Transcendence (2014, Wally Pfister ,US) อำนาจเก่า พระเจ้าใหม่

Johnny-Depp-image-johnny-depp-36307238-1280-544

1. ปกติเป็นคนไม่ค่อยได้อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ เราเลยตอบไม่ได้ว่า นี่คือสิ่งที่ Arther C Clark หรือ Isac Asimov หรือ Phillip K. Dick (คนที่เราคิดว่าสั่นสะเทือนมากๆตือ ฟูจิโอะ ฟูจิโกะซึ่งเป็นคนเดียว (คู่เดียว) ที่เคยอ่าน) เคยเสนอไว้ไหม แล้วขอเสนอของนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิคนี่มันสั่นสะเทือนยุคสมัยปัจจุบันจนาดนี้ไหม แต่นี่คือหนังที่สั่นสะเทือนด้วยข้อเสนอทางอภิปรัชญาของมันมากๆสำหรับเรา น่าจะมากที่สุดหลังจาก Moon และ Source Codeของ ดันแคน โจนส์ ซึ่งแน่นอนเราเห็นว่าข้อเสนอของหนังสองเรื่องนั้น น่าทึ่ง น่าสนใจมากกว่าMatrix แต่นี่เป็นความคิดของเราคนเดียวไม่ได้แปลว่าถูก อ้อ อีกข้อเสนอที่เราชอบคือ Resident Evil ภาคหลังๆ เอ้อมีMinotiry Reportอีกเรื่องแต่ นี่ของ ฟิลลิป เค ดิค นีหว่า มันคือข้อเสนอชวนอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับ ‘ตัวตน’ ของมนุษย์ภายหลังยุคการมาถึงของ ปัญญาประดิษฐ์ขอบเขตของPrivacy หรือความมีตัวตน ที่ไปไกลกว่าเป็นแบบจำลองทางการเมือง ในยุคสงครามเย็นแล้ว และถ้าถามเราเราเห็นว่าการมาถึงของอินเตอร์เนทนี่คือจุดเปลี่ยน

2.เพื่อให้สมราคาคนโง่ไซไฟวิธีที่ดีที่สุดที่จะเขียนถึงหนังคือตั้งคำภามเพ้อเจ้อไปเรื่อยๆ

3.เรายังเป็นตัวเราอยู่หรือเปล่าถ้าสมองเราโดนอัพโหลดขึ้นคอมพิวเตอร์ เรือนร่างของเรา จิตใจของเราเป็นของเรา หรือถูกแปดเปื้อนด้วยกระแสไฟฟ้า ขอมูลเลขฐานสอง เราเปนตัวเราได้แค่ไหน คุณพิสูจน์ได้ไหมว่าคุณเป็นตัวคุณ (ดูเพิ่มเติม Moon)

4. ถ้าเราสามารถอธิบายsynapse ได้กล่าวถึงที่สุด อธิบายความรู้สึกของมนุษย์ในฐานะของชีวเคมีของสาสื่แระสาทได้ และเราจำลองกลไกมันได้ มนุษย์จะลดรูปเป็นเพียงสิ่งของที่เข้าใจได้ทั้งหมดหรือเปล่า คุณค่าทางจิตใจจะถูกทำลายลง ความลึกลับคลี่คลาย ยิ่งถ้าจำลองได้ยิ่งชัดเจนว่ามนุษย์ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่ใช้สารเคมีที่ถูกตัวรับที่ถูก แล้วถ้าปัญญาประดิษฐ์จำลองสิ่งนี้ได้ สิ่งอื่นจำลองความเป็นมนุษย์(ที่ยังลึกลับอยู่ในตอนนี้ได้ เราควรจะทำอะไรระหว่างเพิ่มคุณค่าสิ่งเหล่านั้นให้เท่ามนุษย์ (เช่นเดียวกับการรักระบบปฏิบัติการใน Her) หรือลดค่ามนุษย์ลงเป็นสิ่งของ ถ้าเราสามารถรักขวดน้ำปลา ไอแผด เทปคาสเซตตืได้ เพราะอันที่จริงมันเป็นแค่สิ่งของเวอร์ชั่นต่ำกว่าที่ยังไม่ได้อัพเกรดด้วยสารเคมีที่ถูกต้อง หรือระบบไฟฟ้าที่ถูกต้องมนุษย์จัยังมีคุณค่าพอไหม (ดูเพิ่มเติม A.I.)

