The Mockingjay Part1 (2014 , Francis Lawrence , US)

Jennifer-Lawrence-In-The-Hunger-Games-Mockingjay-Part-1-Images

1. สิ่งที่ชอบที่สุดมาตั้งแต่ Hunger Games แล้วคือสิ่งที่เรียกว่า ‘แคปปิตอล’ แคปปิตอลในหนังคือภาพของเมืองลหวงที่มากกว่าเมืองหลวงในแง่ที่ว่าข้อกำหนดมันคือ คนในเมืองเป้นผู้กอบกู้ ประเทศ พาเนมนี้จากสงครามที่คนดูไม่รุ้ว่าคืออะไร ราวกับว่ามันคือโอชันเนีย ที่้องสู้นรบกับยูเรเซียและอีสเตเซีย แต่พาเนมไม่มีการรบ มีแต่การปกครอง ในฐานะผู้มอบสัมติภาพ (ทหารของพาเนมเรียกว่าผู้พิทักษ์สันติภาพ) อันที่จริงโครงสร้างแบบแคปปิตอล มันใกล้กันกับความรู้สึกของประเทศกรุงเทพ (อาจจะรรวมถึง ประเทศเมืองหลวงอื่นๆในโลก) ที่มันแยกขาดโดยสิ้นเชิงกับพื้นที่อื่นๆ โดยมีพื้นที่อื่นๆทำหน้าที่เป็นเหมือนเลือดเลี้ยงแคปปิตอล และคนในแคปปิตอลสามารถมีชีวิตฟุ้งเฟ้อได้ เป็นการสำนึกบุญคุณของผู้กอกู้โลกในอดีต
การที่คนในแคปปิตอล เฝ้าดูฮีงเกอร์เกมทางทีวี ฮังเกอร์เกม ให้ทั้งความบันเทิงแสร้างความคิดชาตินิยมในทำนองว่าพวกเขามี ‘เพื่อนร่วมชาติ’ที่ต่ำชั้นกว่า ทีวี และฮังเกอร์เกมเลยมอบความรู้สึกทั้งเป้นอันหนึ่งอันเดียวและเหนือกว่าให้แคปปิตอล เช่นเดียวกับที่มอบความเป้นอื่นในเขตอื่นๆ (แต่ก็นะ มันก็ไม่ลึกพอจะพูดเรื่องการกลายเป็นคนแคปปิตอล แม้จะมีประเด็นนี้เล็กๆในภาคสอง) แล้วทีวีนี่เองที่เป้นเครื่องมือทั้งของแคปปิตอลและเขต 13 ในการต่อสู้ ถ้าเราอยู่ในแคปปิตอล หรือในเขตอื่นๆที่ไม่ได้เจอการรบพุ่ง สงครามก็มีอยู่แค่ในทีวี และคือสงครามข่าวสารข้อมูล มอคกิ้งเจย์เลยไม่ใช่อื่นใดนอกจากตัวแทนการต่อสู้เชิงสัญญะในสงครามข้อมูล

