เสียงจากผู้อ่าน :อีกวันแสนสุขในปี 2527

Happy1984-COVER-B-03-06

 

ขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับ

 

วิวัฒน์ เลิศฯ

 

 

กล้า สมทุวณิช

อีกวันอันแสนสุขในปี 2527 วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : 9.99989

ขอกล่าวอีกครั้งว่า คุณความดีของวิวัฒน์ เลิศฯ คือ ทำให้เราเขียนหนังสือแนวที่เราอยากเขียนได้สบายใจ เพราะแนวที่เราอยากอ่าน อยากให้มีปรากฎในโลก แต่ไม่อยากเขียนเอง มีคนเขียนแล้ว และเขียนได้ดีแบบที่เราไม่มีปัญญาไปถึงด้วย เราเลยสนุกกับการเขียนเรื่องสั้นประเภทมีพลอตแข็งแรง อ่านง่าย อ่านสนุกแม้ไม่ต้องสนใจห่ะอะไรกับสารที่เราใส่ไว้ก็ได้

เราชอบอะไรในเล่มนี้ นอกจากชะตากรรมของบรรดาผู้คนในเรื่องที่วนเวียนอยู่กับช่วงเวลาระยะสุดท้ายของรัฐบาลอีโง่ (ใช้คำตามท้องเรื่อง) ไปจนถึงช่วงต้นแห่งรัฐประหาร เราชอบความชำรุดของตัวละครในเรื่อง ตัวละครบางอย่างแม่งเหมือนเราเลย จนเราอยากหลั่งน้ำตาออกมา วิวัฒน์รู้จักคนอย่างเรา เขาเขียนเรื่องให้คนอย่างเรานี่แหละอ่าน

แต่เหนืออื่นใด เราชอบความเลื่อนเปื้อนของความจริงในเรื่อง เราชอบเรื่องแต่ละบทที่ต่อกันไม่สนิทดี เราจะคิดว่า แม่งเรื่องของคนชุดเดียวกันนี่หว่า แต่จริงๆแม่งอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ผิดกันขัดกันของแต่ละบท เช่น ใครกันแน่ที่เลือกตู้เย็นอัปลักษณ์สีเขียว แม่งอาจจะเป็นคนละคนกัน พี่ชายผู้ไปเรียนเมืองนอก (ที่ไม่บอกว่าเมืองอะไร) กับเกย์ต้านรัฐประหารที่กลับจากออสเตรเลียที่มีแม่เข้มงวด – แม่งคนละกันกันก็ได้อีดอก ! เกย์นักเรียนนอกต้านรัฐประหารไม่ได้มีคนเดียวสักหน่อย หรือเมียตำรวจชาวใต้วัยทองที่เป็น กปปส. มึงคิดว่าได้คนเดียวหรือ ? รวมทั้งมันจะมีคนหน้าเหมือนณัติวุฒิ ไสยเกื้อ ที่มีเมียน้อยเป็นเซลขายเครื่องไฟฟ้า -สาบานได้นะว่าจะไม่มี

แต่แม่งนะ ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นคนเดียวกันนั่นแหละ และเรื่องทั้งหมดมันเป็นภาพๆเดียวกัน แต่เพราะความเลื่อนเปื้อนของการจดจำ ความหลุดไหลของการเล่าต่อ การไม่บอกให้หมด เพราะ “…ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของคุณเต็มไปด้วยร่องรอยการขูดลบขีดฆ่า ครั้งแล้วครั้งเล่า สรรพสิ่งเกิดขึ้น คุณจดจำและพยายามจดจำใหม่ การจดจำทับซ้ำลงบนรอยเดิม จนเห็นชัดเจนว่ามันถูกลบเขียนใหม่ แต่ไม่อาจอ่านได้อีกแล้วว่ามันเขียนว่าอะไร…”

เมย์ กริสสุดา ที่เป็นนักศึกษาวัยใสในชุดนักศึกษารัดรูปเมื่อปี 2554 รอยยิ้มไร้เดียงสาของเธอบนเวทีกิจกรรม เป็นคนเดียวกันกับเมย์คนที่แม่งจ้างชายชุดดำไปสอยพลเอกร่มเหล้าด้วยกระสุนอาร์พีจี เมื่อพฤษภาคม 2553 นี่คือประวัติศาสตร์ที่เขาขูดลบและเขียนใหม่ เฮ้ยมันไม่ต่อกันนะ – ช่างแม่งสิ

“…พวกเขาลบประวัติศาสตร์แล้วเขียนใหม่กันทุกวัน พอมันใช้เวลานานพอ เขียนได้อย่างแนบเนียนพอ หรืออาจจะเขียนขึ้นใหม่อย่างโง่ๆ ก็ได้ แต่ขอให้เวลายาวนานพอหรือพูดซ้ำมากพอ มันจะเข้าแทนที่ประวัติศาสตร์เดิม ความจริงนั้นถูกลยทิ้งได้ง่ายดายและไม่จีรัง มันเกิดขึ้นเพื่อจะเป็นความลวงโดยตัวของมันเองเพราะเมื่อมันสิ้นสุดลง ความจริงก็ออกเดินทางไปไปเสียแล้ว…” – ข้อความจากปกหลัง

……………………………………………………………

Koetsak  Sirisomphotvancih

อีกวันแสนสุขในปี 2527 (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557) – 5/5

