Finding Vivian Maier (2013 , John Maloof+Charles Siskel,US)

Finiding_Vivian_Still_3

ดูแล้วเกือบร้องให้

1. จริงๆตัวสารคดีมันตรงไปตรงมา ออกจะเชยๆแบบสารคดีฉายทีวีด้วยซ้ำ แล้ววิธ๊การตามหาอะไรมันก็ไม่ได้พิสดาร แต่สิ่งที่งดงามมาและเศร้ามากๆคือส่วนของผู้คนกับภาพถ่าย

2. ตอนที่ดูเราจะรู้สึกอย่างุนแรงว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับศิลปินที่วอ่นตัวเอง แต่มันเกี่ยวข้องกับวิธีการที่เราจะตามหาใครสีกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีตัวตนมาก่อน คนในยุคสมัยก่อนอินเตอร์เนท หรือก่อนที่ผู้คนจะต้องการมีตัวตน การที่หนังสัมภาษณ์ผู้คนจำนวนมากเพื่อให้ผู้คนรำลึกถภึงคนที่พวกเธอเอาจริงๆแทบบจะไม่รู้จัก เป็นเพียงส่วนเสี่ยวเล็กๆของกันและกัน อดีตพี่เลี้ยง เพื่อนห่างๆ หรือผู้หญิงที่เคยเจอบนถนน ภาพร่างชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากประกอบขึ้นเป็นชีวิตจางๆเบลอๆของผูหญิงคนหนึ่งที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีประวัติศาสตร์ เป็นพี่เลี้ยงเด็ฏที่เปลี่ยนบ้านไปเรื่อยๆ แล้วถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ออกจะเป็นคนเก็บตัวไม่สังคมคนอื่น และออกจะเสพติดเรื่องร้ายๆของมนุษย์ และออกจะอารมณ์ร้ายเป็นบางที ทุกสิ่งที่คนพบเป็นเสี้ยวส่วนแตกหักเหมือนภาพถ่ายของเธอ ที่ไม่ได้จับชีวิตทั้งชีวิตของผู้คน แต่เป็นเพียงฉากช่วงสั้นๆ เวลาหลายๆคนพูดตรงกัน เช่นท่าเดินของเธอ ความอารมณ์ร้ายบางทีของเธอ หรือความไม่สังคมของเธอ หรือข้าวของท่วมหัวของเธอ ข้อเท็จจริงเล็กๆสุมทับแล้วกลายเป้นความจริงชุดหนึ่งเกี่ยวกับเธอ เหตุแลผลที่ผู้คนเหล่านั้นคิดไปเองเกี่ยวกับเธอ ได้ประกอบเป็นตัวเธอขึ้นมา

3.โควทที่สะเทือนเรามากๆอันนึงคือ คุณหาเธอไม่เจอจากรูปของเธอหรอก ตอนที่ดูเราพบว่า มันเจ็บปวดอยู่หน่อยๆที่พอคนทำออกไปหาเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ ประกอบขึ้นเป็นตัวเธอ เรื่องราวทั้งมืดและสว่าง สืบค้นครอบครัวของเธอ พยายามเข้าใจเธอ เรารู้สึกเจ็บปวดเพราะเราพบว่า พวกเขาเจอเธอ แต่ไม่พบเธอหรอก พวกเขาไม่มีวันจะรู้ว่าเธอคือใคร ถ้าจะพบสิ่งต่างๆนั้นพวกเขาจะรู้ได้ก็เฉพาะในรูปของเธอเท่านั้น การได้ตามดูเสี้ยวส่วนของผู้หญิงที่พยายามซ่อนตัวจากสังคม มันไม่ได้สะท้อนอะไรนอกจากสะท้อนตัวเราเอง ตอนดูเรารู้สึกว่าตัวเองเชือ่มติดกับเธอพอสมควร ไม่ใชในเชิงศิลปะ แต่เป็นเชิงที่ว่า เธอพอใจกับการซ่อนตัวจากสังคม กองสุมในข้าวของเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ช่วงท้ายๆที่พูดถึงการที่ฌธอต้องไปจากบ้านเพราะคนเอาหนังสือพิมพ์เธอไปรองทาสี หรือการที่เธอพบเพื่อนเก่าแล้วไม่ด้คุยกัน ไปจนถึงการเล่าเรื่องชีวิตช่วงท้ายของเธอมันจเ็บปวดมาก เพราะมันเหมือนกับว่าลึกๆเราทุกคน(หรืออาจจะจแคเรา) มักคิดถึงการตายอย่างโดดเดี่ยว และเธอตายอย่างโดดเดียวของจริง และที่จริงเธอโอเคกับสิ่งนั้น ตอนที่เราดูเรารู้สึกว่าเธอโอเคกับการตายอย่างโดดเดี่ยว แต่เธอไม่โอเคกับการโดนยุ่มย่ามในช่วงท้ายของชีวิต(เช่นตอนที่เขาจะพาเธอไปโรงพยาบาล) หรือช่วงก่อนที่จะต้องตาย ช่วงที่อยู่ในอาพร์ทเมนท์คนเดียวอะไรแบบนั้น การรอคอยความตายมันคงยากมาก เมื่อเทียบกับตัวความตายอย่างโดดเดี่ยว

