The Tribe (2014 , Myroslav Slaboshpytskiy, Ukraine)

Iw8mp

1.จริงๆแล้วพลอตและเทคนิคของมันไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก พลอตมันคือพลอตหนังนักเลงฮ่องกงชัดๆเรื่องคือมีเด็กเข้าใหม่ในโรงเรียน เป็นเด็กมีของ มีฝีมือ หลังจากโดนแกล้งแล้วลุกขึ้นสู้ก็ได้รับคัดเลือกเข้าแกงค์ประจำโรงเรียน พวกรีดไถคนอื่นไปเรื่อย ลักเล็กขโมยน้อย ดักกระทืบคนเพื่อขโมยเบียร์ แสร้งว่าไปขายของบนรถไฟแล้วจิ๊กของผู้โดยสาร ข่มขู่กันไปเป็นทอดๆ นอกนั้นก็ประกอบกิจกรรมด้วยการร่วมมือกับครูและมาเฟีย พาเพื่อนนักเรียนหญิงไปเร่ขายตัวตามที่จอดรถบรรทุก แล้วทุกอย่างก็คงไปได้สวยสำหรับทุกคน ถ้าไม่บังเอิญไอ้หนุ่มหน้าใหม่ได้ไปบังเอิญตกหลุมรักกะหรี่นักเรียนที่เป็นทั้งเด็กขาย เด็กป๋า และเด็กหัวหน้าในคราวเดียว หลังจากได้กัน ไอ้หนุ่มก็แทบโงหัวไม่ขึ้น อีสาวก็เหมือนจะชอบ แต่ชีวิตเธอมีอะไรมากกว่าความรัก ยกตัวอย่างเช่นการไปขายตัวที่อิตาลีเป็นต้น พอมาเบอร์นี้ทุกอย่างก็ต้องลงเอยแบบโศกนาฏกรรม ด้วยการปะทุของความรุนแรง ตามขนบหนังอาร์ตเฮาสืฟีลแบด

แต่ความไม่ใหม่ของหนังไม่ใช่ปัญหา เพราะพลอตอาจจะสำคัญน้อยกว่า สิ่งที่สำคัญคือหนังทั้งเรื่องเกิดขึ้นโรงเรียนสอนคนหูหนวก ที่หนังทั้งเรื่องดำเนินไปโดยไม่มีเสียงพูด ไม่มีกระทั่งซับไตเติ้ลแปลภาษามือ นี่คือหนังที่ดำเนินไปในความเงียบ ท่ามกลางเสียงของบรรยากาศ เสียงเสียดสีของเสื้อผ้ายามโบกมือไปมาเสียงหายใจ หรือเสียงอืออาไม่เป็นภาษาขณะตัวละครพยายามสื่อสาร บรรยกาศของความไร้เสียงที่คุกคามผู้ชม

2. ความเงียบของหนังอาจจะเป็นธาตุหลักในการท้าทายผู้ชมซึ่งหน้า แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าเห็นๆคือการที่หนังตั้งชื่อเรื่องว่า The Tribe ราวกับว่าบรรดาเด็กเปรตพวกนี้คือชนเผ่าประเภทหนึ่ง และสิ่งสำคัญของความเงียบในหนังเรื่องนี้ก็คือการทำตัวเป็น ‘ชนเผ่า’ และตัวหนังทำหน้าที่เป็น ethnographic film สารคดีชาติพันธุ์วรรณาที่บันทึกภาพของชนเผ่าที่เราไม่รู้จัก บรรดาชนเผ่าที่ผู้ชมเป็นคนนอกโดยสิ้นเชิง ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นภายในชนเผ่าโดยทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการเปรียบเทียบกับสังคมชนเผ่าของตนเอง

การไร้เสียงในหนัง จึงไม่ใช่เพียงการไร้เสียง แต่คือการไม่รู้ภาษา ไม่ให้รู้ภาษา การที่เราไม่ได้รับป้ายบอกทางกระทั่งซับไตเติ้ลเพราะผู้ชมไม่ใช่ผู้ชมภาพยนตร์ แต่เป็นนักมานุษยวิทยาหัดใหม่สังเกตการณ์ชนเผ่าที่เราไม่รู้จักและเรียนรู้โครงสร้าง ภาษาพิธีกรรมและรูปแบบการสื่อสารเอาจากการสังเกต ไม่ใช่จากการแปล การแปลไม่ได้ แปลผิด ไม่เข้าใจ ไม่รู้ทิศทาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของหนัง

