การเมืองเรื่องของหญิงร่าน :ว่าด้วยจตุรภาคภาพยนตร์ดัดแปลงของหม่อมน้อย

 

historica08

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร ปรากฏ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม -มิถุนายน 2557

 

หญิงร้ายชายชั่วลักลอบคบชู้จนถูกจับได้แล้วสั่งล่ามโซ่ไว้ด้วยกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย คดีไม่คลี่คลายของการที่โจรป่าฆ่านักรบเสียแล้วเอาเมียมันมาบ้างว่าโจรมันเลวแต่บ้างก็ว่าผัวมันเหยาะแหยะ หนักข้อก็ว่าเมียนั่นและคบชู้โจรฆ่าผัว และไอ้เด็กจัญไรที่แม่คลอดแล้วตายทิ้งมรดกเลือดนอกอกไว้ให้พ่อคุณหลวงดูต่างหน้า ต่อมาก็ฟาดแม่เลี้ยงเอาเยี่ยงพ่อไม่บังเกิดเกล้าที่คลำไม่มีหางเป็นลุยดะ กงกำกงเกวียนก็เลยเวียนกันไปอยู่เช่นนั้น

กล่าวตามลำกับเหล่านี้คือตวละครจาก ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ของ มาลับ ชูพินิจ ‘ราโชมอน’ ฉบับแปลๆแปลงๆของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ที่ดัดแปลงจากบทภาพยนตร์ของ อากิระ คุโรซาว่า ที่ดัดแปลงมากจากเรื่องสั้นสองเรื่องของ ริวโนะสุเกะ อะคุตะงาว่าอีกที) และเรื่องสุดท้าย จาก ‘เรื่องของจัน ดารา’ โดย อุษณา เพลิงธรรม นิยาย/เรื่องสั้นทั้งสาม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมการอ่านของไทย เป็นหลักหมายสำคัญของการอ่านวรรณกรรมไทยช่วงผลายพุทธศักราชสองพันสี่ร้อยมาจนถึงยุคต้นสองพันห้าร้อย ซึ่งนอกจาเรื่องทั้งหมดจะอยู่ในห้วงร่วมยุคเหลื่อมสมัยกันแล้ว มพิศผาดเผินทั้งสามเรื่องไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันจวบจนกระทั่งในรยะเวลาไม่กี่ปีหลังนี้เองเรื่องทั้งสามถูกนำมาดัดแปลงเปนภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องโดยผู้กำกับคนเดียวกันนั่คือหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือที่รู้จักกันในามหม่อมน้อย ผู้กำกับหนังที่เคยทำหนังอย่าง ช่างมันฉันไม่แคร์(ที่แทรกบรรยากาศหลังหกตุลาไว้อย่างน่าตื่นเต้น) , ความรักไม่มีชื่อ หรือ นางนวล และเป็นหม่อมน้อยนี้เองที่ชี้ให้เราเห็นความเกี่ยวพันกันในระดับโครงสร้างของเรื่องทั้งสาม รวมถึงยืมมีดของเรื่องเล่ามาใช้ในหารส่งสาส์นต่อสังคมร่วมสมยอย่างน่าสนใจ

แม้งานทั้งสี่ชิ้นของหม่อมน้อยจะถูกมองว่ารกรุงรังด้วยไวยากรณ์ภาพยนตร์ที่ฟูมฟายเกินพอดี หรือหมกมุ่นอยู่ในจินตนาการพาฝันของเนื้อหนังมังสา หรือแม้แต่ทำลายบทประพันธ์ลงอย่างน่าเสียดาย แต่ไม่ว่าจะมีข้อหาอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการตีความบทประพันธ์ใหม่ของหม่อมน้อยนั้นน่าสนใจศึกษาโดยละเอียดอย่างยิ่งดังที่เราจะได้กล่าวต่อไป

 

ชั่วฟ้าดินสลาย : เสรีชนบนพันธนาการ

ดัดแปลงจากนิาขนาดสั้นของครูมาลัย ชูพินิจ ว่าด้วยเรื่องของพะโป้ พ่อเลี้ยงปางไม้ทางภาคเหนือที่เพิ่งรับเอายุพดีเมียใหม่เข้ามาบ้านจากพระนคร ยุพดีเป็นสาวรักอิิสระที่ใฝ่ใจกับการกอ่านหนังสือตะวันตก เป็นผู้หญิงฉลาดเฉลียวจากในเมืองที่พอมาถึงปางไม้ในป่าทึบก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวในหัวใจ จวบจนเธอได้พบกับส่างหม่อง หลานชายพะโป้ที่ยังหนุ่มแน่น แกว่นกล้า และออกจะทึ่มทื่อในเรื่องของผู้หญิง จากการยั่วล้อค่อยๆถลำลึก ในที่สุดทั้งคู้ก็ลักลอบเป็นชู้กัน จวบจนเมื่อพะโป้จับได้ รักมากก็แคนมาก พะโป้จะยกยุพดีให้ส่างหม่องข้อแม้เดียวคือทั้งคู่ต้องล่ามโซ่ติดักันไว้ อยู่ด้วยกันไปจน ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’

ตัวหนังนั้นยึดตามบทประพันธ์อย่างเคร่งครัด ถึงขนาดมี voiceover เล่าเรื่องตามต้นฉบับ ด้วยสำนวนตามต้นฉบับ หรือการคัดฉาก บทสนทนา แบบที่ลอกออกมาจากตัวต้นฉบับจนเกือบจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวของบทประพันธ์ในหลายๆฉาก ดังนั้นด้วยโครงเรื่องที่แข็งแกร่ง (เรื่องสั้นของ ครูมาลัย ชูพินิจ ไม่ได้ยาวมาก และเล่าตรงๆไม่มีการฟูมฟายเอื้อนเอ่ย เป็นการเล่าที่กระชับมากๆ) การขยายเรื่องออกมาให้เป็นหนังยาว ทำให้ต้องเพิ่มเติมที่มาที่ไป อ้อยสร้อยยืดยาวอยู่กับบางฉาก อย่างไรก็ดี ฉากที่ผู้กำกับเลือกเข้ามาเพิ่มในหนังหลายๆฉากก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงเรื่องหลัก จนน่าสนใจว่า วัตถุประสงค์ของฉากเหล่านั้นคืออะไร วิธีการพิสูจน์ข้อสงสัยที่หยาบที่สุด คือการคัดเอาเฉพาะฉากที่อยู่ ‘นอกบทประพันธ์ ‘มาพิจารณาซึ่งประกอบด้วย

