วังพิกุล(2013,บุญส่ง นาคภู่ ,ไทย)

82review06

 

 

1.จริงๆมันกลายเป็นหนังภาคต่อกลายๆของคนจนผู้ยิ่งใหญ่ ที่จบลงด้วยภาพของสรกับพ่อเข้ากรุงเทพ เวลาเคลือนคล้อย สรเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มรุ่นกระทงที่ฝันถึงการเป็นนักร้อง กำลังจะกลายเป็นคนหนุ่มเต็มตัว สรไปเกณฑ์ทหาร กลับมาบ้านในช่วงพักมาอยู่กับย่า รอคอยอาคนหนึ่งกลับมาเยี่ยมบ้าน ช่วงเวลาที่เขาเองต้องตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตที่ไม่มีพ่อมีแม่หลงเหลือ ครอบครัวแตกสลายให้กับกรุงเทพ และชนบทในหมู่บ้านวังพิกุล ดูพิกลพิการเจ็บปวดป่วยไข้มากขึ้นเรื่อยๆ

2.ในคนจนฯ เราอาจบอกว่ามันเล่าเรื่องคนสามรุ่น รุ่นย่า รุ่นพ่อและ รุ่นของสร ซึ่งหนังทำให้เห็นแล้วว่ า ความล่มสลาของชนบทนั้นไมใช่เรื่องโรแมนติคของการตกเป็นเหยื่อทุน แต่มันคือการพัวพันของการพยายามดิ้นรนหาชีวิตที่ดีในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่รู้จักหยุดหย่อน ในวังพิกุล คนรุ่นย่า ไร้เรี่ยวแรงจนเหลือเพียงร่างที่รอคอย รอคอยลุกหลานมาหา รอคอยความตาย เงียบเชียบโดเดี่ยว คนรุ่นพ่อรุ่นอาของสรล้วนพลัดพรายหายไปจากบ้าน คนรุ่นอาของเขาวนเวียนอยู่กับเรื่องของการเลี้ยงปากท้อง ความไม่พออยู่พอกิน อาคนหนึ่งเป็นหมอนวดตระเวนไปนวดตามที่ต่างๆ อีกคนยังคงเป็นชาวนา ขาวนาที่ออกไปทำงานทุกวันก็ยังไม่พอกิน ชาวนาที่โรคร้ายรุมเร้า อีกคนที่ลูกไว้ให่อาเลี้ยง บางคนผัวเมียก็อยกทางจากกันพลัดพรายหายไปเพื่อชีวิตของตัวเอง และคนที่ไดดิยได้ดีก็อยูแสนไกลจากคนอื่นๆ

3. ชนบท aka หมุ่บ้น ‘วังพิกุล’ จึงเป็นภาพสะท้อนที่เข้มข้นของชนบทปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความร่วงโรยของโลกเก่า ความพิกลพิการของโลกปัจจุบัน และความไม่รู้หนของอนาคต ย่ากลายเป็นอดีตซึ่งร่วงโรย อาที่แยกทางกัน อาที่ป่วยไข้ อาที่ไม่เคยอยู่บ้าน อาที่ทิ้งบ้านไป อาที่อยู่กรุงเทพ อาที่ไม่ยอมไปกรุงเทพ เป็นภาพแทนของคนรุ่นแรงงานพลัดถิ่นอพยพ ที่เป็นฐานแรงงานในประเทศมาตลอดหลายสิบปี ในขณะที่คนรุ่นสร คือเด็กหนุ่มในรุ่นหลังการพลัดพราก เกิดมาท่ามกลางความเว้าแหว่งของสังคมเก่าและการคุกคามของสังคมใหม่ ในคนจนฯ หนังมีฉากที่งดงามมากคือฉากแม่ที่หนีไปจากพ่อกลับมาเยี่ยมบ้าน ในฉากนั้นแม่บอกว่าไปหางานทำที่กรุงเทพ ได้พบคนที่คอยดูแลห่วงใย แม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาฝากสรกับย่ากับพ่อ แต่สรไม่อาจเชื่อมต่อกับแม่ผู้ไปจากครอยครัวดั้งเดิมได้แล้ว เมื่อแม่กลับกรุงเทพ สรจึงเพียงพาแม่ไปทิ้งไว้ที่บขส.แล้วไปโดยไม่ลา ในคราวนี้พ่อกับแม่กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งในความฝัน ฉากสวยสดงดงามที่เจ็บปวดไม่ใช่แค่การที่พ่อกลับมาอยู่กับแม่ในฝัน แต่คือการที่พ่อในฝันบอกสรให้ไปปหาแม่ สรถามว่าจะไปได้ยังไง จะเอาเงินที่ไหนไปหา แม่อยู่ตั้งสุรินทร์ ความเจ็บปวดไ่ม่ใช่แค่หารพลัดพราก แต่คือการไม่สามารถแม้แต่จะไปเยี่ยมหาได้ ยิงนานไปก็เหมือนที่สรบอกแชมป์ลุกพี่ลุกน้องที่เป็นเด็กรุ่นต่อไปในร้านเกมว่า กูก็ไม่รู้ว่ากูยังรักแม่กูอยุ่หรือเปล่า หรือแม้แต่ฉากเล็กที่เจ็บปวดเมื่อน้องสตางค์งองแงไม่ยอมรับโทรศัพท์จากแม่ที่กรุงเทพ ขณะที่อยุ่กับยายซึ่งถูกเรียกแทนว่าแม่

