The Tale of Iya (2013,Tetsuichiro Tsuta,JP)

RinaTakeda_2709835b

เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัของภาพยนตร์

1.ฮารุนะเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง ปู่ไปเจอเธอตอนแบเบาะกลางหิมะ รอดตายจากอุบัติเหตุ เก็บธอมาเลี้ยง เธออยู่กับปู่บนภูเขาในอิยะเมืองที่ห่างไกลยิ่งกว่าห่างไกลในlittle forest ชาวบ้านทำเกษตร และกำลังพยายามขุดอุโมงค์ลอดภูเขาให้สัญจรสะดวก สิ่งนี้ถูกขัดจวางโดยคนนอก หมายถึงพวกฝรั่งเฮิปสเตอร์ ทีมาตั้งบ้านพักบนภูเขา แบบมาเรียนรู้ฉันจะเป็นชาวไรชาวนาตกกลางคืนก็เปิดเพลงปาร์ตี้ พวกนี้ขัดขวางการสร้างอุโมงค์เพราะจะทำลายธรรมชาติ งานอดิเรกของชาวบ้านคือยิงกวางที่เข้ามาทำลายพืชผล ฮารุนะต้องเดินลงเขาไปไกลมากเพื่อไปเรียหนังสือแล้วกลับมาทำกับข้าวให้ปู่กิน ต้มน้ำให้ปู่อาบ ปู่แทบไม่พูด ชอบล่าสัตว์ เข้าป่า แวะดื่มเงียบๆบนศาลเจ้าร้างในภูเขา วันหนึ่งมีผู้ชายมาจากโตเกียวมาอยู่บ้านฝรั่ง เขาจะมาเรียรู้ชีวิตขณะที่วัยรุ่นอยากไปจากอิยะ เขาลงมือทำไร่เองโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครแล้วพบว่าทุกอย่างมีแต่จะชิบหายวายป่วง อดอยากกลางกิมะ จนต้องลักขโมยเขากิน คนแก่ในเมืองค่อยๆตาย โดยเฉพาะยายที่ทำหุ่นไล่กาไว้เต็มบ้านไปหมดจนเหมือนมีคนอยู่กับยายตลอดเวลาทั้งที่ยายอยู่คนเดียว ผู้คนค่อยๆพอนาศลง วัยรุ่นออกจากเมือง ปู่ค่อยๆกลายเป็นต้นไม้ หิมะยิ่งหนาวเหน็บ เมืองไม่ได้พินาศ แต่การเข้าไปอยู่กับะรรมชาตินั้นคือการทำลายธรรมชาติโดยตัวมันเองและธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่จะต้องปกปักรักษา การปกปักรักษาคือการที่มนุษย์ต้องตายไปเสีย

2.หนังคือที่สุดของความทะเยอทะยาน หนังถ่ายด้วยฟิล์ม เกรนสวยงามคอนทราสต์จัดจนแทบจะทำให้หน้าคนจมในความมืดไปครึ่งหนึ่ง ทุกอย่างหมดจดงดงามแบบแคปทุกภาพมาใช้ได้ หนังยาวสามชั่วโมง (และเห็นว่าผู้กำกับล้างฟิล์มเอง)การไม่ได้ดูหนังในโรงทำให้อรรถรสลดลงเหลือครึ่งเดียว ถ้าดูในโรงคงล้มลงนอนตายอย่างสงบ และหนังไปไกลมากๆจนเราไม่สามารถอธิบายอะไรในหนังได้เกือบครึ่งหนึ่ง มันเป็นภาพกึ่งจริงกึ่งฝันที่งดงาม และพิศวงมากๆๆๆ