ฉากทหารของคณะราษฏร์บุกจับพระองค์เจ้าปริวัตร กลางงานเลี้ยง ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงในบทประพันธ์ ฉากนี้คือกุญแจสำคัญในการควบคุมการตีความตามวิธีของหม่อมน้อยทั้งหมดในเรื่อง เป็นไปได้ไหมว่าวาทกรรมที่หม่อมน้อยกำลังพูด ไม่ใช่เรื่องการเมืองเหลืองแดง แต่เป็นวาทกรรม ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ของคณะราษฏร์ จุดเริ่มต้นของการท้าทายอำนาจเจ้าในปี 2475 ต่างหาก ฉากการจับเจ้าของทหารคณะราษฏร์ อาจเป็นเพียงฉากเล็กๆ เพื่อเอื้อให้ยุพดีพบพะโป้ และพูดเรื่องเบื่อการเมือง แต่ยุพดีฉบับหม่อมน้อย พยายามจะเดินตาม ยุพดีผู้มีหัวใจอิสระตามต้นฉบับ มากกว่าจะเป็นหญิงร้ายชายชั่ว (แม้การแสดงจะพาไปอีกทางก็ตาม) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล ยืนอยู่ในโครงสร้างความสัมพันธ์ของยุพดี พะโป้ และ ส่างหม่อง

ก่อนอื่นต้องพูดถึงสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือสายตาของเรื่องซึ่งโดยส่วนตัวเราพบว่าทั้งตัวหนังสือ และ หนังฉบับนี้เป็นสายตา ของพะโป้มากกว่าตัวละครอื่นๆ (แม้จะย้อนซ้อนว่านี่เป็นการเล่าของทิพย์ก็ตาม) สายตาของพะโป้ที่ ‘ลอบมอง’ ‘ทอดมอง’ ‘ลองใจ’หลานรักเล่นชู้กับเมีย เป็นสายตาหลักของหนัง (หลายซีนหนังใช้ภาพแอบมองผ่านสิ่งของบังตา และตัวหนังสือก็มีรูปแบบของการแอบมอง ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นการแอบมองของพะโป้หรือทิพย์ก็ได้) แต่การเล่นชู้ของหลานกับอาสะใภ้ เปิดโอกาสเชิงศิลธรรมให้คนดูเข้าข้าพะโป้มากกว่าส่างหมอ่งยุพดี (จนมาตอนท้ายนี่แหละที่เราจะได้เห็นความเหี้ยมของพะโป้) หญิงร้ายชายชั่วได้รับการสั่งสอน แม้จะเลยเถิดไปบ้าง ส่วนที่ดีคือดูเหมือนหม่อมน้อยพยายามสร้างฉากร้าวรานในความสัมพันธ์ความเป้นมนุษย์มีเลือดเนื้อให้ตัวละคร (ต้นฉบับเล่าทุกอย่างแบบคร่าวๆมากๆ จะเล่ายาวทำไม พลอตแข็งแรงเยี่ยงนี้) แต่ก็นั่นแหละ การเปิดเผยความสัมพันธ์นี้ก็เชื้อเชิญให้ตีความกันได้อย่างสนุกสนาน

โดยส่วนตัว เรามองความสัมพันธ์นี้ในลักษระที่พะโป้อยู่เหนือทุกคน เขามองเห็นทุกอย่างแต่เลือกเองที่จะไม่สอดมือยุ่งเกี่ยว แรกทีเดียวเขาอาสาไปหาเมียให้ส่างหม่อง แต่ดันไปได้มาเสียเอง หนัง บอกซ้ำๆว่าพะโป้เป็นคนเจ้าชู้ เมียๆของเขาไม่นานเขาก็เบื่อและจะโละให้คนงาน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เมียแต่งอย่างยุพดี ถ้าเมียเก็บยกให้คนงาน เมียที่เหมาะเจาะกับหลานรักก็เมียแต่งนี่แหละ พะโป้ เปิดโอกาสให้หลานกับเมียใกล้ชิดักน แต่ทั้งหมดเป็นเกมอำนาจของเขา (เหมือนหมากรุกที่เขาเล่นกับทิพย์ในช่วงท้ายและไล่ทิพย์ไปนอนหลังจากบอกว่า เกมหมากรุกจบแล้ว -ยุพดีตา่ย) เขาให้ยุพดี จิตวิญญาณเสรี ที่ฉลาดแต่ไร้เดียงสา ได้พบกับหลานชายผู้บริสุทธิ์จนแทบจะเถื่อนถ้ำ จนเมื่อทั้งคู่ละเมิดอำนาจของเขาด้วยการได้เสียกัน มันทำให้อำนาจของพะโป้ในการควบคุมความสัมพันธ์ลดลง และเขาต้องกู้หน้าคืน แรกก็ด้วยความละมุนละม่อมอย่างการเชิญคุณหนูพันธ์ทิพย์มา แต่เมื่อไม่ได้ผลแถมยังโดนตอบแทนด้วยคำลวงเรื่องท้อง พะโป้เลยต้องลงมือขั้นเด็ดขาด

กล่าวให้ถูกต้อง ความสัมพันธ์ของยุพดีกับส่างหม่องก็ไม่ได้ต่างจากกล้วยไม้ในป่า(ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในนิยายต้นฉบับ ที่สวยงามดีอยู่แล้ว และส่างหม่องไม่ควรเด็ดมันมาควรรอเวลาก่อน แต่ส่างหม่องไม่รอ เหมือนคณะราษฏร์ไม่รอพระราชทาน ดังนั้น พวกเขาต้องใช้จ่ายค่าตอบแทนด้วยการล่ามโซ่คนดงผู้โง่งม (ประชาชน) กับจิตวิญญาณเสรีที่เอาแน่ไม่ได้ (ประชาธิปไตย?) ไว้ด้วยกันและเรียนรู้ว่าการมีเสรีภาพในการอยู่ด้วยกัน โดยไม่เอาพะโป้นั้นเป็นไปไม่ได้ ชั่วฟ้าดินสลายเป็นการประชดประชันที่แสบสันต์สำหรับพวกไม่เอาเจ้าที่ต้องทนทุกข์

ฉากทียุพดีกับส่างหม่องโดนล่ามเข้าด้วยกันนั้นพะโป้อยู่ในตำแหน่งนั่งบัลลังค์ เช่นเดียวกันหลังจากนั้นการเข้าฉากของทั้งสามพะโป้จะนั่งอยู่ด้านบนไม่ต่างจากการเข้าเฝ้า ยุพดีและส่างหม่องหมอบคลานมาเข้าเฝ้าแต่ไม่ได้รับการให้อภัยจาก ‘พ่อเหนือหัว’ ฉากการขอขมาส่างหม่องถึงกับเอากล้วยไม้ใส่กระทงใบตองมาด้วย แต่ในเมื่อเวลาไม่เหมาะสมมันก็ต้องโดนเตะกระเด็นไป จนกระทั่งฉากสุดท้ายนั่นแหละ ที่พะโป้ จะยอมรับกล้วยไม่้ของส่างหม่อง ผู้ซึ่งกลับมาสยบแทบเท้าพะโป้อีกครั้งหนึ่ง

หากเราจะแบ่งตัวละคร เราจะยิ่งเห็นลำดับชั้นชัดเจน พะโป้อยู่ตำแหน่งสูงสุด ขณะที่ อีกสองกลุ่มคือ ยุพดี และ ส่างหม่อง เป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่ต่อต้านอำนาจของพะโป้ และ กลุ่มสุดท้ายคือ ทิพย์และมะขิ่น ตัวละครมะขิ่นนี้น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นตัวละครที่ไม่ได้อยู่ในต้นฉบับ แต่ถูกเพิ่มขึ้นมาเพื่อขับเน้นความจงรักภักดีต่อพะโป้โดยแท้) กลุ่มตัวละครวัยสูงกว่าซึ่งเป็น ‘ข้าทาสผุ้จงรักภัดี’ สภาพภายในปางไม้ของพะโป้จึงเป็นสภาพจำลองการปกครองในยุคระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่น่าสนใจมาก -อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์เช่นนี้กลับจะไม่เห็นชัดนัก ในตัวนิยาย

อาการชิงสุกก่อนห่าม การท้าทายต่ออำนาจเห่าและจบลงด้วยความชิบหายวายวอด คือหัวใจของการเสียดสี สภาวะ’ ชั่วฟ้าดินสลาย’ในรอบนี้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง !

