THE ASSASSIN (2015,Hou Hsiao Hsien ,Taiwan)

the_assassin_2
1. เราอาจบอกว่าภาพยนตร์ของโหวเซี่ยวเฉียน (จากนี้ไปจะใช้ตัวย่อHHH) เป็นภาพยนตร์แห่งประจักษ์พยาน กล่าวคือหนังของเขานั้นไม่ได้ทำหน้าที่ในการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับตัวเรื่องมากกว่าสังเกตุการณ์และเป็นประจักษ์พยานต่อคลื่นของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ไกลๆ กล้องตั้งนิ่งแบบมาสเตอรอตที่กลายเป็นภูผาทางภายพนตร์ของเขา หรือเรื่องราวที่เขาเลือกเล่าผ่านตัวเองที่ไม่ได้เป็น ‘ผู้สร้างเหตุการณ์’ แต่เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นในความเปลี่ยนแปลง เราอาจยกตัวอย่างได้ตั้งแต่ตัวเอกหญิงใน Daughter Of Nile ที่เป็นเด็กสาวสามัญดาษดื่นอ่านคำสาปฟาโรห์ เฝ้าฝันถึงสิ่งต่างๆและเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ของพี่ชายที่เป็นนักเลงหัวไม้ ซึ่งลงเอยอย่างเศร้าๆ หรือตัวละครเอกใน Summer At Grandpa’s เด็กชายที่ถูกส่งมาอยู่กับปู่และเป็นประจักษ์พยานต่อความเปลรี่ยนแปลงในครอบครัว อยู่ไกลออกไป หรือตัวเอกใน A Time To Live A Time To Die ที่แม้จะเป็นอัตชีวิประวัติของเขา แต่ดูเหมือนเขาเองในฐานะเสียงเล่านั้นอยู่ไกลออกไปจากการมองดูครอบครัวของพ่อที่ถูกส่งมาจากจีนและยากกลับบ้าน ย่าที่ค่อยๆตายลง ครอบครัวที่พลัดพรายหายไป และตัวอย่างที่ดีที่สุดย่อมคือช่างภาพใบ้ใน City Of Sadness ที่เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง มีส่วนร่วมแต่ถูกกันออกไปจากห้วงเวลา White Terror ในไต้หวัน
หนังของHHH จึงเป็นภาพยนตร์แห่งประจักาษ์พยานในหลายระดับ ทั้งระดับการจ้องมองที่ผู้ชมเป็นเพียงผู้จ้องมองอคนวาสของมาสเตอร์ชอต ซึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแต่อยู่ห่างไกลคล้ายการนั่งชมละครเวทีที่ไม่มีโคลสอัพ แต่หนังของHHH ไม่มีแม้แต่การขับเน้นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งให้เป็นเหตุการณ์เด่นชัดที่ถูกจ้องมอง ขโมยฉากนั้นไปเป็นของตัวเอง มาสเตอร์ชอตของเขามักมีเหตุการณ์ ตัวละครเหลื่อมซ้อนหลายชั้น แต่ละคนอยู่ในอากัปส่วนตัวที่ไม่ได้ทำหน้าที่หนุนส่งเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในโดดเด่นขึ้นมา เราค่อยๆไล่สังเกต เฝ้าฟังเสียงและคอยดูว่าอะไรกันแน่นที่กำลังเกิดขึ้น เป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ที่เราไม่เข้าใจทั้งหมดและไมไ่ด้รายละเอียด
เช่นเดียวกันตัวละครหลังกก็ทำหน้าที่ประจักษ์พยานมากกว่าการมีส่วนร่วมดังทีไ่ด้กล่าวไป มากไปกว่านั้นคือเมื่อตัวละครเข้าไปมีส่วนร่วม (ช่างภาพไปเป็นนักต่อสู้ :CTS , เด็กสาวไปคบชายคนอื่น:MLNMB การชิงรักหักสวาทในหอนางโลม :FWS) ทุกอย่างจะถูกกันให้เกิดอยู่นอกเฟรม เราจะรับรู้ผ่านบทสนทนาเล็กๆน้อยๆที่เป็นเศษแตกหักไม่ปะติดปะต่อ ผู้ชมเป็นประจักษ์พยานทางสายตา ตัวละครเป็นประจักษ์พยาน และต่อตัวละครหลักผู้ชมก็เป็นเพียงปรจักษ์พยานไปอีกชั้นหนึ่งด้วย

