Stand By Me Doraemon (2014,Takashi Yamazaki +Ryūichi Yagi ,JP)

dora


1.ปัญหาที่เรามีกับประเด็นที่น่าสนใจของโดราเอมอนฉบับนี้คือการที่มันทำตัวเป็น cinema โดเรมอนต้นฉบับคือการ์ตูนตอนสั้นที่เป็นเสมือนการขายของวิเศษ เป็นควอนตัม เทเลวิชั่นล่วงหน้า ที่เล่าเรื่องของเหตุการณ์ ของวิเศษ ความวิเศษ และความผิดพลาดของมนุษย์ที่ใช้ของวิเศษ เป็นตอนๆไป โดเรมินคือการเฉลิมฉลองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการชี้ให้เห็นความอ่อนแอไม่ได้เรื่องของมนุษย์ ความผิไม่ได้อยู่ที่ตัวของวิทยาศาสตร์ แต่คือความไม่เท่าทันของมนุษย์ต่อวิทยาศาสตร ดังนั้น มันจึงไม่ใช่ปัญหาที่โลกของโดเรมินและโนบิตะจะไร้กาลเวลา กาลเวลาในโเรมอนเป็นเพียงเรื่องเชิงวิทยาศาสตร์สำหรับเปืดการขายไทม์แมชชีน แต่ไม่ใช่เวลาในโลกของตัวละครจริงๆและเราไม่มีปัญหาที่ตัวละครจะอายุเท่าเดิมแม้เราจะอ่านมันในสิบปีต่อมา ไม่ต้องเปลี่ยนประทั่งเครื่องแต่งกาย(อันที่จริงเครื่องแต่งกายในโดเรมอนที่timeless มากๆ) แต่พอมันเปลี่ยนมาเป็นหนัง มันต้องมีการก่อร่างเวลาอย่างจริงจัง ยิ่งเป็นหนังที่พยายามจะมีต้นกลางจบ มีเรื่องมีราว ทุกอย่างเลยเป็นการท้าทาย ทำลายล้างขนบเวลาของโดเรมอน การเฉลิมฉลองของวิเศษและวิทยาศาสตร์ถูกทำให้กลายเป็นเพียงกิมมิค (เช่นของวิเศษออกมาทีละห้าหกชิ้น) แล้วโฟกัสที่การเติบโตของโนบิตะมากกว่าซึ่งในทางหนึ่งมันคือการดัดแปลงที่ท้าทาย กล้าหาญและทำออกมาได้งดงามมากๆ แต่ในอีกทางหนึ่งการทำลายขนบเวลาของโดเรมอนได้ทำลายคอนเซปต์ของโลกนอกเวลาของโดเรมอนลง (ลองนึกถึงการจินตนาการตอนจบหลากหลายแบบของโดเรมอน เราพบว่าทั้งหมดคือการพยายามสร้างเวลาในโลกของโดเรมอนซึ่งเวลาเป็นเรื่องของการขายไทม์แมชชีนเท่านั้น) วิธีการนี้ในทางหนึ่งมันลดให้โดเรมอนเหลือเพียง pet ของโนบิตะที่สอนให้โนบิตะโดตขึ้น เมื่อโตขึ้นไม่ต้องการของวิเศษ โดเรมอนไม่จำเป็น แกนหลักของการเฉ,ิมฉลองวิทยาศาสตร์ก็ไร้ความหมาย โดเรมอนฉบับมนุษย์นิยม จึงเป็นด้านกลับขั้วตรงข้ามของโดเรมอนสามนาทีจบ