อุโมงค์ผาเมือง ความจริงคืออาจม

เรื่องมีอยู่ว่า มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นในป่า มีนักรบ มีแม่หญิงงามเมียนักรบ แล้วก็มีโจรป่า นักรบนั้นตาย แต่ไม่มีอาวุธในที่นั้น โจรป่าว่าเขาฆ่านักรบ เมียนักรบบอกว่านางฆ่านักรบ นักรบบอกผ่านร่างคนทรงว่าเขาฆ่าตัวตาย คนตัดไม้อยู่ที่ศาล เห็นศพนักรบเป็นคนแรก พระท่านก็อยู่ที่ศาล พระท่านเห็นนักรบและเมียก่อนจะถูกฆ่า พระและคนตัดฟืนจึงได้ฟังคำให้การทั้งหมด แม้ไม่รู้จะเชื่ออย่างไร ทั้งสองคนไปติดฝนอยู่ในอุโมงค์ผาเมือง แล้วแบ่งปันเล่าเรื่องให้ชายหน้าผีฟัง เรื่องคดีฆาตกรรมชวนขนหัวลุก

ดัดแปลงจากบทละครของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ (ซึ่งดัดแปลงอย่างไม่ให้เครดิตจาก บทภาพยนตร์ Rashomon ของ Akira Kurosawa ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องสั้นสองเรื่องของRyonosuke Akutagawa ทั้งสองเรื่องมีชื่อไทยว่า ในป่าละเมาะ และ ราโชมอน โดยเรื่องหลังนั้นดัดแปลงมาจากนิทานโบราณ) ภาพยนตร์เรื่องนี้ประกาศชัดแจ้งว่า ดัดแปลงมาจากบทละครของ มรว.คึกฤทธิ์เท่านั้น(ซึ่งแน่นอนก่อให้เกิดกระแสติดตามว่าจะหลบสายตาจากคุโรซาว่าได้อย่างไร) ซึ่งสำหรับผู้เขียนนั้นเห็นว่าเรื่องนี้เรื่องที่สามารถทำได้ในเชิงกระบวนการ เพราะนี่คือการทำใหม่ จากต้นฉบับที่เป็นของทำซ้ำ การตีความขยายผลนั้นสามารถจำกัดอยู่เพียงแต่ส่วนที่งอกเงยจากต้นฉบับ(ทำซ้ำ) โดยมิพักต้องกังวลกับต้นฉบับของจริงเลยแม้แต่น้อย เนื่องเพราะสำหรับผู้สร้าง ฉบับทำซ้ำนี้คือ ‘ต้นฉบับ’ของเขา หาใช่ตัวต้นฉบับจริงๆไม่ (เฉกเช่นการที่เราสามารถร้องเพลงของสุนทราภรณ์ซ้ำได้โดยไม่ต้องเข้าถึงเพลงเต้นรำของตะวันตกที่เป็นต้นทาง) อย่างไรก็ดี การให้เกียรติ แสดงความเคารพ หรือท่าทีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรมองแยกออกจากตัวกระบวนการ

อย่างไรก็ตามในฐานะภาพยนตร์ดัดแปลงจากบทประพันธ์ หม่อมน้อยไม่ได้เลือกวิธีการหยิบบทประพันธ์มาตีความใหม่จากมุมอื่นอย่างที่เป็นที่นิยมกัน หากเลือกใช้วิธีกึ่งๆทำซ้ำ อย่างเคารพต้นฉบับ ใขณะเดียวกันก็ขยายความส่วนปลีกย่อยของบทประพันธ์ออกมา ซึ่งจากส่วนที่ขยายออก ขับเน้นให้โดดเด่นนี้เองที่เราอาจจะมองเห็นร่องรอยของการตีความที่น่าสนใจมากๆ ทั้งนี้เราอาจจะต้องเริ่มจากต้นฉบับของต้นฉบับเสียก่อน ฉบับของคุโรซาว่านั้นดัดแปลงเอาส่วนที่มืดดำจากราโชมอน เข้ามาประกอบเข้ากับเนื้อหาของในป่าละเมาะ ผลลัพธ์ที่ได้คือการประสานความรู้สึกร่วมของความจริงนั้นมีอยู่ เพียงแต่มนุษย์นั้นโสมมและโหดเหี้ยมจนทำให้ความจริงนั้นเป็นแต่เพียงเรื่องชวนหดหู่จิตใจ

ในฉบับของหม่อมคึกฤทธิ์นั้น แทบจะถ่ายทอดเอาเหตุการณ์และบทสนทนามาจากหนังของคุโรซาว่า ผิดก็แต่ว่าหม่อมคึกฤทธิ์ได้ขยายผลในส่วนของเมียซามูไร (ผ่านทางบทสนทนาของแม่เมียซามูไร ซึ่งอันที่จริงตัวละครนี้มีอยู่ในต้นฉบับของอะคุตะงาว่าแต่ไม่ได้กล่าวถึงปูมหลังของลูกสาดังเช่นที่หม่อมคึกฤทธิ์ทำไว้) การขยายปูมหลังตัวละครจากเมียซามูไรไร้ที่มาในหนังต้นฉบับ ให้เป็นลูกคนใช้ในบ้านที่กลายมาเป็นเมียในฉบับของหม่อมคึกฤทธิ์ได้สร้างระดับศักดินาของตัวละครขึ้นมาโดยฉับพลัน และสิ่งนี้ถูกสานต่อในอุโมงค์ผาเมืองอย่าน่าตื่นตะลึงยิ่งเมื่อหม่อมน้อยนอกจาะขยายผลเรื่องเมียซามูไรแล้ว ยังขยายผลเรื่องของพระในอีกทอดหนึ่ง

