Goodbye To Language (2014, Jean-Luc Godard, FR)

Farewell-to-Language-thefilmbook

เราอาจบอกว่านี่คือ บทสนทนา /เรียงความ/ บทกวี /ถ้อยแถลง ว่าด้วยเศษเสี้ยวแตกหัก สิ่งละอันพันละน้อยของภาษาที่ในที่สุดไม่อาจสื่อความได้อีก การจำแนกแยกย่อย สำรวจตรวจสอบ เล่นแร่แปรธาตุ ทำลายแล้วประกอบใหม่แยกหน่วยย่อยของภาษา ซึ่งการจะประกอบสร้างความหมายขึ้นได้ ไม่ได้เกิดจาความหมายเดี่ยวๆของคำ แต่เกิดจากการพิงหลังกันและกันของความหมายในแต่ละหน่วยย่อยๆของคำ พาชชการเชื่อมโยงพึ่งพิงทำลายล้างหรือหนุนส่งกันในแถวทางของไวยากรณ์

เราอาจแบ่งภาษาในเรื่องเสียใหม่ จากภาษาพูด/เขียน ไปสู่ภาษาอีกสามแบบที่มีไวยากรณ์ต่างกันและ เป็นภาษาหลัของภาพยนตร์ โดยเราขอแบ่งเป็นภาษาภาพ ภาษาเสียง และภาษาตัวบท ซึ่งทั้งสามภาษาในหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมายั่วล้อ ท้าทาย ถอดประกอบใหม่เพื่อให้เห็นความไร้สมรรถภาพของภาษา ที่ในที่สุด ไม่อาจสื่อความอะไรได้จนกระมั่งมนุษย์ในอนาคตคงต้องมีล่ามของตัวเอง

ภาษาภาพในหนังถูกท้าทายอย่างรุนแรงในฐานะความเป็นผนังสามมิติ ถ่าเป้าหมายของหนังสามมิติคือพาผู้ชมเข้าใกล้ประสปการณ์ของความจริง (จาก 2D ไป 3D) หนังก็แสดงให้เป็นถึงการทดลองกับข้อจำกัดของ 3D หรือการเบรคเชี่ยนใส่ความเป็นสามมิติ การเบรคเชี่ยนใสาภาษาทั้งสามแบบอันที่จริงคือการแสดงให้เป็นว่าเป็นหนังและการอธิบายข้อจำกัด ความง่อยเปลี้ยเสียขาของภาษาเองด้วย

ภาพสามมิติในหนัง (หากเราจะเรียกว่ามัน Nature ) จึงประกอบด้วย ภาพสามมิติของธรรมชาติที่แทนที่จะถูกถ่ายด้วยกล้องดี กลับถูกถ่ายผ่านกล้องวีดีโอที่นำมาปรับสีปัยภาพจนเป็นภาพสีจัด ภาพเบลอ ภาพที่ดูมีคุณภาพต่ำ ภาพไม่จริงที่รู้ว่าเป็นภาพบันทึกกลายเป็นภาพสามมิติที่พยายามเสนอความจริงด้วยธาตุของความไม่จริง (ภาพวีดีโอสีจัด เกรนแตก ฉำจนเยิ้มย้อยและมองไม่เห็น คือสภาพของหนังโกดาร์ด โดยตัวมันอยู่แล้ว )

หนังถ่ายภาพสิ่งที่ไม่ควรจพสามิติ การสามมิติทำให้สายตาประสปปัญหา ภาพของน้ำเจิ่งนองถนน หรือภาพเรอที่วิ่งไปโดยมีเสาขวางบังแนวเขต หรือภาพสุนีบที่ถูกบังด้วยต้นไม้ การมีภาพนิ่งขวางกั้นกลารเคลื่อนไหว โดยการถ่ายแบบชัดลึก ทำให้สายตาของผู้ชมไม่สามารถสามมิติได้โดยไม่รู้สึกเบลอ การรับรู้สามมิติในกนังจึงแสดงข้อจำกัด และการเป็นสามิติเทียม เพราะในความเป็นจริง เรารับรู้ระดับมิติด้วยภาพแบบชัดลึก แต่ในการดูหนัง สามมิติจะออกผลในภาพแบบชัดตื้นมากกว่า การเจอสามมิติชัดลึก ที่ไม่มีระดับความลึกของวัตถุทำให้ดวงตาเสียการรับรู้ ยิ่งแล้วใหญ่เมื่อสามมิติ ถูกท้าทายด้วยการตรึงภาพหนึ่งเคลื่อนภาพหนึ่ง(สามมิติคือการซ้อนสองมุมของภาพเดียวกัน) ทำให้การปรากฏเว้าแหว่งตามตำแหน่งสายตา จนโญนีนาบบนหน้าคน หรือชายแก่ อ่านหนังสือนาบบนหน้าหญิงสาว