ขอกล่าวอะไรที่ดูจะซ้ำซากเสียหน่อยสำหรับคนอ่านหนังสือน้อยๆอย่างเรากับคนเขียนหนังสือเปี่ยมพลังอย่างพี่ชายวิวัฒน์ ตัวหนังสือของพี่ชายยังคงสั่นสะเทือนเราได้เสมอแม้มันจะกลายรูปเป็นบทกวีหรือก่อตัวเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดสุดเหวอ แต่ทุกทีที่สิ้นสุดถึงตัวหนังสือสุดท้ายใจเรามักหายวูบไป เหมือนชิ้นส่วนร่างกายภายในมลายหายไปเสียเฉยๆและเราก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหรืออย่างไร รู้แต่ว่ามันหายไปแล้ว เราอาจเสียใจที่มันหายไปแต่ส่วนใหญ่เรารู้สึกเคว้งคว้างมากกว่า เหมือนลมในลูกโป่ง หมือนนกหวีดที่ไม่มีลูกกลมๆเล็กๆอยู่ข้างใน เหมือนตัวละครในหนังสือของพี่ชายนั้นแหละ แต่เล่มนี้มันเล่นเอาน้ำตาปริ่ม…

มันว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของครอบครัวหนึ่ง (ใช่! เราคิดว่ามันคือครอบครัว…ครอบครัวหนึ่ง) ประกอบด้วย 4 ชีวิตที่กระจัดกระจายไปคนละพื้นที่ พื้นที่ทั้งในรูปของตำแหน่งแห่งที่บนแผนที่และพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลภายในใจ ในห้วงเวลาเดียวกัน ห้วงเวลาอันร้อนแรงทางการเมืองที่สุดห้วงหนึ่งในรัฐไทยสมัยใหม่ การไล่รัฐบาลโง่ด้วยกิมมิคลายธงชาติเรื่อยยาวไปจนหลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 พ้องด้วยวิญญาณที่กำลังจะมลายหายไป, ความลับมืดของเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและกำแพงอันหน้าล้นของลูกพี่ลูกน้อง

ความสัมพันธ์ในเรื่องราวของพี่ชายยังคงน่าสนใจเสมอ มันเป็นความสัมพันธ์แบบที่เราไม่อาจคิดถึงได้แม้จะประสบกับมันอยู่ มันไม่ใช่แค่เพียงกำแพงหนา-บางที่กั้นเหล่าตัวละครไว้ให้มืดบอด แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น มันมีทั้งความรักและความชังที่ไม่เคยเข้ากันได้ การเอื้อมคว้าสิ่งใกล้ตาแต่ไม่อาจเอื้อมถึง โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ในตัวเองของเหล่าตัวละครที่มักสับสนและไร้แรงพลังในการต่อกรกับสิ่งรอบกาย และเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้ถูกนำมาวางไว้ในแวดล้อมทางการเมืองแห่งความขัดแย้งรุนแรง เราจึงได้เห็นการกำเนิดของเครื่องมืออันทรงพลานุภาพ การเมืองที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ของประเทศใดๆเลย…

การแสดงออกทางการเมืองกลับคือเครื่องมือในการนำพาตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น เราอาจเพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน ของคนที่เราแอบรัก ของความโกรธแค้นผิดรูป ทั้งหมดทั้งมวลคือการทำให้เราคิดว่าเรายังคงอยู่ มีตัวตนและยังสำคัญในสังคม กาลกลับกลายเป็นว่าการเปิดเปลือยความจริงคือสิ่งแปลกปลอม ความจริงไม่มีตัวตนในที่สาธารณะ ความจริงที่มาในรูปของประวัติศาสตร์สามารถทรานฟอร์มเปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา ลบแล้วเขียนใหม่ซ้ำๆเวียนไปไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ของสังคมบนกระดาษขุยบางจากการลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความจริงมีมากกว่าหนึ่งเดียว ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลก็เชกเช่นกันที่แปรรูปไปในการรับรู้ของผุ้คนอื่น ถูกเขียนใหม่โดยบุคคลอื่น จนบางทีเราก็หลงลืมไปแล้วว่าประวัติศาสตร์ส่วนตนของเราเองจริงๆนั้นเป็นเช่นไร มันส่งผลต่อเราในทุกทาง ทุกช่วงวัยแม้จะไร้ลมหายใจไปแล้วก็ตาม

ท้ายที่สุดมันจึงคือการสลายลงไปอย่างมืดมิดเงียบงัน ในเวลาเดียวกับที่ในหน้าวอลล์ของเรายังคงค้างสเตตัสล่าสุดว่า “อีกวันแสนสุขในปี 2557”

หาก รัตติกาลของพรุ่งนี้ คือความฝันอันแสนเศร้า อีกวันแสนสุขในปี 2527 จึงคือความจริงที่เจ็บปวดยิ่งกว่า

ปล. อ้อมกอดของวิญญาณสุรีย์ในตอนท้ายทำให้เราร้องไห้

 

…………………………………………………………………………………………………………

มานัส ตู้แก้ว

 

