สายน้ำติดเชื้อ (2013, นนทวัฒน์ นำเบญจพล,ไทย)

bytheriver

The less the film speak, the more the film talk

1.ในฟ้าต่ำฯ ดูเหมือนสารคดีทั้งเรื่องเป็นหนังของนนทวัฒน์ แม้นนทวัฒน์จะเล่าเรื่องชายแดนไทย ขเมร แต่หนังทั้งเรื่องก็เป็นของนนทวัฒน์ เสียงของหนังคือเสียงของผู้กำกับที่บังเอิญ ข้าม ‘พรมแดน’ของตัวเองไปตอนที่กำลังทำหนังที่ว่าด้วยพรมแดนทางภูมิศาสตร์อยู่ หนังทั้งเรื่องจึงมี ‘เสียง’ ของนนทวัฒน์ สะท้อนก้องอยู่ใน คำบรรยาย ไปจนถึงในการเลือกมอง ในการนำประเด็น แม้เขาจะไม่ปรากฏบนจอแต่เขาปรากฏอยู่ในสารคดีนี้ทั้งเรื่อง เล่าใหม่ได้ว่านี่คือสารคดีของคนทำหนังที่ถูกเหตุบ้านการณ์เมืองพาไปจนสุดชายแดนไทยกัมพูชา มากกว่าสารดคีพรมแดนไทยกัมพูชา

แต่ในสายน้ำฯ นนทวัฒน์กลับซ่อนตัวเองมิดชิดจากเรื่องั้งหมด เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ปรากฏตัวอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การหายไปของคำบรรยายบอกเล่าเหตุการณื แต่ดูเหมือนสายตาของหนังก็ไม่ได้เป็นสายตาของความอยากรู้อยากเห็นอีกแล้ว ในสายน้ำติดเชื้อ สายตาของหนังซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบเพื่อลอบสังเกตชีวิตคนธรรมดาในหมู่บ้านคลิตี้ล่างหลายปีหลังคดีสารตะกั่วอันเยืดเยื้อยาวนาน หนังปล่อยครึ่งแรกให้เป็นการจ้องมองชีวิตผู้คนในหมู่บ้านการดำน้ำหาปลา นักเรียนไปโรงเรียน หนุ่มสาวพูดคุยหยอกเล่นกับแมว ก่อนจะกระชากเราด้วยโศกนาฏกรรมที่ถูกนำเสนออย่างงดงามอย่างไร้ถ้อยค้ำ คำบรรยายสั้นๆบอกเล่าเหตุการณ์รวมๆเพียงคร่าวๆบาง ก่อนจะพาเราไปสังเกตการณือีกครั้งถึงชีวิตเงียบเชียบ ที่ไม่มีบางคนอยู่อีกต่อไป

 

2. ดูเหมือนหนังพูดน้อยมากๆ ราวกับว่าตัวตนของคนทำ และอีกทั้งเรื่องราวถูกรีดออกไป โศนาฏกรรมในคลิตี้ถูกลดรูปลงเหลือเพียงคำบรรยายสั้นๆซึ่ทำให้ผู้ชมบางคนอาจจะหัวเสียที่หนังไม่ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลบอกเล่าคดีที่สะเทือนวงการสิ่งแวดล้อมไทยที่สุดเรื่องหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำตัวเป็นนักต่อสู้ตามที่มันถูกคาดหวังให้เป็นภาพแทนชีวิตของผู้คนตัวเล็กๆที่ล่มสลายไปเพราะการรุกคืบของทุนนิยม ของการคอรัปชั่นฉ้อฉลโดยรัฐ

ซึ่งนับว่าสวยงสดงดงามอย่างยิ่งที่หนังไม่ทำตัวเช่นนั้น ไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ยอมเป็นเช่นนั้น

3. ดังที่ในหนังสั้น มะนีจันฯ ได้พูดไว้ ปัญหาใหญ่อันหนึ่งของภาพยนตร์ ของเรื่องเล่า ของศิลปะ รื่อยไปจนถึงของโลก คือการสร้างภาพแทน การพูดแทนคนที่ไม่มีเสียง คนตัวเล็กตัวน้อยที่พูดไม่ได้ ปัญหาของการสร้างภาพแทน การพูดแทนคือการเข้าครอบงำเจ้าของเสียเสียเอง การสมอ้างเอาเสียงของผู้พูดแทนไปเป็นเสียงของผู้ที่ถูกพูดแทน ผู้พูดถือเอากรรมสิทธิ์ในฐานะผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีการศึกษา ฉวยเอาการพูดไปพูดแทนผู้อื่น ไปสร้างภาพแทนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของผู้คน นักต่อสู้พูดแทนคนยากจน คนชายขอบ มันเป็นเสียงจากคนชายขอบที่แท้ หรือเป็นเสียงที่สมอ้างมา เราจะฑูดแทนผู้อื่นที่ไม่มีเสียงได้จริงไหม เสียงที่เราอยากให้โลกได้ยินคือเสียของคนที่เราพูดแทน หรือเสียงของเราที่เอาเสียงของเขามาเพิ่มเติมแปลงสารแก่้ไข และมันไมไ่ด้เป็นเสียงของเขาเอีกแล้ว ประดุจดั่งการเล่าเรื่องของเด็กที่เกิดมาตาบอดหูหนวกเป็นใบ้ เราไม่มีทางอธิบายความรู้สึกในโลกปิดเหล่านั้นได้ เมื่อเราจับสังเกตอาการมาตีความมันคือการตีความโดยใช้ตรรกะของเราซึ่งเป็นตรรกะคนละชุดเข้าไปจับ ไม่มีทางที่การสื่อสารนั้นจะเป็นการพูดแทนที่แท้จริง มันคือการตีขลุมภาษาที่เราไม่เข้าใจด้วยภาษาของเราที่ไม่มีไวยากรณ์ไดใช้แทนกันได้