2.ในหนังสือเกี่ยวกับ New Wave ในที่ต่างๆของโลก มองว่าหนังของโหวเป็นภาพแทนของคนหนุ่มสาวที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึง ไล่เรียงตามประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ หนังของรุ่น Taiwan New Wave เป็นทั้งรอยต่อ การรับมรดกและการต่อต้านหนังรุ่นก่อนหน้าที่เป็หนนังบังคะบสร้างในยุคเซนเซอร์หนาแน่น และเป็นหนังที่ถูกเรียกว่า Healthy Realism คือเป็นหนังรุ่้นของ Lee Hsing (หาอ่านที่เขียนถึง Story Of A Small Town ประกอบ) กล่าวในทางการเมืองมันถูกสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูการกลับไปหารากเหง้าในเมืองเล็กๆที่เป็นหน่วยย่อยของสังคม แต่ไต้หวันไม่ได้มีรากเหง้าแบบนั้น เพราะคนจำนวนมากเป้ฯคนอพยพมาจากจีน ไทเปเป็นเพียงเมืองหลวงชั่วคราว รอให้ KMT ไปกู้ชาติคืนจากคอมมิวนิสต์ ในยุค 70’s นี้เริ่มมีแนวคิดสร้างชาติขึ้นมาใหม่เองไม่มีการกลับไปจีนอีกแล้ว การแสวงหารากเหง้าด้วยการกลับไปยังเมืองเล็กๆจึงสอดรับกับการสร้างชาติของไต้หวัน ซึ่งในเวลาต่อมาช่วงยุค 80’s ก็นำไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเมื่อไต้หวันกลายเ้นศูนย์กลางการผลิตสินค้า IT ความรุ่งเรืองพวกนี้คือปัจจัยหนึ่งที่หนุนส่งให้เกิด Taiwan New Wave ซึ่งในที่สุดไม่ได้แค่สำคัญต่อไต้หวันหรือเอเซีย แต่สำคัญต่อโลกภาพยนตร์ ทั้ง HHH , Edward Yang , Wu Nien Jen หรือที่ถูกนับตามมาแต่อาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งจริงๆอย่่างTsai Ming Liang
ในขณะที่Edward Yang พูดถึง Modern Taiwan ความยากลำบากของหนุ่มสาวร่วมสมัย โลกทีเ่ปลี่ยนเร็ว คดีฆาตกรรม และความรุนแรง HHHมักกลับย้อนไปตั้งคำถามถึงอดีต หนังของ HHH ครึ่งหนึ่งเป้นหนังพีเรียด (A Time To Live, City OF Sadness, Good Men Good Women (สองในสามพาร์ท) , Flowers Of Shanghai , Puppetmaster ,Three Times (สองในสามพาร์ท) อีกครึ่งเป้นหนังร่วมสมัย (Daughter Of Nile, Goodbye South Goodbye, Boys From Fengkui, Summer AT Gradpa’s ,Millenium Mambo) หนังทั้งสองหลุ่มนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของอะไร ยินอยู่บนพื้นฐานขชองคนหนุ่มสาวย้ายถิ่นฐานจากต่างจังหวัดเข้าเมืองมาเป็นแรงงานสำหรับ Economic Rise ตัวละครของ HH ไม่ได้กลับไปหารากเหง้าในเมืองเล็กๆ แต่ออกจากบ้านเพื่อเข้าเมือง และไม่มีอะไรหลงเหลือ ไม่ใช่การถวิลหาอดีตพอๆกับไมไ่ด้ประสบความสำเร้จ ตัวละครของHHH คือหนุ่มสาวที่ล่องลอยไปอย่างไร้แรงยึดเหนี่ยวหรือรากให้กลับไปหา (ตัวละครแบบนี้คือตัวละครแบบเดียวกับตัวละครของ Wichanon Somumjarn ซึ่งบังเอิญหรือไม่ก็แล้วแต่ หนังของวิชชานนท์และ HHH ล้วนมีฉษกการขี่มอเตอร์ไซค์ล่องลยไปอย่างไร้จุดหมายและเป้นฉากเดียวที่ตัวละครเป็นสุข การเป็นสุขเพราะไม่มีที่ไป อยู่ ‘ระหว่างทาง’โดยไมมีจุดหมายปลายทาง
ในขณะที่อดีตของโหวก็ไม่ใช่วันชื่นคืนสุข หนังพีเรียดของโหวอาจมีภาพงดงามจากอดีต แต่ไม่ใช่อดีตให้กลับไปหาในฐานะความทรงจำเยาว์วัย อดีจในหนังของโหวคืออดีตที่ตาบยแล้ว กลัยไปไม่ได้อีกแล้ว หนังของเขามากัมีเสียงVOICE OVER แต่เป็นเสียงเล่าถึงสิ่งที่จบสิ้นไปแล้ว อดีตคือสิ่งที่กลับไปไม่ได้ และอนาคตนั้นไม่เคยมาถึง ความเศร้าในเนื้อหนังของโหวจึงคอการอาลัยต่อสิ่งที่จบสิ้นลงไปและอนาคตอันน่าประหวั่นพรั่นหรึงของการที่แต่การย้ายถิ่นเท่านั้นที่เป็นบ้านทีแท้

