เพลงของข้าว (2014, อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ,ไทย)

SongsRice_poster_500h

1.หากสิ่งที่ทำให้เราออกห่างจากหนังใน สวรรค์บ้านนา คือภาพที่แสนหมดจดงดงามตัดข้ามกับความทุกข์ยากจนราวกับเป็นการเทอดชาวนาให้เป็น Beautiful Creatures เราถามตัวเองตลอดว่าเหตุใดเราจึงไม่กลงเหลือความรู้สึกย้อนแย้งพิลึกพิลั่นเช่นนั้นในหนังเรื่องนี้ ย้อนกลับไปที่สวรรค์บ้านนา ในหนังเรื่องนั้นมันเป็นการเจาะลึกลงไปในกระบวนการทำนาจากต้นจนจบของชาวนารับจ้างด้วยการสังเหตุการณ์อย่างงดงามพิลาศพิไล ผลักการ ผลิตภาพการทำนาให้เป็นประดุจดั่งยูโทเปียแห่งความยากลำบาก ก่อนจะพังพินาศลงเมื่อไปถึงสัดส่วนของการขายข้าว ในสวรรค์บ้านนา เราเ็นครอบครัวชาวนาที่แสนดี หาอยู่กากินกันอย่างพอเพียงเป็นสุข สังคมเล็กๆอันอบอุ่นที่ผูกพ่วงตัวเองอยุ่กับการใช้แรงในทุ่งโล่ง ที่ๆต้นหญ้า สายฝน แสงตะวัน เป็นสิ่งแทนภาพอันอุดมของธรรมชาติ และฉายส่องความยากำลำบากผ่านบทสนทนาเล็กๆ ที่ทำให้เป็นหนังเสมือนเปล่งเสียงแทนชาวนาที่ไม่มีเสียง แต่ด้านกลับของการขัดถูกลับทำให้เสียงของชาวนาที่หนังพยายามพูดถึง พูดแทนเป็นเสียงที่ตัดแต่งคัดสรรมาแล้ว ศาส์นในเสียงเลยการเป็นเพียงแบบจำลองของความจริงที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี ลดทอนพลังของมันลงโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือโดยตั้งใจดี ดังที่เพื่อนคนหนึ่งให้ข้อสังเกตในทำนองว่าชาวนาในหนังเรื่องนี้ไม่มีใครติดยาหรือผเชิญผัญหาภายในเลย กล่าวให้ถูกต้อง ชาวนาใน สวรรค์บ้านนาคือสิ่งหยุดนิ่งที่ถูกปัญหาภายนอกเข้ามาบีบคั้น เป้นความงามของโลกเก่าที่ล่มสลายลง หมดจดต่อการทำให้งาสม ทำให้น่าเลื่อมใส ทำให้สวย ทำให้โรแมนติคพอจะเศร้าไปด้วย

