ทาสรักอสูร (2014, เพชรทาย วงษ์คำเหลา ,ไทย)

m1

อยากเขียนบทความขนาดยาวถึงน้าหม่ำ โฟกัส แหยม1, 3 วงศ์คำเหลา และเรื่องนี้ เขียนชื่อว่า History of thai cinema. เคลียร์ชีวิตได้แล้วจะเขียนจริงๆ. ในแง่การยั่วล้อ การเป็ essay /dialogueมันไปสุด แต่มันไม่ถึงสวรรค์เพราะมันเล่าเรื่องไม่ได้เลย

1. เราจะไม่เสียเวลามาวิพากษ์ เรื่องความรุนแรง การข่มขืน ปิตาธิปไตย อะไรอีก เอาไว้ไปเขียนใน จำเลยรัก รีเมค สวรรค์เบี่ยงรีเมค น้ำผึ้งขมรีเมคดีกว่า เอาสั้นๆว่าก็เหมือนหนังไทยทั่วไป มันโอเคกับความรุนแรง การตบตี การข่มขืน และการทำให้ผู้หญิงเป็นทาส แต่ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงในเรื่องนี้

2. เราสนใจมันในแง่ของการเป็นหนังล้อเลียนขนบ ปัญหาของมันคือมันอยากเป็นหนังขนบจนตัวสั่น แต่ทำไม่สำเร็จ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องทั้งดีและไม่ดี ที่ดีคือการที่มันทำไม่สำเร็จ เพราะการล้อเลียนของมันได้สร้างกำแพงความกระอักกระอ่วนให้กับผู้ชมผ่านทางการสลับตำแหน่งแห่งที่จำเพาะของภาพจำพระนาง สลายบุคลิกพิมพ์นิยม ท่ังกริยาและรูปลักษณ์ ความกระอักกระอ่วนทำลาย อาการขยิบตาที่หนังไทยมักละเล่นกับผู้ชมมาแต่ไหนแต่ไรว่า ‘สมมติความตามท้องเรื่อง หนังขยิบตากับผู้ชมว่าจงเชื่อว่านางเอกที่สวยเด้งนั้นเป็นคนใช้ ผู้ชายนั้นเป็นผู้หญิงปลอมตัวมาแต่ไม่มีใครจับได้ การสลับตำแหน่งแห่งที่พวกนี้ทำให้อาการขยิบตาของหนังไม่สำเร็จมันจึงไม่เวิร์คต่อการเล่าเรื่อง ซ้ำยังเปิดเผยช่องโหว่ของตัวบทเดิมให้เห็นแผลชัดเจนขึ้น แต่ผลด้านลบคื มันเป้นหนังล้อขนบที่จะประสปความสำเร็จเมื่อมันพาผู้ชมไปถึงฝั่งฝันตามขนบด้วย การเตะตัดขาตัวเองทำให้ถึงอย่างไรหนังก็ไม่มีวันไปสุดทางได้แน่ๆ เราไม่มีวันเอาใจช่วย หรือยอมรับพระนาง เราถอยห่างออกจากตัวเรื่องเพื่อจะได้หัวเราะ แต่เราก็ไม่ถูฏเรื่องพาฝันไปด้วย

