SPL 2 : A Time for Consequences (2015, Cheang Pos-Soi, HK+CHN)

tumblr_nbl9lqL81t1rdsiguo1_1280

ฟินน้ำแตกอย่างรุนแรงในระดับที่หนังฮอลลีวู้ดสิบเรื่องก็ไม่สามารถให้ได้

1. ตอนแรกตั้งใจจะดูหนังเรื่องนี้ควบกับฟรีแลนซ์รอบสอง แต่พอดูจบรีบกลับบ้านมาเขียนทันทีแล้วเก็บฟรีแลนซ์ไว้ ‘ดูใหม่’ ในวันพรุ่งนี้ แม้จะไม่ต้องตรงกัน แต่นี่คือหนังแก้อาการอยากยา Asssassins ที่กูคู่ควร

2. สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องและเห็นว่ามันน่าสนใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆ จนต้องพูดถึงคือ ‘ประเทศไทย’ ในหนังเรื่องนี้ เพราะเรื่องเกินครึ่งเกิดในเมืองไทย และพลอตหนังที่ทำให้เมืองไทยเป็นแดนเถื่อนกากกังเต็มไปด้วยความพิการ การคอรัปชั่น โรงพยาบาลหรือคุกในหนัง เป็นสิ่งที่ไม่สมจริงมากๆในเมืองไทย เป็นมุมมองแบบคนนอกมากๆ ที่เซตอัพโรงพยาบาลติดรถไฟฟ้า หรือคุกแบบนั้น แต่มันน่าสนใจมากๆว่าอันที่จริงๆพลอตนี้จะไม่สามารถทำได้ถ้าเป็นหนังไทย เพราะมันแสดงให้เห็นความชิบหายขั้นสุดของระบบราชการไทย รวมไปถึงการที่เมืองไทยเป็นฮับสุขภาพ แต่ไม่ใช่ฮับแบบที่อยากจะเป็น แต่เป็นดินแดนฆ่าชำแหละอวัยวะมนุษย์ เต็มไปด้วยการลักพาตัวไปขังในคุก แล้วหั่นชิ้นขาย เมืองไทยในหนังเรื่องนี้ปรากฏได้เฉพาะในพื้นที่ของคนนอกด้วยสายตากึ่งแฟนตาซีเท่านั้น นี่คือเมืองไทยที่ล้าสมัยถึงขนาดเก็บเอกสารผู้ป่วยแบบให้พยาบาลเดินมาเก็บในชั้น มีวอร์ดรวมน่ารัก คนไข้เดินไปมา หรือมีคุกที่มีแดนพิเศษขังผู้หญิง พัศดีใส่สูทเก๋ๆ และมีความสามารถกังฟู มีแดนสังหารกลางชุมชน เมืองไทยในหนังแปลกตามากๆ และเอกโซติคแบบแดนเถื่อนที่ต้องศิวิไลซ์

3.ในทางตรงกันข้าม จาพนม กับเป็นสิ่งเดียวที่ ‘ดู’ จริง ที่สุด กล่าวคือเรือนร่าง หรือท่าทาง หรือภาษาของจา เป็นเรือนร่างและภาษาที่สามารถเป็นผู้คุมเรือนจำได้จริงๆ ในหนังไทย เราอาจเห็นเมืองไทยใกล้คียงกว่านี้ แต่เราจะไม่เห็นตัวละครแบบจาเป็นตัวละครหลักๆในฐานะข้าราชการหรือลูกจ้างชั้นผู้น้อย ในส่วนราชการ เว้นแต่จะเป็นหนังแอคชั่นพันนา ในหนังไทยจาเป็น ชาวบ้านตามช้าง เป็นคนสามัญแต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐ อย่างไรก็ตามหนังกลับเขียนบทไทยได้ประดักประเดิดมากๆ เช่นการที่จาพูดกับลูก (การแสดงที่น่ารำคาญน้อยที่สุดของน้องอันดา -หนังควรโปรโมตทางนี้มากกว่า) เรื่องเมล็ดพันธุ์ ผลิดอกออกใบ เรือนร่างของจาพูดภาษาที่แม้แต่คนชั้นกลางยังไม่พูด มีแต่ในวรรณกรรมเท่านั้น ความประดักประเดิดของเมืองไทยในหนังมันน่าสนใจมาก ไม่ใช่ในแง่ความสมจริง แต่ในแง่ของการที่มันได้กลับหัวกลับหางมายาบงอย่างในหนังไทยเอง

4.แต่ไม่มีอะไรจะสุดขีดเท่า ศูนย์แพทย์โลตัส ในตอนท้ายเรื่องอีกแล้ว อันที่จริงนี่คือหนังที่พูดเรื่องเดียวกับฟรีแลนซ์ คือการบริการของโรงพยาบาลรัฐกับเอกชนที่ต่างกันฟ้ากับเหว เพียงแต่เปลี่ยนจากผื่นของฟรีแลนซ์ เป็นหัวใจ(litterally)กับการสู้เพื่อรอดของของตำรวจกับผู้คุมคุกแทน ศูนย์แพทย์โลตัส (ที่ชื่อชวนให้นึกถึงห้าง)มีบรรยากาศเหมือนโรงแรมหรู มีพนักงานต้อนรับชุดไทย(ถึงขนาดโจงกระเบน ) มากกว่าจะมีนางพยาบาล ทุกอย่างเป็นห้องโรงแรมมากว่ารงพยาบาล ชอบเซตติ้งนี้มากเพราะจริงๆโรงพยาบาลเอกชนก็พยายามใกล้เคียงโรงแรม มันมีทั้งความเป็นไทยแบบที่ทั้งถวิลหาและหลบหนีอยู่ในซีนเดียวกันอย่างน่าตกใจ เมืองไทยในหนังคือที่อื่น แต่เป็นที่อื่นที่เป็นทั้งแฟนตาซีเอกโซติกในทั้งทางบวกและลบอย่างสุดขอบไปเลย