อ่านเล่มนี้จบแล้ว คงไม่มีคำวิจารณ์เก๋ๆ เท่ๆ ฉลาดๆ เพราะเป็นแค่คนที่ชอบอ่านหนังสือคนหนึ่ง เท่านั้น อ่านจบแล้วย้อนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นึกถึงการถือป้ายประท้วง ด้วยคำคม(คน)เท่ๆ วาดหน้าทักษิณใส่ไว้ ตอนกลับบ้านไปเยี่ยมแม่แล้วเจอม็อบพอดี นึกถึงคนขับรถตู้บอกว่าเป็นเสื้อแดง แต่เป่านกหวีดด้วยมันดี นึกถึงเพื่อนหลายคนที่เกลียดสุเทพ แต่ก็ไปเพราะเกลียดรัฐบาลมากกว่า นึกถึงคนที่ไม่อยากเป็นกรรมการเลือกตั้งพากันไปลาออกที่อำเภอ โดยมีเมียยืนเป่านกหวีดใส่ นึกถึงวันที่คุยเรื่องตำรวจเตะระเบิดกับน้องโด่ง นึกถึงวันที่โพสต์ว่าไม่เห็นด้วยที่ประยุทธ์จะเป็นนายก ถึงหน้าสุดท้ายเพลงปล่อย ของพี่ปู พงสิทธิ์ก็จบลงพอดี
มาถึงตอนนี้ ขอแจ้งว่าชอบหนังสือเล่มนี้
และรู้สึกดีที่พี่ทำมันออกมา

 

………………………………………………………………………………………………………..

ฉันทนา ทิพย์ประชาติ

อีกวันแสนสุขในปี 2527 / วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

ชีวิตที่หลุดลอยออกจากแก่นสาร ไร้ประโยชน์ ชีวิตเฮโล เออออห่อหมกตามเกลียวคลื่นที่ลวงตา ว่างเปล่า แต่นั่นก็เป็นความหมายที่ทำให้เห็นว่า แม่งงี่เง่าและน่าเวทนาปานใด

………………………………………………………………………………………………………..

 

อัจฉริยะ ใยสูง

อีกวันแสนสุขในปี 2557 : วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

ตัวละครหลักในเรื่องมีความแปลกแยกจากพื้นที่ที่มีชีวิตอยู่ โดยมีตัวละครรองที่ตัวละครหลักหวังไว้ว่าจะเป็นที่พักพิงทางด้านจิตใจในช่วงที่กระแสการเมืองรุนแรง แต่ก็เปล่า ตัวละครรองเหล่านั้นช่วยส่งเสริมความแปลกแยกมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้ตัวละครหลักเป็นผู้อยู่แสนไกล เป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่นี้ เป็นเพียงอะไรก็ไม่รู้ที่น่ากำจัดไปพ้นๆ หรือไม่ก็ปล่อยให้แห้งเหี่ยวเฉาตาย

บทที่หนึ่ง / เล่าเรื่องมาลีพนักงงานออฟฟิศผู้โดดเดี่ยว มีวิญญาณของสุรีย์เป็นเพื่อน แต่สุรีย์ได้จากไปในวันหนึ่ง มาลีเป็นบุคคลไม่สำคัญของที่ทำงาน แต่มาลีอยากทำให้คนที่แอบชอบและคนในสังคมที่ทำงานอยู่ยอมรับเธอบ้าง โดยการเข้าร่วมชุมนุมม็อบกปปส. ซึ่งมาลีไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงมากไปกว่าคนพวกนี้มาไล่รัฐบาลอีปูโง่ ไม่ได้สนใจตรรกะของกลุ่มคนเหล่านั้น โดยรู้คำอ้างพวกเขาแค่ว่า ‘ประเทศชาติจะดีขึ้น ถ้าไม่มีอีปูและพรรคพวก หรือคนในตระกูลชินวัตรอยู่ในประเทศนี้’

บทที่สอง / ตัวละคร’คุณ’ คือคนอีสานที่ไปทำงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ทางภาคใต้ ซึ่งตกอยู่ในพิ้นที่การเมืองพื้นถิ่นนิยมอย่างจริงแท้ คุณแปลกแยกจากพื้นที่ที่คุณอยู่ คุณได้แต่ระบายความอัดอั้นของตัวเองด้วยการชักว่าวต่อหน้าญัฐวุฒิ ไสยเกื้อที่ปราศรัยผ่านจอทีวี และมีเซ็กส์กับนายตำรวจที่หน้าคล้ายณัฐวุฒิ ซึ่งตำรวจคนนี้คุณหมายปองใหัเขาเป็นที่พักพิงทางด้านจิตใจ แต่ก็เปล่า เขาทำคุณแตกสลาย เพราะเขาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มกปปส. ซึ่งคุณเห็นต่างกับคนเหล่านั้น คุณโดดเดี่ยว คำพูดเขาที่พูดกับคุณ “คนอีสานก็เป็นเหมือนกันหมด” สะท้อนความย้อนแย้งของตัวละครที่พูดเสียเอง เพราะตัวเองก็ไม่ได้ต่างกัน

บทที่สาม / ป้าผู้รับราชการเป็นพยาบาลในพื้นที่ภาคใต้ ผู้ที่ค่อยๆรับตู้เย็นใหม่สีเขียว(ทหารแช่แข็งประเทศ)มาใช้ภายในบ้าน นางยินดีที่ทหารออกมารัฐประหาร ประเทศไดัเงียบสงบแบบที่นางต้องการ ความสงบอันป่วยไข้ที่นางเฝ้ารอ แต่ก็พบว่าลูกชายเป็นผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตย

บทที่สี่ / ตัวละครที่เพิ่งกลับจากออสเตรเลีย ผู้ซึ่งฝักใฝ่ประชาธิปไตย ห่วงแหนเสรีภาพ รับไม่ได้กับตรรกะของพวกกปปส. เกิดในปีพ.ศ.2527/ค.ศ.1984 พอตัวเองคิดต่างจากสังคมรอบข้าง ถูกทำให้เสียหาย ถูกประจาร คนรอบข้างคล้ายเป็นคนเมืองโอชันเนียในนวนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์

ท้ายสุด : วิญญาณสุรีย์อาจเป็นคนตายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดงที่อยากได้รับความเป็นธรรม

00002527 : รหัสที่บอกว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไปตราบชั่วนิรันดร์

………………………………………………………………………………………………………..