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราอาจแบ่งตัวละครในหนังเรื่องนี้ได้เป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือชนชั้นสูงที่ประกอบด้วยตัวของนักรบ และ พระ (หนังขยายปูมหลังพระอานนท์ในสถานะของ ลูกชายคนชั้นสูงที่อยากบวชมากกว่ามีชีวิตทางโลก ครั้นเมื่อสึกออกมา ก้ได้มองเห็น การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จากทั้งชีวิตของพี่ชายและความตายของแม่จนต้องขอกลับไปบวชใหม่ ก่อนที่จะพบเจอคดีฆาตกรรมที่สั่นสะเทือนตัวพระท่านจนแทบขอลาสิกขาบท) ในขณะที่คนชั้นล่างในหนังเรื่องนี้คือ โจรป่า และ คนตัดฟืน โดยตัวละคร แม่หญิงคำแก้ว เมียนักรบเป็นภาพแทนของคนชั้นล่างที่อยากได้อยากมีจนได้เป็นเมียนักรบในที่สุด

เห็นได้ชัดว่าดูเหมือนความวุ่นวายใดๆในหนังก็ล้วนมีเหตุจำเพาะมากจากการกระทำของคนชั้นล่างเสียร่ำไป เจ้าโจรป่าอ้างลมวูบหนึ่งให้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ แม่หญิงเมียนักรบหรือก็กระไร ไต่เต้าจากลุกคนใช้ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต้ ยังมีจิตคิดไม่่ซื่อ ลักลอบคบชู้สู่ชาย นำความตายมาตกแก่ผัวตน และถ้าจะพูดไปแล้วละก็ หรือหนักข้อที่สุดคือชายตัดฟืนที่ดูเหมือนเป็นคนสามัญผ่านทางเองก็ได้มีส่วนร่วมประกอบอาชญากรรมกับเขาอยู่ดัวยซ้ำ

ชนชั้นสูงในอุโมงค์ผาเมืองหากจะมีความผิดอยู่บ้างก็ผิดตรงที่พวกเขานั้นอ่อนแอเินไป เฉกเช่นชายนักรบที่ ‘รากแตกรากแตน’ก่อนไปออกรบ ชายนักรบที่ไม่ยอมจัดการกับเมียไพร่ผลองที่นอกใจ และสุดท้ายต้องมาตายอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้ คนชั้นสูงในเรื่องนี่เป็นเหยื่อของโจรป่า ‘ลูกชาวนา’ ไม่รู้จักพอ แะนางข้าทาสอสรพิษที่สมคบชายชู้ฆ่าผัว ชนชั้นสูงในอุโมงค์ผาเมืองเป็นเหยื่อจากความใจอ่อนเกินไป อ่อนแอเกินไป (หนังขับเน้นอารมณ์ดังกล่าวด้วยการที่ในฉากการขึ้นศาลจะมีการตัดภาพไปยังใบหน้าของเจ้าเมืองที่ฟังคำให้การด้วยอาการอันต่างกัน ทั้งเหยียดหยามคำให้การของโจรป่า หัวเราะเยาะคำให้การของแม่หญิง และตื้นตันถึงขั้นหลั่งน้ำตาให้แก่คำให้การของนักรบ(ที่เล่าผ่านคนทรง)

อย่างไรก็ดี ในต้นฉบับของหม่อมคึกฤทธิ์นั้น(อาจจะรวมเอาฉบับของคุโรซาว่าเข้าไปด้วย) ได้บอกกับผู้ชมว่า ความจริงนั้นมีอยู่ เพียงแต่กลวิธีการบอกเล่าความจริงส่วนตัว และความฉ้อฉลชั่วช้าของมนุษย์นั้นต่างหากที่ได้พากันบิดเบือนความจริงให้เข้าข้างตัว เพื่อให้ตัวพ้นภัย เพื่อให้ตัวพ้นคำครหา หรือเพื่อให้ตัวได้กลายเป็นวีรบุรุษ (ซึ่งเอาเข้าจริงในต้นฉบับของในป่าละเมาะนั้นไม่มีการสรุปความจริงอื่นใดอีกเลยราวกับว่าความจริงนั้นไม่ได้มีอยู่มีแต่ความจริงของใคร รับใช่้ใครเท่านั้น) ความจริงในราโชมอนของหม่อมคึกฤทธิ์คือความจริงที่ว่ามนุษย์นั้นล้วนมืดบอดไปเสียสิ้น (เพียงแต่ชนชั้นล่างอาจจะมืดบอดกว่าในฐานะผู้ก่ออาชญากรรม(ไม่ว่าจะเป็นเมียซามูไร หรือชายตัดฟืน) (ในขณะที่ฉบับของคุโรซาว่า การไร้ปูมหลังของตัวละครทำให้ระดับชั้นนี้สาบสูญไปอยู่มาก)

หากความจริงของอุโมงค์ผาเมืองนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป ไม่มีความจริงออันใดเป็นที่ต้องการอีกต่อไป อันที่จริงหนังได้บอกไว้อย่างแนบเนียนในฉากแรกๆของหนังแล้วด้วยซ้ำ(ฉากนี้ไม่ปรากฏมาก่อนในฉบับอื่นๆ) เพราะไม่ว่าเราจะสืบค้นสิ่งใดต่อไปความจริงก็ไม่สำคัญอีกแล้ว โจรป่าถูกประหารไปตั้งแต่ฉากแรก และที่สำคัญเขาไม่ได้ถูกประหารในฐานะของผู้กระทำความผิดฆ่าข่มขืน เขาถูกประหารในฐานะการสักการะผีบ้านผีเมือง ถูกประหารเพื่อล้างกาลีบ้านกาลีเมือง!

สุดท้ายแล้วความจริงในหนังจึงเป็นเพียงเรื่องเล่าสนุกๆเรื่องหนึ่งมากกว่าจะเป็นการค้นหาสรณะว่าความจริงมีอยู่ ด้วยอาการเช่นนี้เอง มันจึงไม่จำเป็นอีกแล้วที่จะไปค้นหาว่าใครทำอะไรในอดีต เพราะความจริงก็ล่วนแต่รับใช้ตัวผู้พูดทั้งสิ้น ที่ตายก็ตายไปแล้ว เราเลิกแล้วต่อกันแล้วหันมาบูชาพระศาสนาเถิด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ สาส์นนี้ช่างสอดคล้องไปกันได้เหลือเกินกับวิธีคิดที่เราเลือกจะดตำประวัติศาสตร์ของประเทศทั้งในอดีต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ฆาตกรรมอันสลับซัฐซ้อนเมื่อไม่ถึงสองปีที่ผ่านมา

และหากหนังจะยึดมั่นในความจริงใดเข้าสักอย่างแล้วละก็ ใช่หรือไม่ที่คดีฆาตกรรมอันซับซ้อนสับสนนี้ที่แท้แล้วเป้นเพียงสาธกชิ้นหนึ่ง ในอุโมงค์ผาเมืองฉบับนี้ คดีฆาตกรรมนักรบไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเรื่องหลักที่ส่งสาส์นเกี่ยวกับความจริงหรือแสดงสภาวะทุกข์เศร้าหดหู่ที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ด้วยกันเอง (ความฉลาดของคุโรซาว่า และหม่อมคึกฤทธิ์ คือการให้หนึ่งในมนุษย์ผู้สิ่้นหวังนั้นถือครองเพศบรรพชิต) อีกต่อไป เพราะคดีฆาตกรรมนักรบในหนังเรื่องนี้กลับทำหน้าที่เป็นเสมือน นิทานสาธก ที่พระอานนท์ได้ยกมาเล่าสู่ชายตัดฟืน โดยมีชายหน้าผีทำหน้าที่เป็นผู้คอยแย้งให้เรื่องสนุกสนานมากขึ้น ถึงที่สุดแล้ว ตัวละครที่ถูกเปรียเปรยประหนึ่งเป็นตัวผู้ชมไม่ใช่ตัวละครทั้งสาม หากเป็นชายตัดฟืน ผู้ซึ่ง ‘เลวพอกัน’ไปเสียทั้งสิ้น

