การบันทึกทำให้ลืม และตราบใดที่ยังมีคนเชื่อมันก็จะกลายเป็นความจริง นอสตาลเจียนเถลิงถวัลย์ขึ้นควบคุมประวัติศาสตร์ด้วยการเลือกจดจำ เช่นเดียวกับเลือกที่จะลืม ถึงที่สุด ประวัติศาสตร์และความทรงจำ ‘Timeline’ก็ไม่มีความหมายอะไร ทุกอย่างเป็นเพียง อีกการอาวรณ์หนึ่งและด้วยการอวรณ์เช่นนี้เราจึงมีชีวิตสืบต่อไปได้ เข้ากันได้กับโลกที่จดจำประวัติศาสตร์ด้วยการเชื่อในความปรองดองสามัคคีไม่มีขัดแย้ง นอสตาลเจียทุกเมื่อเชื่อวัน ตลอดเวลา

7. อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง

ในแง่นี้ การไม่มีรูปของผึ้งกับบอยในหนังสือรุ่น จึงกลายเป็นเครื่องมือจดจำของคนทั้งคู่ การไม่ปรากฏทำให้ทั้งคู่ยังจดจำกันอยู่ จดจำกันได้ไปตลอดแปดปี หากมันไม่ได้เป็นความทรงจำที่เปี่ยมสุขจนเป็นนอสตาลเจีย แต่มันคือความทรงจำที่ไม่อาจแน่ใจได้ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรที่เกิดขึ้นแน่ๆ ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึก (เพื่อนๆไม่รู้) เรื่องที่รบกวนจิตใจและรั้งพวกเขาไว้ตลอดแปดปี การกลับมางานแต่งของเพื่อนเป็นการกลับมาชำระประวัติศาสตร์ หรืออย่างน้อยที่สุด ทำให้มันเหลือแค่การอาวรณ์ การเป็นเพียง ‘อีกหนึ่งเรื่องดีๆในชีวิต’ ลดรูปให้เป็นเพลงประจำคู่รัก หรือเรื่องจี๊ดๆ ดราม่าๆอย่างที่ปุ๊ก กล่าวในช่วงท้าย การลดความทรงจำอันรวดร้าวให้เหลือเพียงเรื่องดีๆในเพลงสักเพลงหนึ่งจึงเป็นการนอสตาลเจียที่สมบูรณ์แบบเพื่อที่เราจะ ‘แค่ได้คิดถึง’ มันอย่างมีความสุข ไม่ค้างคา ในแง่นี้เมื่อถึงที่สุดมันไม่อาจจบลงเช่นนั้น มันขัดขืนการกลายเป็นนอสตาลเจีย มันจึงไม่สามารถปรากฏลงบนหน้าIG ของผึ้งได้ ความทรงจำที่เจ็บปวดและรบกวนจิตใจจำเป็นต้องถูกขูดลบขีดฆ่าออกเพื่อให้เธิเดินหน้าต่อไปได้สร้างความทรงจำใหม่ๆร่วมกับสามีนายทหารของเธอ ในที่สุด บอยจึงเป็นแค่เงาดำในอะความเรียมที่จำเป็นต้องหายไป เพื่อให้เธอไม่รับรู้ว่าปลาของเธอไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงแปดปี เพื่อให้เธอมีความทรงจำที่สวยงามอีกสักเรื่องหนึ่ง ให้เธอนอสตาลเจียวัยเรียนของเธอ
ดังนั้นเมื่อรูปถ่ายโดนอัดล้างส่งกลับมายังเธอ มันเป็นเครื่องมือความจำที่เป็นการบอกลา เพราะเมื่อรูปถูกจดจำ เขาก็พร้อมที่จะลืม เธอมีรูปลงในหนังสือรุ่นแล้ว และเขาทำตามสัญญา เพียงแต่ว่า การเดินทางมาถึงจุดนี้ การทำให้ความทรงจำของเธอนั้นสมบูรณ์แบบ บอยก็แลกมาด้วยเลือดและน้ำตา แลกมาด้วยความทรงจำที่เขาไม่อาจนอสตาลเจียได้ มีแต่รูปข้างหลังของพ่อ ซึ่งกลายเป็นเหยื่อของความอาวรณ์วัยเด็กของเขา ‘การไปถ่ายรูป’ ที่ลงเอยอย่างเจ็บปวด ทั้งการไปถ่ายรูปครั้งแรกในปี49 ให้ผึ้งที่กำลังเข้ากรุงเทพ และอีกครั้งในปี 57ที่บอยเป็นฝ่ายเข้ากรุงเทพหลังจากไปถ่ายรูป เป็นการประสบเหตุเภทภัยที่สุดแสนเจ็บปวด