ณขวัญ ศรีอรุโนทัย (เขียนถึง อีกวันแสนสุขฯ + รัตติกาลของพรุ่งนี้ ตามลำดับ )

ผมตื่นไม่ทันยุคตุลา พฤษภาก็เช่นกัน แต่ 2557 นั้นต่างไป จากคนที่ไม่สนใจใยดีการเมือง แต่ 2557 การเมืองต่างหากที่เข้ามาก้าวก่ายเรา

เล่มซ้าย : คือความความสิ้นหวังแสนงาม ยั่วล้อไปกับความจริงของปัจจุบันที่เหมือนเรื่องแต่ง

เขียนไว้อย่างหลวมๆ ตัวละครอยู่ในหมอก หลงทางในเวลา เขามาจากอดีต และอยู่ในอนาคตที่คล้ายกับอดีต ที่สำคัญก็คือเขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและต้องทำอย่างไร

เล่มขวา : คือความโสมมของชีวิตปกติ เขียนถึงสาวออฟฟิศช้ำรักผู้เข้ากับใครไม่ได้ พยาบาลวัยทองนับวันรอเกษียณ เซลส์แมนขายตู้เย็นผู้ถูกล้างตู้เย็น และชายหน้าคล้ายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ

ตัวละครเหมือนคนที่เราเจอที่ออฟฟิศ เดินสวนบนถนน เป็นป้าที่หน้าด้านแซงคิวเราในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือคนขับแท็กซี่ที่ตั้งหน้าตั้งตาโกงเรา และ ‘เพื่อน’ เก่าในเฟซบุ๊ค

มันจริงเกินไปจนน่ากลัว ชัดเกินไปจนเห็นความปกติที่กระอักกระอ่วน

ทั้งสองเล่มเป็นวรรณกรรมการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ใช่ท่วงทำนองแบบหนังสือขรึมขลังที่ย่างท้าวเข้าไปในพรมแดนของการเมือง แต่นี่คือวรรรกรรมเล่าเรื่องชีวิตเล็กๆ หาเช้ากินค่ำวิปริตอย่างปกติธรรมดา ที่การเมืองดันสะเออะเข้ามาแผ้วพาน

มันเป็นวันอันแสนสุข ของเหล่าขบถ..ผู้เป็นกบฎตั้งแต่บั้นเอวลงไป

อ่านเอารสมืดขื่นขมได้ในเล่มซ้าย และเอาความแสบซ่านเผ็ดร้อนได้ในเล่มขวา

อ่านฆ่าเวลาเย็นวันศุกร์ช่วงที่ทีวีถูกขัดจังหวะก็เหมาะอยู่นะ

………………………………………………………………………………………………………..

Aoyz Boongsood

อีกวันแสนสุขในปี 2527

เรื่องราวบางเสี้ยวบางส่วนของคนไม่กี่คน

…ผู้หญิงที่โดดเดี่ยวในเมืองใหญ่ ในวัยที่ยากจะอธิบาย ไม่ใช่เด็กสาวหากแต่ยังไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่จะรู้จักตัวเอง เพื่อนคนเดียวของเธอคือผีสาวเพื่อนรักในวัยมัธยม
…พนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าชาวอิสานในแดนใต้ที่กลายเป็นเมียอีกคนของคุณตำรวจ
…คุณพยาบาลกับศัตรูภายในตัวเอง…สิ่งที่เรียกว่าความปรวนแปรของฮอร์โมน
…ชายหนุ่มที่เกิดในปี 2527 กลับมาบ้านเกิดเพื่อจะพบว่าประวัติส่วนตัวของเขาไม่เคยเป็นของเขาเอง
…ที่จริง ประวัติศาสตร์ของเราก็ไม่เคยเป็นของเราเอง

เราเคยเห็นผู้คนเหล่านี้ในชีวิตจริง
เรามองเห็นผู้คนเหล่านี้ในตัวของเราเอง

เราตอบไม่ได้ว่าผู้คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนคนเดียวกัน
อาจจะเป็น
หรืออาจจะไม่เป็น

สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าไว้ด้วยกันก็คือช่วงเวลา
ช่วงเวลาที่เราทุกคนมีชีวิต มีลมหายใจ
มีความคิดที่ถูกกดไว้ไม่ให้เปิดเผยด้วยความกลัว

สิ่งที่สายตาเรามองเห็น
ใช่…สิ่งที่เรามองเห็นคือปลายเท้าของเรา
ความกลัวกดหัวเราให้มองได้เพียงเท่านี้

บางทีนิยายเรื่องนี้อาจเป็นเพียงบทบันทึกที่เป็นรูปธรรม
ถึงบางสิ่งในช่วงเวลานี้
บางสิ่งที่เราเรียกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ก่อนที่มันจะถูกขูดลบขีดฆ่า
เขียนใหม่ เขียนซ้ำๆ
ประวัติศาสตร์ที่ถูกจดจำท่ามกลางความจริงที่ลางเลือนจนเราแยกแยะไม่ออกว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง
ส่วนความจริงที่พ่ายแพ้ได้แต่ร้องไห้ในเงาของประวัติศาสตร์

ฉันก็เขียนถึงมันในอีกวัน
อีกวันในปีที่ถูกสั่งให้มีความสุข

ใช่
อีกวันอันแสนสุขในปี 2557

………………………………………………………………………………………………………..

