ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2015,นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, ไทย)

201507101727519812

1.ในลัดดาแลนด์ สิ่งที่ตัวเออกพยายามทำคือดิ้นรนต่อสู้เพื่อจะพยุง ‘สถานะ’ความเป็นชนชั้นกลางของตัวเองไว้ ซึ่งนั่นคือ ครอบครัว บ้าน เขาต้องต่อกรกับภูติผีปีศาจ กับความไม่มั่นคงของชีวิต ผ่านทางการพยายนามปักหลักในดินแดนแปลกถิ่นที่ ผีมีทั้งที่เป็นผีจริงๆและผีที่ตามหลอกหลอนความเป็นชายอย่างการถูกดูถูกโดยแม่ยาย หรือเจ้านายเก่าเมีย การดำรงสถานะของตัวเองจึงต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและความตาย ถ้าลัดดาแลนด์คือฝันร้ายของภาพฝันคนรุ่นก่อนหน้าที่เชื่อในเรื่องการงานมั่นคง ครอบครัวแสนสุข ฟรีแลนซ์ก็เป็นเหมือนฝันร้ายของคนยุคนี้ คนรุ่นหนุ่มสาวที่ไม่ทำงานออฟฟิศ เป็นนายตัวเอง ทำงานเบาๆไม่ลงแรงอย่างกราฟฟิคดีไซน์ วาดหวังจะใช้ชีวิตในสังคมเมืองคูลๆ แล้วค่อยๆถูกดูดกินเอาพลังชีวิตออกไปทีละน้อย ตัวละครอย่างยุ่น ไม่มีอะไรเหมือนตัวเอกในลัดดาแลนด์ เขาไม่มีครอบครัว อาศัยอยู่ในห้องเช่า หรืออาจะคอนโด ไม่มีแรงกดดันจากญาติพี่น้องเพราะเขาไม่มีใครมีแต่เขา แต่เขากลับควบคุมตัวเองเสียยิ่งกว่าใครเพราะแรงกดของเขาคือความมีเสรีภาพของเขาเอง

2. ในยอดมนุษย์เงินเดือน หนังสร้างตัวละครที่รักจะเป็นคนทำงานไร้ความฝัน เป็นภาพตรงข้ามกับสาวนักฝัน ตัวละครเอกในยอดมนุษย์เงินเดือนตอกหน้าผู้ชมตั้งคำถามว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าความสุขของเขาคือการบ้างาน และการดูแลคนที่ตัวเองรัก เขาเป็นคนประเภทเดียวกับยุ่น แต่ยุ่นไม่มีคนที่เขารัก งานศพของเขามีคนที่เขาอยากให้มา(หรืออาจจะมาจริงๆ)แค่สี่คน แล้วยุ่นจะทำงานไปทำไมถ้าไม่มีหมุดหมาย เพราะสำหรับยุ่นหรือคนอย่างยุ่น งานคือทุกสิ่งทุกอย่าง เขาควบคุมร่างกายตนเองเหมือนนักบวช (ไม่มีเมีย ไม่มีเวลาพักผ่อน มีแต่การรำลึกถึงน้องเล็บหักทุกลมหายใจ) การเคร่งครัดตัวเองของเขาเป็นไปเพื่ออะไร เพื่อความสำเร็จหรือชื่อเสียง ก็อาจจะใช่ แต่ดูเหมือนนวพลพาเราไปลึกกว่านั้นว่ามันเป็นเพราะงานคืองาน งานคือทั้งหมดที่มี สำหรับยุ่น ผลสำเร็จคือการเป็นคนมีความรับผิดชอบ ส่งงานทันเวลา ในโลกของการแข่งขัน การมีอิสระเป็นฟรีแลนซ์จึงกลายเป็นกรงที่แข็งแรงยิ่งกว่าคอกกั้นคนทำงาน และเรียกร้องความควบคุมตัวเอง เยี่ยงนายทหารในนิยามของ ร่างกายใต้บงการ การที่เขากลายเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงส่งงานตรงเวลา (เพื่อที่จะได้งานมาสุมแน่นให้มากขึ้นไปอีก) เป็นวงจรของการกัดกินตัวเองไม่สิ้นสุด จุดหมายของเขาหรือคนรุ่นเขาจึงไม่ได้เป็นครอบครัวที่มั่นคงมากไปกว่าการเป็นคนโดดเด่นในทางใดทางหนึ่ง งานที่ได้ไปติดบอร์ดชิบุย่าหรือเป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่าทำงานเยี่ยงวัวงาน เขาคือภาพฝันสมบูรณ์ของแรงงานที่ทุนนิยมต้องการ และทำลายความคิดของมาร์กซ ที่บอกว่าแรงงานจะแยกตัวจากสิ่งที่ตัวเองทำไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเป็นเพียงแรงงาน เป็นเพียงปัจจับการผลิต คนงานอย่างยุ่นคือคนที่ถวายตัวเป็นปัจจัยการผลิตและพร้อมจะตายไปกับมัน เพราะไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว

3. เอาเข้าจริงสิ่งที่หนังถามจึงไม่ใช่เรื่องความสำเร็จของการทำงาน หรือเราทำงานไปทำไม แต่คือการตั้งคำถามว่าในที่สุดเรามีอะไรเหลือในชีวิตสมัยใหม่บ้างเมื่อเราปลดภาระของความรัก (ซึ่งเป็นตัวกวนการผลิตดังจะได้พูดต่อไป) ความเป็นครอบครัว เวลาว่าง และทุกความสัมพันธ์ในชีวิตออก วิธีคิดแบบอิสระ แบบนั้นไม่ได้หลงเหลืออะไรมากนัก (ฟังดูอนุรักษ์นิยมมากๆจะว่าไป) ถึงที่สุด เพื่อนที่ยุ่นมีทั้งหมดมาจากสิ่งที่ไม่ได้เลือก แม่ (ไม่ได้เลือก) เพื่อนมัธยม(ที่ห่างไปมากๆ) หนุ่มเซเว่น หรือเจ๋ หรือแม้แต่หมออิม ไม่ใช่เพื่อนหรือกลุ่มเพื่อนที่เราเห็นในชีวิตคนชั้นกลางทั่วไป แต่มันคือคนที่ปฏิสัมพันธ์กันผ่านงาน -งานของเจ๋ คือตามยุ่น งานของไก่หนุ่มเซเว่น ทำให้เขากับยุ่นพบกัน และหมออิมกับยุ่น พบกันเพราะงานของหมอคือรักษาคน ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทของยุ่นคือความสัมพันธ์ แบบกึ่งเพื่อนกึ่งคนแปลกหน้า มากกว่ากลุ่มเพื่อนจริงๆ เราอาจพูดได้ว่า ยุ่นคือตัวละครที่เกิดมาคนเดียวตายไปคนเดียว ซึ่งเป็นภาพที่โรแมนติคและชวนขนหัวลุกสำหรับคนสมัยใหม่ที่ทุกอย่างถูกจัดหาให้จนไม่ต้องพึ่งพาสังคมหรือการเข้าสังมอีกแล้ว และหนังไปไกลถึงขนาดฉายภาพที่ชวนขนหัวลุกสุดๆของการอยู่คนเดียวออกมาให้เห็นจริงๆ

4.ย้อนกลับไปหาการควบคุมตนเอง ดูเหมือน สองอย่างที่สำคัญในหนังคือผื่นและการอดนอน ซึ่งทั้งคู่คือการกระทำต่อร่างกาย ร่างกายดังวิหารของจิตใจ การฝึกยุทธ ฝึกทหาร กระทั่งฝึกภาวนา คือการฝึกฝนร่างกายให้ควบคุมตัวเองเพื่อให้จิตทะลุไปอีกชั้นหนึ่ง แต่ในโลกไร้จุดยึดเหนี่ยวของยุ่นการฝึกฝนร่างกาย (ที่ยุ่นมักรำพึงกับตัวเอง เรื่องการอันล๊อคการนอน หรือการโกบียอนด์ยาแก้คัน) เป็นไปเพื่อรับใช้ทุนไม่ใช่เพราะถูกบังคับแต่โดยสมัครใจเพราะทุนเป็นสิ่งเดียวที่เขาเหลือมีให้ยึดเหนี่ยว

5.ดังนั้นตัวละครของหมออิม จึงเป็นด้านตรงข้ามที่น่าทึ่งมากๆในแง่ของการเป็นหมอที่มีหน้าที่ซ่อมแซม เรือนร่าง/ร่างกายให้กลบมาเป็นปกติ หมออิชลอการฝึกยุทธ์ของยุ่น ในขณะเดียวกันก็อันล๊อคทางจิตวิญญาณ(ที่สวนทางกับการฝึกยทธจริงๆ) ร่างกายที่ออนแอทำให้ได้พบกับการปลดล่อยทางวิญญาณ แต่หนังดูเหมือนจะวางตำแหน่งของความรัก ความสัมพันธ์อยู่ในตำแหน่งเดียวกับเวลาว่าง หรือvacation time ตามชื่อเพลงประกอบ ในฐานะตัวกวนการผลิต เพราะในขณะที่ในหัวของยุ่นเป็นไปด้วยการผลิตตลอดเวลา การไปพบหมอคือการฉกฉวยเวลาไปจากการผลิต การไปทะเลไร้ความหมายการรักหมอยิ่งแล้วใหญ่ พิจารณาจามชื่อหนัง ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ารักหมอ คำสำคัญคือ การห้าม การห้ามคือการควบคุม ควบคุมเพื่อให้คนเปลี่ยนจากคนเป็นปัจจับการผลิต ที่ถูกห่อหุ้มด้วยความรู้สึกมีเสรีภาพของการเป็นฟรีแลนซ์ที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ความรักทำให้สมดุลรวนเรและผลักมนุษย์ออกมาจากสายพานการผลิตและนั่นคือการขัดขวางการฝึกยุทธ์ หมอคือผื่นตามร่างกายที่การฝึกฝนตนเองควบคุมตนเอง ไม่ได้ช่วย ร่างกายที่ยุ่นรีทัช(ควบคุม) เขาพบว่ามันควบคุมไม่ได้อีกต่อไป เขารีทัชร่างกายตัวเองไม่ได้ ซ้ำมันยังผลให้เขาลืมรีทัชร่างกายของคนอื่นๆอีกด้วย