 

4.ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องกลายเป็นอาสารกับน้องนายลูกชาย ภาพแทนใครสักคนในตระกูลที่ได้ดิบได้ดี และอยู่ห่างไกลจากพี่น้องที่เหลือ ถ้าเข้าใจไม่ผิดดูเหมือนอาสารจะแต่งงานกับคนจีนในเมือง รับราชการอยุ่ในกรุงเทพ (ชวนให้ประหวัดถึงประวัติศาสตร์คนจีนปนลาวที่เป็นการกำเนิดของชนชั้นกลางใหม่ในประเทศไทย -กรณีนี้อ.เบน แอนเดอร์สัน ได้เขียนถึงไว้ในการเขียนถึง ที่รัก ของศิวโรจน์ คงสกุล อย่างดงามด้วยมุมมองแบบนักประวัติศาสตร์ คาดว่าจะมีการเผยแพร่ฉบับแปลเร็วๆนี้) ตัวละครอาสารนั้นน่าสนใจมาก เขาเป็นคนที่ยังยึดโยงอยู่กับครอบครัว แต่ไม่สามารถเข้ากันได้อีกแล้ว ความอิหลักอิเหลื่อของเขากับลูกชายเมื่อกลับเข้ามาในบ้าน คือภาพแทนความสัมพันธ์ที่ที่จริงขาดกันไปแล้วแต่ยังโหยหากันและกันอยู่ หนังให้อาสารพูดสำเนียงกระเดียดไปทางกรุงเทพมากกว่าสุโขทัย ส่วนน้องนายนั้นพูดสุโขทัยไม่ได้เลย ฉากงดงามเล็กๆอย่างเช่นการที่อาแกะต้องทำไข่เจียงเอาใจเด็กที่กินอาหารพื้ยบ้านไม่ได้เป็นสภาพแบบที่คุ้นเคยกันดีเวลาญาติจากในเมืองมาเยี่ยมคนที่ต่างจังหวัด หนังไม่ใจร้ายที่จะทำให้น้องนายเป็นเด็กเอาแต่ใจ แต่การทฝห้น้องนายเป็นเด็กที่ดูเสแสร้งวแกล้งทำนี้เจ็บปวดดีเพราะในทางหนึ่งมันคือสภาพการเค่ยวเข็ญของพ่อที่จะให้น้องนายเข้ากับญาติผู้ใหญ่ ในอีกทางหนึ่งมันคือการยกให้เห็นว่าลูกของตัวแตกต่างจากลูดของพี่น้องคนอื่นๆ ฉาก น้องนายกังนัมสไตลืเลยเป้นฉากที่อิหลักอิเหลือ และงดงามเพราะนี่คือความสัมพันธ์ของพี่น้องคนที่อยู่กับที่และคนทีไ่ปด้ดีที่อื่น อีกฉากที่เจ้บปวดมากคือฉากการสั่งสอนของอาสารในช่วงท้ายเมื่อสรเดินมาขอเงิน กูมีอยุ่เท่านี้ เป็นความเอื้ออารีแบบอากหลาน ที่อยู่ห่างๆกัน การส่งสอนของสารไม่ใช่การยกตนข่มท่านดื้อๆแต่มันคือคำเตือนเดียวที่พอจะให้กับหลานชายได้ หากไม่อยากจมปลักอยู่ในวังพิกุล มึงก็ต้องออกไปมีชีวิตของมึงเองให้ได้ ตัวละครสาร กับน้องนาย จึงเป้นตัวละครชาวกรุงที่ถูกเล่าได้หมดจดงดงามและเป็นมนุษย์มากที่สุดตัวหนึ่ง ทั้งๆที่มีโอกาสศูงมากที่ตัวละครนี้จะเป็นตัวละครร้ายๆที่กลับมาเหยียดหยามบ้านตัวเอง