5. ถ้าการเข้าถึงข้อมูลมหาศาลและประมวลผลได้รวดเร็วคือวิธีการที่มนุษยือัจฉริยะสามารถคิดค้นสิ่งต่างๆออกมาได้ แล้วถ้าปัญญาประดิษฐ์ทำได้เร็วกว่าเท่ากับว่าการรู้ข้อมูลมหาศาลและประมวลผลรวดเร็ว(เหนืออำนาจสมองของมนุษย์) และสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆออกมาได้ การสามารถแสกนกล้องวงจรปิดทุกตัวบนโลก หรือเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ได้ทั้งหมด หรือสามารถดึงเงินทุนจากที่ไหนมาไว้ที่ตัวเองได้ คือสิ่งที่ทำให้เราเป็ฯพะรเจ้า พระเจ้าคือข้อมูลหรือเปล่า พระเจ้าคือฐานข้อมูลมหาศาลที่จัดเรียงอย่างเป็นระบบมากพอใช่ไหม (ดูเพิ่มเติม Her)

6.แล้วถ้าเราเล่นบทพระเจ้าได้ เราจะเป็นอะไร พระผู้ช่วยให้รอด แตะตัวใครก็หายป่วยไข้ หรือเป็นผเด็จการที่ควบคุมคนอื่นจากข้อมูลที่เรามี ทรัพยากรที่เรามี ตรงนี้ตัวหนังเล่าสภาวะกำ้กึ่งได้น่าสนใจมาก ความย้อนแย้งระหว่างการ ‘มนุษยืกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่รู้’ กับการปล่อยให้สิ่งที่ไม่รู้ และไม่ใช่รัฐ (พระเจ้าใหม่)มีอำนาจมากเกินไป จนสามารถละเมิด privacy ของเรา ข้อมูลของเรา หรือแม้แต่ระดับฮอร์โมนของเรา คืออำนาจที่ล้นเกินซึ่งพร้อมจะควบคุมเรา หรือเราแค่กลัวว่ามนุษย์คนอื่นที่ฉลาดกว่าเราจะมีอำนาจมากกว่าเรา เราคือNGOที่พร้อมทำลายเทคโนโลยีของมนุษย์ที่ทำตัวเป็นพระเจ้า หรือเป็นคนที่สนับสนุนแล้วต้องมาตระหนกกับการโดนละเมิด privacy ของตัวเอง (ดุเพิ่มเติม Minority Report , Captain Amrica 2 , X-Men )

7.จริงๆคำถามนี้อยู่ในปรัชญาของ พอล เบตตานีย์ ที่มีตอนหนึ่งเขียนว่า เราจ้องการให้หมอเป็น technician แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำงานแทนเราจริงหรือ คำตอบอาจจพต้องถามว่า คนที่โดนหมอทำผิดพลาดจะตอบอย่างไร แล้วคนที่หมอช่วยชีวิตจากความผิดพลาดของเครื่องมือจะตอบอย่างไร แล้วเราที่จะทำลายศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์เพราะความกลัวจะตอบคนที่ตาบอดมาชั่วชีวิตแล้วมองเห้นได้ หรือคนพิการที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินได้ว่าอย่างไร เราสามารถทำลายความหวังที่จะมีชีวิตของเขาได้หรือ ตรงนี้หนังอาจจะโกงในแง่ของการบอกว่าเมื่อหายแล้วล่วนเชื่อมใต่อเข้ากับพระเจ้าสมัยใหม่ทั้งสิ้น กลายเป็นเพียงทหารไร้สำนึก เป็นระบบปฏิบัติการในคราบมนุษย์ ซึ่งกลายเป็นการให้ร้ายปัญญาประดิษฐ์แต่ในอีกทางหนึ่งใช่หรือไม่ว่านี่คืออำนาจแบบพระเจ้าในการควบคุมความคิดผู้คน เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นถ้าเปลี่ยนจากการเชื่อมต่อ (ศัพท์อินเตอร์เนท) เป็นการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง อะไรดี มาร์กซิสต์ สังคมนิยม หรือประชาธิปไตย หรือฟาสซิสต์ ฉากที่สำคัญมากๆคือฉากการปผเชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับทหาร คนธรรมดา ชาวบ้านในเมืองร้างที่ไม่เคยได้รับการแยแสจากรัฐ คนพิการ คนป่วย ที่เทคโนโลยี หรือ อุดมาการณ์ทางการเมืองได้เอื้อประโยชน์ให้กับพวกเขา หนังมองพวกเขาเป็นอะไรระหว่าง คนไร้อำนาจที่ได้รับอำนาจเหนือมนุษย์ ในแง่ไหนล่ะ เป็นซอมบี้ของทุนนิยม ของสังคมนิยม หรือว่าเป็นคนที่ได้ลืมตาอ้าปากและต่อสู้เพื่อต่อรองอำนาจของตัวเอง พระเจ้าองค์เดิมกดขี่ พระเจ้าองค์ใหม่สิงสู่แต่ให้โอกาส พระเจ้าต้องมีหรือต้องไม่มี คำถามแบบนี้ถามไปได้ถึงว่า เจ้าอาณานิคมต้องมีหรือไม่มี รัฐต้องมีหรือไม่มี (ดูเพิ่มเติม Matrix , Daybreakers)