3. จริงๆหนังเหมือนจะเป็นหนังที่สนทนากับหนังญี่ปุ่นจำนวนมาก ช่วงครึ่งแรกอันงดงามจนไปถึงความพังพินาศนั้นเป้นเหมือนหนังคุโรซาว่า(ฉากปู่เป็นบ้าเดินกลางหิมะนี่ราวกับหลุดมาจาก Ran) ในขณะที่ความสัมพันธ์โรแมนติคแบบเดียที่หนังมีเป็นไปในเชิงความสัมพันธ์หมิ่นแหม่แบบในหนังของโอสุ ยิ่งครึ่งหลังที่มีอยู่ครึ่งชั่วโมงที่หนังเหมือนกับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในเมือง มีงานวิจัยวิทยาศาสตร คนสวมเสื้อกาวน์ บัคเตรีเรืองแสงและแม่น้ำสุมิดะ ยิ่งดูราวกับมาจากหนังของคิโยชิ คุโรซาว่า (ฉากหนึ่งในหนังแทบจะเป็นฉากเดียวกับฉากสำคัญของBrigth Future) ในขณะที่ นาโอมิ คาวาเสะ ไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจ แต่ถึงกับกระโดดลงมาเล่นด้วย ในบทนักวิทยาศาสตร์ประหลาดโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะมีฉากสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่เหมือน Shara

4.จากนี้ คือสปอยล์

ไม่ใช่แต่ในทางเทคนิคอย่างเดียวเท่านั้นที่หนังทะเยอทะยาน ประเด็ในหนังก็ทะเยอทะยานหาญกล้ามากๆ เพราะนี่คือหนังที่เป็นเหมือน Mononoke Hime ฉบับคนแสดงที่ตัดเรื่องแบบนิทานปรัมปราออก แล้วเติมความเหนือจริงพิลึกพิลั่นอีกรสชาติเข้ามาแทนที่ หนังพูดเรื่องใหญ่ๆอย่างสิ่งแวดล้อมและรับบนิวเศน์ด้วยท่าทีที่เด็ดขาดและไม่ไร้เดียงสา ด้วยการแสดงให้เห็นความขัดแย้งของคนในกับคนนอกในเรื่องการนุรักษ์ ที่การอนุรักษ์ของคนนอกคือการดำรงคงไว้ซึ่งสภาพเดิมที่หมายความว่าชาวบ้านต้องกันดาร ห่างไกล ยากลำบากต่อไปเรื่อยๆ ธรรมชาติสำหรับคนนอก เป็นมิตรและเอิ้ออารี แต่สำหรับชาวบ้านในธรรมชาติ มันคือภัยคุกคามที่พวกเชาต้องตอ่สู้ทั้งหิมะ กวาง และความลาดชันของภูเขา มันยากลำบากและต้องปกป้องตนเอง การล่ากวางของชาวบ้าน (ซึ่งเป็นการทำลายธรรมชาติ) จึงอาจจะเป็นมิตรกว่การพยายามคงสภาพไม่ให้สร้างอุโมงค์เพื่อให้คนเมืองมาปาร์ตี้กันได้

แต่แค่นั้นเพียงพอหรือเปล่า หนังตั้งคำถามเลยล้ำไปว่า อันที่จริงนั้นทุกอย่างปนเปื้อนไปแล้ว สำหรับธรรมชาติแค่การมีอยู่ของมนุษย์ก็คือการปนเปื้อนน้ำ ดิน และสิ่งมีชีวิตแล้ว ต่อให้ปากร้องหาธรรมชาติเท่าไร ธรรมชาติก็ไม่ได้ดีขึ้นมาหรอก

โดยทั่วไป หนังรักธรรมชาติมักจะเป็น มุมมองแบบสายตามนุษย์ anthropocentric อันหมายถึงการมองธรรมชาติในฐานะเพื่อนที่ดีของมนุษย์ หรือภัยคุกคามของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์มีมุมมองได้แต่แบบนั้นเพราะเป็นมนุษย์ ธรรมชาติจึงหมุนรอบมนุษย์ น้ำฟ้าป่าเขา สวยหรือน่ากลัว มนุษยืเป็นผู้ตัดสิน สายตามนุษย์จะเข้าไปจัดการโลกให้เป้นไปตามปรารถนา แม้แต่การปล่อยให้ธรรมชาติเป็นธรรมชาติก็เป็นกรมองจากสายตามนุษย์ว่าดี แต่หนังกลับแสดงให้เห็นว่ามนุษยืไม่มีทางเข้ากับะรรมชาติได้ แม้แต่ปู่ที่ใกล้ชิดที่สุด จนกลายเป็นต้นไม้ไปนั้น ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ภาพของบ้านโฐราณของเธอที่พังลงมาจึงเป็นภาพที่ไม่ใช่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติแต่คือการไม่อาจอยู่ร่วม และสิ่งที่เป็นประโยชน์กับธรรมชาติจริงๆอาจจเป็น หุ่นไล่กาที่มีชีวิตขึ้นมาในตอนกลางคืนก็เป้นได้