3.มุกที่น้าหม่ำใช้มาตั้งแต่วงศ์คำเหลาคือการกลับไพร่เป็นผู้ดีผู้ดีเป็นไพร่ แต่ในคราวนี้เขาไปไกลกว่า ด้วยการทำลายผู้ดี ผ่านกิริยาปากปลาแดกของพิ้งกี้ น่าสนใจว่า แม้แต่ในหนังของพิศาล ตัวนางเอกก็จะไม่เป็นคนปากร้ายขนาดนี้ (นั่นมันบทของอภิรดี ไม่ใช่นาถยา) นางเอกหนังที่ปากร้ายขนาดนี้คงจะมีแต่นางเอกของ เริงศิริ ลิมอักษร ซึ่งความแซ่บของไดอะลอก อันที่จริงแล้วแปรผันตรงกับการพากย์ และความเป้นวรรณกรรมต่างหาก จุดที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ความปากตลาดของพิ้งกี้ และสรวงสุดา ไม่ใช่แค่การพลิกบทผู้ดีให้มีกิริยาไพร่ แต่มันไปไกลกว่านั้นในแง่ที่ว่า อันที่จริงแล้วในหนังไทย กิริยาวาจาเชือดเฉือนของพวกผู้ดี หรือแม้แต่ไพร่ ก็ไม่ใช่คำด่าแบบ ไอ้ไส้อ่อนหมา ไอ้เห็บ ไอ้กนังกลับ คำด่าแบบนี้ไม่ปรากฏอยู่ในสารบบหนังและละครไทยกระแสหลักไม่ว่าจะเป็นฉบับช่องเจ็ดหรือช่องสาม องค์ชายใหญ่หรือาเปี๊ยก คำแบบนี้คือคำด่าสำหรับแกงค์สามช่าเท่านั้น มันจึงมีความกระอักกระอ่วนสองชั้นในอาการปากตลาดของพิงค์กี้ กล่าวคือ นอกจากจะเป็นระดับผู้ดีทำตัวไพร่แล้ว คำด่าแบบไพร่ๆนี้ยังไม่ใช่คำด่าตามขนบหนังไทย ซึ่งไกลกว่านั้น ตัวละครปากตลาดนั้นอันที่จริงมาจากยุคสมัยที่หนังไทยยังเป็นหนังพากย์ มากกว่าหนังพูด อีพร้องด่าได้แสบไส้ขนาดไหน เป็นฝีมือของจุรี โอศิริล้วนๆ อละคำด่าในบทพาดย์เหล่านั้นเป็นภาษาเขียนเชิงวรรณกรรมทั้งสิ้น เป็นอุปมาเปรียบเทียบแบบมีชั้นเชิง ไม่ใช่คำด่าโต้งๆตรงไปตรงมา จวบจนมาถึงยุคสมัยของชไมพร จริยาในจอตู้ คำด่าก็ผ่านบทเขชียนแบบวรรณกรรม ความกระอักกระอ่วนที่ผู้ชมได้รับจึงไม่ใช่แค่พิงค์กี้ปากตลาด แต่คือพิงค์กี้ปากตลาดด่าแบบไพร่มากๆ ด้วยคำเปรียบหยาบคายน่าเกลียด ที่มุ่งเน้นความหยาบโลนสกปรก มากกว่าคำเชือดเฉือน การที่หนังไม่าพากย์เสียงแต่พูดสดยิ่งทำให้คำด่า’น่ากระดากปาก’นั้น กระดากใจผู้ชมเพิ่มขึ้นไปอีก (ตัวละคร อัครเดชเป็นตัวละครตัวเดียวที่เป็นร่องรอยของหนังยุคพากย์ น้าพันสามช่าไม่ใช่แค่เก๊กเสียงหล่อ แต่บทสนทนาของน้าพันยังถูกออกแบบให้เป็นบทสนทนาแบบหนังพากย์ที่อิงกับงานเขียนภาษาเขียนมากกว่าภาษาพูด แล้วเอามาเสิรืมมุกตลกเข้าไป นี่คืออะไร นี่คือร่องรอยของการพากย์ พากย์แบบพันธมิตร)

4. ในขณะเดียวกันสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่าการกลับผู้ดีเป็นพร่ในเรื่องนี้กลับคือการกลับอีสานเป็นใต้ ที่เล่นกันร้ายกาจมาก (และแหมช่างแสบไส้ในสังคม post ปชต.มากๆ) มันคืออะไรที่น้าหม่ำ คนอีสานลงมารับบบท นายหัวเพิ่มเจ้าของเกาะ การสลับทิศผิดทางของการเอาลูกเรือตังเกมาเป็นเจ้าของแพปลา นั้นระห่ำ แต่มันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของมุกตลกที่เอาเรือนกายแบบำพร่มาใส่ในคราบของผู้ดี แต่มันล้อเล่นกับความเป็นใต้ ทั้งการให้น้าหม่ำพูดใต้แบบผิดสำเนียงจนน่าเกลียด หรือกิมมิคเล็กๆที่คนดูแถวนี้หัวเราะกันตกเก้าอี้ คือการเอาบ่าววี หลวงไก่ นักร้องคนดังของพี่น้องชาวใต้ มารับเชิญเป็นตัวละครบ้าๆบอๆ คนใต้ในเรื่องผิดทิศผิดทางเป็นทั้งภาพพิมพ์นิยมตัวดำพูดทองแดงไว้ผมเด็ดลอค แต่ทเกือบทั้งหมดยกเว้นฟู เป็นใต้ปลอมทั้งสิ้นกระทั่งสกอร์เพลงประกอบอาการใต้ๆของหนังอันที่จริงเป็นสกอร์เพลงของเอลวิส สกอร์สั่วๆในหนังน่าสนใจและสำคัญเอามากๆ การที่หนังไม่เงียบเลย เต็มไปด้วยสกอร์ต่อกันนี่ล้อเล่นกับตัวขนบของหนัง /ละครไทย ที่ก๊ฮปสกอร์สั่วๆเาอมาใช้เกร่อๆได้มันส์มาก สอกร์เป็นส่วนที่ประสปความสำเร็จที่สุดในหนังเพราะมันมอบให้ทั้งอากร Kistchๆ ด้วยตัวมันเอง แต่การวิพากษ์วิจารณืความเป็น Kistch ของตัวบทด้วย อย่าลืมว่าสกอร์คือเครื่องมือสำคัญอีกอันในการขยิบตากับผู้ชมให้รับรู้ว่านี่คือฉากรัก ฉากโศก ฉากตื่นเต้น สกอร์สั่วๆสามสี่อันที่วนไปวนมา ทำหน้าที่แบบจำกัดไปเลย เพลงสนุกเพลงนึง เพลงใต้ๆเพลงนึง เพลงหลักเพลงนึง (ไว้บิ้วอารมณืดราม่า) เพลงตื่นเต้นเพลงนึง นี่แหละ สกอร์ละครง่ายๆ ที่เราใช้กันอยู่ แล้วหนังก็เอามาเล่นซะเต็มที่มากๆ

5.สิ่งที่ตรงไปตรงมาที่สุดในหนังแทนที่จะเป็นพระนางเลยเป็นนางร้ายแทน แต่นางร้ายทั้งสองในหนังเรื่องนี้น่าสงสาร เพราะนาเงอกฉซยหน้าที่นั้นไปแล้ว ปากตลาดกว่า แรงกว่า นางรายจึงกลายเป็นพียงดาวยั่วและตัวตลกจนกระทั่งในมีโอกาสโ๙ว์พาวในฉากตบกันที่รุนแรงที่สุดในแวศ.ภาพยนตร์ไทย ฉากตบฉากนี้อาจจะไม่ได้มีนัยยะอะไร แต่ความเกินเลยแบบการ์ตูนของมัน นั้นทำให้มันเป็นฉากที่ฮาสุดๆในเรื่อง