2. ในอีกทางหนึ่ง เพลงของข้าว กลับไม่เลือกลงลึกไปที่ชาวนาเฉพาะรายอีกต่อไป หนังยังคงใช้ภาพแบบ สวรรค์บ้านนา ภาพที่งดงามหยดย้อยกับกล้องที่โบกโบยไม่หยุดนิ่ง ดูเหมือนหนังจะเตือนคนดูไว้ตั้แงต่แรกเริ่มแล้วด้วยการถ่ายภาพพระจันทร์ครึ่งดวงอย่างงงามล้นแล้วเปลี่ยนโฟกัสกลับไปหาต๊กแตนสีเขียวสดในระยะประชิด นี่คือภาพของการทำให้เอกโซติค ทำให้โรแมนติค ทำให้สวยเกินกว่าความเป็นจริง อันที่จริงแล้ว กฏที่ไม่ได้ตราไว้แต่เรามักจะสัมผัสได้กันอยู่เนืองๆของการทำให้เอกโซติค ให้แปลกตา ให้เป็นส่ิงจากที่อื่นที่ไม่เคยเห็น (โดยมีสายตาของผู้ชมชาวเมือง/คนตะวันตก /คนผิวขาว เป็นดกณฑ์) มันจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกสองประการคือความเถื่อนถ้ำและความงดงาม วิธีการเอกโวติคง่ายๆในโลกปัจจุบันหลังอาณานิคม ที่ไม่เป็นแค่ภาพของชนพื้นเมืองไรัวัฒนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว คือการพาผู้ชมกลับไปอดีต กลับไปยังความเรืองรองของพิธีกรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิื กลับไปโลกที่จบสิ้นไปแล้ว ภาพมลังเมลืองแบบที่เราเห็นในหนังของหม่อมน้อย ในนเรศวร ในโฆษณารีเจนซี่ คือรูปแบบอย่างเป็นรูปะรรมของเอกโซติคสรรพสิ่ง กล้องเชื่องช้าจับจ้องสิ่งดีงาม ในแสงตะวันสาดส่อง ซึ่งผูกพ่วงมาด้วยนะยยะของการถวิลหาอดีตที่จบสิ้นไปแล้ว แสบทรวงกว่านั้นคือนัยยะซ่อนเร้นของการถุกทำลายลง การถวิลหาอดีตแปลว่า1)อดีตนั้นจบลงไปแล้ว 2)อดีตนั้นสวยสดงดงามจนเราต้องจดจำ แล้วการที่มันสวยสสดงดงามแท่ากับว่าแัจจุบันไม่อาจงามได้เท่ากับอดีต ปัจจุบันคือความโสมม และปัจจุบัน หรือเวลานี้เอง ที่คืบคลานเข้ามาทำลายอีดตที่ดีงามให้จบลง ปัจจุบันคืออะไร มันคือเวลา คือการคุกคามของโลกาภิวัฒน์ กล่าวให้เขาบริบทของการนอสตาลเจียแบบไทยๆ การรุกคืบของทุนนิยมทำลายอดีตอันดีงามให้จบสิ้นลง ทำให้ปัจจุบันมีแต่ความเสื่อมโทรม มีแต่การเกษตรที่เสือมโทรม มีแต่ผู้คนที่เสื่อมโทรม

3. และนั่นคือเหตุผลที่หนังเรื่องนี้งดงามมากที่สุดเพราะนี่คือหนังที่เอกโซติค ที่โรแมนติค และการทำให้มันโรแมนติค ทำให้มันเอโซติคกลับเป็นการต่อต้านการกลับไปหาอดีต นั่นคือการเอกโซติคกับภาพปัจจุบันขณะที่หากอยู่ในหนังเรื่องอื่นคือสายตาจ้องมองความเสื่อมโทรม นี่คือสารคดีที่หนังทั้งเรื่องวนเวียนอยุ่กับภาพงานฉลองหลังเก็บเกี่ยวของชาวนา ภาพกวัดไกวไปในความรื่นเริงและงานเลี้ยงฉลองซึ่งมีทั้งความโบร่ำโยราณและความสมัยใหม่ มีทั้งการไว้พระทำบุญ การ้องเพลงพ้นเมือง ไปจนถึงเวทีคอนเสิร์ต การเมาเละ เต้นยับ การแข่งขันบั้งไฟ ตะไล อย่างเอาเป็นเอาตายมีขบวนพาเหรดอิหลักอิเหลื่อการเมือง มีการจัดแถวฟ้อนรำในสยามกีฬา ภาพปัจจุบันที่ไม่ได้ต้องนอสตาลเจีย พาเรากลับไปในความงามของงานรื่นเริงที่ไม่เก่าแก่แต่ก่อน ไม่ได้จบลงและยังดำเนินต่อเนื่องไปทุกปีๆ

