Todo Todo Teros (2006, John Torres , Philippines)

shapeimage_1

เราจะเล่าเรื่องนี้ว่าอย่างไรดี เอาเป็นว่ามันอาจเป็นเรื่องของกรุงมะนิลาในความืดมนของการก่อการร้าย หลังเอเลี่ยนลงมายังโลก สำนักตรวจคนเข้าเมืองฟิลิปปินส์ออกกฏให้เอเลี่ยนต้องตรวจเข้มก่อนเข้าเมืองซึ่งไม่เพียงแต่เอเลี่ยนหากยังรวมถึงคนฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่นอกประเทศก็ล้วนต้องถูกกักและตรวจเข้มเช่นเดียวกัน แต่่นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับเอเลี่ยน แต่มันเกี่ยวกับองค์กรก่อการร้ายใต้ดิน ผู้กำกับหนุ่มคนหนึ่งและเพื่อนของเขาเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้ายที่ว่านี้ ยามค่ำเขาท่องไปในแดนของศิลปะ ภาพยนตร์ และดนตรีทั่วเมืองมะนิลา และคิดถึงใครบางคน ใครบางคนที่ว่าคือสาวรัสเซียที่เขาเคยพบครั้งหนึ่ง เคยตกหลุมรักครั้งหนึ่ง เขาถ่ายวีดีโอภาพของเธอเอาไว้มากมาย เป็นเหมือนจดหมายทางความทรงจำของเขาและเธอ และภาพเหล่านั้นหลอมรวมในหนังว่าด้วยการก่อการร้าย แล้วยังมีผู้ก่อการฝึกหัด ซึ่งอาจจะเป็นภรรยาของเขา เธอเหม่อเจ้องจอทีวีบรรจุภาพสาวรัสเซียในห้วงรัก วันแล้ววันเล่า เธอฝึกเป็นผู้ก่อการด้วยการตามถ่ายวีดีโอเขาโดยไม่รู้ตำรวจกำลังตามถ่ายวีดีโอเธอ พยายามใช้วิดีโอแทนเครื่องมือสื่อสารในการแกะริมฝีปากของเธอและหัวหน้าซึ่งกระซิบงึมงำภาษาที่ไม่สามารถธิบายได้ ในระหว่างนั้นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักผุดพรายคลอไปกับเรื่องเล่าของการกดขี่ของพวกสเปน ดนตรีกลางคืน และภาพยนตร์ ก่อนที่เสียงเล่าจะถูกเปิดเผยว่าอาจจะเป็นเสียงของชายขายแผ่นผีที่เล่าเรื่องย่อหนังให้เธอฟัง เธอไม่ได้มาซื้อหนัง เธอเอาหนังของเขามาเสนอขาย หนังที่เธอฉายขึ้นจอแล้วถ่ายซูมมันมา จงใจให้ติดเงาของเธอลงไป เพื่อที่มันจะเปลี่ยนจากหนังที่เขาถ่ายผู้หญิงอีกคนเป็นหนังของเธอที่มีเขา ท่ามกลางการก่อการร้ายและความรักนี้เอง ‘ภาพยนตร์’ ดำเนินไป

ภาพยนตร์ถูกประกอบสร้างขึ้นมาอย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องเล่าแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นภาพที่สร้างขึ้นใหม่แต่เพียงอย่างเดียว มันไม่ใช่สิ่งทำใหม่ที่สุทธิ์จริงแท้ และเป็นสิ่งที่เป็นไปก็แต่เพื่อตัวมันเองราวกับมันผุดบังเกิดขึ้นมาในอากาศ แต่ภาพยนตร์คือการประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งต่างๆ สิ่งละอันพันละน้อย เรื่องเล่าที่ไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ความทรงจำส่วนบุคคล เรื่องเล่าทำหน้าที่ประดุจดังเชือกซึ่งล้อมร้อยทุกอย่างเข้ามาหากัน เย็บปิดสนิทเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆในบางกรณี และในบางกรณีเช่นกรณีของตอร์เรส การกระจัดกระจายกลับคือสิ่งสำคัญ หนังของเขาเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่เพียงเพราะเขาใส่ฟุตเตจภาพของหญิงคนรักลงไป แต่เพราะความทรงจำของหญิงคนรักเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เมื่อผู้ชมดูหนังเรื่องนี้ ความทรงจำส่วนบุคคลเหล่านี้นั้นอาจถูกแปรรูปไปสู่ความทรงจำของตัวละคร หากยังมีส่วนที่เราไม่อาจเข้าถึงได้อีกต่อไป และกระบวนการนี้ถูกทำซ้ำ เมื่อภรรยาของผู้ก่อการร้ายทำให้หนังของสามีกลายเป็นหนังของเธอ ด้วยการใส่เงาของตัวเธอลงไปในหนัง นั่นคือภาพยนตร์ใหม่ มันคือตุ๊กตาปริแตก รอยเย็บไม่สนิทอันสวยสดงาม ลวดลายของการเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอ กลายไปเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์เสียเอง ผู้ชมสิบคนเดินเข้าไปดูภาพยตร์เรื่องเดียวกัน ทุกคนพกพาภูมิหลัง ความทรงจำ ความทุกข์ความสุขของตนเองติดเข้าไปด้วย ภาพยนตร์ออกฤทธิ์ฉายส่องลงในความทรงจำของแต่ละคน ความทรงจำของผู้อื่นจึงทาบทับเข้ากับความทรงจำของเรา ความทรงจำที่เรามีต่อภาพยนตร์จึงไม่ใช่ความทรงจำของภาพยนตร์ มากไปกว่าความทรงจำของเราต่อภาพยนตร์ สิ่งซึ่งภาพยนตร์กระทำกับเรา และนี่คือกระบวนการที่ตอร์เรสเล่าออกมาให้เราได้เห็นเป็นภาพ ซึ่งเป็นอะไรระหว่างการบันทึกชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆแล้วคืบคลานไปสู่เรื่องเล่า การก่อการร้ายอะไรต่อมิอะไรมาถูกใส่ให้ดูมีเหนื้อมีหนัง ก่อนจะเปิดเผยพลังแท้ๆของภาพยนตร์ อันคือการเชื่อมร้อยความทรงจำของกันและกัน ระหว่างผู้ชมกับคนทำ ผู้ชมกับผู้ชม และผู้ชมกับภาพยนตร์