2. จริงๆสิ่งที่เราสนใจคือในวัฒนธรรม (อย่างน้อยก็ในเมืองไทย น้อยกว่านั้น ในบ้านกูเองก็ได้) โดเรมอนเป็นการ์ตูนที่ไม่ใช่เด็กรู้จักแต่พ่อแม่ก็รู้จัก (เพราะในสมัยหนึ่งมันฉายก่อนละคร) โนบิตะเลยกลายเป็น benchmark (อย่างน้อยก็กับแม่กูเอง) ในการอธิบายถึงเด็กไม่ได้เรื่อง กล่าวอย่างง่ายคือโนบิตะเป็นตัวเปรียบเทียบความโง่เงาของกูเอง (นั่นทำให้การอยากได้โดเรมอนเป้นปมในจิตใจ ฮา! ) ควาไม่โตขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลง ช่วยตัวเองไม่ได้ของโนบิตะเป็นเครื่องยืนยันของตัวเราเองว่าเราเป็น เกือบเป็น หรือไม่ได้เป็น โนบิตะ การได้เห็นโนบิตะเติบโตในหนังเรื่องนี้ เลยเป็นทั้งความรู้สึกอิ่มใจที่เพื่อนสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้เป็นคนได้ (ขณะที่กูยังอยากได้โดเรมอนแอยู่แม้จะอายุสามสิบกลางๆ) ในขณะเดียวกันมันก็เคลือบความกระอักกระอ่วนของการที่ โดเรมินเป็นเพียง เพื่อนวัยเด็ก เป็นเพียงของวิเศษเปลี่ยนชีวิต เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว การที่โดเรมอนเป็นเพียงสิ่งเหล่านี้ คือโดเรมอนเป็นอื่น ไ่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ยั้งยืนยงในโลกไร้กาลเวลา และเราถูกโนบิตะทอดทิ้ง การเติบโตและจบลงของโดเรมอนให้ความกระอักระอ่วนแก่เราในระดับหนึ่งเลยทีเดียว (แต่คงไม่ใช่ทุกคนกระมัง)

3. แต่จุดที่เราคิดว่าประหลาด และอาจจะไม่ดีนักคือการที่ดูเหมือนหนังจะรู้ตัวเรื่องการทำลายโลกไร้เวลาของโดราเอมอนนี้ หนังเลยเหมือนมีตอนจบสองแบบ แบบเป็นหนังคือโดเรมอนเสร็จภารกิจกลับโลกอนาคต (โดยมีซีนคอปเตอร์ไม้ไผ่เป็นไคลแมกซ์) การจบแบบสมบูรณ์นั้นทำให้หนังจบและทำให้โดเรมอนจบด้วย คือโดเรมอนถูกทำลายไปเลย แต่ การที่หนังเลือกต่อเรื่องออกไปด้วยการกลับมาของโดเรมอน คือการพยายามสรร้างความพอใจให้กับโลกไรเวลาของโดราเอมอนอีกครั้ง การดึงโเรมอนกลับมาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นตัวละครที่มีชีวิตจิตใจ และมีการเติบโตของตัวเองมากกว่าจะเป้นเพียงเครื่องมือของโนบิตะ การกลับมานี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเอาจริงๆมันให้ความกระอักกระอ่วนมากกว่าความน่ายินดี กล่าวคือมันไปย้อนแย้ง ทำลายล้าง การเติบโตของโนบิตะที่หนังพยายามจะเล่า ตามargumrent ว่า โนบิตะโตแล้วไม่ต้องการโดเรมอน coming of age แล้ว แต่การกลับมาของโดเรมินจะฉุดรั้งและทำลายการโตของโนบิตะให้เป็นเด็กติดหุ่นแมวไม่มีหูต่อไปๆๆๆๆๆ แจ่ในอีกทางหนึ่งมันก็ไปบรรจบพอดีกับการเป้นเพียงอีกตอนขนาดยาวของโเรมินเพื่อให้โลกไร้เวลาดำเนินต่อไปนั่นแหละ (ซึ่งเป้นสิ่งที่โดเรมอนหนังยาวทั่วๆไปconcern เพราะมันไม่ไม่ใช่หนังcharacter coming of age เหมือนที่หนังเรื่องนี้เป็น)

ไอ้ความกระอักกระอ่วนจรงนี้เองมทำให้เรารู้สึกว่าโดเรมอนตอนนี้น่าสนใจมากๆ

โดเรมอนกลายเป็นสิ่งที่ไร้กาลเวลา และไม่ใช่เพื่อนที่จะเติบโตไปพร้อมกบเรา มันคือโลกนอสตาลเจียของอดีตที่ผ่านไปแล้ว และเป็น safe zone ที่ไม่ว่าเราจะโตจึ้นแก่ตัวลง โดเรมอนก็จะควักของวิเศษมาทำให้ชีวิตโนบิตะบัดซบลงได้เสมอ

4.ร้องหน้าเบี้ยว. จบ.

5. อธิบายชัดๆว่า ที่มานั่งเขียนไรยาวๆนี่คือตอนดูกูร้องหน้าเบี้ยวจริงๆนะครับ ตั้งแต่ฉากติดภูเขาหิมะ แล้วโนบิตะเรียกหาความทรงจำให้ไปถึงโนบิตะหนุ่มนี่กู้ร้องสะอื้นฮักๆ ไปจนถึงคอปเตอร์ไม้ไผ่เลยครัชชชชชชชชชชช ขอบอก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s