5.หนังยังพูดถึงเด็กๆที่เข้าเมืองเพราะไม่อาจอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และกลับมาในท้ายที่สุด ช่วงเข้าเมืองของฮารุนะเป็นอะไรที่รุนแรงมากๆเพราะตลอดเรื่องเธออยู่ในป่าเขาที่เหมืิอนความฝันแต่เธอดูเป็นจริง แต่พอเธอเข้าเมือง เมืองมีสภาพแบบในหนังคุดโรซาว่า เมืองคือศูนย์วิจัยมืดๆที่เธอทำงานอยู่ ทำงานพยายามซ่อมธรรมชาติด้วยลูกบอลบัคเตรี แบบEM BALL ที่ทำให้นำสะอากดขึ้น แต่มันก็ถูฏขัดขวง ไม่ใช่จากนายทุน แต่เป็นจากบริาัทเกี่ยวกับสาหร่าย ที่เป็นเทคโนโลยีทำน้ำสะอดาอีกแบบ ในหนังช่วงนี้ ทุกอย่างเป็นเมืองใกล้ชิด แต่ผู้ชมและฮารุนะเหมือนเดินในความฝันจนเธอพบหุ่นไล่กาที่มีตะไคร่เกาะเหมือนปู่ และทิ้งลูกบอลลงแม่น้ำมันเรืองแสงและล่องไหลคืนสู่ทะเล เธอก็หวนกลับบ้าน พบว่าวัยรุ่นทุกคนกลับมาแล้ว เมืองดำเนินต่อไปอิยะดำเนินต่อไปและพวกฮิปสเตอร์กลับไปแล้ว

6.ฉากสุดท้ายของเรื่องจึงสำคัญมากในแง่การประนีประนอมของมนุษย์ หลังงานเลี้ยงที่คนทั้งเมืองหลับ ฮารุนะที่ตื่นเดินขึ้นเขาไปบ้าน พบกับผู้ชายคนเมือที่กลายเป็นคนทำไร่หน้าตาซูบเซียวยากลำบาก ตลอดเวลา คนเดียวที่ความัสมพันธ์แบบ อินทิเมทกับารุนะ คือปู่ เธอรู้ว่าเธอไม่ใช่หลานจริงๆและดูเหมือนเธออยากจะอยู่กับปู่มากกว่าไปจากเมืองหรือมีครอบครัวในคืนสุดท้ายเธถึงกับมานอนข้างๆปู่ ปู่ที่อาจเป็นตัวแทน ของป่า ธรรมชาติ อะไรก็ตาม่ที่เธอเข้าใกล้ เป็นเจ้าของเธอ

การพบกับชายหนุ่มที่แก่ลงฉับพลันและซ้อนเข้ากับปู่ของเธอ จึงเป็นทางออกของมนุษย์ที่ไม่อาจเข้ากับธรรมชาติ การประนีประนอมของเมืองกับป่า การพยายามจะหาจุดกึ่งกลางของคนกับธรรมชาติ กล้องเหินขึ้นสูง เห็นท้องไร่ท้องนาบนลาดไหล่เขาและผืนป่า เห็นความพยายามทำลายและสร้างใหม่ของเมืองกับชนบทคนกัธรรมชาติ ไม่กี่วิธีที่จะอยู่ันไปได้ เป็นฉากจบที่งดงงามมากๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s