8,สิ่งที่เราอจจะรู้สึกว่าเป็นข้อด้อยหน่อยๆของหนังคือการที่ดูเหมือนหนังประเมินอำนาจของรัฐต่ำไปหน่อยทั้งในแง่ของการสอดส่องกลับ การจัดการหรือการริบเอาเทคโนโลยีมาใช้เสียเอง ใช่หรือไม่ว่าหนังตั้งคำถามกำับความไม่วางใจในเทคโนโลยี ในระบบอินเตอร์เนท ในทุนนิยมมากกว่าการคุกคามของรัฐรัฐจึงทำอะไรไม่ได้เมื่อระบบปิดตัวลง รัฐเป็นเพียงทหารหยิบมือกับตำรวจ แต่ไม่ใช่พวกที่เข้ามาริบเอาเทคโนโลยีไปใช้ได้ (ดูเพิ่มเติมความกลัวทุนและเทคโนโลยีใน Splice ,ของรัฐใน Right at your Door, Rec )

9..แล้วหนังโน้มเอียงไปทางไหน แม้หนังจะเสนอไดเลมม่าที่ไร้ทางออก การแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี และการกลัวเทคโนโลยีทำลายได้เท่าๆกัน หนังเลือกโน้มเอียงไปทางไหน การพิสูจน์ในท้ายที่สุดว่าตัวเขาในระบบปฏิบัติการคือตัวเขา จริงๆแค่การที่เขาเลือกอัปโหลดไวรัสเพื่อคนรักก็ตอบคำถามว่าเขาไม่ใช่พระเจ้าบ้าอำนาจ แต่เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์หมกมุ่นที่ล้ำเส้นไปบ้าง แต่นี่เราจะจบหนังอย่างไร เราต้องการจะเป็นMetropolis ของ ฟริทซ์ แลง ทีบอกว่าเราต้องการคนดีเพื่อประสานหัวใจกับมือเท้า เราต้องการ ‘คนดี’มาควบคุมเทคโนโลยี หรือบอกว่าที่จริงแล้วเขสาเป็นคนดีเราไม่ต้องกลัวเทคโนโลยีในมือของคนดี หรอกนะจ้ะ หนังอาจจะให้คำตอบโลกสวยแบบนั้นก็ได้ แต่เราชอบตอนจบที่หนังพูดกลายๆว่าถึงที่สุดทางรอดของโลกคือการใช้เทคโนโลยีที่เราอาจจะกลัว เรากลัวเพราะเราไม่เข้าใจ แต่ความเข้าใจก็ทำให้เห็นว่ามันน่ากลัวได้มากขนาดไหน อำนาจมันสั่นคลอนอำนาจเก่าขนาดไหน จริงๆหนังบอกเลยด้วยซ้ำว่า คนที่มีอินเตอร์เนทก็มีศักยภาพของพระเจ้าในมือแล้ว แต่เราจะเซนเซอร์อินเตอร์เนทหรือเปล่า การเซนเซอร์อินเตอร์เนท จะทำให้เรากลับไปสู่การล่มสลายของโลกสมัยปัจจุบันเลยไหม แล้วอันที่จริง เทคโนโลยีที่เรากลัวนั่นแหละอาจจะเป็นทางรอดหรือเปล่า น้ำฝนปนเปื้อนาโนเทคโนโลยีคือคำตอบใช่ไหม ความย้อนแย่งในโลกคือความจำเป็นคือสิ่งที่เราต้องต่อสู้กับมัน ไดเลมม่าแบบนี้มีแต่หนังของคิโยชิ คุโรซาว่าเท่านั้นแหลที่พาเราไปถึง 55

10.เอาจริงๆแม้ตอนจบของหนังจะค่อนข้างquestionable แม้หนังจะออกมาในรูปของหนังเชื่องช้าที่เน้นการชี้กระบวนการมากกว่าการเป็นหนังตื่นเต้นหรือหนังนั่งถกปรัชญา แต่การปล่อยให้ข้อเสนอของหนังทำงานในหัวเราในระดับที่ว่า ไอ้ความเป้นมนุษย์ที่หนังไซไฟต้านเทคโนโลยีชอบนำเสนอ เป็นคอมมอนเซนส์ตายตัวหรือเป็นเพียงอาการมโนracistของเผ่าพันธุ์มนุษยืกันแน่ ก๋็ทำให้หนังงดงาม น่าทึ่งมากๆ โดยส่วนตัวคิดว่ามันกระทบจิตใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งหลังจาก Moon ของดันแคน โจนส์เป็นต้นมา และโดยแน่นอนนี่คือหนังที่เราชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปี ไม่ใช่เพราะหนังมันดี แต่เพราะมันทำงานกับความคิดของเราอย่างรุนแรงมากที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s