W (ชลสฺทธิ์ อุปนิกขิต/2013/ไทย)

10675545_1538379953046246_1590319403429712552_n

1.W ยาวสามชั่วโมง มันเล่าเรื่องของเด็กสาวนักศึกษาใหม่ในคณะวิทย์กีฬา ในมหาวิทยาลัยห่างไกล เธอออกจากบ้านมาอยู่หอ พร้อมกับแม่ออกจากบ้านไปเมืองนอก เธอไม่ได้เลือกคณะนี้เป็นอันดับต้นๆ เธอเล่นกีฬาไม่เอาไหนเอาเสียเลย แต่เธอก็สอบติดที่นี่ เธอไม่มีเพื่อน เพื่อนคนแรกที่เธอมีคือพลอยสาวผมแดงฝาแฝดคนที่ไม่ตาย แต่ยังไม่พ้นเงื้อมเงาของพี่สาวในสายตาของคนรอบข้าง พลอยพยายามดื้อดึงใช้ชีวิตไร้จุดหมายของเธอไป ไปดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน มีชีวิตอบบเด็กสาวมาตรฐานสนุกสนาน หนึ่งแอบชอบรุ่นพี่นักกีฬาที่เพิ่งอกหัก ทั้งคู่ไปเที่ยวกันในที่ที่เขาเคยไปกับหญิงคนรัก ปีเดือนว่างเปล่าล่วงผ่าน หนึ่งไม่ได้รักชอบที่นี่แต่ไม่มีที่ไปดีกว่านี้ พลอยพยายามยามจะมีชีวิตที่ดีในที่ที่เธอหลทางอยู่ และพี่ต้นก็วนเวียนอยู่ในรักที่เลยลับ ภายใต้พลอตบางเบา นี่คือหนังยาวที่คว้าจับเอาความรู้สึกว่างเปล่า ความทุกข์ทรมานของคนธรรมดาสามัญที่ทุกข์ทรมานเพราะธรรมดาสามัญ เดินฝ่าไปในหมอกหนาชื่อชีวิต เกาะราวเส้นเดียวที่มีอยู่ไปเรื่อยๆไม่มีข้างหน้า ไม่มีข้างหลัง

2.ฝีภาพอืดเอื่อยเชื่องช้า บทสนทนาที่เราไม่เห็นผู้พูด เห็นเพียงทัศนียภาพสามัญอันเวิ้งว้าง ขอบสระน้ำที่ไม่อาจลงไปได้ เมื่อร่วงหล่นก็ดำดิ่งโดยไม่อาจประคับประคอง ท้องฟ้าว่างเปล่า ม้านั่งหิน ถนนทางเดิน จักรยาน สวนสาธารณะ หอพักมืดมึม บึงน้ำ สรรพเสียงล่องลอยในบรรยากาศเงียบเศร้า ราวกับตัวละครหดตัวเล็กจิ๋วลงเหลือเพียงเสียงสนทนาเรียบเรื่อยล่องลอยในสายลม ไร้ความหมาย ไม่มีความสำคัญ การโฟกัสไปที่สรรพสิ่งมากกว่าตัวละคร อาจใช้ปกปิดร่องรอยการแสดงแบบมือใหม่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนสายตาของกล้อง ราวกับการสนทนาที่เราไม่มองหน้ากัน ตัวละครที่เราไม่เห็นอาจจะไม่สบตากันเอง และไม่สบตากับผู้ชม เสมองสิ่งต่างๆผ่านกำแพงกระจกที่เราเข้าไปไม่ถึง นี่คือภาพของตัวละคร ภาพที่ตัวละครมอง

