The Last of the Unjust (2013, Claude Lanzmann ,FR)

the-last-of-the-unjust

1.หนังทั้งเรื่องมีเพียงสองส่วนส่วนแรกคือฟุตเตจจากปี 1975 ที่ลานซ์มานน์ สัมภาษณ์ มัมเมิลสไตน์ ซึ่งเป็นแรบไบ และเป็นผู้นำชาวยิวในเวียนนาช่วงที่ฮิตเลอร์บุก มัมเมลสไตน์และชาวยิวในเวียนนาถูกเกณฑ์ไปเข้าค่ายที่ แทรรันเดนน์สตัทช์ เมืองที่ถูกเรียกว่าเป็น Ghetto Model หรือเป็นแบบจำลองขั้นต้นของค่ายกักกัน นอกจากมัมเลสไตน์ ยังมีผู้นำอีกสองคนที่ เอปสไตน์ผู้นำชาวยิวในเบอร์ลิน และ เอเดลไสตน์ ผู้นำชาวยิวในปราก สามคนนี้เป็นElder หรือเป็นระดับผุ้ใหญ่บ้านชาวยิว สองในสามคนตายในค่ายกักกัน แน่นอนว่าถูกสังหาร มัมเมลสไตน์จึงเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต ชาวยิวจำนวนวนมากเกลียดเขา เพราะเขาเป็นข้ารองมือรองตีนของไอค์มัน์นี่คือบทสัมภาษณ์ผู้นำยิวคนสุดท้าย คนที่อาจจะมีส่วนทำให้ชาวยิวต้องตาย หรือเขาคือคนที่พยายามทำทุกทางเพื่อช่วยยิวในค่ายกักกัน

ส่วนที่สอง ลานซ์มานน์เดินทางไปยังที่ต่างๆซึ่งเคยเป็นค่ายกักกัน สถานีรถไฟขนส่งชาวยิวไปตาย หรือที่ที่ชาวยิวโดนแขวนคอเป็นหมู่คณะ พรมแเดนที่ถ้าเพียงยิวข้ามไปได้ก็รอดตาย ลานซ์มาน์ อ่านหนังสือที่เขียนจากชาวยิว หรือไม่ก็เดินไปชี้ให้ผู้ชมดู ตรงนี้ไงที่เขาแขวนคอคนยิวพร้อมๆกัน

2. ลานซ์มานน์ตัดต่อทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เริ่มจากสถานีรถไฟที่ขนส่งคนยิว ตามไปด้วยโบสถ์ยิว สลับกับคำสัมภาษณ์ของมัมเมลไสตน์ ป้ายหินสลักชื่อคนที่ตายในค่ายกักกัน โบสถ์ที่ถูกเผา บาทหลวงร้องเพลงสวด ลานประหาร ชายแดนรอยต่อของดินแดนในอาณัติรัสเซียกับเยอรมัน ทุกอย่างดูเรียบง่ายเหมือนดูสารคดีทีวี แต่ยิ่งเวลาผ่านไปทุกอย่างเขม็งเกลียวขึ้นอย่างรุนแรง เราเห็นมัมเมลสไตน์แก้ตัวต่อการกระทำของตัวเอง พลิกลิ้น เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับลานซ์มานน์ แต่ในอีกนาทีหนึ่งเราก็เห็นชายแก่ที่ก็ดิ้นรนต่อสู้เท่าที่จะทำได้เพื่อให้ชีวิตในค่ายไม่ลวร้ายมากนัก ลานซ์มานน์สัมภาษณ์เก่งมาก เขารู้วิธีต้อนมันเมลสไตน์ และรู้วิธีผ่อนหนักผ่อนเบา ล่อให้พูดย้อนถาม แทงสวน หนังเลยเป็นเหมือนการเห็นคนที่เก่งมากๆสองคนหักเหลี่ยมกันในกานสัมภาษณ์ คนที่อาจจะมีส่วนในอาชญากรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของปวศ.โลก คนที่เป็นข้อต่อ รอยเชื่อมของเหยือกับฆาตกร

ในขณะเดียวกันเรื่องเล่าในทัศนียภาพของหนังมันแทบไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อลานซ์มานน์เปิดปากเล่า เราจะค่อยๆมองเห็นภาพของความสยองขวัญในสถานที่นั่น เมื่อกล้องจ้องลานรกร้างใต้หลังคาคลุม ลานซ์มานน์ยืนอยู่ข้างหลังเล่าว่า มียิวโดนแขวนคอพร้อมกันเป็นสิบเพื่อกันไม่ให้ลุกฮือ เอเดลไสตน์ต้องหาเพชฌฆาตให้ได้ในสามชั่วโมง ไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นคนที่โดนแขวนคอ เราค่อยๆมองเห็นภาพร่างในอดีตของผู้คน เมื่อเขาเล่าเรื่องพรมแดนตรงหนองน้ำ(รูปในโปสเตอร์) ว่าเป็นพรมแดนที่ถ้ายิวข้ามไปได้เขสจะเข้าไปในพรมแดนของรัสเซียซึ่งจะปลอดภัยจากนาซี เรามองทุ่งและหนองน้ำ เห็นภาพขอบเขตของอิสรภาพกับคุก ความเป็นกับความตาย ทัศนียภาพเปล่าๆของลานซ์มานน์ทรงพลังมากๆโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร ฉากที่รุนแรงมากๆคือฉากที่ลานซ์มานน์เล่าเรื่องการที่อเดลสไตน์โดนฆ่าโดยที่มัมเมลสไตน์อาจจะมีส่วนทำให้เขาโดนฆ่า

