อนธการ (2015, อนุชา บุญวรรธนะ,ไทย)

BlueHour4
เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์​

1. เวลา
ดูเหมือนหนังจะล่องลอยอยู่ในโลกเฉพาะของการ ‘ ครึ่งหลับครึ่งตื่น’ มากกว่าโลกแบบ ‘กึ่งจริงกึ่งฝัน’ กล่าวคือโลกในหนังไม่ใช่โลกที่มีแฟนตาซีของความฝัน หรือมีอาการจริงบ้างฝันบ้าง แต่ทุกอย่างในหนังเรื่อนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยซ้ำว่ามันจริงหรือฝัน มันคือห้วงยามพร่าเลือนที่ทุกอย่างทั้งซ้อนทับและแตกออกเป็นสอง มันคือช่วงเวลางัวเงียระหว่างการหลับครั้งหนึ่งกับอีกครั้งหนึ่ง ในหนังนั้นตั้ม ‘หลับ’เกือบจะตลอดเวลา และเมื่อตั้มตื่นขึ้นเราไม่รู้ว่านี่คือการตื่นจากความฝันหรือตื่นจากความจริง ‘The Blue Hour’ หรือโมงยามอันอนธการของหนังจึงเป็นรอยต่อของแสงกับความมืด ความหลับกับความตื่น ช่วงเวลาที่ทุกอย่างพร่าเลือนเข้าหากันและออกจากกัน

มันจึงแยกได้ยากว่าเหตุการณ์ใดในหนังที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ใดที่ไม่ได้เกิดขึ้น ทุกอย่างเกิดขั้นได้พอๆกับการที่ไม่ได้เกิดขึ้น ด้วยพลังของการตัดต่อ การเล่นซ้ำการเปรียบเปรย พลังอำนาจของภาพยนตร์คือการคว้าจับเอาโลกที่ย่นย่อพื้นที่เวลาความจริงและไม่จริงให้ยุบรวมกันเข้า กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราอาจบอกว่ามันคือเรื่องของตั้มที่พบกับภูมิ เด็กหนุ่ในอินเตอร์เนทที่ชักนำเขาไปสู่โลกมืด หรือตั้มผู้โดดเดี่ยวสร้างภูมิขึ้นมาเพื่อหลบหนีจากโลกที่ไม่ได้เป็นของเขา ตั้มที่ทำลายครอบครัวตัวเองหรือเฝ้าฝันว่าจะทำลายครอบครัวตัวเอง ตั้มที่ถูกผีบังตาไปจาครอบครัว หรือตั้มเองที่เป็นผี เป็นห้วงรำลึกสุดท้ายอันเจ็บปวด ทุกสิ่งล้วนเป้นไปได้ในการปรากฏซ้ำ ในการฉมจมในความมืด ในการร่วงหล่นลง ในหารหลับ และการตื่นในการร้องให้ และไม่ร้องให้

มีการปรากฏซ้ำเพื่อย้อนแย้งกันเองและท้าทายกันเองอยู่มากครั้งในหนัง ตั้มประกาศข้อโต้แย้งว่าเขาเกลัยดการร้องให้ เพราะคนร้องให้จะไม่ยอมเป็นคนผิด ในเวลาต่อมา นอกจากการหลับและตื่น สิ่งที่ตั้มทำคือการร้องให้ และการร้องให้ปรากฏซ้ำๆ โดยมีภูมิเป็นผู้จ้องมอง ตั้งส่งมอบความเป็นผู้กระทำความผิดให้กับภูมิด้วยการร้องให้ ในการให้ภูมิจัดการเรื่องต่างๆ และเมื่อภูมิร้องให้หลังตั้มตื่นจากฝัน (หรือฝันจากตื่น)ในฉากที่ดูจริงที่สุด (เพราะหลุดจากพื้นที่เดิม) อย่างฉากบ้านพักอู่ ตั้มกับภูมิก็กลายเป็นคนเดียวกัน การปรากฏซ้ำของความทรงจำในสองร่าง ความทรงจำซ้อนทับและกลายเป็นของอีกคน