8. ดูเหมือนในการกลับบ้านของผึ้ง มีอยู่สองฉากที่น่าสนใจมากๆ ฉากแรกคือการกลับไปพบแมว เพื่อนเล่นในอดีตที่เคยเป็นลูกสาวภารโรงและตอนนี้กลายมาเป็นภารโรงรับช่วงต่อจากแม่ ราวกับว่าการเป็นภารโรงเป็นการส่งต่อกันทางสายเลือดเช่นเดียวกับชนชั้น ในอดีตก่อนไปกรุงเทพผึ้งให้ตุ๊กตาสวยตัวหนึ่งแก่แมว ซึ่ง’แม่’ของแมว เอาไปวางไว้บนหิ้งพระทั้งอย่างนั้นโดยไม่ให้เธอเล่น เพราะมันเป็น ‘ของแพง’ การรับรู้แมว และแม่ของเธอ เป็นลักษณะการรับรู้ทางชนชั้นที่น่าพึงใจสำหรับผึ้งในฐานะคนที่อยู่สูงกว่ามอบของขวัญไร้ค่า(เลิกเล่นแล้ว) และกลายเป้นของขวัญล้ำค่าของชนชั้นล่าง การกลายเป็นภารโรงของแมวและแม่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย ราวกับว่าคนจนก็ต้องจนอยู่อย่างนั้น และต้องมองน้ำใจของคนข้างบนด้วยความ ‘สำนึกในบุญคุณ’ ถึงที่สุดของเล่นของผึ้งจึงไม่ถูกเล่น และบางทีเธออาจจะดีใจที่มันไม่ถูกเล่น อาจจะไม่ยุติธรรมกับตัวผึ้งที่จะพูดอย่างนี้ แต่ก็น่าสนใจท่าทีอันน่ารักน่าใคร่ของผึ้งที่ยิ้มหัวเมื่อเห็นตุ๊กตาอีกครั้ง ในขณะที่แมว ตอบสนองผึ้งไม่ใช่ด้วยความเป็นเพื่อน แต่เป็นการไว้ตัวของคนละชนชั้นที่ไม่เท่ากันด้วยการเรียกผึ้งว่า ‘คุณ’ทุกครั้ง ราวกับสำนึกห่างเหินของการเป็นคนรับใช้อยู่ในสายเลือดของแมว
เหตุการณ์ต่างไปเมื่อผึ้งไปร้านเสริมสวยที่เคยเป็นบ้านเก่าของตัวเอง ในฉากนี้ ผึ้งคุยกับคนรักว่า ‘นอกจากจะขโมยบ้านไปแล้ว ยังขโมยชื่อเขาไปอีกด้วย’ กลุ่มอาการไม่พอใจของผึ้งเป็นไปในลักษณะของการถูกเบียดขับออกจาตำแหน่งแนวตั้ง (บ้านนายทหาร)มาสู่ตำแหน่งแนวระนาบ (กลายเป็นร้านเสริมสวย) แถมยังคงใช้ชื่อเธอ(ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของร้าน -กล่าวให้ถูกต้อง เป็นชื่อที่ใครก็ใช้ได้ /คนเท่ากัน) มาเป็นชื่อร้าน ความรู้สึก ‘ถูกขโมย’ ของผึ้งคือความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ อึดอัดขัดข้อง ในทำนองเดียวกับการเห็นว่าคนชั้นแรงงาน สามารถมีโทรศัพท์มือถือเหมือนกับเรา หรือมีรถแบบเดียวกบเรา มีบ้านเหมือนเรา  อยู่ในสถานะเท่ากับเราที่ไม่ต้องรอกุศลจิตของตุ๊กตาเลิกใช้อีกต่อไป และอาการหมั่นไส้ ไม่ยินดียินร้ายของเจ้าของร้านยิ่งทำให้ผึ้งอึดอัดในการถูกช่วงชิงพื้นที่มากขึ้นไปอีก