4. ภาพยนตร์เป็นหนึ่งในสื่อที่ทรงพลังที่สุดของการพูดแทน และในสายน้ำติดเชื้อมันพิสูจน์ว่าภาพยนตร์ทำได้มากกว่านั้น มากกว่าการสร้างเรื่องมาพูดแทนคือการเข้าไปสังเกตการณ์ชีวิตของผู้คนจริงๆ สิ่งที่ดูเหมือนจะสอดรับกับภาษาของการพูดแทนที่น่าสนใจคืิอในหนังเรื่องนี้มีภาษาสองแบบ หนึ่งคือภาษาไทยเมื่อตัวละครคุยกันโดยมีกล้องจ้องจับ ราวกับว่าการพูดไทยของตัวละครไม่ได้เพียงสือสารกันเองแต่สื่อสารกับกล้องกับคนถ่ายกับผู้ชม ในขณะที่ตัวละครพูดภาษากะเกรี่ยงกับกันและกันเองเมื่อบทสนทนาเลื่อนไหลไป การพูดแทนของคนนอกทำหน้าที่ไม่ต่างจากภาษาแบบแรกภาษาของการพูดแทน การแปลภาษากะเหรี่ยงเป็นภาษาไทย อย่างขาดๆหายๆ เพราะโลกไม่เข้าใจภาษากะเหรี่ยง ภาษาสองแบบดำเนินคู่ขนานกันไปทั้งในระดับบทสนทนา หรือดนตรีประกอบ ที่เริ่มต้นจากเสียงดนตรี นอกโลกของหนัง ซึ่งเป็นเสียงเพลงโฟลค์สวยเศร้า ก่อนที่จะคืบเคลื่อนไปสู่เสียงดนตรีภาษากะเหรี่ยงจากในโลกของหนัง บทเพลงรื่นรมย์ของความรักหนุ่มสาว ซ้อนทับเข้ากับครึ่งแรกอันละมุนละไมของหนัง และในอีกระดับหนึ่งคือไวยากรณ์ของภาพที่ซ้อนทับระหว่างเรื่องเล่าของผู้คนในหมู่บ้านคลิตี้ ภาษาภาพที่ต้านกับกาษาภาพเพื่อเล่าเรื่องในแบบสารคดี กับภาษาส่วนตัวในฉากช่วงกลางเรื่องที่หนังกลายเป็นการจับจ้องแม่น้ำลำห้วย การซ้อนภาพทีละชั้นของแสงแดดในแม่น้ำ ฉากนี้ให้ผลพิเศษกับเราอย่างมาก เพราะสิ่งที่จับจ้องนั้นคลุมเครือ และยาวนานพอจะให้ความคิดล่องลอยไปว่า นั่นคือแสงแดดบนผิวน้ำ หรือคือตะกอนตะกั่วสีเหลืองก้นแม่น้ำที่พวกเขาเคยพูดถึง หรือมันคือศพของชายผู้จมหายลงไปในแม่น้ำ แต่ภาพนั้นค่อยๆเลือนเข้ากับภาพของแสงระยิบบนผิวน้ำ และแสงของดวงดาวบนท้องฟ้ากลางคืน ภาษาส่วนตัวแบบที่ผู้ชมไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ภาพยนตร์ที่กลายเป็นเครื่องมือพูดแทนภาษาที่พูดไม่ได้ของคนทำหนังเอง