Pongson Arunsintaweeporn

อีกวันแสนสุขในปี 2527
โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา – 5/5

สิ่งที่ชอบที่สุด คือการที่หนังสือมันสามารถสื่อถึงสารที่มันต้องการจะบอกเล่า ผ่านทางเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของตัวละครที่เป็นคนธรรมดาสามัญ สัญลักษณ์ที่ใช้แนบไปเป็นเนื้อเดียวกับเรื่องเล่าอย่างสมจริง – มันมีความทุกข์ยากอยู่สองชั้นใหญ่ๆ ในเรื่อง คือความทุกข์ยากสามัญปัจจเจกของตัวละคร และความทุกข์ยากของการใช้ชีวิตทุกข์ยากนั้นภายใต้การซ้อนทับของการเมือง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั่นถูกเล่าออกมาอย่างทรงพลัง สร้างแรงสั่นสะเทือน และเราเห็นความพยายามจะทำความเข้าใจตัวละครผ่านการทรงร่างของตัวละคร และใช้มันอธิบายแรงขับของการระทำของพวกเขา สิ่งนี้เป็นกลวิธีการเขียนที่เราชื่นชอบเสมอมาในงานเขียนของวิวัฒน์ เราพบว่ามันเป็นวิธีทรีตตัวละครที่แฟร์ ทำให้มันมีเลือดมีเนื้อขึ้นมา ทำให้ผู้อ่านรู้สึกไปกับพวกเขา เชื่อมโยงไปได้กับพวกเขา มากกว่าจะเป็นเพียงพาหนะในการส่งสาร

มันเป็นบทบันทึกแห่งยุคสมัยที่สำคัญได้เลย ว่าสำหรับผู้เขียนที่เขียนเรื่องอย่างนี้ออกมาได้ และผู้อ่านที่ถูกมันกระทบใจรุนแรง พวกเขาทั้งหมดต้องผ่านอะไรมาบ้าง

พลังของหนังสือเล่มนี้เป็นของจริง อ่านจบแล้วจะยังตามติดอยู่ในหัวเราไปได้อีกหลายวัน

 

……………………………………………………………………………………………………….

สิรนันท์ ห่อหุ้ม (เขียนถึง อีกวันแสนสุขฯ และ รัตติกาลของพรุ่งนี้

อีกวันอันแสนสุขในปี 2527-วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / รัตติกาลของพรุ่งนี้ -นิวัติ พุทธประสาท …. นิยายขนาดสั้น 2 เล่มนี้ทำหน้าที่ที่วรรณกรรมควรทำได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่เพียงส่องสะท้อน หากยังตั้งคำถามถึงความจริง-ความลวงที่เกิดขึ้นนอกเหนือสายตาของเรื่องเล่า ผ่านอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยเป็นเรื่องเล่าที่ฉุดกระชากคนอ่านให้ตกหลุมและดิ่งลึกไปกับทุกๆสิ่งที่โลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษ เราไม่สามารถถอนสายตาไปจากบรรทัดใดได้จนกว่าหน้าสุดท้ายจะปิดลง เพราะทุกเรื่องราว ทุกตัวละครล้วนสัมผัสใจ และกระทบความรู้สึกอย่างรุนแรง คงจะเสียมารยาทอย่างร้ายกาจ หากเราลุกออกมากลางคันระหว่างที่พวกเขากำลังเต้นรำในจังหวะต่างๆด้วยท่วงทำนองแห่งชีวิตให้เราชม
ท่ามกลางการสยบยอม ขายวิญญาณและศักดิ์ศรีวรรณกรรมของตัวเองในงานเขียนของรุ่นใหญ่บางกลุ่มคน จนเคยมีการตั้งคำถามถึงหน้าที่ของนักเขียนมาแล้ว เชื่อเถอะว่ายังมีนักเขียนรุ่นกลาง รุ่นใหม่ซึ่งเป็นปัจจุบันและอนาคตขอวงวรรณกรรมไทยอีกไม่น้อย ที่เฝ้ามองปรากฏการณ์ทั้งหมดอย่างครุ่นคิด และแปรออกมาเป็นวรรณกรรมชิ้นงาม ซึ่งยังคงรักษาหน้าที่ของการส่องสะท้อนและการตั้งคำถามเอาไว้อย่างที่ควรจะเป็น อย่างเช่น 2 เล่มนี้

 

……………………………………………………………………………………………………….