3. ซึ่งมันก็สอดรับพอดีกับปวศ.ของไต้หวันที่เป็นประเทศที่ผู้คนอพยพมาจากจีน คนรุ่นหนึ่งถวิลหาการกลับไปจีน (แต่ไม่ใช้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินแม่หากคือการกัลบไปกอบกูชาติจีนที่แท้จริงคืน) มีอดีตที่ถูกครอบครองจากพวกญี่ปุ่นห้าสิบปีและทิ้งร่องรอย ความผูกพันไว้ค่อนข้างมาก ยิ่งเมื่อในเวลาต่อมาคนของ KMT ที่ส่งมาปกครองไต้หวันกลับกดขี่ชาวไต้หวันมากเสียกว่าญี่ปุ่น อาการกลับไม่ได้ไปไม่ถึงจึงไม่ได้สะท้อนแค่สภาวะภายในของไต้วหน แต่ยังสะท้อนภาพปวศ.ของไต้หวันด้วยที่ถวิลหาแผ่นดินแม่ที่ไม่มีอยู่จริงผูกกันกับชาติเจ้าอาณานิคม และประหวั่นต่ออนาคต ซึ่งมันเป็น ปวศ.ส่วนบุคคลของ HHH ที่เกิดในจีนและโตในไต้หวัน เมื่อบิดาย้ายมาพร้อมกับชาวจีนฝั่งKMT ปวศ.กรพลัดพราก กลับไม่ได้ไปไม่ถึงของ HHH จึงสะท้อนภาพใหญ่ไปโดยปริยาย (อนที่จริงอีกคนที่มีปวศ.แบบนี้คือ WKW แต่ WKW มีสภาวะการขัดถูปวศ.ส่วนตัวให้เป็นอสตาลเจียมากกว่าในหนังฮ่องกงของเขา