5.กลับมาที่ตัวเรื่องบ้าง อันที่จริงประเด็นหลักของหนังมันคมมากและเล่นระดับกันร้ายกาจมาก กล่าวมือมันไม่ใช่หนังแอคชั่นเพื่อ ‘เทอดอุดมการณ์’ ไม่ใช่เรื่องฮีโร่กอบกู้ศีลธรรม แต่มันคือการสู้เพื่อเอาตัวรอดล้วนๆ มันคือการฆ่าคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอด และการต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาชีวิตทั้งของตัวเองและของผู้อื่น ตัวละครคิทที่ต้องหนีออกจากคุก จาที่สู้เพื่อลูก หรือเยิ่นต๊ะหัวสู้เพื่อหลาน และกู่เทียนเล่อที่ทำเพทื่อตัวเอง ทุกคนไม่ได้กอบกู้อะไร แต่ทุกคนอยู่ในภาวะเป็นตายเท่ากัน ถ้าไม่สู้จะไม่รอด การสู้แบบหมาจนตรอกในทุกระดับของหนังเลยผลักอะดรีนาลีนของหนังให้พล่านไปหมด ตัวละครตัวเดียวที่ไม่ต้องสู้ คือจางจิน (ดูหนังมันมาหลายเรื่องมากแต่ไม่เคยจำมันได้เลย) ในบทพัศดี จางจินลอยออกจากปัญหาทั้งหมดและกลายเป้นตัวละครที่เท่ที่สุดในเรื่อง(และร้ายสุด เก่งสุดด้วย) การกำราบคนที่ไม่ต้องสู้เพื่อเอาตัวรอดโดยคนทีเ่อาตัวรอดเลยเป็นเรื่องที่ยากที่สุดก่อนที่หนังจะตบฉากไคลแมกซ์ให้ตัวละครตัวนี้ต้องสู้เพื่อเอาตัวรอดไปด้วยเหมือนกัน

การที่หนังเป็นการสู้ของหมาจนตรอก ทำให้หนังบีบคั้นผู้ชมถึงขั้นสุดเพราะมันไม่มีอะไรให้ยึดจับ (ฉากเดียวที่มีศีลธรรมความเป็นคนดีทำสิ่งที่ถูกต้องคือฉากจารีเทิร์นไปในดงเชือดด้วยรถบัส) ความเข้มข้นของการออกแบบบทและวางตัวละครเลยทำให้เราลืม SPL ภาคแรกที่เป็นเรื่องคอนซีเควนซ์ของตำรวจฉ้อฉลที่ต้องรับกรรมของตัวเอง (บทของเยิ่นต๊ะหัวที่เล่นทั้งสองภาคในบทแบบเดียวกันนี่แหละที่โยงหนังเข้าหากันได้บ้าง) ของวิลัสันยิปให้ลงช่องผักไปได้เลย

6.หนังพิสูจน์ว่า Cheang Po-Sui เป็นคนทำหนังที่มีรสนิยมและเก่งมากๆๆๆคนหนึง ฉากแอคชั่นในหนังน่าตื่นเต้นมากๆทั้งฉากลองเทคในคุกตอนจราจลที่เกือบจะเป็นThe Raid 2 ไปแล้ว หรือฉากตะลุยดงเชือด กับฉากไคลแมกซ์ที่เลือกเพลง หยุดเพลง และใช้ความเงียบได้มีรสนิยมมากๆ

ดูหนังเขามาหลายเรื่องมาก แต่ไม่ได้ดู Dog Bite Dog จำได้ว่าไม่ชอบNew Blood แต่มีนักวิจารณ์หลายคนชอบมาก ส่วนเรื่องหลังๆของเขาก็มักเล่นกับสถาณกราณ์ปิดล้อมด้วยบทที่เข้มข้นมากๆ ทั้ง Accident และ Motorway ที่พยายามเปิดพรมแดนหนังฮ่องกงไปสู่โฟกัสใหม่ๆ อย่างไรก็ดีไซอิ๋วฉบับดอนนี่เหยินก็ยังเป็นงานที่น่าอับอายอยู่นะ

7.สุดท้าย สิ่งที่อชบที่สุดคือคือแอป Global Translator ในหนัง มุกการพูดคนละภาษาในหนัง (ซึ่งถูฏทำลายเรียบร้อยโดยพันธมิตร) นี่งดงงามมากๆ และมันสร้างเงือ่นไขที่คมมากๆให้บทด้วย จนเรายอมมองข้ามปาฏิหาริย์ตอแหลในช่วงก่อนไคลแมกซ์ในระดับที่ โอเค กูยอมใจ 5555 รู้สึกว่าทุกอย่างคลี่คลายได้ด้วยสมาร์ทโฟนมากกว่าการไล่ฆ่ากัน โลกสว่างไสวแล้วจริงๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s