9.ในที่นี้บอยจึงเป็นสิ่งพิพักพิพ่วนสำหรับผึ้งมากที่สุด เขามาจากอดีตในยุคสมัยที่ยังไม่มีการแบ่งแยกเข้มข้น (การเป็นนักเรียน) เป็นการก้าวข้ามชนชั้นที่ไม่สำเร็จ เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ยอมจบสิ้นในตัวมันเอง ผึ้งจำเป้นต้องจบความสัมพันธ์กับบอย ซึ่งวางสถานะตัวเองแบบแมว ให้ผึ้งเป็นความทรงจำสวยงามที่เหนือกว่าตัวเอง แต่การวางตัวของบอย ที่ก้ำกึ่งจะเป็น ‘ผึ้ง’ มอบภาระค้างคาไม่จบสิ้นให้กับผึ้ง แต่หนังไม่ได้พยายามทำให้ผึ้งเป็นคนใจจืด เป็นพวกชนชั้นกลางน่ารังเกียจ ความไม่อาจก้าวข้ามบางส่วนของประวัติศาสตร์นอกกรอบภาพที่เธอจัดการไม่ได้ ฟิลเตอร์ไม่ลง ทำให้เธอร้องให้ในงานแต่งงาน และวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการประวัติศาตร์ที่จำไม่ได้ลืมไม่ลง คือลบมันออกไปเสีย

10.กล้องฟิล์ม/จักรยาน
น่าสนใจดีที่ของสองอย่างนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของนอสตาลเจีย การกลับมาของอดีตที่ถูกขัดสีคัดเลือกแล้วอย่างไรก็ดี กล้องฟิล์มและจักรยาน สำหรับบอยต่างจากผึ้ง เพราะสำหรับบอย มันแบกรับประวัติศาสตร์อันเลวร้ายไว้ด้วย การที่บอยไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับนอสตาลเจียที่เพื่อนเลือกจดจำทำให้เราไม่เห็นบอยใช้กล้องฟิล์ม หรือถีบจักรยานร่วมกับเพื่อน(การถีบจักรยานกับปุ๊กในตอนท้ายจึงสำคัญมาก ว่านี่คือการที่เขาเลือกจดจำสิ่งต่างๆ)การกลับมาของนอสตาลเจีย เป็นการกลับมาที่เลือกแล้ว ขูดลบลีดฆ่าสิ่งไม่พึงประสงค์ออกไปแล้ว ให้เหลือแต่ความคูล ที่เสพได้ชั่วครั้งชั่วคราวไม่ใช่ชั่วนิรันดร์ มันจึงเป็นเหตุให้ ร้านของนพ ที่ดูเหมือนจะเข้าใกล้การใช้กล้องฟิล์มจริงๆในการทำมาหากินเป็นของตกยุคไปจริงๆ ในขณะที่จักรยานที่กลับมาใหม่ก็เป็นเครื่องมือแห่งความห่างเหินของบอยกับพ่อ