4. จริงๆไต้หวันมีปวศ.หนังกำลังภายในเป็นของตัวเอง เมื่อ หูจิ่นฉวน หรือ King Hu ออกจากชอว์บราเดอร์ย้ายไปอยู่ไต้หวันแล้วทำหนังกำลังภายในที่กลายเป็นหนังกำลังภายในที่ได้รับการยกย่องสูงกว่าหนังชอว์ด้วยซ้ำ อย่าง Dragon Gate Inn, A Touch OF Zen , Raining in the Mountain , Faith OF Lee Khan ในอีกทางหนึ่งนักเขียนสำคัญที่สุดของนิยาย Wu Xia อย่างโกวเล้งก็เป็นคนไต้หวัน (กิมย้งเป็นจีนฮ่องกง) แต่ใน Assassin ของ HHH นั้นดูเหมือนเขาไม่ได้ทำขึ้นเพื่อคารวะ หนังกำลังภายในของ King Hu ของไต้หวันหรือของฮ่องกง มันไม่ใช่วงศ์วานว่านเครือ และไม่ได้สร้างบทสนทนาหรือรื้อสร้างโครงขนบของหนังกำลังภายใน อันที่จริงจะว่าไปมันคล้ายหนังคิงฮูอยู่บ้าง เรื่องตัวเอกหญิงกับการต่อสู้ที่เน้นฟ้าฝนบรรยากาศมากกว่าขับเคลื่อนด้วยฉากแอคชั่นหรือพลอต

แต่HHH เอาเรื่องเน่ หยินเหนียงมาจากตำนานสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งถ้าอ่านต้นฉบับ เราจะพบว่าตัวเรื่องมันเป็นนิยายอภินิหารแบบหนางพญางูขาว มากกว่าจะเป็นหนังกำลังภายในรักแค้นเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ดีมันอาจไม่ฟิตอินกับขนบหนังกำลังภายใน และHHH เอามาแค่บางส่วนของเรื่องแล้วมาขยายออกให้มีความเป็นกำลังภายในมากขึ้น (อันที่จริง เราก็ไม่ได้นึกถึงหนังกำลังภายในแบบ จางเชอะ หรือคิงฮู แต่นึกถึงหนังคอสตูมดราม่าแบบของหลี่ฮั่นเสียงมากกว่าด้วยซ้ำ)

ดังนั้นถ้าหากว่าจะมองว่าAssassin มีบทสนทนาอะไรต่อ genre หนังกำลังภายใน มันก็คือการ ถอดภาพการต่อสู้ออกแอคชั่นที่เป็นแกนของหนังกำลังภายใน (ซึ่งแรกเริ่ม คิงฮู ก็เอามาจากงิ้ว ดูการแสดงฉากแอคชั่นแบบกึ่งงิ้วได้ใน Come Drink WIth Me ผสมเข้ากับกังฟูแบบหนังหวงเฟยหง และบรูซลี ก่อนจะถูกดันขึ้นจุดสูงสุดเมื่อพบกับการตัดต่อของจางเชอะ) ให้เหลือเพียงการต่อสู้ตามแรงโน้มถ่วงมากกว่าการเหาะเหินเดินอากาศ (อันที่จริง การเหาะเหินเดินอากาศนี่ก็เพิ่งไปสุดทางในยุค 90’s จากการ rise ครั้งที่สองของหนัง Wuxia โดยฝีมือของฉีเคอะ แม้จะปฏิเสธไมไ่ด้ว่าตลอดยุคแปดสิบ หนังซีรีส์TVB มีบทบาทในการสร้างรูปรอยของหนังWuxia อยุ่มาก) มันจึงยากจะอธิบายว่า Assassin ท้าทายขนบของหนังกำลังภายใน (กล่าวในแง่นี้Ashes Of Time ของWKW ท้าทายกว่าเพราะเขาเล่นกับการมองไม่ทัน ไม่ให้มองทันเลยทีเดียว -และถ้าจะจับคู่ มันดูเหมือน WKW ล้อเล่นท้าทายต่อกิมย้งได้น่าทึ่ง และ HHH หยิบจับเอา การต่อสู้แบบดาบบเดียวจอดโดยไม่แสดงเพลงยุทธ ซึ่งเป็นรูปแบบการต่อสู้ในนิยายของของโกวเล้งมาใช้ได้น่าสนใจมากทีเดียว)