3.แต่สิ่งที่งดงามที่สุดในหนังคือ การที่มันถ่ายทอดภาพของความอ่อนล้า เบื่อหน่าย อึดอัดขัดข้อง กลับไม่ได้ไปไม่ถึงของเด็กสาวสามัญสองคนที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างสามัญ ความอืดเอื่อยเนือยช้าในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ว่างเปล่า ซึ่งเพื่อนใหม่ โลใหม่ หรือรักแรกไม่อาจเยียวยา ชอบมากๆที่เด็กทั้งสองคนเป็นภาพแทนเด็กชนชั้นกลางไทยที่ขบถไม่พอ แต่ก็ไม่สามารถเข้ากับระเบียบได้ กลับไม่ได้ในบ้านที่ไม่หลงเหลืออะไรนอกจากร่องรอย และไปไม่ถึงเพราะไม่รู้จะไปที่ไหน การล่องไหลไปในระบบอย่างไม่มีทิศทางคือที่มั่นสุดท้ายของเด็กๆเหล่านี้ หนึ่งและพลอยเป็นภาพร่างของเด็กที่ไม่ค่อยจะถูก represent ในหนังมากนักเพราะพวก้เธอสามัญเกินไป มนุษย์แบบที่จะเป็นแค่ตัวประกอบไกลๆ เป็นไม่ได้แม้กระทั่งตัวตลกในหนัง หรือถ้าหากจะเป็นก็จะถูก นำเสนอแบบเกินเลยจนเป็นพวกเนิร์ด แต่มีคนเหล่านี้อยู่มากมายเหลือเกิน คนธรรมดาๆ ที่ไม่มีความฝันแบบเด็กอินที่ขัดแย้งกับสังคมเพราะความฝันไม่สามารถลงรอยกับโลกจริง ไม่ได้เป็น loser underdog ที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ฝันมา ทั้งไม่ใช่เด็กยากจนปากกัดตีนถีบที่ต้องทำทุกอย่างให้ชีวิตตัวเองพ้นจากปลักตม และไม่ใช่ลูกหลานอีลิทที่เปล่ากลวงเพราะมีมากจนเกินไป ทั้งสองคนคือคนสามัญที่เดินอยู่ในหมอกมัวๆชื่อชีวิต วิธีเดียวที่พวกเธอจะมีชีวิตอยู่ได้คือล่องไหลไปกับระบบ คว้าจับราวของการศึกษา อาศัยผลการเรียนปานกลาง ความแทบไม่ขบ เอาตัวรอดไปเป็นเรื่องๆ ว่างเปล่าเพราะมันว่างเปล่ามาตั้งแต่ต้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรและไม่เสียอะไร

4.ฉากไคลแมกซ์สุดแสนเจ็บปวดของหนังงดงามมาก หนึ่งพบว่า พี่ต้นไม่ได้ชอบเธอจริงจัง ความรักที่พอจะให้แสงวว่างแก่เธอในปีเดือนเลื่อนลอยวูบดับลง เธอกลับบ้าน พบว่าพ่อไม่อยู่พ่อล๊อคบ้าน จริงๆพ่อกำลังจะย้ายไปที่อื่น เธอเข้าบ้านไม่ได้ แม่ไปเมืองนอก พ่อก็อาจจะไปทำงานที่อื่น เธอไม่มีข้างหลังให้กลับไม่มีข้างหน้าให้ไป การปีนเข้าบ้านของหนึ่งเป็นไคลแมกซ์ที่รุนแรงที่สุดโดยไม่ต้องลงเหตุการณ์อะไรซับซ้อน และยิ่งเมื่อปีนมาแล้วเธอก็เข้าข้างในบ้านไม่ได้อยู่ดี ฉากที่หนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงระเบียงบ้านมันจึงเศร้ามากๆ และเป็นความรุนแรงที่ไม่มีอะไรรุนแรงเลย ในขณะที่ฉากการปลดปล่อยของพลอยในคอนเสริ์ตคล้ายกับการด้าวข้ามเงื้อมเงาของพี่สาวฝาแฝดไปเป็นหนึ่งในมวลชนคนดนตรี แต่ฉากที่เจ็บปวดมากๆคือฉากต่อมาที่มีคนมาทักเธอเป็นพี่สาว ราวกับเงาที่หนีไม่พ้น พลอยวิ่งตามคนสองคนไป แล้วพบว่าถึงที่สุดเธอหลงทางในอาคารเรียน ไม่ว่างจะวิ่งหนีหรือวิ่งตามมันก็ไร้ประโยชน์เพราะเธอไม่รู้ว่าจะวิ่งไปไหนดี การติดตอยู่ข้างนอกเข้าไปไม่ได้ ไม่มีที่ไป และหลงทางว่างเปล่ากลายเป็นไคลแมกซ์ที่รุนแรงมากๆ เพราะมันคือทั้งชีวิตที่พวกเธอต้องผเชิญ