6.ไปๆมาๆนี่จึงไม่ใช่อะไรมากไปกว่าหนังตีแผ่การช่วงใช้มนุษย์เป็นครื่องมือในยุคสมัยปัจจุบัน ที่ไม่ต้องเป็นแรงงานในโรงงาน หรือเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกแล้ว แต่ที่งดงามคือหนังก็ไม่ได้มาทำหน้าที่บริภาษว่าโลกสมัยใหม่มันช่างเลวร้าย ทำให้คนไม่เป็นคน และทำตัวเทศนาธรรมส่งคนดีที่บาลานซ์ชีวิตกับการงานได้คือให้ผู้ชมเพื่อตีสองหน้าหลอกว่าพรุ่งนี้เราจะทำงานได้ดีขึ้นโดยมีคนรัก และมีเวลาสำหรับการพักผ่อนโดยไม่โดนบีบคั้นให้ต้องควบคุมตนเอง การที่หนังชี้ให้เห็นว่ามันนำพาไปสู่สิ่งใด หนังให้ทางเลือกของมนุษย์ในฐานะของคนที่โอเคกับมัน และอาจจะกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของมันเมื่อไรก็ได้ ไม่ใช่ด้านตรงข้ามที่ต้องเลี่ยงหลบ และไม่ต้องกลับไปรีทัชรูปให้แม่เพื่อเพรียกหาความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม ก็แค่มีชีวิตสืบไป

7.นอกเหนือไปจากนั้น การที่หนังพาไปแตะความเป็นไทยๆในแลนด์สเคปคุ้นตาคนเมืองแต่นอกเหนือความคุ้นเคยบนจอหนังเป็นสิ่งที่งดงงามากๆทั้งร้านสุกี้ โรงยิมแบบที่ไม่ใช่ฟิตเนสเก๋ๆ เซเว่นอีเลฟเว่น และที่สำคัญ โรงพยาบาล

โดยไม่ได้ตั้งใจหนังวิพากษ์การระบบสุขภาพไทยที่โรงพยาบาลเอกชนนั้นขูดรีดมหาโหดในขณะที๋โรงพยาบาลรัฐนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คนแออัด การอคิวรักษาที่ยาวนาน และสภาพภายในโรงพยาบาลที่ดูชั่วคราวซังกะตาย อย่างซอกห้องตรวจกั้นอลูมิเนียมของหมออิม หรือ โอพีดีที่วุ่นวายจนเรียกข้ามคิวไปได้ง่ายๆ (ฉากลองชอตการขึ้นบันไดไปต่อคิวนี่ฮามากๆและจริงจนเจ็บว่ากูยังเช้าไม่พอสินะ)

หนังมีบทสนทนาแบบย้อนไปถึงแสงศตวรรษ และกลายเป้นคู่หนังที่พูดเรื่องวงการสาธารณสุขไทยได้งดงามที่สุด ตัวละครแบบหมออิมที่เป็นหมอฝึกเฉพาะทางและการดิ้นรนในแบบของเธอ (ที่ไม่ได้ต่างจากยุ่นแต่ราจะไม่ได้เห็นบนจอนอกจากการบอกใบ้เล็กๆน้อยๆ) เป็นการฉายภาพที่งดงามและสมจริงสมจังมากๆ

8.ถึงที่สุด โดยส่วนตัวตกใจมากๆที่ในที่สุด GTHก็ทำหนังที่หม่นหมองออกมา และน่าตื่นเต้นที่ในที่สุดพวกเขาก็รู้วิธีจบที่จะไม่ลากตัวละครที่พวกเขาปั้นขึ้นมาเข้ารกเข้าพงไปอย่างน่าอายเพื่อจะหยอดน้ำตาลใส่ผู้ชม(เหมือนที่ทำกับคิดถึงวิทยา หรือ ซัคซี้ด) อันที่จริงนี่ก็ถือว่าหวานแล้ว เพียงแต่มันไม่เกินพอดี และถ้าหนังได้ร้อยล้านจริงเราจะเซอร์ไพรส์มากและดีใจมากๆที่หนังหม่นหมองแบบนี้ได้เงิน

สำหรับนวพล – เออ มึงpunk ว่ะ

ปล. เอาจริงๆเหมือนมีประเด็นเขียนนอีก เอาไว้นึกออกจะลง Cinema offscreen

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s