Assassins จึงไม่ใช่แค่การdeconstructขนบของ Wuxia เพราะตัวมันเองยืนอยู่บนขอบของการเป็นWuxia มากกว่าจะเป็นอย่างที่ฝรั่งอยากให้มันเป็น ตัวมันเป็นหนังที่พูดเรื่องประวัติศาสตร์ราชบัลลังก์ ความรักแค้นในอดีต และกลเกมการเมืองมากกว่าจะเป็นหนังจอมยุทธหญิงกู้ชาติอย่างที่หนังอยากให้มันเป็น หรือไม่แม้แต่จะเป็นหนังหนังยุทธภพแแทรกศาสนปรัชญาขงจื๊อ พุทธมหายานแบบที่หนังของคิงฮุชอบเป็น มันเป็นอิสระแบบตัวละครของเน่ หยินเหนียงและเป็นพยานต่อเหตุการณ์แบบหนังของ HHH

5. จริงๆแล้ว ศึกชิงราชบัลลังก์ในหนังและการลี้ภัยของ หยินเหนียงมันก็อาจอธิบายปวศ.กสารเมืองของไต้หวันได้ประมาณหนึ่ง รวมถึงการที่มีตัวละครญี่ปุ่นอย่างชาโตชิ ที่ออกมาเป็นคนขัดกระจก ที่กลายเป็นภาพแทนของไต้หวันต่อญี่ปุ่นและจีน ในขณะที่ราชสำนักเว่ยป๋อ กับวังหลวงก็สัมพันธ์กันแบบจีนกับไต้หวัน แต่เราขี้เกียจเขียนและคิดว่ามันค่อนข้างตรงไปตรงมาไปหน่อยจนน่าเบื่อ (น่าเบื่อพอๆกับการที่เราจะยึดเอาการอธิบายตัวหนังผ่านทฤษฎี auteur ที่เราเลือกใช้เองนี่ล่ะ)

หนังโฟกัสที่เรื่องภายในเว่ยป๋อมาว่มากกว่าจะโฟกัสเรื่องขอเว่ยป๋อกับวังหลวง จีน เอ๊ยวังหลวงจึงเป็นปัจจัยภายนอกที่หนังเลือกวางไว้ว่าเป้นปัจจัยอันตราย เป็นฝาแฝด เป็นเงาในกระจกของนกสีฟ้าที่เมื่อเห้นจะเต้นจนมันตาย องค์หญิงแม่ชีกับกับองค์หญิงจินเสียที่เป็นฝาแฝดและเป็นองค์ที่ถูกส่งมายังไต้หวัน (เว่ยป๋อ) การไปจากบ้านขององค์หญิง(ที่เป็นแม่ของพระราชา) กับการไปจากบ้านของหยินเหนียงนั้นซ้อนทับกันอยู่ในแบบหนังของโหว คือตัวละครที่ไปจากบ้าน ไม่มีบ้านให้กลับไป (องค์หญิงทิ้งทุกอย่างเมื่อมาถึงเว่ยป๋อ หยินเหนียงไม่ผูกพันกับบ้านอีกต่อไป การกลับบ้านของเธอว่างเปล่าในสีหน้าแววตา) ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่ใหม่ ทั้งอาณาจักรเว่ยป๋อ และ องค์หญิงแม่ชี หยินเหนียงกับองค์หญิงจินเสียนจึงเป็นทั้งคนคนเดียวกันและเป็ภาพในกระจกของนกบลูเบิร์ด และเป็น ‘ประจักษ์พยาน’ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเว่ยป๋อ