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เรื่องเล่าทั้งหลายในเรื่องนี้ (ซึ่งมีทั้งสิ่งที่เขียนขึ้นใหม่ ภาพทรงจำส่วนบุคคลและภาพบันทึกประวัติศาสตร์ของแวดวงหนังฟิลิปปินส์ร่วมสมัย) ทั้งรื่องเล่าของ ลาฟ ดิอาซเกี่ยวกับเจ้าอาณานิคมสเปน เรื่องเล่าของนักฆ่าที่ตกหลุมรักเป้าหมายของตัวเอง เรื่องของสาวรัสเซีย และเรื่องการก่อการร้ายจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันในการ ส่งสัญญะภาพสะท้อนความสัมพันธ์ของตัวละคร หากในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเสียงที่อยู่ในหนังซึ่งมาจากหนังเรื่องอื่น เสียงจากผู้ชมซึ่งเป็นคนอื่นต่อกระบวนการของหนัง แล้วมาปรากฏอยู่ เช่นเดียวกับกล้องที่เป็นการแอบถ่าย เป็นทั้งโฮมวีดีโอ เป็นการถ่ายเล่น และเมื่อนำมาใช้ในภาพยนตร์มันกลายเป็นกล้องสอดส่องของรัฐ กล้องแกะรอย กล้องติดตามผู้ก่อการร้าย

ในหนังนั้นบอกว่าการทำหนังคือการก่อการร้าย และมันเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ตอร์เรสทำ เล่าเรื่องหนังที่ว่าด้วยผู้ก่อการร้าย แต่หนังเองก็ทำหน้าที่เป็นการก่อการร้ายจริงๆต่อผู้ชม ซึ่งไม่อาจจะเข้าใจตัวหนังได้หมดจด ดัง ‘ภาษาที่เราไม่เข้าใจ’ ของผู้ก่อการร้ายที่พูดกันเองซึ่งเป็นภาพแทนของการทำหนังที่เล่าแต่เรื่องส่วนตัวซึ่งผู้ชมไม่มีวันจะเข้าใจได้แต่อ่านปากจากตรงนั้นตรงนี้เหมือนนายตำรวจซึ่ง ‘ถ่ายหนัง’ การสนทนาของพวกผู้ก่อการร้ายแล้วพยายามอ่านปากเอาจากการสนทนาจากนั้นจึงตีความไปต่างๆนาๆ เราผู้ชมคือผู้เฝ้าดูการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราเอง และเมื่อเราคิดเกี่ยวกับหนัง เล่าหนังออกมา หนังก็กลายเป็นหนังของเรา แม้ว่าเราจะเล่าได้เพียงบางเรื่อง บางส่วน มีรูปเงาของเราทาบลงบนจอที่อัดทับหนังไว้ เมื่อเราเอาหนังไปขายเป็นแผ่นผี เงาของเราติดบนจอ เป็นส่วนหนึ่งของหนัง เฉกเช่นกับที่ภรรยาของผู้ก่อการร้ายทำ เฉกเช่นเมื่อเรากำลังเล่าถึงหนังเรื่องนี้ เงาของเราก็ทาบทับลงในการเล่านี้เช่นกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s