5.รู้สึกว่าจริงๆหนังคอนเนคท์กับตั้งวงได้สบาย ในขณะที่หนังเรื่องนี้พูดถึงความรู้สึกกลวงเปล่าข้างในของตัวละคร ตั้งวงมันจะพาเราไปแสดงให้เห็นว่าอะไรทำให้กลวงเปล่า และความกลวงเปล่านี้ต้องผเชิญหน้ากับสังคมแบบไหน เพื่อจะเอาชีวิตรอด พอดูคู่กันแล้วรู้สึกว่าการเป็นวัยรุ่นชนชั้นกลางไทยมันยากลำบากพอๆกับวัยรุ่นปากกัดตีนถีบชั้นล่างนั้นแหละ แต่ในขณะที่ตัวละครในW คล้ายคลึงกับตั้งวง เราพบว่าหนังอีกเรื่องทีเชื่อมต่อกับมันได้คือ Melancholy on a videoงานวีดีโอของ อุกฤษณ์ สงวนให้ ที่ฉายภาพเด็กวัยรุ่นในเมืองชนบทซึ่งกำลังตายลง ไม่มีทางออกพวกเขาจึงได้แต่ซิง่มอเตอร์ไซค์ไปวันๆ ตัววีดีโอเป็นภาพของเด็กซ่ิงมอเตฮร์ไซค์ในทัศนีบภาพต่างๆของหมู่บ้าน ที่นั่นที่นี่ (ที่รุนแรงคือมีฉากซุ้มเทอดพระเกียรติ ซึ่งทำให้คิดต่อว่าในที่สุดซุ้มเทอดพระเกียรติทุกหัวระแหง กลายเป็นทัศนียภาพสามัญของทุกหมู่บ้านในไทยไปแล้ว) นี่คือความอึดอัดขัดข้องของเด็กชั้นล่าง ในขณะที่เด็กชนชั้นที่พอจะเรียนหนังสือได้ก็มาเจอทางตันแบบW อยู่ดี

6.อีกเรื่องทีนึกถึง (แต่ยังไม่ได้ดู)คือ SUMMER IN THE CITIES ของWIM WENDERSที่พี่สนเคยเขียนถึงว่ามันพูดเรื่องผู้ชายคนหนึ่งที่กลับไปบ้านเก่าแล้วพบว่าไม่มีอะไรหลงเหลือเดินหน้าไม่ได้ เพื่อนก็ไปแล้ว เมืองก็เปลี่ยนตอนจบก็ออกจากเมือง พอมาดูW พบว่าเออเนอะ ในหนังแบบนั้นมันยังคงพูดเรื่องนอสตาลเจียโหยหาวันชื่นคืนสุข แต่สิ่งที่ตัวละครในW เจอ คือมัน ไม่มีแม้แต่โอกาสจะนอสตาลเจีย ไม่มีวันชื่นคืนสุขให้นึกถึงมีแต่ปีที่ว่าเปล่าซ้ำไปซ้ำมา ความกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของมันเลยเป็นเรื่องของการไม่รู้จะไปไหน และไม่รุ้ว่ามาจากไหน ซึ่งมันเศร้ามาก

7.กล่าวโดยสรุป หนังมันมีเซนส์แบบ นวพลอยู่ไม่น้อยเลย (ซึ่งเราคิดว่าควรจะค่อยๆเฟดส่วนนี้ลงไป ) แต่ถ้ามันเป็หนนังนวพล มันก็เป็นหนังนวพลแบบที่melancholy มากๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s