ในหนังหยินเหนียงจึงไม่ได้เป็นคนลงมือสังหารใครในเว่ยป๋อ นอกจากจะป้องกันตัว หรือช่วยครอบครัว เธอไมไ่ด้ไม่สังหารเพราะผูกสมัครรักใคร่กับพระราชา แต่เพราะเธอเป็นคนนอกต่อเหตุการณ์ทั้งมหด เธอเป็นเพียงประจักษ์พยานต่อการต่อสู้ในราชสำนักเว่ยป๋อ ขององค์หญิงมเหสีจากอีกเมืองหนึ่งกับนางสนม (จริงๆเรื่องส่วนนี้ไม่อยู่ในหนังสือ และเป็นไปได้มากว่านี่ดัดแปลงมาจาก หยางกุ้ยเฟย ที่เกิดในราชวงศ์ถังเหมือนกัน ซึ่งเตรียมตัวดูฉบับ ฟ่านปินปินได้ใน Lady of Tang Dynasty ) และแน่นอนว่ามันเคยมีการสร้างในฉบับของหลี่ฮั่นเสียงมาแล้ว และนั่นคือ หวังเจาจิน(Beyond The Great Wall) ที่เล่นโดยหลินไต้นั่นเอง ยิ่งทำให้ Assassin แนบแน่นกับหลี่ฮั่นเสียงมากกว่าหนังกำลังภายในเสียอีก

กล่าวในแง่นี้หยินเหนียงจึงมีสถานะไม่ต่าสงจากตัวละครหลักๆของโหว คนที่ไม่มีบ้านใกห้กลับไป อดีตที่เคยมีก็สูญดับ มีแต่ต้องไปข้างหน้า (เราอาจบอกว่าฉากจบของหนังซ้อนทับกับการขี่มอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องอื่นๆของโหวได้สบายมาก)

6. ในทางภาพยนตร์ นี่คือหนังที่มีกล้องสองแบบของโหว หล้องแบบแรกคือกล้องมาสเตอร์ชอต แบบที่เห็นใน City Of Sadness หรือ A Time To Live กล้องระยะใกล้ดันจอให้เป็น แคนวาส และมีเหตุการณ์เหลื่อมซ้อนหลายชั้น บางเหตุการณ์ไร้ความสำคัญ สิ่งสำคัญเกิดขึ้นนอกจอ ผู้ชมอยู่ในฐานะประจักษ์พยานของการลอบมอง (ผ่านม่านหลายชั้น ซึ่งไม่ใช่แค่ตำแหน่งตาของผู้ขชม แต่เป็นตำแหน่งตาของหยินเหนียงด้วย ผู้ชมจึงคือประจักษ์พยานของประจักษ์พยานที่เฝ้ามองเหตุการณ์ในราชสำนักเว่ยป๋อไปพร้อมๆกับมองหยินเหนียง หยินเนียงในฐานะประจักษ์พยาน และโดยสเมอมา ประจขักษ์พยาน คนตัวเล็กตัวน้อย คือผู้ได้รับผลกระทบแม้ไม่ทำอะไรเลย ไม่เชื่อก็ไปถามช่างภาพใบ้ใน City Of Sadness หรือน้องสาวของพี่ชายนักลงหัวไม้ใน Daughter Of nile ได้เลย

กล้องอีกแบบที่เป็นกล้องสำคัญของโหวคือกล้องแบบชิดใกล้แต่ไร้โฟกัส ที่คือกล้องแบบที่โดดเด่นที่สุดใน Millenium Mambo กล้องเริ่มจากับใครสักคนแต่ไม่โฟกัสหลัก และพร้อมจะเสไปหาคนอื่นในฉาก ในฉากลองเทคแบบนี้กล้องของโหวจะเลื่อนซ้ายขวาบนล่างหลายครั้ง โฟกัสสิ่งละอันพันละน้อยมากกว่าว่าใครทำอะไร กล้องเคลื่อนจากพระราชาไปหาเจ้าชายไปยังลูกบอลในฉากหนึ่งเช่นเดียวกับฉากคลาสสิค ที่ซูฉีเปลือยเสื้อ สูบบุหรี่ และโดนโลมเล้าจากชายคนรักขณะเดินเข้าออกห้องนอนกับห้องรับแขกใน Millenium Mambo ชั้นของเหตุการณ์ปรากฏโดยกล้องมีหน้าที่ไล่ตาม แต่ไม่ได้ตามสิ่งที่กล้องโฟกัส คนดูสนใจ หากตามสิ่งอะไรก็ได้ที่เข้ามาบนจอ เหมือนดั่งดวงตาของผู้คน