การปรากฏซ้ำของห่อของดิ้นได้ ศพ ความตายและการฆ่าเป็นทั้งการทำนายอนาคตและเป็นทั้งเครื่องชี้แสดงการซ้อนทับของพื้นที่สองแบบ ที่เป็นหัวใจหลักของหนังเรื่องนี้ พื้นที่ปลอดภัย และพทื้นที่อันตราย ที่สลับขั้วย้อนแย้ง และซ้อนทับบทบาทกันและกันอย่างรุนแรง

2. พื้นที่
สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือพื้นที่ สเปซหลักของหนังประกอบด้วย สระว่ายน้ำร้าง ทุ่งขยะ และหลังคาดาดฟ้าตึก สถานที่ซึ่งถูกทิ้ง ถูกลืม ในโลกของตั้มกับภูมิ ไม่มีพื้นที่เปิดโล่ง ทุกอย่างถูกจับตาบ้าน โรงเรียน บ้านพักคนงานอู่ ทุกที่คือสถานที่ของการจ้องมอง การถูกจ้องมอง แต่พื้นที่ที่พวกเขาไม่ถูกจ้องมองมีเพียงสระว่ายน้ำร้างซึ่งเป็นพื้นที่ของภูติผี เรื่องเล่าขนหัวลุก อาชญากรรม และเรื่องชั่วร้าย ดาดฟ้าหลังคาบ้าน ซึ่งต้องป่ายปีนซ้อนทับไปมาพื้นที่เปิดโล่งหมิ่นเหม่อันตราย และกองขยะ ซึ่งเช่นกัน ถูกทิ้งร้าง ถูกหลงลืม ถูกทำให้เป็นแดนชั่วร้าย นี่เป็นหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ให้พื้นที่กลายเป็นตัวละครสำคัญ (นอกจากป่าของอภิชาติพงศ์ เราก็นึกถึงเรื่องอื่นได้ยากยิ่ง) ในหนังเรื่องนี้ พื้นที่ที่ควรจะปลอดภัย กลับเป็นพื้นที่ปิดล้อมและเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะถูกทำร้าย คุกคาม ตั้มหลับในห้องเรียนก่อนจะโดนเพื่อนนักเรียนทุบประตูและไล่กระทืบ การทุบประตูปรากฏซ้ำเมื่อตั้มหลับในบ้าน และพี่ชายมาปลุกเพื่อลากลงไปแจ้งข้อกล่าวหา แม้หนังไม่บอก เราก็เห็นได้ชัดว่า เขาถูกำร้ายทั้งที่บ้านและโรงเรียน พื้นที่ปลอดภัยในความหมายของคนสามัญจึงเป้ฯพื้นที่อันตรายสำหรับคนนอกอย่างตั้ม และนั่นผลักให้พื้นที่อันตราย อย่างกองขยะ หรือ สระว่ายน้ำ ดาดฟ้าบ้าน หรือถนนไฮเวย์ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับตั้มกับภูมิ พื้นที่ที่ปราศจากการถูกตับจ้อง การถูกทำร้าย ไม่ใช่พื้นที่เปิดโล่งแบบทะเล ป่า หรือสวนสาธารณะ หากมันคือที่มืดอับเหม็นเน่า ที่ที่พวกเขาจะเป็นพหูพจน์ของสิ่งเหลือใช้ถูกทิ้งขว้าง(กองขยะ) เป็นภูติผี และอาชญากร (สระว่ายน้ำ ห้องน้ำ)เป็นเพียงสิ่งที่เคลื่อนไป (ถนน ) ไม่เฉพาะตั้มกับภูมิ นี่คือภาวะขาดไร้พื้นที่สารธารณะสำหรับวัยรุ่นคนชั้นกลางระดับล่าง ที่ไม่มีเงินพอจะเดินห้างหรือเปิดโรงแรม บ้านไม่ใช่ที่สงบ แต่คือพื้นที่ที่ถูกจ้องมองและคุกคาม อย่างที่ภูมิกล่าวตอนต้นเรื่อง ไม่มีเงินพอสำหรับโรงแรม ที่บ้านก็ไม่ได้ ที่แห่งนี้จึงเหมาะที่สุดสำหรับเด็กสองคนที่ถูกเบียดขับออกจากสังคมปกติ(สำหรับบ้านของทั้งคู่นั้น เรารู้ว่าภูมิอยากไปนอนกับตั้มที่ห้อง แต่ครั้งแรกที่ได้เข้าไป คือการพบกับความตาย ในขณะที่เมื่อตั้มไปที่ ‘บ้าน/ห้อง’ ของภูมิ มันก็ถูกจับจ้องโดยตลอดเวลาเพราะภูมิแชร์ห้องกับคนอื่น) การขาดไร้พื้นที่สาธารณะที่เป็นส่วนตัวจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเฉพาะของตัวละคร แต่มันยังผลักให้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากก้าวลึกเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะพวกเขา ‘ไม่มีที่ไป’