5.หนังเลือกไม่แสดงปัญหาอะไรออกมาตรงๆการเลิกกันของพ่อแม่ของเยน หรือการขายที่น่าของพ่อของสร หรือการที่ลูกน้าชุบโทรมาขอเงินไปผ่อนรถ ปัญหาสุขภาพจากการกินกาแฟซอง หรือแม้แต่แกงหมูที่เป็นม่าย ภาพรวมของการรอคอย การสูญเสีย การติดอยุ่ในภาระ ถูกนำเสนออย่างเล็กๆน้อยๆ แต่ถักทอภาพปัญหาของสังคมชนบทได้สวยงาม แต่เหนือสิ่งอื่นได ดูเหมือนว่าปัญหา และทางออกของผู้คนในวังพิกุลผูกติดอยุ่กับคำคำเดียวคือการไปกรุงเทพ ดังเช่นที่นิด สาวที่สรหมายปองมาเป็นสาวเสิร์ฟในกรุงเทพ หรืออาๆของสรวนเวียนอยู่กับการพูดเรื่องทำไมไม่ไปกรุงเทพ

กรุงเทพกลายเป็นทางออกของชนบทที่ติดหล่มมาหลายสิบปี เปล่าประโยชน์ที่เราจะพูดแบบคนกรุงเทพว่านี่คือการคิดผิดของคนชนบท (ใครพูดแบบนั้นให้ตบปาก) แต่เพราะว่ากรุงเทพดูดกินเอาทุกอย่างไปจากชนบท ทรัพยากร ทุน และงาน จะแปลกอะไรที่คนชนบทซึ่งไร้ทางออกเพราะไม่มีงาน พ่อของสรในคนจนเดินหางานตลอดท้งเรื่องแต่ไม่เคยได้ อาๆของสรก็หางานทำไม่ได้ที่บ้านเกิด ไม่มีงาน มีแต่ชนบทที่ติดหล่ของความสิ้นหวังท้อแท้ กรุงเทพจึงเป้ฯทางออกเท่าที่พอจะหวังได้ของผู้คนในชนบท การเข้ากรุงเทพในท้ายเรื่อง คนจน และการพูดถึงกรุงเทพในเรื่องนี้ ไม่ใช่การพูดถึงความทะเยอทะยานของชนบท แต่มันคือเครื่องชี้วัดการดูดกินทุกสิ่งทุกอย่างของกรุงเทพในฐานะการปกครองแบบรวมศูนย์ ที่ทำให้ประเทศแบ่งออกเป็นประเทศกรุงเทพ และประเทศที่เหลือ

6.ถึงที่สุดหนังงดงามพอจะไม่ให้ทางออกแก่สร ฉากเล็กๆอย่างการไม่มารับสรของแชมป์ที่อยู่ร้านเกม เป็นสัญญาณเล็กๆของการไปจากวังพิกุลอย่างอิหลักอิเหลื่อ อย่างยากแค้นแสนเข็ญ การไม่อาจอยู่ที่นี่ได้แต่จะไปไกลก็ยากเหลือเกิน การเดินเท้าของสรเป็นไปอย่างไม่รู้ทิศทาง ตอนนี้เขามีเพียงกองทหารให้พอยึดเหนี่ยวแต่หลังจากนี้เขาต้องไปต่อเอง มีรูปของพ่อกับเขา และรูปแยกของแม่เท่านั้นเป็นเครื่องเชอื่มโยงไม่กี่อย่างกับบ้านเกิด