4. ทีนี้พอตอนท้ายมันเลยสั่นสะเทือนมากๆที่เห็นคนทำเอารูปของเธอไปจดแสดงในบ้านเกิดของเธอที่ฝรั่งเศส แล้วมีคนในรูปของเธอที่ยังไม่ตายมาดูรูปของตัวเอง คือเธอไม่ถูกค้นพบจนตาย (หรืออาจจะไม่อยากถูกค้นพบ) แล้วคนพยายามสร้างชีวิตของเธอ เธอถูกลืม แต่คนในรูปของเเธอกับถูกจดจำไปช่ัวกาลานานในรูปถ่ายของเธอ มันจึงย้อนแย้งอย่างงดงาม

เหมอนใครสักคนเคยพูดว่าการถ่ายรูปเป็นเรื่องของการลืม พอเราถ่ายรูปเราก็เริ่มลืมได้เพราะเราไม่ต้องจำ บางทีเรารู้สึกว่าข่าวของของวิวเียนทำหน้าที่จำแทนเธอที่พยายามอย่างยิ่งที่จะถูกลืม ตอนเห็นข้าวของจำนวนมาก ของเธอที่เธอเก็บไว้ทั้งที่ใช้และไม่ใช้ ขงเธอและไม่ใช่ของเธอ ได้ทำหน้าที่แทนตัวเธอ จดจำเธอมากกว่าที่เธอจดจำตัวเองหรืออยากให้คนอื่นจดจำ บางทีการเถียงกันเรื่องสำเนียงฝรั่งเศสปลอมของเธอ หรือการที่เธอเขียนนามสกุลเปลี่ยนไปเรื่อยๆอาจจะทำให้เธอทั้งโกรธและขำก้ได้ที่คนพยายามมาขุดคุ้ยสิ่งที่เธอกลบฝัง (ไม่ก็ไม่ได้ัตั้งใจจะกลบฝัง แต่เธอไม่ชอบให้คนอื่นมายุ้มย่าม) ในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะไม่สามารถเข้าใจมันได้ทั้งหมดอยู่ดี

5.แต่ทีนี้พอเธอถ่ายภาพของคนอื่น คนอื่นไม่ได้ต้องลืม แต่คนอื่นถูกจำโดยเธอที่พยายามถูกลืม ภาพของคนฝรั่งเศสในบ้านเกิดที่ถูกตามรอยกลับไปมันเลยย้อนแย้งมาก เหมือนจริงๆเธอถ่ายรูปคนโดยไม่ได้รับอนุญาติ แล้วมันอาจจะตามกลับมายังเธอได้ถ้้ารูปถูกเผยแพร่ออกไป เธอจดจำคนอื่น อาจจะแทนการที่ฌะอพยายามจะถูกลืม ไม่เช่นนั้นเธอออาจจะหลงไหลการถ่ายภาพแต่ก็รู้ว่าภาพถ่ายมีพลังพอจะแว้งกัดเธอได้ จริงๆเราก็ไม่มีทางรู้หรอก เราก็คลำเอาจากร่องรอยที่คนทำได้มาก เศษเสี้ยวจากภาพถ่ายของเธอ ่

บางทีคิดเหมือนกันว่าสมมติเราตายไป แล้วมีคนมาขุดค้ยชีวิตเราเราอยากให้เขาจดจำเราจากคนรอบข้างอธิบายเรา หรือจากงานของเรา ซึ่งเราคิดเองว่าทั้งสองอย่างมันผิด ไม่มีใครจำเราที่แท้จริงได้แน่ๆ ไม่มีใครจำวิธีที่เราจำตัวเอง หรือเรื่องที่ว่าเรามีความสุขกับชีวิตของเราไม่ไม่มีทางมีใครจำได้ ม่มีทางที่จะมีใครรู้ไม่ว่าจะคุยกับคนรักของเรา หรืออ่านสิ่งที่เราเขียน และเอาจริงๆเราอยากให้มันตายไปกับเรามากกว่าจะให้คนอื่นรู้ เราอยากให้เขารู้เท่าที่เราอนุญาติเท่านั้น ชีวิตที่มาถึงหลังความของวิเวียนกระทบจิตใจของเราตรงนี้มากๆเลย แต่จริงๆพอมาถึงยุค social media ยุคที่ทุกคนเปิดเผยความรู้สึกตัวเองลงในทวีตหรือสเตตัส มันก็ไม่มีทางจะเหมือนเดิมอืก เรอายากรู้หรือไม่อยากถูกรู้ ถ้าเราตายไป แล้วมีคนขุดเฟซบุคเราทั้งหมดขึ้นมาอธิบายตัวเรามันคงขนหัวลุกนะ จะว่าไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s