5.คำบรรยายของหนังก็น่าสนใจมากๆ ในแง่ที่ว่าคำบรรยายสั้ๆของหนังเป็นการเล่าเรื่องคดีตะกั่วหมู่บ้านคลิตี้อย่างเรียบง่ายและสั้นที่สุดโดยไม่มีดราม่าอะไรติดมาเลย หากในฉากนี้หนังค่อยๆขยายห้วยคลิตี้ออกไปสู่แม่น้ำแม่กลอง และเข้าสู่กรุงเทพในฐานะน้ำประปา เป็นเรื่องเจ็บปวดที่หนังต้องบอกว่าถึงที่สุดปัญหาคลิตี้อาจไหลตามสายน้ำมาสู่คนกรุงเทพได้ ต้องเป้นแบบนี้หรือคนกรุงเทพจึงจะฟังความทุกข์ของหมุ่บ้านกะเหรี่ย งเช่นเดียวกับการที่ต้องสืบรากขึ้ไนปว่าคนในหมู่บ้านนี้คือคนที่เคยส่งสวยให้พระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อครั้งเสียงกรุง ด้วยวิธีการเชื่อมโยงกับคนกรุงเทพนี้หรือเปล่าจึงจะทำให้คนกรุงเทพรับฟังปัญหาของคนชายขอบของคนชายขอบ การพูโแทนทำหน้าที่อะไรทำนองนี้แหละ และดูเหมือนคำบรรยายของหนังซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเรียกความยุติธรรมนี้ ไม่ได้พลาดที่ทำหน้าที่พูดแทนหากทำหน้าที่ที่ร้ายกาจไปกว่านั้นคือไม่ใช่เครื่องือเรียกความสงสารที่ทำให้คลิตี้เป็นเหยื่อ แต่เป็นการเสียดเย้ยความรู้สึกการตกเป็นเหยื่ออยุ่ในทีเมื่อฉากต่อจากคำบรรยายนั้นคือฉากที่ชาวกะเหรี่ยงได้พบกับทนายหรืออัยการหรือใครสักคนที่มีอำนาจในกรุงเทพ ที่บอกว่า ห้ามกินปลา ไม่มีปลาก็กินอย่างอื่น หาเงินไปซื้อปลามากิน ปลาจากลำห้วยที่เขา ‘อยู่กันมาสี่ห้าร้อยปี’ ภาพและคำบรรยายในช่วงนี้สวยสดงดงามในการเสียดเย้ยความไม่อาจเข้าใจ วิถีชีิวตของผู้คนและการลดรูปพวกเขาให้เป็นเพียงภาพแทนของเหยื่อ การตอกย้ำว่าวิถีชีวิตของเขาคือปัญหาต่อการดำรงวงเผ่าเป็นเรื่องจริงแต่ในขณะเดียวกันมันก็เจ็บปวดด้วย เมื่อคิดว่าพวกเขาไมไ่ด้เป็นผู้ก่อปัญหาที่พวกเขาไม่ได้รับ ฉากที่เจ็บปวดอีกฉากคือการถ่ายภาพเสาไฟฟ้าแรงสูงพากผ่านป่าขึ้นจากเขื่อนศรีนครินทร์ที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกับป้าย ราวกับท่อของทรัพยากรที่สูบออกจากหมู่บ้านคลิตี้ไปในเมือง และทำให้หมู่บ้านที่อาจจะไมไ่ด้ใช้ไฟฟ้าที่ลากสายขึ้นไป ต้องทำลายหนทางทำมาหากินของตัวเอง

6. มันจึงเป็นว่า ยิ่งหนังพูดน้อยลงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งพูดได้มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เจ็บปวดรวดร้าวในหนัง เจืออยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาอยู่แล้ว มันอยู่ในไม้เท้า อยู่ในนิทานวัวถั่วที่ขาดออกจากชีิวิตจริงๆของเด็กๆ อยู่ในความเงียบ เช่นเดียวกับ คนจนผู้ยิงใหญ่ของบุญส่ง นาคภู่ (และอาจจะรวม เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ หนังยาวเรื่องแรกของ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์) ชนบทในหนังเงียบ เงียบที่เศร้า เงียบเพราะไม่มีเสียงใดหลงเหลือ ความเงียบและกวงตาที่หลุบต่ำของหญิงสาวในท้ายเรื่องพูดเรื่องความเจ็บปวดของหมู่บ้านคลิตี้ล่างได้หมดจดงดงามกว่าการพูดแทนของผู้อื่น นี่คือหมู่บ้านที่อาจจะมีตะกั่วอยู่ก้นแย้ำ มีหญิงเฒ่าตาบอดเพราะสารตะกั่วที่ต้องรอหาหมอหนึ่งวัน มีคนที่ตายลงเพราะไปหาปลา มีเด็กๆไปโรงเรียน มีพระสวดภาษาไทยให้คนกะเหรี่ยงสวดตามด้วยสำเนียงเหน่อ และต้องอาศัยพิธีกรรมทางพุทธเข้ามาแทนที่ในการสื่อสารกับคนตาย หมู่บ้านเงียบที่อึงอลไปด้วยเสียงคนที่พูดแทน การที่นนทวัฒน์ไม่พูดอะไรเลยในหนังเรื่องนี้กลับทำให้ความเงียบของหมุ่บ้านได้พูดออกมาอย่างหมดจดงดงามที่สุดครั้งหนึ่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s