11. ปลาตุ๊กแก
ฉากสำคัญของเรื่องจึงสำคัญมากว่า นอสตาลเจียอันผิดทิศผิดทาง วางการรับรู้ทางชนชั้นที่ขัดสีแล้วอย่างไรในกรอบความทรงจำของผลาตุ๊กแกของคนทั้งคู่ มันถูกละเลยความจริงเรื่องปลาตุ๊กแกในสระโรงเรียนไม่มีทางจะมาเป็นปลาในอะควาเรียมน้ำค็มได้ การมาตามหาปลาตุ๊กแกจึงเป็นอะไรที่ผิดมาตั้งแต่แรกเพราะมันผิดในระดับหลักการ สิ่งเดียวที่เหลือให้ยึดจับคือการเดินไปตามความทรงจำของตน ความเชื่อของตน ความเข้าใจผิดๆพลาดๆของตน ความทรงจำเทียมของตน นั่นคือเหตุผลที่แปดปีแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เพราะการพยายามตามหาปลาในความทรงจำ มันผิดตั้งแต่ต้น มันผิดตั้งแต่คิดว่าปลาในสระจะมาอยู่ในอะความเรียมแล้ว ไม่นับว่ายิ่งผิดที่ผิดทางที่เหมาเอาว่าปลาตัวนั้นตัวนี้จะเป็นปลาของตัว

12. พ่อ กับ ปุ๊ก
ใครเป็นผู้ประสบภัยที่แท้จริงในความพลัดพรากของบอยกับผึ้งในคืนรปห.ปี 48 ไม่ ไม่ใช่คนทั้งคู่ แต่คือพ่อของบอย หนังไม่ยอมบอกว่าพ่อของบอยตายจากอะไร แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าพ่อตายอย่างไรสิ่งสำคัญคือบอย คิดอะไรเกี่ยวกับความตายของพ่อ บอยบอกกับผู้ชมว่าเป็นเพราะบอยให้พ่อไปส่ง พ่อเลยเจ็บออดๆแอดๆมาตลอด พ่อบอยตายเพราะบอย บอยไม่ใช่ผู้ประสบเหตุ แต่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อเหตุขึ้นมาด้วยซ้ำ อุบัติเหตุของพ่ออาจจะทั้งเป็นและไม่เป็นเหตุแตกหักเหินห่างระหว่างพ่อกับบอย ฉากหนึ่งที่ผึ้งพูดเรื่องระยะของกรุงเทพกับจันทน เป็นพ่อที่แค่นเสียง หึ ออกมา นั่นสำหรับบอย ลูกที่ไม่กลับบ้าน หรือสำหรับผึ้งเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวลผู้ซึ่งก็เป็นผู้ประสบเหตุพอๆกับผู้ก่อ บอยจึงไม่ได้เป็นเหยื่อของความสัมพันธ์ หรือ รัฐประหารโดยตรง เป็นคนอย่างพ่อต่างหากที่เป็นเหยื่อตลอดมา เสมอไป บอยเป็นเพียงคนตาสว่างที่ ‘โชคดีที่เคยโชคร้าย’ ทำให้บอยมองโลกด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
เราต้องไม่ลืมว่าผึ้งไม่ได้ชวนบอยไปอะควาเรียม บอยเองเป็นคนไปอะควาเรียม ถ้าการไปตามหาปลาน้ำจืดในอะควาเรียม เป็นเรื่องผิดเชิงหลักการตั้งแต่ต้น ประดุจดั่งการตามหาประชาธิปไตยใต้รัฐบาลทหารแล้วไซร้ บอยไม่ใช่ นักประชาธิปไตย เป็นเพียงคนทีเพิ่งนึกออกว่าแปดปีที่ผ่านมา มันมีแต่เรื่องไม่ถูกต้องเกิดขึ้น เรื่องที่ทำให้พ่อป่วย และตายลง เรื่องที่ทำให้เขาไมสามารถเป็นเหมือนเดิม
ในจุดนี้ปุ๊กจึงเป็นตัวละครที่น่าสนใจที่สุด การไม่มีใบหน้าของปุ๊ก เป็นอะไรระหว่างการก้าวข้ามผึ้งไปสู่สิ่งอื่น ไปสู่สิ่งที่อยู่นอกเหนือการถูกจัดวางในกรอบภาพ หรือที่แท้ปุ๊กเป็นเพียงวัตถุปรารถนาที่ไร้ตัวตน ที่บอยเอามาแทนที่ความขาดที่เขาไม่เคยได้จากผึ้ง ความจงใจของสัดส่วนอวัยวะ (ปุ๊กไม่เคยปรากฏเต็มตัวมากกว่าเป็นชิ้นส่วน) ถูกทำให้ละม้ายคล้ายผึงทั้งสีสัน รูปทรง หากผึ้งเป็นความปรารถนาที่ไม่ถูกเติมเต็มและทำให้บอยขาด ปุ๊กคือวัตถุแห่งปรารถนาที่ใช้ในการเติมเต็ม