ด้วยการถ่ายแบบนี้กล้องของโหวจึงไม่เล่าเรื่องพอๆกับเล่าเรื่อง ผลักให้เราไม่รู้เห็นเหตุการณ์แต่รู้เห็นชีวิต ซึ่งซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เมื่อมองพระราชา เราอาจเหลือบไปเห็นคนรับใช้ที่ข้างหลัง เห็นนางสนม ซึ่งกพลังทำสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกันอยู่ ชีวิตผุดปรากฏขึ้นบนจอโดยไม่ต้องสร้างขึ้นมา แค่จัดวางรูปรอยหลากหลายของผู้คน
ในอีกระดับตัวละครหลักของโหวเสมอมาคือแสงเงาและทัศนียภาพ ใน Cafe Lumiere เขาไม่ได้แค่ให้ระเอกรอนางเอกตื่นตอนนั่งรถไฟไปด้วยกัน แต่กล้องถึงขนาดเอื่อยเฉื่อยรอแสงแดดให้ผ่านช่องหน้าต่างของขบวนเข้ามา เช่นกัน Assassin เต็มไปด้วยทัศนียภาพและความเอื่อยเฉื่อยของลมลู่ผ่านต้นไม้ หรือแสงแดด สายหมอก ฉากที่เด็ดขาดมากๆ คือฉากที่หยินเหนียงประมือกับจอมยุทธหญิงหน้ากาก(ซึ่งโหวเฉลยไว้ในบทสัมภาษณ์ว่าอาจคือมเหสี ที่เป็นคู่มือที่คู่ควรจริงๆกับหยินหนียง) เป็นฉากที่แทบจะไร้ที่มาที่ไป แต่เป็นการลงมือของผู้หญิงกับผู้หญิงที่เป้นคู่มือกันจริงๆ (ในหนังฉากการประมือที่ยาวนานและรุนแรงจะเป็นหญิงกับหญิง ทั้งหยินเหนียงกับจอมยุทธหน้ากาก และหยินเหนียงกับแม่ชี ในขณะที่หยินเหนียงโดนรุมโดยพวกทหารชายนั้น ไม่มีคุณค่าเลย) ในฉากนี้อยู่ดีๆกล้องก็ตัดไปหาภาพต้นไม้ขยับตามแรงลมอยู่เกือบสามสิบวินาที สำหรับการประมือการรอเวลา การฟังเสียงลมพรู ผ่านต้นไม้เป็นพลังวิเศษที่เข้ามาผลักให้ฉากนี้ดูพิศวงมากขึ้น และดูโหวมากขึ้นมากๆ

7. Assassinสำหรับเราจึงเป็นทั้งหนังโหว และหนังWuxia (ก็ได้) ที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดหลังจาก The Grandmasters และพิสูจน์ว่า หนังของผู้กำกับอย่างจางอี้โหมว หรืออั้งลี่ ที่พยายามโบลว์ความเอกโซติค ให้กับหนังจีนกำลังภายใน(ที่พยายามอย่างยิ่งจะผูกตัวเองกับพุทธแบบเซนๆคูลๆ) นั้นไม่น่าสนใจ หรือมีพลังเท่ากับหนังที่แทบจะไม่เป็นหนังกำลังภายในแบบนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s