3. การสัมภาษณ์ในหนังรุนแรงมากๆ เช่นในฉากหนึ่ง มัมเมลสไตน์บอกว่า ตอนเขาถูกเรียกไปสอบสวนหลังสงครามจบ คนสอบสวนถามเขาว่าทำไมคุณถึงรอดทำไมคนอย่างคุณไม่ตายไปเสีย เขาก็ย้อนกลับว่า แล้วทำไมคุณไม่ตายล่ะ การรรอดของเหยื่อสงครามมาพร้อมแอกบางอย่างชั่วชีวิตด้วย แล้วมัมเมลสไตน์ก็เล่าเรื่องพันหนึ่งราตรีว่า เจ้าหญิงนั้นรอดเพราะต้องเล่านิทานให้สุลต่านฟังทุกคืนนนั่นแหละเขารอด จากนั้นเรากฌเห็นหนังพรอพากันด้าที่นาซีถ่าย แทรเรนเดนสตัดให้เป็นสวนสวรรค์ของชาวยิว ซึ่งน่าขนลุกมาก ทุกคนในหนังมีความสุช ยิ้มชื่น แต่หลังจากนั้นทุกคนก็ถูกส่งไปรมแกส โดยบางคนคิดว่าห้องรมแกสคือห้องอาบน้ำ มัมเมลสไตน์พูดว่า ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าก้อวรมแกสหน้าตาเป้นไง จนได้เข้าไปแล้วนั่นละ มันเหมือนหมาป่าปลอมเป็นคุณยาย แล้วหมวกก็หล่นออกมา เป็นการเปรียบเทียบที่น่าขนลุกมากๆๆๆ

4.อีกฉากหนึ่งม้มเมลสไตน์เล่าเรื่องที่ว่าเขาเป้นคนเขียนรายงานเรื่องชาวยิวตั้งแต่ก่อนสงครามเริ่มแล้วส่งให้ ไอค์มานน์ เขามีความสัมพันธ์อันดีกับไอค์มานน์ เขาถึงกับเผลอพูดว่าเออนี่ไอค์มานน์มาที่ค่ายแล้วเขาเป็นคนเดียวที่ไอค์มานน์เรียกให้เอาเก้าอี้มาให้ แต่นั่นหลังจากลานซ์มานน์ถามว่าทำไมคุณไม่หนีไป ไม่อพยพกลับปาลสไตน์หรือไปอเมริกาหรือักฤษ เขาบอกว่าเขารักการผจญภัย ลานซ์มานน์ก็ย้อนถาม ว่าไม่ใช่ว่าคุณชอบที่ได้มีอำนาจเหรอ ลานซ์มานน์แม่งร้ายสัดๆๆๆๆๆ

5.อีกฉากทีการพูดเรื่องการกำจัดไทฟอยด์ในค่ายด้วยการบังคับฉีดวัคซีน โดยสิ่งที่มัมเมลสไตน์ทำคือคนต้องเอาคูปองอาหารมาปั๊มตราถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีนไม่ได้ปั๊มไมไ่ด้กินข้าว คนเกลียดมัมเมลสไตน์มากๆ แต่เขาเคลมว่าเขาทำให้ยิวไม่ต้องตายเพราะไทฟอยด์

6.ที่รุนแรงที่สุดคือช่วงท้ายที่ลานซ์มานน์ชวนมัมเมลสไตน์เดินไปตามถนน แล้วถามว่าทำไมเขาไม่กลับไปอสราเอลเลยตลอดชีวิต หรือพูดเรื่องมีคนอยากให้เขาโดนแขวนคอเหมือนไอค์มานนื แล้วมัมเมลสไตน์ระเบิดอารมณ์(ครั้งเดียวตลอดเรื่อง) มันเป็นฉากจบที่ทรงพลังสุดๆ แรงสุดๆ และร้ายกาจสุดๆเมื่อฉากสุดท้ายคือ ลานซ์มานน์ (ซึ่งเป็นยิวด้วย) เดินโอบไหล่มัมเมลสไตน์ที่แก่มากๆแล้ว ค่อยๆหายลับไปจากจอ

7.ชัดๆว่านี่คือหนังที่เป้น oral history ของสงครามของแท้ และการใช้เพียงเรื่องเล่าผ่านปากกับทัศนียภาพ (บางอันตอนนี้เป็๋นที่ที่มีคนเดินผ่านไปมา เป็นเมืองที่ตัดขาดจากอดีตชั่วร้ายของตัวเอง เป็นที่ที่คนสวยๆหล่อๆ พอลานซ์มานเริ่มเล่าเรื่องโหดเหี้ยมในอดีภาพชีวิตที่ดีในปัจจุบันมันเลยย้อนกับเรื่องที่เล่าจนเราดูทัศนียภาพด้วยความรู้สึกกระอักเลือด และการที่ฟุตเตจมัมเมลสไตน์มันถ่ายมาแล้วสามสิบปี การมาย้อนดูมันในปัจจุบันมันทำปฏิกิริยาที่น่าพิศวงเกี่ยวกับประวัติสาสตร์และกาลเวลา ผลมันทรงพลังมากๆว่าจากจุดที่เรายืนอยู่อดีตอันโหดเหี้ยมเคนเกิดขึ้น และนี่คือพลังของลานซ์มานน์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s