2.เหมือนหนังมันพอดีกับดีเบทเรื่องการประท้วงเชิงสัญญะมีประโยชน์อะไรไหมพอดี แล้วรู้สึกว่าหนังมันตอบคำถามได้ดีมากๆ คือหนังให้เวลาทั้งเรื่อในการพูดเรื่องพรอพากันด้า ซึ่งเป็นทั้งเชิงบวกและลบของตัวการเคลื่อนไหวเอง
เราต้องไม่ลืมว่าแคทนิสเริ่มต้นการชูสามนิ้วให้กับผู้ชมในฮังเกอร์เกมครั้งแรกด้วยความหมายดั้งเดิมของมัน แสดงความเคารพ บอกลา แต่ความหมายดั้งเดิมของมันอยุ่ในบริบทของการที่ แคปปิตอลเลือกคนไปฆ่า บริบททำให้ความหมายของสัญลักษณ์เปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงนี้เองคือความหมายขอการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ เฉกเช่นการอ่านหนังสือด้วยกันจำนวนหนึ่งมีความหมายเดิมแค่การอ่านหนังสือ จวบจนบริบทของมันเปลี่ยนการอ่านหนังสือจึงกลายเป็นการต่อต้าน แน่นอนว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์มีทั้งแบจัดตั้งและแบบเป็นไปเอง แต่มันไร้พลังจริงไหม มันเปล่าประโยชน์จริงไหม หนังบอกแล้ววว่าการเมืองของการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ต่างหากที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง การประท้วงเชิงสัญญลักษณ์จะถูกนำมาช่วงใช้อย่างได้ผลเมื่อมีการเมืองเบื้องหลัมาเกี่ยวข้อง ที่น่าสนใจคือการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ของแคทนิส ทำให้ตัวแคทนิสเองเป็น มอตโต้ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของการต่อต้าน (เช่นฉากในโรงพยาบาลเขต 8) แต่การต่อต้านของแคทนิส ท้าทายระบบความคิดของพรอพากันด้าแบบเดิม ดังจะว่าต่อในข้อสาม การปฏิเสธว่าการประท้วงเชิญสัญญลักษณ์ไร้ความหมายจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องตั้งคำถามไม่ใช่ว่าทำไมมันจึงไร้ความหมายแต่ความกมายของมันคืออะไรต่างหาก ในขณะที่คนมองเป้าหมายของการเคลื่อนไหวเป็นการล้มล้าง การไม่ประสปความสำเร็จของการประท้วงเชิงสัญญลักษณ์ย่อมเป็นจริงอยุ่แล้ว เพราะมันคือการประท้วงที่ไม่มีอาวุธ แต่พลังของมันคือการที่แคทนิส ทำให้คนที่เลิกสู้กลับมาสู้ คนที่ยังไม่สู้ได้ลุกขึ้นสู้ ความน่าสะอิดสะเอียนของการแย่งชิงช่วงใช้สัญลักษณ์ของแคทนิส มีผลต่อแคทนิสอย่างน่าสนใจมากๆ แต่ที่น่าสนุกกว่าคือสโนว์ก็ใช้การประท้วงเชิงสัญลักษณ์นี่เองในการส่งสาส์นผ่านดอกกุหลาบขาว และอย่าปฏิเสธพลังของการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ เพราะถึงที่สุดผู้คนจดจำสามนิ้วของแคทนิส ได้มากกว่าคนที่ล้มตายในโรงพยาบาลเขต 8 มันมีพลังของมัน และมีเป้าหมายในระดับปัจเจก แต่การ พยายามขยายเป้าหมายว่ามันล้มเหลว หรือมองความสำเร้๗ทำให้การประท้วงเิชงสัญญลักษณ์โรแมนติคว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เป็นความคิดแบบเกินเลยทั้งสิ้น