การขยายความเบื้องหน้าเบื้องหลังของพระอานนท์ในหนัง(ที่ไม่ได้มีอยู่ในฉบับใดมาก่อน) จึงเป็นหัวใจของ อุโมงค์ผามือง ถุงที่สุดหนังได้กลายร่างจากต้นฉบับอันหดหู่สิ่นหวัง มาเป็นนิทานสาธกซึ่งถวายเป็น ‘พุทธบูชา’ ต่อพระพุทธศาสนา หนังกลายร่างจากหนังที่สะท้อนภาพความจริงอันหลากหลาย ไปสู่ความจริงหนึ่งเดียว นั่นคือความจริงแท้แน่นอนในการหันหน้าเข้าสู่พระพุทธศาสนา ไม่ว่ากรเมืองสีใด หรือการเพรียกหาความยุติธรรมใด ก็หาได้มีความหมายอีกต่อไปไม่ ในนามของพระศาสนาที่สถาปนาตนเองเป็นความจริงหนึ่งเดียวนี้ สามารถจะปิดปากความจริงใดๆไปจนหมดสิ้นได้ เป็นความจริงหนึ่งเดียวที่ห้ามถามหรือสงสัย ละวางเสียเถิดประสก

แต่ศาสนาในหนังก็ยังคงเป็นของเฉพาะคนชั้นสูงอีกเช่นกัน ส่วนขยายเพิ่มเติมเรื่องของพระอานนท์นั้น ช่างละมุนละไมละม้ายกับพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า(หนำซ้ำยังสะอาดกว่าในแง่ที่ว่าพระอานนท์ไม่ต้องลงมามีภริยาเองให้ต้องละท้ิงภริยาและบุตรไปออกผนวชแต่อย่างใด) กล่าวถึงที่สุดพระอานนท์จึงเป็นตัวแทนของสิ่งที่อยู่สูงส่ง ซึ่งในที่สุดได้ฉายแสงอันสูงส่งสุกสว่างอย่างมลังเมลืองในตอนท้ายของเรื่อง

จากความมืดดำหดหู่ในราโชมอนต้นฉบับ ในที่สุดหม่อมน้อยคลี่คลายเรื่องราวฉบับไทยๆได้อย่างแนบเนียน โดยกลับหัวพลิกหางจากเรื่องเล่าชวนรันทดท้อให้กลายเป็นนิทาสาธกอันเรื่อเรืองด้วยแสงแห่งธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นของสูงเป็นเรื่องที่ชนชั้นสูงบอกกล่าวให้เราฟัง เราในฐานะคนตัดฟืนผู้ซึ่งไ้ร่วมประกอบอาชญากรรมึงควรพึงสังวรตน และเก็บทารกพลัดหลงไปเลี้ยงดู ทำหน้าที่เป็นศาสนิกที่ดีในการเชื่อฟังคำสอนของเราซึ่งมีแต่ทางนี้เท่านั้ที่จะพามนูาญืชั้นล่างให้ออกจากอาจมของความจริงได้ นับได้ว่าหม่อมน้อยได้ช่วยเติมเต็มสิ่งที่หม่อมคึกฤทะิ์ได้ทิ้งร่องรอยไว้ในการดัดแปลงราโชมอนอย่างหมดจดยิ่ง

หนังเต็มไปด้วยการแสดงที่ล้นเกินราวกับทุกตัวละครทุกฉากตอนเป็นละครเวทีที่มีผู้ชมมหาศาล ทุกตัวละครจึงต้องเปล่งเสียง แสดงท่าทาง อารมณ์อย่างรุนแรง แน่นอนว่าในทางหนึ่งมันทำให้หนังประดักประเดิดในความฟูมฟายล้นเกินจะทะลักออกจากจออย่างยิ่ง ในอีกทางหนึ่งมันกลับทำให้หนังถูกจดจำในฐานะหนังที่สไตล์จัดจ้านอย่างยิ่งจนเกือบจะบอกได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะได้ในอนาคต

จัน ดารา กามกรีฑาคือสาธก

จากนิยายเชิงสังวาสเรื่องดังของอุษณา เพลิงธรรม หนังเล่าเรื่องจัน เด็กที่เติบโตในคฤหาสน์ของคุณหลวงพ่อที่เกลียดลูกอย่างเขาชนิดเข้าใส้ แม่ของจันมาแต่กับคุณหลวงด้วยเหตุจำเป็น ตายหลังจากคลอดจัน จันโตมาด้วยการเอาตัวเข้าแลกของน้าวาด น้องสาวของแม่ ได้ใช้ชีิวตในเรือนเล็กส่วนตัวโดยมีไอ้เคน กระทิงทองเป็นทั้งเพื่อนสนิทและคนรับใช้ จันค่อยๆเรียนรู้โลกกามาผ่านทางความมักมากในกามของคุณหลวงที่ร่วมสังวาสกับหญิงสาวในบ้านทุๆคน ก่อนจะรับเอาคุณบุญเลื่องเมียใหม่เข้ามาในบ้าน คุณบุญเลื่องนี้เองได้สอนให้จันรู้จักเรียนรัก ทำให้จันเติบโตขึ้น ในขณะเดียวกันตัวจันเองก็ค่อยๆก้าวล่วงเข้าไปในวิถีชีวิตแบบคุณหลวง และในที่สุดกลายเป็นคุณหลวงน้อยๆ หลังจากถูกเฉดหัวออกจากบ้านกลับไปรู้ความจริงเรื่องแม่และกลับมาอีกครั้งเพื่อล้างแค้นพ่อจอมปลอมของตัวเองการฆ่าปีศาจโดยกลายเป็นปีศาจไปเสียเอง

ต่างไปจากงานสองชิ้นก่อนหน้าในครานี้ หม่อมน้อยได้ขายงานของอุษณา เพลิงธรรมออก เพิ่มเติมเรื่องราวออกไป โดยเฉพาะที่สำคัญการที่หนังถูกตัดแบ่งออกเป็นสองภาคทำให้สองภาคนี้สะท้อนกันและกันเองด้วยการวางคู่ตรงข้ามภาคแรก เป็นจันกับคุณหลวง และครึ่งหลังเป็น จันกับเคน กระทิงทอง (ซึ่งในต้นฉบับนั้นเคนจะหายตัวไปตั้งแต่ครึ่งแรกของบทประพันธ์) แต่ที่เหนืออื่นใดทั้งหมด สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดคือการที่มันได้แปรรูปจากนิยายยวนอารมณ์ขั้นสูงสุดในตัวบทประพันธ์มาเป็น หนังที่อาจจะเกลื่อนได้ด้วยฉากสังวาสแต่แบนราบไดร้อารมณ์เย้ายวนจนถึงขนาดกึ่งกามตายด้าน กล่าวให้ถูกต้องคือทำทุกอย่างอุษณาเขียน แต่ไม่มีสิ่งที่อุษณาเป็น