6.ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญคือความพินาศฉิบหายของความรักของเส้นเรื่องหลัก (มุกที่น่าทึ่งเล็กๆน้อยๆคือการเล่นกับการจับผิดตัวที่โดยทั่วไปมันต้องเป็นการจับพี่สาวน้องสาวคนเรียบร้อยแทนนางคนชั่ว แต่หนังดัีนโยกประเด็นไปเป็นฝาแฝดรุ่นพ่อแทน ซึ่งมันละเล่นยกระดับได้น่าทึ่งดีทำให้พิ้งกี้เป้นทั้งตัวดีและตัวเลวโดยไม่ต้องมีฝาแฝด) จุดใหญ่ใจความที่น่าสนใจ(ไม่รู้ว่าดีหรือไม่แต่คิดว่าไม่ ) คือการที่หนังไม่สามารถทำให้คนดูอินกับความรักของตัวละครได้ แหงล่ะมันเป็นหนังตลก มันสลับตำแหน่งแห่งที่ แต่ถ้าเราอินแบบขนบได้ และต่อต้านขนบได้ในคราวเดียวคงดีมาก(จริงๆเห็นเลยว่าน้าหม่ำเอาครึ่งชั่วโมงสุดท้ายไม่อยุ่จนต้องเพิ่มเพลงอัดๆเข้ามา ให้น้าหม่ำพิ้งกี้ยืนนึกย้อนหลัง -แต่จะว่าไปไอ้ flashback ยืนนึกประกอบเพลงก็ยั่วล้อการยืดละครไทยได้แสบไส้ดี (ถ้าน้าหม่ำตั้งใจนะ) แต่การที่เราไม่สามารถอินได้ มันกลับไปเปิดโปงอาการพาฝันของตัวขนบได้อีกชั้นหนึ่ง

เราจะอินได้ไงว่าน้หม่ำข่มขืนนางเอก เสร็จแล้วก็ตบตีเตะต่อยขณะที่นางเอกพูดจาหมาไม่แดกตลอดเวลา เราไม่มีทางเชื่อว่านางเอกจะกลับมาเรืยบร้อยหลังจากโดนเอาไปทีนึง หรือคิดถึงพระเอกที่ตลอดเวลาตบเธออย่างเดียว ความสนุกคือการนึกคิดถึงความรักที่มีต่อนางเอก ในฉากเหล่านี้ น้ำหม่ำไม่ได้คิดถึงอารมณ์intimacy นุ่มนวลอะไรทั้งสิ้น ที่คดถึงคือ พิ้งกี้ขัดรองเท้า!!!! กล่าวอย่างง่ายคือความรักบังเกิดเมื่อนางเอกเป็นนางคนใช้ ทำงานตามสั่งทุกอย่าง เช่นเดียวกับที่นางเอกเริ่มชอบน้หม่ำ เพราะน้าหม่ำไปเฝ้าไข้ (แต่ คนที่ทำให้นางเอกช้ำในจนเป้นไข้ก็คือมันนั่นแหละที่ถีบนางเอกทะลุหลังคาบ้าน)ความอ่อนอด้ยในตรรกะความารักถูกตีแผ่ออกมาผ่านทางการทำให้ล้นเกินจนผู้ชมกระอักกระอ่วนไม่สามารถจะลงรอยความรักที่หนังขยิบตาบอก ยิ่งหนังโคลสอัพน้าหม่ำเท่าไหร่คนดูยิ่งรู้สึกถอยห่างจากพระเอกหน้าหัก จนไม่สามารถมีอารมณืร่วมได้ ยิ่งไม่มีอารมณ์ร่วม ตรรกกะล่มของความรักในขนบหนังพาฝันก็ยิ่งถูกเปิดโปงมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงที่สุดหลังจากตรรกะล่ม และยืดเวลา หนังก็จบลงตามคาด

กล่าวโดยสรุป แม้ในฐษนะหนังล้อขนบ ความไม่รู้ตัวจะทำให้หนังคมมาก แต่มันก็ไม่สนุกมากพอที่พาคนดูให้ทะลุตากการเป็นหนังล้อไปสู่อย่างอื่น อย่างไรก็ตามไม่ว่ามันจะรู้ตัวหรือไม่ ชั้นเชิงการล้อของมันได้เปิดเผยโครงสร้างง่อนแง่นของตัวขนบเองได้อย่างน่าสนใจมากๆๆๆๆๆๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s