4.แต่ภาพที่งดงามไม่ได้มีแค่ความงามอย่างเดียว สิ่งที่งามยิ่งกว่าภพาคือสายตาของหนังที่จ้องมองผู้คนเหนือจดใต้ โดยไม่บอกใบ้ผู้ชมว่านี่คือจังหวัดใด ในขณะเดียวกันไม่ตัดสินอะไรในคนที่เขาถ่าย ไม่สร้างความดีและความเลว ความเสื่อมและความรุ่งเรือง ทุกตัวละครที่ปรากฏในหนังอยู่ในแนวระนาบของความรื่นเริง จะเป็นแกงคืวัยรุ่นคอสเดรสสดีดพิณ นุ่งกางเกงในตัวเดียว หรือป้านักฟ้อนที่ขอเงินผุ้ว่า หรือกระเทยที่ไปรำกับยายฮูล่าฮูปกลางทุ่งโล่ง ทุกอย่างกลายเป็นภาพในระนาบของความรื่นเริง ไม่ดว้นแม่ต่รถไถที่เกี่ยวข้าในการเกษตรสมัยใหม่ หรือควายที่กลายเป็นเคื่องประดับในขบวนแห่ การเกษตรสมัยใหม่ที่กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ สำหรับคนชั้นกลางเกลียดตัวกินไข่ของทุนนิยม ได้สิทธิในการเป้นส่วนหนึ่งขงปัจจุบันขณะ ที่เป็นเพียงการคืยเคลื่อนไป การตีหนูนามาย่างกินอยู่ในระนายเดียวกับการทำบุญข้าวจี่ เพลงหมอลำโบร่ำโบราณอยุ่ในระนายเกียวกับเพลงจากวเทีคอนเสิร์ต และหนังเลือกจ้องมองคนที่กระโดดหลบ เชียงบั้งไฟของตนบนพื้นดินมากกว่าจับจ้องบั้งไฟบนฟ้าว่าอันไกนจะสวยกว่ากัน กล้องที่คืบเคลื่อนเชืองช้าซอกซอนสายตาอย่างไม่หยุดนิ่งทำให้ทุกอย่างดูมลังเมลือง เขียสด เหลืองอร่าม เป็นภาพการรื่นเริงชั่วครู่ชั่วยามที่ไม่ประสงค์จะอธิบาย ส่งสาส์นใดๆอีกต่อไป หากกลับเป็นการสือสารทีทรงพลังกว่า

5.พอมาถึงจุดนี้ ภาพชาวนาในต้นและท้ายเรื่องที่เปรียบประดุจรอยต่อจากสวรรค์บ้านนา จึงทำหน้าที่เป็นหลักหมายของกาลเวลาที่หมุนไปแล้หมุนมาเชื่อมโยงกันอกีครั้งหนึ่งอย่างหมดจด

6.อันที่จริงหนังที่ควรจะฉายคู่กันกับหนังเรื่องนี้ คือ ‘บ้านเราอยุ่ห้วยหินดำ’ ของพิสุทธิ์ ศรีหมอก ในสารคดีเรื่องนั้น หนังติดตามการปลูกข้าวไร่ของชาวเขา ฉากหนึ่งที่อยากให้มันไปอยู่ในเพลงของข้าวมากๆคือฉากที่ชาวบ้านอยุ่ดีๆก็ร้องเพลงพื้นเมืองขึ้นมาขณะเกี่ยวข้าว แล้วคนอื่นๆก็ร้องตาม ฉากสั้นนี้อธิบายสิ่งที่สำคัญมากๆคือเพลง ไม่ได้ทำหน้าที้เป็นความงามเป็นความบริสุทธิื เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพลงทำหน้าที่เป้นเครื่องผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เป็นของเล่นแก้เบื่อของการงานที่ยากลำบาก นั่นคือหน้าที่ของเพลง ของงานรื่นเริง ของการเฉลิมฉลอง ระยะเวลาสั้นๆในชีวิตที่แร้นแค้นของผู้คน และเพลงของข้าวก็คว้าจับเอาโมงยามแบบนี้ออกมาได้อย่างหมดจดมากๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s