หากการทำความสะอาดตัวหนังกลับน่าสนใจยิ่งเพราะมันคือการชำระเอาความลามกออกจากตัวจันด้วย ในที่นี้ภาคต้น (ตัดที่จันออกจากบ้านวิสนันท์) จันจึงเป็นเหยื่อของการทำทารุณกรรมของบิดา หนังได้ขัดสีฉวีวรรรณให้จันเป็นสิ่งงดงามท่ามกลางความระยำตำบอนของบ้าน จันทำในสิ่งที่ถูกทำนองคลองธรรมที่สุด ในเรื่องจันคือความเรืองรองดุจดังพระอานนท์ท่ามกลางความโฉดชั่วของคนในถ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่ปฐมบทของจัน ดาราค่อนข้างเป็นไปตามบทประพันธ์ครึ่งหลังของหนังกลับเตลิดเปิดเปิงไปจากตัวบทดังที่ได้กล่าวไว้ และยิ่งมันไปไกลเท่าไรมันยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราจำได้ในขณะที่หนังSterile จันให้บริสุทธิ์ผุดผ่องดังพระอานนท์ในอุโมงค์ฟาเมือง หรืออนันดาในครึ่งแรกของชั่วฟ้าดินสลาย เราพบว่าตัวละครเคนที่เป็นเหมือนด้านริยำของจัน(ในครึ่งแรกเคนคือผู้ชี้ชวนจันเข้าสู่วงการกามาบันเทิงในบ้านวิสนันท์ หากในครึ่งหลังเคนกลับพบรักและสร้างครอบครัวแสนสุขกับสาวที่พบในวัด -แน่นอนไม่มอยู่ในบทประพันธ์) กลับถูกล้างจนสะอาดในภาพนี้เพื่อที่จะให้เป็นฝาแฝดกับจัน เป็นคนที่รับเอาความงามของจันมาพยุงตัวละครของจันเอาไว้ การที่เคน(ซึ่งในบทประพันธ์ครึ่งหลังไม่มีอีกต่อไป)รับหน้าที่นี้เท่ากับเชื่อมคนดูเข้ากับความผุดผ่องของจัน หรือความเป็นจันซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆว่าจันเป็นใครกันแน่ในเรื่องนี้

จากลูกไม่มีพ่อ หรือมีก็หาไม่เจอในบทประพันธ์จันถูกชะล้างให้สะอาด ด้วยความรักศักดิ์สิทธิ์ เซกส์ในหน้าที่ของพ่อกับแม่ เพื่อกู้เกียรติตระกูล (คุณดาราแม่ของจันโดนโจรใจทรามลากไปข่มขืนแต่ที่จริงโจร-พ่อทางสายเลือดของจัน ทำเพื่อกู้เกียรติ -ไม่มีในบทประพันธ์เช่นเคย) จากจันที่ไม่มีตัวตนในหนังสือ กลายเป็นจันที่เกิดอย่างมีเกียรติ (แม้หนังจะพูดเหมือหนังสือว่าแม่จันก็โดนลูกน้องไอ้จอมฟอนไป แต่ฉากงดงามในแสงสนธยาก็ตราประทับลงในคนดูเพื่อที่จะทำให้จันนั้นสะอาดเสียทั้งตัว)

จันกลับพิจิตรแบบเจ้าไม่ใช่ไพร่ ถ้าจำได้ เรื่องทั้งหมดคือความโกลาหลที่ตอกหมุดปักลงตรงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 พร้อมกับฉากอันลือลั่นที่แปลงประวัติศาสตร์ตรงไปตรงมาด้วยการแสดงให้เห็นภาพวันที่คณะราษฏรเดินทางไปจับ บรรดาเชื้อพรวงศ์​และพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงสำแดงความกักขฬะใส่ประชาชนคนผู้จงรักภักดีอีกด้วย พูดให้ถูกอีก คุณหลวงกลายเป็นภาพแทนของคณะราษฎร ที่คุ้มดีคุ้มร้าย ชั่วช้า ผเด็จการ และเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำไมน่ะหรือก็จันมาถึงพิจิตร พอดิบพอดีกับวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ และกลับพระนครหลังในหลวงสละราช ฯจันจึงเป็นตัวแทนของอำมาตย์พลัดถิ่นภายใต้การปกครองอันรวนเรของคณะราษฎร จันไปอยู่พิจิตรอย่างเจ้า (ในต้นฉบับ จันไปอยู่อย่างไพร่ แลบทไพร่ก็ได้พ่อเคนเรารับเอาไป แถมยังเพิ่มฉากของแม่ปทุมโสเภณีสาวที่นำจันไปสู่การพบชาติกำเนิดอันบริสุทธิ์อย่างไร้ขอกังขา ตามด้วยฉากจันเดินลงน้ำ เขาไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่ลงไปชำระล้างในน้ำแทน)

เคนซับเอาความงามของจันเพื่อให้จันได้เอาคืนพ่อเลี้ยงอย่างแสบสันต์ หนังลดทอนอาการลมเพลมพัด ความไม่ดิ้นรน(รอโชคลอยลงในมือ)ของจันในหนังสือออกจนหมด กลายเป็นจันแห่งโทสะ กล่าวให้ง่ายเมื่อให้ประชาชนปกครองตนเอง ถ้าคนเท่ากันอย่างไอ้คุณหลวงได้เป็นนายทุนครองที่(แม่) แลัวไอ้จันกลับไปเอาคืนบ้างเรื่องมันก็วุ่นเขเช่นนี้แหละ

ถ้อยแถลงอันจงรักภักดีและชาตินิยมของคุณยายในแผ่นดินของเรา(ตามบทดั้งเดิมนั้นเป็นคุณตาและหาได้มีถ้อยแถลงต่อหน้าแผ่นดินกว้างไกลในพิจิตรไม่) ได้ช่วยตอกย้ำความเป็นราษฎรผู้จงรักภักดีลงในตัวจันและตระกูลพิจิตรวานิช การสมอ้างจังหวะการสละราชlสมบัติของในหลวงไม่ได้บอกว่าจันเป็นตัวแทนของอำมาตย์ แต่จัน(และเคน)คือภาพแทนผลพวงของผู้คนในยุค Post monarchy เมือ่ครั้งปี 2478 ต่างหาก ในแง่นี้การลสละราชสมบัติก็ถูกขัดสีฉวีวรรณขึ้นมาพอๆกับการพระราชทาน รัฐธรรมนูญ