วิกรานต์ ปอแก้ว

 

อีกวันแสนสุขในปี 2527
Another happy day in a year 1984
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปีแรกที่มาลีต้องมีชีวิตอยู่คนเดียวหลังจากสุรีย์ตายลง สุรีย์ซึ่งตายไปแล้ว 8 ปี ทว่าปีนั้นเป็นปีแรกที่สุรีย์ไม่ได้อยู่อีกต่อไป มาลีต้องมีชีวิตอยู่คนเดียว

มันเริ่มต้นด้วยความสับสนของมาลีเอง สับสนว่าแท้จริงแล้วเธอต้องการสิ่งใด ชายคนรัก การเดินทางไกล การพูดคุยกับเพื่อนที่ตายแล้ว และปีใหม่ที่กำลังมาถึงอย่างหม่นเศร้า อีกวันแสนสุขในปี 2527 คล้ายว่าจะเป็นการถวิลหาห้วงเวลาสุขสมในอดีตแสนไกลของมาลี อาจเป็นช่วงชีวิตอันเรียบง่ายในอีกสถานที่ที่เธอจากมา มาสู่สถานที่ที่เธอไม่ได้เป็นสิ่งใดไปมากกว่าอากาศที่มีรูปร่างสัมผัสได้ สิ่งที่มาลีพบเจอในออฟฟิศของตัวเองคงไม่ผิดไกลไปจากออฟฟิศสามัญทั่วไป ความสัมพัมธ์ปลอมๆ หลอกๆ บทสนทนากลวงเปล่าที่หยิบยื่นให้กันและกัน แต่แล้วผู้ชายคนหนึ่งที่มาลีแอบชอบก็ชักชวนเธอไปร่วมชุมนุมทางการเมือง และการไปร่วมชุมนุมครั้งนั้นก็ก่อให้เกิดสายใยบางอย่างที่ผูกโยงเธอเข้ากับครอบครัวของตัวเองในรูปแบบที่เปลี่ยนไป หาใช่ความสัมพันธ์ดีงามกับชายหนุ่มที่เธอแอบชอบ นั่นเองจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งมวล

หลังเรื่องราวของมาลีจบลงที่บทที่หนึ่งเรื่องราวของคนอื่นๆ ก็ตามมา ทุกคนต่างมีเรื่องราวมีความเจ็บปวดมีความสูญเสียเป็นของตัวเอง มันมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป ทว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นเชื่อมโยงกันด้วยเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง การชุมนุมที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจถ่องแท้ หากเกิดจากการชวนกันไป รุนหลังกันไป สุดท้ายก็พยายามทำให้เห็นว่าสิ่งที่ร่วมกันกระทำนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่พึงกระทำ และที่สำคัญ มันเป็นเรื่องที่ดีงาม

ภาษาของวิวัฒน์เป็นภาษาที่มีบุคคลิกเฉพาะตัวสูงมาก การเล่าเรื่องในแบบของเขาเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านได้อยู่เสมอ หากคุณได้ผ่านการท่องไปใน ยูโทเปียชำรุด ของเขามาก่อนแล้ว จะพบว่านี่ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

วันแสนสุขในปี 2527 วิวัฒน์ใช้การเล่าเรื่องที่ทรงพลังของเขาฉีกทึ้งตีแผ่ความสัมพันธ์ที่หละหลวมและเหลวแหลกของสังคมระหว่างมีการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเป็นการเรียกร้องทางการเมืองที่นำไม่ได้นำไปสู่สิ่งใดนอกจากการหมุนครบรอบของกงล้อประวัติศาสตร์เดิมๆ ความสัมพันธ์ที่หละหลวมเหล่านั้นปรากฏอยู่ในทุกสังคม ทุกหน่วยของสังคมที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการชุมนุมทางการเมืองครั้งนั้น หากเมื่อสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนั้นสิ้นสุดลง กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการแตกหักพังทลายของความสัมพันธ์ที่มีมาก่อนหน้า นั่นก็เพราะมันเป็นเพียงความสัมพันธ์เปราะบางที่เกี่ยวกระหวัดกันอยู่อย่างหละหลวมตั้งแต่ต้น

ก็คงเหมือนการปริแตกสามัญทั่วไป เริ่มจากจุดเล็กๆ เรื่องราวที่ไม่ถูกใส่ใจ ค่อยๆ ขยายรอยร้าวให้กินพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ เนิบช้า ทว่าไม่อาจหยุดจนกว่าการปริแตกจะสิ้นสุดสมบูรณ์ จนกว่าผู้คนจะรู้สึกแปลกหน้ากันและกัน

นิยายที่ดีบางเรื่องอาจไม่ใช่นิยายที่สั่นสะเทือนเรา ชี้นำทางความคิดเรา แต่อาจเป็นเพียงนิยายเล่มบางที่ทำให้เรารู้สึกราวกับว่ากำลังถูกเข้าอกเข้าใจจากใครสักคนที่ไม่รู้จัก จากความสัมพันธ์ที่ไม่อาจกำกับชื่อเรียกให้ชัดเจนระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน อีกวันแสนสุขในปี 2527 อาจจะทำให้คุณหวนระลึกถึงสักหนึ่งวันแสนสุขที่หล่นหายไปในอดีตตั้งแต่การมาถึงของความเห็นต่างทางการเมือง.

วิกรานต์ ปอแก้ว
13/9/2014 3.30pm

……………………………………………………………………………………………………….

 

Pa -aom Quilt

อีกคืนอันแสนสุข
————-

เวลาป้าอ้อมอ่านหนังสือ
นอกจากการแทะแจ๊บ ๆ เยี่ยงหนอนหิวโซและชอบหม่ำหนังสืออร่อย ๆ แล้ว
ป้าอ้อมยังเคยใช้ตัวหนังสือทำมาหากินมาบ้าง
ฉะนั้นเวลาหยิบหนังสือแต่ละเล่มขึ้นมาแทะ
จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงจึ๊กจั๊กจุ๊กจิ๊กอยู่ในหัว
อาทิเช่น
อันนี้เกิน รกไป,
ใช้คำไม่เนี้ยบเลย,
ไอ้ตรงนี้ไม่เชื่ออ้ะ,
ไม่ไหวแล้ววุ้ย เล่มนี้ ทำก๋วยเตี๋ยวกินดีกว่า (แปลว่าอ่านลวก ๆ ให้มันจบ ๆ ไป)
จนถึงขั้นเลวร้ายที่สุด…ไม่กินแระ
คือปิดหนังสือที่เพิ่งอ่านไปได้แค่ครึ่งเล่ม งอน !