ภาษาภาพที่ควรจะสมจริงที่สุดจึงล่มสลายไปพร้อมๆกันกับภาษาเสียง ที่มาในรูปท่อนดนตรีประกอบซ้ำๆเล่นขาดห้วง ถูกตัดแทรก ถูกทำให้ลำโพงแตก หรือถูกเอาเสียงออกไปลำโพงหนึ่ง ถูกพูดแทรกสองภาษา และไม่ยอมแปลทั้งหมด เมื่อเราเฝ้าฟังเสยงประกอบ มาตรหมายว่าภาษาเสียงจะือ่อารมณ์ของหนัง มันถูกยั่วล่อตัดทอน จากความราบรื่นของประโยคภาษาเสียง ประโยคภาษาภาพ เหลือเพียงหน่วยย่อยของภาพและเสียง ความหมายล่มสลาย ไม่อาจพิงหลังกันและกันเพื่อสื้อความหมายเดียวได้ แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่มีความหมายอีกต่อไป ภาษาจึงไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง

แต่ที่สุดทางกว่าถึงสุดทางที่สุดคือภาษาตัวบท ภาษาของการเป็น The Metaphor เป็นที่รู้กันว่า อย่างน้อยก็หลังจาก Norte Music โกดาร์ดไม่ได้ทำหนังโดยมีเส้นเรื่องอีกแล้ ว(อันที่จริงเราจะนับหนังวอย่า งDetective หรือ In Praise Of Love เป็นหนังเล่าเรื่องก็คงกระดากปากประมาณหนึ่ง) หนังสามเรื่องหลังของโกดาร์ด คือDialogue แต่ไม่ใช่ Dialogue ของตัวละครคุยกัน กรือตัวละครคุยกับผู้ชม หรือผู้กำกับคุยกับผู้ชม แต่ คือบทสนาทของผู้กำกับกับตัวบท อันหมายถึงตัวบทอื่นๆที่เขาอ่าน โกดาร์ดทำทั้งการ โควตตัวบท หรือโต้ตอบตัวบท แต่ผู้ชมย่อมไม่มีทางเข้าใจบทสนทนานี้ เพราะไม่ได้อ่านสิ่งเดียวที่โกดาร์ดอ่าน ดังปรากฏชื่อในฐานะบรรณานุกรมมากกว่า End Credit ในตอนท้ายเรื่อง เราเฝ้าฟังสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เมื่อตัวละครพูดปรัชญาเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันเมื่อเราขี้ หรือการไปห้องรมแก๊สในสงครามโลก หรือ เซกซ์กับความตาย เราไม่มีทางรู้เพราะเขาไม่ได้พูโให้เราฟังแต่พูดกับคนอื่น

แต่นั่นยังไม่พอเท่ากับว่าการพูดของเขาก็ถูกทำลาย ดวยการตัดข้าม ไม่ให้พูดหมด การพูดที่ไม่มีความหมาย การพูดที่ถูกขัดจังหวะ การพูดทะลุกลางปล้องที่ไม่มีใครรู้ว่าอไร เรื่องราวประกอบ บริบทการพูดเองก็ขาดห้วง การตบตีหญิงสาว การก่ออาชญากรรม คู่รักสนทนาในการเลือยกาย หรือแม้แต่แมรี่เชลลี่ ทั้งหมดล้วนูกจับมาวางโดยเป้าประสงค์ร่วมคือความไม่อาจปะติดปะต่อและไม่อาจเข้าใจ

ดังนั้น อะไรที่น่าตื่นเต้นที่สุดย่อมต้องเป้น แมรี่ เชลลี่ และการเขียน ‘ความลึกลับ – ความระทม ‘ ของเธอ แมรี่ เชลลี่ เขียนเรื่อง แฟงรค์เก้นสไตน์ และแฟรงคเกนสไตน์คือบุตรชายประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์ผู้จงใจท้าทายพระเจ้า เขาจึงสร้างมนุษย์ และมนุษย์ของเขาไม่สมบูรณ์ และภาษา ก็เป็นเช่นแฟรงคเกนสไตน์ของเราเพล่ามนุษย์ ผู้คิดว่าเรามีภาษาดีพจะอธิบายสื่อสาร แต่แพรงคเกนไสตน์ไม่สมบูรณื เป็นผลลัพธ์ของการปะติดปะต่อ การลอกเลียนแบบขั้นเลว แลจบลงอย่างหายนะในตอนท้าย ไม่มีทางที่มนุษย์จะสื่อสารกันได้ หน่วยย่อยของภาษาถูกทำให้เห็นว่ามันไร้ความหมายแต่แรกมี เป็นเพียงความสามารถว่าอาจจะคุยกันได้ เข้าใกลสิ่งที่ใช้ภาษาอธิบายไม่ได้ ด้วยภาษา การดิ้นรนอันน่าสงสารของมนุษย์ประดิษฐ์

ภาษาในหนังเรื่องนี้จึงใช้ไม่ได้ทั้งกับ Nature และ Metaphor ทำให้เข้าถึงธรรมชาติก็ไม่ได้ ใช้อธบายความอุปมาก็ไม่ได้ ฟังก์ชั่นหลกๆของจึงพังพินาศไปเช่นนั้น

ถึงที่สุดสียงอันสำคัญของเอนด์ เครดิตจึงคือการกลับไปสู่การไม่มีภาษา เสียงร้องของเด็ก และเสียงร้องของสัตว์ เป็นสิ่งที่ไม่นับถูกนับเป็นภาษา แต่ถึงที่สุดแล้ว สิ่งนี้เองคือการกลับำไปสู่ภาษาที่ไม่เป็นภาษาซึ่งจะมาถึงในฐานะของการกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s