โลกหลังการสละราชฯของในหลวงจึงเป็นแต่เพียงละครของการแต่งงานของจันกับคุณแก้ว(ลูกสาวคุณบุญเลื่อง) การจองเวรที่ล่วงถลำลงสู่หล่มบาป หนังทำลายความงามในความสัมพันธ์ของจันกับคุณบุญเลื่องในหนังสือลงอย่างราบคาบด้วยการให้จัน นั้นกราดเกรี้ยวเสียเหลือเกินคุณบุญเลื่องก็ลดรูปจากหญิงไม่อิ่มรักที่มีจิตใจประเสริฐ ไปสู่หญิงร่านพื้นๆที่ไร้ความสำคัญ กล่าวให้ถูฏต้องถึงที่สุดคุณบุญเลื่องได้ร่วมสถานะกับ ยุพดี และแม่หญิงคำแก้วเป็นที่เรียบร้อย

เรื่องมันก็มันตรงนี้เมื่อหนังทำให้ความสัมพันธ์ของคุณแก้วกับคุณขจรเรื่อเรืองเป็นความรัก(คุณแก้วเป็นลูกคุณบุญเลื่องที่เกิดแต่คุณหลวงส่วนคุณขจรเป็ฯลูกติดของคุณบุญเลื่อง) แทนความใคร่อย่างในต้นฉบับ มันก็เท่ากับว่า คุณแก้วและคุณขจรคือคนที่ถูกทำลายจากระบบการปกครองของพ่อแม่ที่ปกปิดความจริง ยิ่งเมื่อคุณขจรเรืองรองขัดสีฉวีวรรณมากขึ้นด้วยการไปเป็นเสรีไทย คุณขจรก็เลยได้เชื้อของคณะราฎรด้านดีที่หนีรักในสายเลือดไปสละชีพเพื่อชาติต่างกับคุณขจรที่เป็นเหยื่อของคุณแก้วซึ่งหนีไปจากบ้านด้วยความอับอายและขลาด
(ในต้นฉบับนั้น คุณขจรออกจากบ้านไปอย่าพวกกลับวผิด ออกไปใช้ชีวิตนายทหารแสนดีและได้กลายเป็นคนใหญ่คนโตในเวลาต่อมา) สงครามโลกในต้นฉบับนั้นดำเนินไปในที่ทางของการนำไปสู่การเปิดเผยความลับของบุญเลื่อง แต่ในคราวนี้ สงครามกับเอาไว้ขัดสีฉวีวรรณคุณขจร เสรีไทยผู้ห้าวหาญและเสียสละ เมื่อโลกในบ้านวิสนันท์ตกต่ำถึงขีดสุด สงครามโลกเป็นจุดจบของบ้านวิสนันท์ เป็นจุดกำเนิดของปรีย์ เด็กพิกลพิการจาการสังวาสร่วมสายเลือดของเสรีไทยอย่างคุณขจรและหญิงร่านลูกคุณหลวง กล่าวให้ง่าย ปรีย์ต้นฉบับที่เป็นเพียงผลของรักร่วมสายเลือดก็ได้มีความเป็นการเมืองขึ้นมเมื่อเราทาบทับว่านี่สิผลผลิตภายในของผู้ยึดอำนาจ

ทีนี้เคนกับจันก็เป็นเพียงผู้เฝ้ามองความวิปริต น่าเสียดายที่หนังลดทอนการกลายเป็นปีศาจโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยอย่างเป็นกระจกของจันกับคุณหลวง ในหนังจันไม่ได้เป็นคุณหลวงอย่างในหนังสือแต่จันเป็นเคน เป็นคนที่ไหลไปตามเกมอำนาจและกลับเนื้อกลับตัวในท้ายที่สุด ถ้าจันเป็นคุณหลวงก็หมดกัน คนมันเท่ากันเลวได้เท่าๆกัน เมื่อเปรียบไปจันไม่ใช่คนเฝ้าศพในถ้ำ กับคนตัดฟืน ในอุโมงค์ผาเมือง จันกับเคนคือพระอานนท์กับพี่ชายของพระอานนท์ต่างหาก (ไม่ต้องคิดว่าพระอานนท์และจันรับบทโดยมาริโอ้ และพี่ชายของพระอานนท์กับเคน รับบทโดย นิว ชัยพล)

การชำระล้างจันให้สะอาดเอี่ยม(แาจจะเรียกรวมๆว่าทำจันให้เป็นหมัน -sterileจัน) จึงทำให้เป็นการเมืองขึ้นมาโดยมีบ้านวิสนันท์เป็นภาพแทนการโกลาหลอย่างไม่รู้จบสิ้นแลจันก็เป็นเพียงผู้เล่นตามเกมของท่านยายมากกว่าเป็นคนที่ค่อยๆเลวจากข้างใน (ฉากหนึ่งเคนถึงกับบอกว่าเขามองเห้นจันคนดีอยู่ในจันคนนี้) การเป็นคนร้ายสวมหน้ากาข่มขืนคุณแก้ว ล้างแค้นคุณหลวง เป็นเพียงหน้ากากไม่ใช่เนื้อแท้ (จริงๆการขอมีลูกในหนังสือไม่ได้เป็นเรื่องของรุ่นพ่ออย่างโจรจอมกับคุณดารา แต่เป็นเรื่องของจันกับแก้ว(ในที่นี้ จันกับปรีย์จึงถือเป็นตัวแทนที่กลับหัวหลับหางกันและกัน) การเอาพลิกหัวกลับหางนอกจากจะทำให้มันสะอาดสวยงามแล้ว ยังเป็นการลดทอนความต่ำช้าของสถาณการณ์เดียวกันและของการมีลูกด้วย) ดังนี้ความตายของคุณแก้ว(ในต้นฉบับคุณแก้วไม่ได้ตาย)จึงเป็นการขัดสีฉวีวรรณศีลธรรมมากกว่าปล่อยให้คุณแก้วเป็นสาวทอมอย่างในหนังสือ

กล่าวให้ถึงที่สุด จัน ดาราของหม่อมน้อย จึงทำหน้าที่เช่นเดียวกับอุโมงค์ผาเมืองในแง่ของการเปลี่ยนเรื่องที่พูดถึงความดำมืดของจิตมนุษย์ให้กลายเป็นนิทานสาธกสอนศีลธรรมได้อย่างน่าตะลึง

การเมืองคือเรื่องรักของหญิงร่าน หนุ่มไร้เดียงสา และ เสือเฒ่า

ดังที่ได้กล่าวแล้ว เราพบได้ไม่ยากนักว่า หนังทั้งสี่เรื่องของหม่อมน้อย วนเวียนอยู่ในโครงสร้างของรักสามเส้า การเอาชนะคะคานของเกมอำนาจระหว่างหญิงร่าน กับชายเฒ่า และคนหนุ่มไร้เดียงสา การข้ามไปมาของโครงเรื่องยังถูกตัดข้ามด้วยการเลือกใช่นักแสดงที่ต่อเนื่องกัน ยุพดี และ แม่หญิงคำแก้ว รับบทโดยพลอยเฌอมาลย์ในขณะที่ ส่างหม่องและ นักรบรับบทโดยอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม พระอานนท์ และจัน โดย มารโอ้ เมาเร่อ พี่ชายของพระอานนท์ กับ เคน กระทิงทอง รับบทโดย นิว ชัยพล ไปจนถึงศักราช ฤกษ์ธำรงในบทของทิพย์(คนเล่าเรื่องในชั่วฟ้าดินสลาย) เจ้าเมือง(คนฟังเรื่องในอุโมงค์ผาเมือง) และ คุณหลวง อุโมงค์ผาเมืองจึงเป็นเหมือนแกนกลางที่เชื่อมหนังอีกสองเรื่องไว้ด้วยกัน