3. กล้องของหนังไม่เคยหยุดนิ่ง กล่าวถึงที่สุด หนังแทบไม่มีการตัดรัไปมา หรือโคลสอัพใกล้ชิด กล้องทำตัวเป็นภาพลองเทคตัดขวางขนาดยาวที่ไล่ล้อไปกับทางเดิน พื้นที่ซึ่งตัวละครเคลื่อนไป กล้องหากไม่ตั้งนิ่ง ก็จะเลื่อนไหลตามตัวนักแสดงที่เดินไปกระทบคน เดินไปขายตัว เดินไปต่อยกันเอง นั่งนิ่งเจรจาธุรกิจ ไม่ก็เอากัน หรือไปทำพิธีกรรมชวนสยองที่จะได้กล่าวต่อไป

การเลื่อนไหลของกล้องดูจะสำคัญเทียบท่าความไร้เสียงของหนัง กล้องคือสายตาของการสังเกตจากนักมานุษยวิทยา ที่สอดส่องเท่าที่โอกาสจะอำนายให้เข้าใกล้ซับเจคต์ การจดจ้อง และต้อยตามอย่างมีระยระหว่างผู้ชมกับตัวซับเจคต์และ แน่นอนระวห่างคนทำกับตัวซับเจคท์ด้วย พวกเขาแทบไร้หน้า เป็นคนหนึ่งในชนเผ่าที่กล้องเฝ้าติดตามไป และจับสังเกตว่าใครรับบทชนิดใดในโครงสร้างสังคมชนินดนี้

4. และถึงที่สุด สารคดีชาติพรรณวรรณา ย่อมจะต้องพาไปบันทึกพิธีกรรมภายในชนเผ่า พิธีกรรมสุดแสนตื่นตาตื่นใจ อย่างเช่นการบูชาเทพเจ้า เต้นรำรอบกองไฟ หรือการบูชายัญ พิธีกรรมในหนังเรื่องนี้คืออะไร คือการกากระทืบคน เร่ขายตัว ตรวจครรภ์ หรือไปรีดลูก ทุกอย่างในฉากดังกล่าวถูกถ่ายทำอย่างไม่ประนีประนอม ผลักเรื่องออกไปสุดขอบ ความรุนแรงที่ปะทะหน้าผู้ชมตรงๆ ไม่ใช่ความสะใจที่ได้โยนความรุนแรงใส่ แต่มันคือการถ่ายทำพิธีกรรมด้วยความตื่นตาตื่นใจของนักมานุษยวิทยา ฉากสำคัญของหนังที่ถ่ายอย่างไม่ตัดอยาวนานหลายนาทีจนสงสัยว่านักแสดงเล่นยังไง ถ่ายกันยังไง ทำไมมันถึงเหี้ยมเกรียมและเลือดเย็นเสี่ยงเป็เสี่ยงตายขนาดนั้นเป็นฉากที่น่าจดจำมากๆ เพราะมันไม่ยอมจบ ไม่ยอมเร้าอารมณ์ด้วยเทคนิคทางภาพยนตร์ พยายามทำให้มันมึนชา เยียบเย็น สายตาแบบสารคดีทำให้ทุกอย่างดูจริงมากกว่าที่มันเป็น และทำให้มันสยองขวัญสั่นประสาทมากๆ

อย่างไรก็ตามการกลับไปสู่ตอนจบของหนังตามขนบของหนังฟีลแบด ก็ทำให้ความเยือกเย็นของสารคดีแผ่วลงไปสู้การประนีประนอมกับขนบหนังอาร์ตเฮาส์บางจำพวกที่ทำตัวเป็นหนังสกุลระเบิดเวลา

5.หากถึงที่สุดจุดที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้กลับไม่ใช่ ท่าทีเยือกเย็นแบบสารคดีของมัน หากคือตัวละครหลักอย่างเช่นกะหรี่วัยเรียน ที่หนังประกอบสร้างจิตใจอขงเธอขึ้นมาอย่างลึกลับ หนังไม่ยอมทำตัวลงไปเป็นหนังรักแท้ชนะทุกอย่าง ด้วยการให้เธอตกหลุมรักใคร หรือทำตัวเป็นแม่พระ แต่ประกอบสร่างเด็กสาวที่มีชีวิตจิตใจ แลใช้ร่างกายเป็นทางก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า การไม่ลังเลใจเมือ่เกิดเรื่องร้ายกับตัวเธอเอง หรือการที่เธออาจจะชอบไอ้หนุ่ม แต่ก็รำคาญและโรธที่มันพยายามจะเข้ามาก้าวก่ายกับชีวิตเธอ ทำให้ตัวละครกะหรี่นักเรียนอยากไปอิตาลีตัวนี้กลายเป็นมนุษยืที่น่าจดจำขึ้นมาท่ามกลางชนเผ่าไร้เสียงแห่งนี้และทำให้หนังเรื่องนี้อยู่เหนือระดับ อีกหนังเยือกเย็นฟีลแบดอยู่พอสมควร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s