วันก่อนป้าอ้อมเพิ่งบ่นหนังสือไปเล่มหนึ่ง
‘ยูโทเปียชำรุด’ ของ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
ซึ่งป้าอ้อมก็ไม่เคยรู้จักมักจี่
ซื้อหนังสือเขามาอ่าน เพราะไปเห็นหนอนสักคนรีวิวว่าชอบเหลือเกิน
พอเอามาอ่านก็ชักแหง็ก ๆ ไปเกือบสามเดือน
ด้วยความตามไม่ทัน จับไม่ถูก งงไปหมด
คล้าย ๆ ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวขึ้นยานอวกาศ
คุยกะมันไม่รู้เรื่องเรยยย
แต่พอมันถามว่า จะลงป่ะล่ะ
ป้าอ้อมก็สั่นหัวดิก ๆ ทู่ซี้ขอไปต่อจนถึงจุดหมายปลายทาง
พอกลับคืนสู่โลก มนุษย์โลกมาถามว่า ผจญภัยเป็นไงมั่ง ช่วยบรรยายให้ฟังหน่อย
ป้าอ้อมก็…แหะ ๆ ตัวใครตัวมันเฮอะ
บรรยายไม่ถูก แต่ไม่เข็ดค่ะ จะไปอีก

และแล้วยานลำนั้นก็วนมา
ในชื่อหนังสือ ‘อีกวันอันแสนสุขในปี 2527’
นิยายสั้นเล่มใหม่ล่าสุดของวิวัฒน์
ป้าอ้อมได้มาแล้วก็รีรอแบบแหยง ๆ อยู่สองวัน
คือเพิ่งอ่าน 1Q84 จบไป 3 เล่มรวดในสามคืน
ยังเมื่อยลูกกะตาไม่หาย
แถมคืนต่อมา หยิบหนังสือเก่ามาอ่าน นับเป็นคราวเคราะห์ของเล่มนั้น
ดันมาต่อแถวถัดจากมหากาพย์พระจันทร์ 2 ดวงของพี่มู
เลยจอดสนิทเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่แถวรังสิต
(ห้ามถามว่าเรื่องอะไร)

คืนนี้ขอล้างปากหน่อย
เล่มบาง ๆ แบบนี้ คงอ่านจบภายในไม่เกิน 1 อาทิตย์น่ะ
(อนุมานเอาจากยูโทเปียฯ ซึ่งอ่านได้แค่คืนละ 10-15 หน้า)

เริ่มลงนอนแทะจุ๊บจั๊บตอนทุ่มครึ่ง
อ้าว… เวรละ
วางไม่ลงเลยค่ะ
ขอโทษจริง ๆ อ่านจบตอนสองทุ่มครึ่ง
คือทั้งสนุกด้วย มันส์ด้วย อึ้งด้วย
เขียนดีชนิดที่่ว่า จะหาเหลี่ยมให้จึ๊กจั๊กสักนิดก็ไม่มี
ช่างไหลลื่นกระชากใจ คว้านเข้าไปถึงตับไตไส้ม้าม มันทะลุทะลวงขนาดนั้น
เขียนยังกับเข้าไปสิงผู้คนมาทุกรูปแบบ
ตั้งแต่เด็กสาวขาดรัก, หญิงสาวหลงรัก, สาวใหญ่หน่ายรัก, จวบจนชายหนุ่มเร้นรัก
เขาพาเราไปเข้าสิงทุกคนเลย
จนป้าอ้อมอยากให้นักเขียนคนนี้เขียนถึงประชากรในโลกแบบรายตัว
พวกเรามีกันอยู่เท่าไหร่นะ ประมาณหกเจ็ดพันล้านคนน่ะ
เอาให้เข้าใจกันให้หมดเลย
แล้วเราจะโกรธเกลียด หรือแม้กระทั่งถือสาใครไม่ลงสักคน
เอาสิ !

ขอบคุณมากค่ะที่เขียนให้อ่าน

……………………………………………………………………………………………………….

สุพรรณี สงวนพงษ์

….ไม่มีอะไรมากกว่าคำขอบคุณที่ทำมาให้อ่าน ให้โอกาสได้เห็นโครงสร้างและความเชื่อมโยงของผู้คนทั้งเรื่องสังคมและเรื่องส่วนตัว เรื่องยิ่งใหญ่ระดับจรรยาบรรณกับศีลธรรมขั้นพื้นฐาน เรื่องความทรงจำ ประวัติศาสตร์และเวลาที่พร่าเลือนจับต้องไม่ได้ เรื่องพื้นที่คับแคบที่ขยายใหญ่ เรื่องอึดอัดในใจของสาวแก่ เรื่องข้าวของที่เคยมีคุณค่ากับวันเวลาที่ผ่านเลยไป….