หญิงร่านของหม่อมน้อย มักผูกพ่วงอยู่กับความหัวนอก สมัยใหม่ คนเยี่ยงยุพดีที่อ่านอิบเสน หรือคุณบุญเลื่องที่ เป็นสาวนักธุรกิจจากปีนัง ผู้หญิงเหล่านี้เข้ามา ล่อลวง ชักจูง ยั่วยวน คนหนุ่มเถื่อนถ้ำไร้เดียงสาให้ตกลงในหลุมหล่มปรารถนาที่จะไปจากผู้ปกครอง การณ์ยิ่งชัดเจนมื่อเรามองดูแม่หญิงคำแก้วในฐานะลูกไพร่ที่อยากได้ดีอาศัยความอ่อนแอไร้เดียงสาของนักรบผู้เป็นสามีในการไต่เต้า ในขณะที่คนหนุ่มไร้เดียงสาอย่างส่างหม่องได้ถูกขัดสีฉวีวรณทีละน้อย จากส่างหม่อง ไปยังจัน และ เคนที่ทำหน้าที่หนุ่มเถื่อนถ้ำที่ถูกยั่วยวนโดยหญิงร่าน แน่นอนทั้งหมดวิ่งวนรอบการตายของนักรบและการเกิดของพระอานนท์ในอุโมงค์ผาเมือง คนหนุ่มค่อยๆถูกขัดถูกจากชายหนุ่มอ่อนแอมาสู่การเป็นคนหนุ่มผู้เรืองรอง และอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งมวล ในอีกทางหนึ่งชนชั้นปกครองผู้ปกครองก็ค่อยๆถูกทำให้อ่อนแอจาก พะโป้ มาสู่คุณหลวงที่พ่ายแพ้หมดรูปและแน่นอนเจ้าเมืองในอุโมงค์ผาเมืองเป็นเสมือนภาพแทนความหมายที่แท้ หรือหากจะพูดใหม่ พูดในอีกทาง อันที่จริงพะโป้กับส่างหม่องได้ถูกรวบเอาไว้ภายในตัวของพระอานนท์เอง เฉกเช่นที่จันกลายเป็นคุณหลวงต่างหาก อย่างไม่อาจแยกออกจากกัน คนหนุ่มจะกลายเป็นผู้ปกครองในอนาคต พวกเขาคือความหวังในการใช้ธรรมมะ และความดีงามขจัดความโสมมของหญิงร่าน

ถึงที่สุดชั่วฟ้าดินสลายคือโครงเรื่องเบื้องต้น อุโมงค์ผาเมือง คือการแฉโพยโครงสร้างที่ค้ำจุนโครงเรือง ก่อนที่จัน ดาราจะหยิบสิ่งนั้นมาใช้สอยอย่างเต็มที่

คณะราษฎร ประชาธิปไตย ไพร่และเจ้า

ที่น่าสนใจที่สุด คือทั้งชั่วฟ้าดินสลาย และ จัน ดารา ต่างจงใจอาศัยภาพของคณะราษฎรเพิ่มเข้ามาในตัวเรื่อง อย่างตั้งใจ คณะรษษฎรแทนภาพความสมัยใหม่ที่มาทำลายสิ่งเก่า คณะราษฎรในหนังของหม่อมน้อย ทำหน้าที่ปบบเดียวกับหญิงร่าน ในการเข้ามาเปลี่ยนแปลงแล้วส่งผลในทางร้ายต่อประชาชนคนตาดำๆที่เป็นภาพแทนคนเถื่อนถ้ำ ในขณะที่ชนชั้นปกครองอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ วิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับหญิงร้านคือการเสริมพลัง ให้คนมีธรรม ธรรมที่มาจากผู้ปกครอง ดังเช่น พระอานนท์สละสมบัตอมาออกบวช หรือคุณขจรที่กลายเป็นเสรีไทยมาช่วยเหลือจันในตอนท้ายกล่าวให้ง่ายคือ ชนชั้นปกครองแบบพะโป้นั้นกำลังอ่อนล้าลงทุกขณะ สิ่งที่เขาจะทำได้คือส่งต่อให้คนหนุ่มรุ่นต่อไปได้ค้นพบจุดมุ่งหมายของชีวิต แต่ต้องเป็นการเรียนรู้อย่างช้าๆผ่านทางเขาเท่านั้น เราเป็นเพียงชายตัดไม้ผู้โง่เขลา เราจะเติบโตได้ด้วยธรรมของพระอานนท์ และด้วนวิธีเช่นนั้นเราจึงจะหาหนทางในกาจัดการกับบรดาหญิงร่านรักหัวสมัยใหม่ ประชาธิปไตยปบบชิงสุกก่อนห่ามอย่างถูกต้อง และการอยู่ในศีลในธรมในทำนองคลองธรรมตามแต่คนรุ่นก่อนสอนสั่งนี้เองจะทำให้เราประสบโชคดีมีชัย ดังเช่นที่เคน กระทิงทอง ทิ้งความมักมากในกามคุณ แล้วประกอยสัมมาชีพจนสามารส่งลูกชายไปร่ำเรียนจนได้ทำงานในนาซ่า ประชาธิปไตยของไพร่ในสายตาเจ้า อาจจะเป็นถ้อยคำที่เกินเลยไปสักหน่อยแต่หน้าจะอธิบายสาส์นซ่อนเร้นในหนังชุดนี้ได้ไม่เลวนัก

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับสิ่งที่หม่อมน้อยเลือกจะพูดหรือไม่ ถึงที่สุด นี่คือหนังไทยกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด กล้าหาญที่สุด ทั้งในแง่ของการกล้าตีความใหม่ ขยายขอบเขตของเรื่องออไป หรือการพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจริงๆอย่างไม่มิดเม้ม ไม่ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นจะเป็นสิ่งที่ค้านกับสายตาผู้อื่นก็ตาม ดังนั้นในสายตาอขงผู้เขียน หนังชุดนี้คือหนังดัดแปลงจากวรรณกรรม ที่ไปไกลที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์หนังไทย

One thought on “การเมืองเรื่องของหญิงร่าน :ว่าด้วยจตุรภาคภาพยนตร์ดัดแปลงของหม่อมน้อย

  1. Pingback: แผลเก่า (2014, มล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล, ไทย) เรียมเหลือทนแล้วนั่น!!!! ขวัญของเรียม | FILMSICK

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s