พวกเขาจึงเป็นเพียง ‘บุคคลภายนอก’ที่ ถูก ‘ห้ามเข้า’ ตลอดกาล ขณะเดียวกัน็เป็นภูติผีของคนจมน้ำตาย เป็นคราบรูปทรงคล้ายมนุษย์ที่ลบอย่างไรก็ลบไม่ออก เป็นวิญญาณที่ถูกกำจัดแต่ยังดำรงคงอยู่

อย่างไรก็ตาม ดูเหมืิอนพื้นที่อันตรายแะลพื้นที่ปลอดภัยกลับทับซ้อนกัน เมื่อกองขยะที่ดูปลอดภัยนั้นถูกควบคุมอยู่ และกองขยะนั้นเคยเป็น ‘บ้าน’ มาก่อน การถูกคุกคามในกองขยะจึงเป็นการคุกคามพื้นที่ปลอดภัยของพวกเขา และผู้คุกคาม็เป็นการซ้อนทับระหว่างคนอกกับตนใน /ในบ้าน นั่นคือพ่อ

3.ตัวตน

พ่อดูเหมือนเป็นสิ่งไม่ปรากฏในหนังแต่ปรากฏอยู่ทุกที่ พ่อ ความเป็นพ่อเป็นสิ่งผงาดง้ำค้ำอยู่เหนือตั้ม ควบคุมความกลัวและความกล้าของเขา พ่อที่ปรากฏอยู่ทุกที่ ย้ำอีกครั้ง ในคำพูโของแม่ ของพี่ชาย ในอาชญากรรมที่เขาไม่ได้ทำ และทำ ในการเป็นเฮเทอโร หรือเป็นโฮโม ฉากหนึ่งแม่ของตั้มบอกว่า รู้นี่นาว่าพ่อไม่ชอบ สิ่งที่ตั้มเป็น การเป็นโฮโมทำให้ตั้มเป็นสิ่งที่พอไม่ปรารถนา การเป็นไม่ได้อย่างพ่อ ไม่เป็นพ่อ ทำให้ตั้มกลายเป็นเป้าหมายของพ่อ/ผู้ชาย/เฮเทอโร ที่ปรากฏอยู่ใน ‘พื้นที่ปลอดภัย’อย่างบ้านและโรงเรียน ซึ่งคุกคามเบียดขับตั้มและภูมิออกไป การที่ภูมิบอกว่าเมื่อเป็นเกย์แล้วต้องเป็นเกย์ที่ดีจึงจะเป็นเกย์ได้ มันไม่แฟร์ เพราะมันคือการยอมให้เป็นภายใต้กรอบคิดจำกัดของแบบเฮเทอโร เมื่อสืบพันธุ์ไม่ได้ก็ต้องเแป็นข้ารับใช้ พ่อที่ไม่ปรากฏจึงไม่ได้ไม่ปรากฏ แต่ปรากฏอยู่ในแม่ ในพี่ชาย ในโรงเรียน ในปืน ในกองขยะ ในทุกที่เว้้นแต่ในที่มืดที่ตั้มกับภูมิร่วมรักกัน ในใต้น้ำสกปรกของสระน้ำร้าง ที่ที่พ่อไม่ปรากฏคือพื้นที่อันตรายที่ต้องถูกกำจัด พ่อคือปืน คือพระ คือสิ่งคุกคามที่แท้แม้ไม่ต้องปรากฏอยู่