 

แต่หนังไม่ได้เอาใจบอยแบบนั้น เพราะบอยไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ แต่ในทางหนึ่งเป็นผู้กระทำ และเป็นผู้กระทำที่ถูกกระทำ หนังจึงให้ปุ๊กมีชีวิตของตัวเอง และวิพากษ์ความกลวงของวิธีคิดแบบผึ้ง วัตถุปรารถนา วิพากษ์ความปรารถนา และการโอนถ่ายย้ายข้างจากผึ้งไปหาปุ๊กของบอย เป็นทั้งเครื่องแสดงความเป็นคนไม่เอาไหนของบอย และเป็นเครื่องแสดงการก้าวไปข้างหน้าของเขาด้วย

 

หากจะแทนค่าแบบลวกเร็วซึ่ง อาจจะผิดและยัดเยียดกรอบคิดเกินไป บอยไม่ใช่ผู้ประสบภัยรปห.ตัวจริง บอยคือ so called สลิ่ม ที่เพิ่วตาสว่าง จากการตายของพ่อซึ่งไม่ได้ต่างจากพ่อของเบสในตั้งวง ผู้ชุมนุมในค่ำคืนระอุคืนนั้น ในขณะที่ผึ้ง คือความฝันที่บอยอยากจะเป็นแต่เป็นไม่ได้ ปุ๊กคือบรรดานักวิชาการลิเบอร่านที่ชี้ให้เห็นว่าวิถีที่ผึ้งเป็นเป็นเพียงเรื่องตลก ตลบแตลง ความเบาหวิวเหลือทนอันน่ารักน่าใคร่ของคนชั้นกลาง
แต่แน่นอนว่าการแทนค่าอะไรแบบนั้นออกจะยัดเยียดผิดฝาผิดตัวเกินไปหน่อย แต่ที่แน่ๆ ตัวละครที่ปรากฏน้อย /ไม่ปรากฏอย่างพ่อกับปุ๊ก(และอาจจะรวมนพ)ต่างหาก ที่เป็นตัวละครที่ขัดขืนต่อกรอบภาพฝัน ต่อ’ ความสุข’ที่ได้รับคืนมาจริงๆ

