Tales Of Princess Kaguya (2013, Isao Takahata,JP)

kgy
รอบสอง

ตั้งใจเข้ามาเพื่อดู20นาทีสุดท้ายกับฟังเพลงจบบนจอใหญ่

0.ความเดิมตอนที่แล้ว (จากการดูรอบแรก)

ดีงาม ล้ำเลิศ จริงๆช่วงกลางของเรื่องมันน่าเบื่อหน่อยๆ ช่วงที่เป็นเทพนิยายชวนหัวเต็มตัว แต่ครึ่งชั่วโมงแรกกับครึ่งชั่วโมงท้ายของหนังหมดจดงดงามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ถ้าได้ดูในโณงบางฉากนี่คงล้มลงนอนตายได้เลย มันสวยงามจริงๆ

แต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจว่าจะชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือ การที่หนังไม่ได้ทำให้เป็นหนังของ เจ้าหญิงพระจันทรืที่ลงมาโลกแล้วพบว่าโลมนุษย์นั้นชั่วร้ายนัก ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้าหญิงที่ลงมาจากพระจันทร์แล้วพบว่าโลกมนุษย์นั้นงดงามเอื้ออาทร อันที่จริงนิทานญี่ปุ่นหลายเรื่องมีเซนส์ที่น่าสนใจทำนองนี้คือบอกว่าโลกมนุษย์นั้นชั่วร้ายมากๆ แต่ก็ดีงามมากด้วย การที่โลกมนุษย์เป็นทั้งด้านที่เหลือทน และอ่อนหวาน จนน่าจดจำได้แม้จะจำไม่ได้ เป็นส่วนที่ทำให้ตัวเองชอบหนังมากๆๆ รู้สึกว่าฉากสุดท้ายการมองกลับมายังโลกมันช่างเศร้าจริงๆ

1.ตอนดูรอบแรกไม่ได้เขียนอะไรมากนัก เอาจริงรอบนี้ก็คงเขียนไรได้ไม่มาก เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากและเสียงเกินไปที่จะเอามุมมองสมัยปัจจุบันไปจับหนังที่สร้างจากตำนานโบราณ โดยยึดตามตำนานต้นแบบเหนียวแน่น เราคิดว่า มุมมองที่มีต่อโลกในเรื่องเล่าต้นฉบับนั้นน่าจะเฉพาะเจาะจงต่อยุคสมัยมากกเกินกว่าจะอธิบายด้วยแนวคิดโลกสมัยใหม่ได้ การอธิบายเรื่องแบบรักษ์โลก รักธรรมชาติ ชีวิตชนบท หรือการปภิปรายเรื่องพระพุทธองค์ หรือการกลับพระจันทร์ของคางุยะจึงเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ง่ายๆด้วยกรอบคิดเหตุผลของวันนี้ อย่างไรก็ดี เราคิด(เอาเอง) ว่าดูเหมือนว่าตัวเรื่องของมัน และยุคสมัยที่มันถูกเล่านั้น เป็นยุคของการต้านศักดินา ประชาชนอดอยาก การมุ่งให้ร้ายขุนนาง แสดงภาพการดขี่ชาวบ้านร้านตลาด หรือการพยายามบอกว่าชนบทน่ารักอะไรแบบนี้มีนัยยะต่อต้านศักดินาประมาณนึง

2.คุยกบัมิตรสหาย เรื่องการพูดถึงธรรมชาตินิยมในหนังว่าในทำนองหนังถูกจัดให้เป็นหนังแบบโลกสวยที่บอกว่าโลกชนบทดีกว่าในเมือง ธรรมชาตินั้นหมดจด และมนุษญ์นั้นชั่วร้ายนี่จริงๆน่าสนใจดี (มิตรสหายเล่าว่าในญี่ปุนนี่ไม่ใช่ประเด็นที่คนสนใจเลย ) แต่ตอนมาดูรอบสองเราคิดว่ามันสามารถพูดไปในทางนั้นได้อยู่ ถ้าดูฉากสำคัญต้นเรื่องมันจะแบ่งตัวพ่อเป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์ศักดินา (พบเจ้าหญิงในหน่อไม้) ในขณะที่แม่เป็นมนุษยืแบบมนุษย์นิยม (เจ้าหญิงหน่อไม้กลายเป็นทารกในทันทีที่อยู่บนมือแม่ ) เจ้าหญิงนี่เป็นภาพแทนทั้งศักดินาและธรรมชาติ แต่ไม่ใช่การงัดข้อกันและกัน เราคิดว่าถ้าเราจะอธิบาย คืออธิบายว่าหนังเป็นหนังธรรมชาตินิยม(NATURALISM) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกนังอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือมองว่าธรรมชาติดีงาม แต่พวกธรรมชาตินิยมนี่ (อันนี้เอาจากความจำอาจเข้าใจผิด ไม่ได้เชค เขียนขำๆ ถ้าผิดบอกด้วย) คือพวกที่เห็นว่าธรรมชาติมีทั้งความดีงามและชั่วร้าย ธรรมชาตินั้นเอาแน่นอนไม่ได้ และพวกเขาทั้งรักทั้งกลัวธรรมชาติ อันที่จริงคือเกือบจะเป็นพวกถือผี เชื่อเทพเจ้าฟ้าป่าเขาอะไรแบบนั้น เราคิดว่าหนังมองธรรมชาติ ในแบบของธรรมชาตินิยมสายนั้น
http://en.wikipedia.org/wiki/Naturalism_(philosophy)

3. เจ้าหญิงคางุยะเลยเป็นตัวแทนของธรรมชาติVS มนุษย์ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่ิงของธรรมชาติ (เสียงเพลงที่ทำให้เจ้าหญิงลงมาบนโลก) แต่มนุษย์พยายามทำตัวเป็นพระเจ้า พยายามเอาชนะธรรมชาติ (ระบบพระจักพรรดิ หรือการต่อสู้กับโลกพระจันทร์ตอนท้ายเรื่อง) แต่ธรรมชาตินั้นยิ่งใหย่กว่า และมนุษย์ ‘จำยอม’ (จำยอมไม่ใช่สมควร) ใช้ชีวิตตามธรรมชาติกำหนด ธรรมชาตินิยมในหนังคือการเรียกคืนเจ้าหญิงคางุยะ และมองว่าการพยายามเป็นพระเจ้าของมนุษย์นั้นชั่วร้าย แต่หนังก็เชื่อว่ามนุษยืมีความงาม มีความทรงจำ มีความรัก (ทำให้เจ้าหญิงต้องลองลงมาเป้นมนุษย์) คำว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราจะใช้เลยไม่ใช่การเป็นแบบ สายอนุรักษ์ไปอยู่ป่า แต่คือการบอกว่ามนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่ง และมนุษย์มีความหวังประมาณหนึ่ง หากมนุษยื จำยอมต่อธรรมชาติ ซึ่งนี่มันธรรมชาตินิยม ในความหมายแบบนั้นมากๆๆๆ และะเราคิดว่ามันสอดพ้องกับยุคสมัยของตัวตำนานมากกว่า การมองแบบอนุรักษ์ ในยุค post โลกร้อน

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s