4.คนอื่นๆ

เพราะ political is personal ดังนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้มันจึงจำต้องกลายเป็นหนังการเมือง เมื่อพอ่ และคนในกองขยะซ้อนทับกันในฐานะเจ้าของพื้นที่ทั้งพื้นที่อย่างบ้านและกองขยะ พ่อซึ่สวมเสื้อลายพราง และใครบางคนถามว่าเป็นทหารหรือเปล่า พ่อที่มีปืน และพ่อที่มีพระ การร่วมมือกันของพ่อ เสื้อลายพราง ปืน และ พระ คือสิ่งซึ่งกดทับโลกของตั้มอย่างถึงที่สุด รัฐของพ่อทำให้พื้นที่ปลอดภัยเป็นพื้นที่ของการถูกควบคุมกดขี่ กระทั่งในพื้นที่ส่วนตัว อย่างห้อง หรือพื้นที่ที่ห่างไกลอย่างกองขยะ พ่อก็ยังสอดมือมายุ่งเกี่ยว การทำลายล้างจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในที่สุด

แต่การท้าทายอำนาจของพ่อ ไม่ได้นำมาซึ่งการปลดปล่อย ไม่มีการปลดปล่อยที่แท้จริงดำรงคงอยู่ พ่อในกองขยะหรือพ่อในบ้านอาจจะตาย แต่ตั้มกับภูมิไม่ได้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง เวลาเดียวที่เขาเป็นอิสระ ไม่ใช่การทำลายพ่อ แต่เป็นการจมลงในน้ำ รูปแบบหนึ่งของการฆ่าตัวตาย หนังจึงเลือกการจมลงในน้ำ จากสระน้ำเน่าเหม็นของการหลบหนีไปสู่คลองเปิดโล่งน้ำใส พื้นที่ใหม่ที่ทเข้ามาในฉากสุดท่้าย แต่ไม่ใช่พื้นที่ที่เป็นอิสระ การจมลงในน้ำต่างหากที่เป็นอิสระ ย้อนกลับไปว่า บางทีตั้มอาจจะจมลงในน้ำตั้งแต่ครึ่งเรื่องแรก และไม่กลับขึ้นมาอีก ผีบังตาเอาไว้ และเราอยู่ในโลกที่ผีบังตาตั้มจากคนอื่นๆก็เป็นได้

อีกครั้ง ตั้กับภูมิอาจจะเป็นกันและกันเองในขณะที่พวกเขาทั้งคู่อาจจะเป็นเพียง ‘บุคคลภายนอก’ที่ ถูก ‘ห้ามเข้า’ ตลอดกาล ขณะเดียวกัน็เป็นภูติผีของคนจมน้ำตาย เป็นคราบรูปทรงคล้ายมนุษย์ที่ลบอย่างไรก็ลบไม่ออก เป็นวิญญาณที่ถูกกำจัดแต่ยังดำรงคงอยู่ และนั่นคือความเป็นการเมืองของการไม่เป็นการเมือง ในพื้นที่อย่างประเทศไทยที่เป็นทั้งบ้านและกองขยะ เป็นทั้งที่ปลอดภัยและภัยคุกคาม ขณะที่เราทุกคนพยายามอิ้นรนเงียบเชียบในสระว่ายน้ำร่าง บนถนนไฮเวย์ หรือในกองขยะที่เราซึ่งยังไม่ตายถูกห่อผ้ามาทิ้งไว้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s