13. เรื่องน่าตื่นเต้นของการไปดูSnapในครั้งนี้ คือการที่เราค้นพบว่าในที่สุดหลังจากหลายต่อหลายปี ผู้ชมรับรู้ร่วมกันแล้วว่า ขณะที่พวกเขาดูหนังโรแมนติคของอดีตคู่รัก มันมีนัยยะทางการเมืองซ่อนอยู่ข้างหลัง มันน่าตื่นเต้นที่ในที่สุด ผู้ชมเข้าใจความหมายของ แปดปีแล้ว แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย มากไปกว่าการเป็นเพียงคำตัดพ้อของคนเคยรัก ความงดงามของมันคือมันเป็นหนังที่อธิบายสภาวะนิ่งงัน ค้างคา ซึ่งไม่อาจชำระประวัติศาสตร์ได้ นับตั้งแต่ปี 2549 สภาวะความไม่ลงรอยของความทรงจำกับประวัติศาสตร์การเมือง การไม่สามารถหวนอาวรณ์มันได้ถูกถ่ายทอดผ่านความรักของคู่รักลับๆได้อย่างลงตัว ฉากที่เจ็บปวดที่สุดในหนังคือฉากที่ผึ้ง ผู้ซึ่งดูเหมือนเป็นชนชั้นกลางสบายๆที่สมยอมกับประวัติศาสตร์ทางการ ไม่สามารถกลั้นน้ำตาในงานแต่งงานของตัวเอง ในฉากนี้ฉายภาพความไม่อาจลงรอย การแตกหักชั่วนิรันดร์ที่ไม่อาจเรียกคืน การร้องให้ของเธอ ในที่สุดหนทางสุดท้ายที่เธอมีจึงไม่มีอะไรดีกว่าการลบมันออกไป แม้นั่นจะไม่อาจยืนยันได้ว่าเธอ ‘ลืม’มันได้ เพราะกระทั่งการลืมก็ไม่ใช่การจัดการความทรงจำที่ดีที่สุด มันต้องอาวรณ์ได้ต่างหาก
เราอาจมองไทม์ไลน์ของหนังของคงเดชในฐานะ หมุดหมาย การบันทึก หรือ การสร้างบทสนทนากับการเมืองร่วมสมัยของไทย (ซึ่งจุดturnที่สำคัญที่สุดคือ พค. 35) สยิวบันทึกสภาวะนิ่งงันหลบหนีหลังพฤษภาคม 35 เฉิ่มบันทึกโลกของคนดีๆที่จบลงแล้วและเป็นปฐมบทของการเมืองปัจจุบันในยุคlateทักษิณและการriseของพธม. กอดบันทึกโลกหลักรปห.ปี 49 แต่เพียงผู้เดียว(ซึ่งน่าจะเป็นหนังที่มีบทสนทนากับSNAP มากที่สุดในแง่ของการตั้งคำถามกับตัวตนข้างใน ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยการทดลอง(ที่อาจจะล้มเหลว)ของโลกหลังปี 53 และกลับมาตอกย้ำเหตุการณ์นี่อย่างคมคายเจ็บปวดใน ตั้งวงที่บันทึกอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกถึงคืนโหดเหี้ยมในปี 2553 และ SNAP กลับไปบันทึกโลกหลังปี 57ซึ่งยังคงยืดยาวออกไปไมมีที่สิ้นสุด
ดังนั้นการเขียนถึงคงเดชรวมๆเราอาจใช้ชื่อในทำนอง A Brief History of Modern Thai Political Crisis หรืออะไรทำนองนั้น

14. ในตอนจบหนัง ดูเหมือนผู้ชมในที่สุดได้เข้าไปรู้เห็นเหตุการณ์จริงๆด้วยตนเอง ฉากที่อาจจะถูกมองว่าเป้นเพียงการจบเพื่อนำเข้าเพลง หรือ การจบในฐานะหนังโรมแนติคที่ดีนี้มีความอิหลักอิเหลื่อพอควรในแง่ที่ว่า ในที่สุดมันพยายามกลับไปเซตมาตรฐานของเหตุการณ์ที่ทุกคนต่างจำผิด อาวรณ์เพราะจำผิด จำเพี้ยน จำใหม่ การเปิดเผยตัวเองของมัน ทอนพลังของการสร้่างความทรงจำในหัวของผู้ชมออกไปพอควร แต่ที่โหดก็คือถึงที่สุด การมีอยู่ของมันเป็นได้ทั้งการต่อต้านการอาวรณ์ของผู้ชมที่มีต่อความรักของผึ้งกับบอย เช่นเดียวกันที่มันก็อาจทำให้ความอาวรณ์ของผู้ชมอีกด้านหนึ่งสมบูรณ์แบบ ดาบสองคมของฉากจบนี้กลายเป็นสิ่งที่ควรครุ่นคำนึงถึง เช่นเดียวกับการจบ QnA ในรอบฉายSNAP ของคงเดช ที่ตอบคำถามว่า สิ่งสำคัญสำหรับเขานั่นคือการที่เขาคิดว่าประเด็นคือตลอดแปดปีที่ผ่านมา เราล้วนต่างไม่ทำอะไรเลย ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่านี่คือประโยคที่อาจจะเป้นแก่นแกนในการกลับไปมองหนังของคงเดชทั้งหมดก็เป็นได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s