7.หลายปีก่อนเราเคยพูดกัยเพื่อนเรื่องการที่วงการหนังไทยมันมีแต่หนังเมนสตรีมพะนอคนชั้นกลาง กับหนังอาร์ตอินดี้ ทแต่เราไม่มีกลุ่มหนังสมจริง ที่ไปพ้นจากการเป็นหนังสะท้อนสังคมเพื่อสั่งสอนศีลธรรมอัดกระป๋อง กลุ่มหนังที่สำรวจตรวจตราชีวิตคนเล็กคนน้อยอย่างเข้มข้นดังที่เราพบเจอในหนังจีน หนังมาเลย์ หรือหนังฟิลิปปินส์ เราบัญญัติศัพท์เอาเองว่าเป็นหนังกลุ่ม New NeoRealism ซึ่งเราคิดว่าควรอธิบายเพิ่มเติมว่า เราคิดว่าหนังในกลุ่มNeorealism ช่วงยุค 40’s นี่มันทำเพื่อต่อต้านการทำหนังแบบสตูดิโอ กฏเห,้กประเภท ใช้ชาวบ้านเล่น ถ่ายในสถานที่จริงไม่ใช้การจัดไฟของหนังถึงที่สุดก็ยังเรียกร้องการเป็นหนังเล่าเรื่องที่เพียงแต่แตกต่างจากหนังสตูดิโอ แต่สำหรับเรา New Neorealism (ในความหมาของกูแต่ผู้เดียว) คือหนังยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีความสารถแบบหนังเรียลลิสมร่วมสมัยพวกหนังของพี่น้องดาร์แดน หรือหนังฝรั่งเศสร่วมสมัย ไล่ไปจนถึงหนังอเมิรกันอินดี้ แต่เราจำเพาเจาะจงหมายถึงในประเทศโลกที่สามที่กล้องมันถูกลงจนใครก็ทำหนังได้ คนมีเรื่องอยากจะเล่า แล้วเลือกเล่าโดยอาศนคนธรรมดามาเป็นนักแสดง หนังกลุ่มนี้เลือกถ่ายระยะกลางหรือไกลเพื่อปกปิดความไม่สามารถแสดงของนักแสดง เต็มไปด้วยความประดักประเดิดหน้ากล้อง และพูดถงึประเด๋นทางสังคมของคนเล้กคนน้อย เล่าในที่จริงโดยไม่ต้องพึ่งการจัดแสงแบบสตูดิโอ ถ่ายง่ายถ่ายเร็ว หนังแบบ Little Moth (จีน) Dancing Bell (มาเลเซีย) หรือ Imburnal (ฟิลิปปินส์ ) อาจจะรวมหนังลาฟด้วยก็ได้ หนังจะอ้อยสร้อยเล็กน้อยแต่ไม่มากพอจะเป็นหนังขายความรู้สึกaffect จากภาพหรือเสียง มันคงตรงประเด็น กับเรื่องที่เล่า จ้องมองชีวิตของคนเล็กคนน้อยโฟกัสที่กิจวัตรของเขามากกว่าจะมาเป็นหนังเล่าเรื่องที่มีพลอตหักมุมชัดเจน และเราดีใจมากๆที่เราพบว่าในที่สุดถ้าเราพูดถึงหนังกลุ่มนี้ในไทย เราก็บอกว่านี่ไงเรามีบุญส่ง นาคภู่

8.อันที่จริงเราอาจจะชอบวังพิกุลน้อยกว่าคนจน เพราะคนจนมันสดกว่า ในขณะที่วังพิกุล เริ่มมีจังหวะการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ กล้องเริ่มเข้าใกล้ตัวละคร และมีดนตรีประกอบที่เป็นทั้งปัญหาของหนัง และความน่าสนใจของหนัง แรกที่เดียวดนตรีexotic ในหนังทำให้เรารู้สึกว่ามันถูกปรุงแต่งให้เป็นเรื่องเล่ามากกว่าจะโฟกัส ความเงียบ อันเป็นสิ่งที่เราสนใจใน คนจน จนกระทั่งในฉากที่น้าชุบหอบเครื่องสูบน้ำไปทำนา เราพบว่าดนตรีประกอบมันย้อนแย้งกับภาพของการทำนาอันยากลำบากมากๆ ความย้แนแย้งของดนตรีที่ดูเหมือนworld music ให้คนมโนภาพขนบท กับชนบทจริงๆทำให้คิดถึงเพลง คนจนผู้ยิ่งใหญ่ที่ตัวละครรร้องทั้งเรื่องในคนจน (ซึ่งยิ่งเล็กลงทุกที) และทำให้นึกถึงชื่ออังกฤษของหนังที่เป็น village of Hope สวนทางกับความสิ้นหวังที่หนังมอบให้ผู้ชม การเสียเย้ยแบบนี้ทำให้เราพบว่าดนตรีประกอบกลายเป้นตัวดีดผู้ชมออกจากหนังแต่เสริมความเสียดเย้ยของหนังไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ความประดักประเดิดเขินกล้องของตัวละครก็ด้วย ดังที่ได้กล่าวไปในข้อ7 เราคิดว่ามันเป็นภาวะสำคัญที่เรามองหนังกลุมนี้แยกจาก neorealism เพราะนี่คือหนังที่คนทำ คนเล่น คนดูรู้ว่ามีกล้อง อาการประดักประเดิดเขินกล้องของคนแสดงให้ผลสำหรับเราต่างออกไป ในแง่ที่มันไม่ได้ทำให้เรื่องสมจริงขึ้น แต่มันทำลายกำแพงของการเป็นเรื่องเล่าโดยอนุญาติให้ชีวิตจริงของคนเล่นไหลเข้ามาในเรื่อง เพราะผู้ชมรู้อยู่ว่าพวกเขาไม่ใช่นักแสดง แต่อาจจะเป็นคนที่รับบทเป็นตัวเองหรือคล้ายๆตัวเอง ในแง่นี้เราคิดว่านี่เป็นลักษระที่น่าศึกษามาก แต่เราอาจะแค่คิดไปเองไม่ก็ปล่อยให้เป็นภาระของพวก film study ต่อไปในอนาคต

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s