3. การใช้การประท้วงเชิญสัญญลักษณ์ของแคทนิส ขยับไปสู่การใช้ตัวแคทนิสเสียเองในการเป็นสัญญลักษณ์ เหมือนจะเป็นหัวใจทั้งหมดของหนัง ในแง่ของการเชิดชูปัจเจกต่อต้านระบบ ความเชื่อแบบคนสมัยใหม่หลังสงคราม มนุษย์มีความเป็นปัจเจกคิดเองรู้สึกเองไม่ตกเป็นทาศใคร เราเชิดชูมนุษย์ที่รู้สำนึกตัวเอง และเป็นพิเศษถ้ารู้สำนึกแล้วรักชาติด้วย แต่ในทางปฏิบัติ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมกับส่วนตัวมักสวนทางกันเสมอ
เราชอบการพัฒนาของตัวแคทนิส ในแง่ที่เธอไม่ได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น เธอทำเพื่อตัวเองมาโดยตลอด เพื่อคนที่เธอรักไม่กี่คน การต่อต้านของเธอเป็นเรื่องการตอบโต้เฉพาะหน้า กล่าวให้ถูกต้องเธอไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรมากกว่าการทนไม่ได้ต่อความอยุติธรรมและการถูกกดขี่ข่มเหง ซึ่งไปกันได้ดีกับคุณธรรมของมนุษย์สมัยใหม่
แต่คนที่ได้ประโยชน์จากความเป้นปัจเจกกลับคือตัวระบบ ในแง่ที่ตัวระบบเริ่มจากการเอาแคทนิสไปทำพรอพากันด้าเชยๆแล้วพบว่าสิ่งที่พรอพากันด้าได้ดีที่สุดไม่ใช่เมสเสจอุดมการณ์ แต่คือตัวปัจจเกนั้นเอง การมองเห็นมนุษย์ในตัวอุดมการณืทำให้คนเห่อเหิมเอาอุดมการณ์มาไว้ในตัวเอง ถึงที่สุดความเป็นปัจเจกที่ต้านการล้างสมองคือเครื่องมือล้างสมองที่ทรงพลังที่สุด
ความรักของเธอต่อพีต้า และเกล จึงเป็นภาพแทนของ ปัจเจกVS สังคม ในแงี่ที่ว่าความรักของเธอกับพีต้าได้ถูกทำให้เป็นการทรยศกับสังคมที่เธอสังกัด ในขณะทีเ่กลคนดี คือความรักที่เหมาะเจาะกับชาตินิยม ในแง่นี้ การที่แคทนิสกลายเป็นมอคกิ้งเจย์ทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนตลอดเวลา เมื่อเธอชูสามนิ้ว โรงพยาบาลโดนระเบิด เหมือเธอพูด u burn with us มีคนออกไปตาย เมื่องเธอร้องเพลง พวกเขาไประเบิดเชื่อน ถึงที่สุดความไม่ทนต่อความอยุติกรรมของเธอ ผลักมาถึงจุดที่เธอทำให้คนตาย ขัดแย้งต่อความเป็นปัจเจก มันน่าดีใจที่แคทนิสคิดเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม เพราะมันแสดงว่าเธอยังมีหัวใจอยู่บ้าง (และแน่นอน เธอเป็นเด็กสาววัยรุ่น วัยเดียวกัยคนอ่านมอคกิ้งเจย์ ) ฉากที่ดีมากคือฉากที่เธอคิดว่าทุกคนตายแล้วเธอพูดแต่ว่าฉันเสียไปทั้งสองคนใช่ไหม ซ้ำๆจุดนั้นคือมไ่มีอุดมการณ์อะไรเลือกเธอตัวเปล่า เหลือแค่ว่าเธอเสียผัวทีเดียวสองคน สำคัญกว่าเขตสิบสามโดนถล่ม ในวินาทีหนึ่ง นั้นแหละจุดยืนของปัจเจกชน ปัจเจกจะถูกรัฐช่วงใช้ หรือถูกหลอกให้ไปตาย เราชอบที่หนังมีฉากคนที่ถูกยิงล้มลงตายเป้ฯจำนวนมาก มากกว่าการปฏิบัติการลับแล้วทุกคนโอเค เพราะมันย้ำเตือนเราตลอดเวลาว่ามีคนแบบแคทนิส คนที่ถูกแคทนิสหลอกใช้ คนที่มีอุดมการณืคนที่ทำเพื่อครอบครัวตัวเองอย่างเดียวเหมือนกันต้องตายลงในการต่อต้าน และคำถามหน่อมแน้มแบบของพีต้าว่าเลิกสงครามได้ไหม ไม่ใช่คำถามที่เลวร้าย สุดท้ายในปวศ.โลก มันก็จบลงด้วยการเจรจาหยุดยิง มากกว่าอีกฝ่ายฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งไปจนหมด ถึงที่สุดผู้คน แม้แต่แคทนิส ก็เป็นเพียงแค่เบี้ยหมากของระบบ ที่ถ่าตายมากพอระบบจะหยุดคิดทบทวน ความเป็นปัจเจกของเราจึงเป็นทั้งพลังและความอ่อนแอสิ่งทีต้องถูกกำจัด

4.สำหรับเรามันจึงเป็นเรื่องดีที่ หนังภาคนี้ไม่ระบเิดกันตูมตาม และไม่ตั้วท่าดีเบตโชว์ฉลาดตลอดเวลา แต่โยนฉากต่างๆเข้ามาให้คนดูคิดจากฉากเหล่านั้น ตั้งแต่ฉากพรอพากันด้าหลอกๆ การให้เวลากับสปีชของปธน.คอยน์ ที่พูดเรื่องปชต.ได้จับใจเสียวไส้มากจนอันที่จริงควรจะยกจูลี่แอนน์ มัวร์มาเป็นมอคกิ้งเจย์ในดิสทริค14 a.k.a. แถวนี้มา หรือการให้เวลาฟูมฟายกับรักสามเส้าที่สะท้อนภาพแทนน่าสนใจมากทีเดียว เอาเข้าจริงปัญหาของหนังฮอลลีวู้ด หรือหนังสือyoungadult อะไรพวกนี้คือมันถูกประเมินต่ำกว่าควาเมป็นจริงเพราะคนลิมิตว่าเด็กวัยรุ่นอ่านแล้วร่านผัว หรือ ไม่มีอะไรในก่อไผ่นี่แหละ นี่เดี๋ยวพอภาคหน้าลุยกันเต็มแมกซ์ ดราม่าเต็มสูบคงดูใฟ้มันฟินๆไป
อีกจุดหนึ่งที่คิดว่าตัวเองชอบมากๆคือมันไม่ใช่้หนังโปรการต่อต้าน ไม่ใช่หนังปลุกระดมมวลชนที่ดูจบจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลก แต่มันเป็หนนังรักวัยรุ่นดิสโทเปียธรรมดา ที่เอาประเด็นการเมืองมาจับได้คมคายดีเกินคาด และภาคนี้มันไปลึกดีทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s