ความสงสัยทำให้กลับไปเปิดทวนอ่านบทที่ผ่านมาอีกครั้ง เผลอสบถขึ้นมาว่า “เ..จริงๆ” ตอนอ่านแบบ skimming ในย่อหน้าช่วงแรกๆ ของบทที่สอง พลิกทวนไปข้างหน้าจนจบบทและทวนซ้ำมาที่หน้าแรกในบทที่ 1 ย้อนความทรงจำตัวเองในบทที่ 3 และคิดในใจต่อไปว่าต้องหยิบขึ้นมาทวนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ใหม่อีกครั้งสำหรับการอ่านในครั้งต่อไป คิดไปว่าคงเป็นเพราะเราได้แชร์ความรู้สึกถึงกันและกันต่อสภาพสังคมที่มันเป็นอยู่ รวมถึงตั้งคำถามกับอดีตที่ผ่านมา รักในฟอนต์ตัวหนังสือที่ให้ความรู้สึกเหมือนหนังสือที่ระลึกงานศพ พบว่าสามารถอ่านมันจบลงได้อย่างรวดเร็วจากตั้งแต่สามทุ่มกว่า ต่อมาบนบีทีเอส ก่อนนอนหลังดูละคร และเช้าตื่นที่พร่ำถึงความสงบสุขของ คสช.

รักอีกวันแสนสุขในปี 2527
26 มิ.ย.2557

………………………………………………………………………………………………………

Warit Buranapattama

อีกวันแสนสุขในปี 2527 – วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

1984 ฉบับไทยแลนด์โอนลี่
george orwell จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด

จากร่างทรงของแมรี่ ซูริ มาสู่ มาลี กับ สุรีย์
ตามมาด้วยแต่ละตัวละครต่างๆ
ที่ราวกับจะเชื่อมโยงถึงกันบางบาง
อย่างที่เราอ่านแล้วก็จะรู้สึกถึงจุดร่วม
เชื่อมต่อกันไปเองโดยอัตโนมัติ
จากตอนหนึ่งสู่ตอนต่อไป

ทว่าแต่ละตัวละคร
ก็อาจมิได้เชื่อมต่อกันอย่างที่เราต่างคนต่างอ่าน
ต่างเชื่อมโยงแต่ละตอนกันไปเองก็ได้

ความคลับคล้ายอันมิได้ชี้ชัด
โดยมีฉากการบ้านการเมืองในสภาวะปัจจุบัน
อันอยู่ระหว่างปิดปรับปรุง

กับเรื่องราวของแต่ละตัวละคร
ที่อยู่กับชีวิตที่ติดค้างอยู่ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งของตนเอง

เราต่างก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลกับตรรกะอันไม่ปกติ
และเราที่ต่างคนต่างจำยอมอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยด้วยความกลัว
แม้จะตระหนักได้ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล
แต่เราก็มิอาจจะเผชิญหน้ากับความผิดถูกตามที่เรารู้สึกได้
เราต่างรักชีวิตตนเองมากกว่าจะออกไปยืนยันความคิด
และยืนอยู่ข้างความถูกต้อง
อย่างที่พร้อมจะรับผลของการยืนอยู่ข้างความถูกต้อง

เราปล่อยให้ความเงียบงันพาเราผ่านทุกสิ่งทุกอย่างไป
เก็บเสียงของเราเอาไว้ให้ตนเองฟัง
ความจริงย่อมจะเป็นความจริงเสมอ
อะไรถูกอะไรผิด มิอาจถูกเปลี่ยนแปลงความหมายไป
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
หรืออำนาจใดก็มิอาจแปรเปลี่ยนความหมายของความจริงไปได้

มันเหมือนเรานั่งดูการเล่นมายากลจนจบแล้วต่างก็ปรบมือ
เราไม่รู้หรอกว่าทริคของมันคืออะไร
ที่เรารู้คือเวทมนต์ไม่มีอยู่จริง
และเราก็แค่ถูกหลอกด้วยเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งเท่านั้นเอง
เป็นแค่ความบันเทิงตรงหน้า
ที่เราถูกบังคับให้ดูและเชื่อว่านี่คือความจริง
เป็นกลที่เราต้องจ่ายค่าดูด้วยชีวิตของเราเอง

 

………………………………………………………………………………………………………

We Imar

 

กับคนที่ยกธงขาว ยอมแพ้วรรณกรรมแล้ว เล่มนี้เตือนให้เรารู้ว่า fiction มีอาณาบริเวณที่งานเขียนแนวสารคดี แนววิชาการ หรือแนวอื่นๆ ไม่สามารถย่างเหยียบเข้าไปได้
คือคุณสามารถอ่านบทวิเคราะห์ “สลิ่ม” ของ อ. นิธิ อ. เกษียร หรือ อ. ยุกติ สักแค่ไหน คุณสามารถเอาปรากฏการณ์ม็อบนกหวีดไปเปรียบเทียบกับมวลชนนาซี แต่มันก็ไม่มีทางเหมือนการอ่านชีวิตสมมติของสลิ่มคนหนึ่ง
คุณเข้าใจปรากฎการณ์ล่าแม่มด แต่การได้สัมผัสมันผ่านชีวิตตัวละครก็ให้อีกรสชาติหนึ่งที่ทดแทนกันไม่ได้
คิดว่ามันจะสมบูรณ์กว่านี้ถ้ามีตัวละครแนว “ซ้ายนกหวีด” “นกหวีดเพื่อชีวิต” อะไรแบบนี้ด้วย

………………………………………………………………………………………………………

 

หาหนังสือได้ตามร้านรูปครับ สั่งซื้อออนไลน์ที่ Bookmoby , Readery ครับ

 

10628469_10204138888940133_7628693504762714031_n

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s