Love Syndrome รักโง่ๆ (2013 , พันธุ์ทัมม์ ทองสังข์, ไทย) โรคชื่อความรัก

Image

เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์

1. เราต้องไม่ลืมว่าหนังเรื่องนี้ขึ้นต้นด้วยหนังเรื่องหนึ่ง หนังดังร้อยล้าน(ในหนัง)ที่ว่าด้วญฉากการขอแต่งงานกลางสี่แยกที่น่ากระทืบเป็นที่สุด หนังเรื่องที่ทำให้ดารานำ(ในหนังเรื่องนั้น)รักกันจริงๆ และหนังที่ตัวละครในหนังของเรา (หนังที่เราจะพูดถึง) อย่างน้อยสองในสี่คนนั่งดูอยู่ และนี่คือหนังของพวกเขาที่พูดเรื่องรักของพวกเขาในฐานะนที่มันเป้นหนังรักซึ่งมีความสัมพันธ์อิหลักอิเหลื่อกับการวิจารณ์ความรักในกนังรักแล้วก็ตีบทตัวเองเป็นตัวละครในหนังรักเสียเอง

2. หลังจากที่เราได้อ่านสิ่งที่อ.ธเนศเขียนไว้ในหนังสือ ‘ ความรัก ความรู้ และความตาย’ ว่าในศตวรรษที่ 18 หรือ 17 สำหรับมนุษย์ (อย่างน้อยก็มนุษย์ในยุโรป) มองความรักในฐานะโรคร้าย ในฐานะความป่วยไข้ ในสมัยนั้นการแต่งงานเป็นเรื่องการผูกวงศาคณาญาติทางเศรษฐศาสตร์ ความรักเป็นเรื่องของความบ้า คนบ้า เมื่อมีรักเราก็คล้ายจะลืมทุกอย่าง เราก็คล้ายจะเป็นบ้าไป ไอ้คำพูดว่าความรักชนะทุกอย่าง (ซึ่งตอนที่มันถูกพูดมันไม่ได้มีเซนส์โรแมนติไซส์ความรักแบบนในตอนนี้) เลยเป็นคำเสียดสีกลายๆว่ามันได้ทำลายทุกอย่างลง ในมนุษย์ที่มีรัก มนุษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อรัก พร้อมจะทิ้งโลกทั้งใบไว้เบื้องหลัง ไม่คิดหน้าคิดหลัง ทุ่มทั้งกายใจให้ความรัก ในโมงยามแบบนั้น มนุษย์ผู้มีรักไม่ต่างอะไรจากคนบ้า ความรักจึงเป็นความบ้าที่ต้องรักษาให้หายขาด ความรักทำให้คนเป็นบ้า ทำให้คนทำเรื่องโง่ๆ ความโง่และความบ้า คือภาพแทนของความรัก ก่อนที่เราจะทำให้ความรัก ‘ชนะได้ทุกสิ่ง’และหนังเรื่องนี้ก็ฉายภาพความป่วยไข้ชื่อความรัก ออกมาในหนัง ที่มีกรอบคิดในท่วงทำนองของหนังรักของศตวรรษที่ยี่สิบ นั่นคือ ‘รักคือสิ่งสวยงาม’ตามที่หนังได้บอกไว้

3.แต่ความรักในหนังมันก็ไปสุดขอบกว่าความรักสามัญของหนุ่มเหน้าสาวสวยสมัยนิยม แน่นอนว่ามันยังเป็นตัวละครคนชั้นกลางกรุงเทพที่ไม่ต้องพะวักพะวงเรื่องรักข้ามชนชั้น หรือเศรษฐานะอื่นได ในโลกที่กลางๆเท่ากัน ความรักจึงแสดงฤทธานุภาพของมันได้อย่างเต็มที่ แต่เหล่าตัวละครในหนังเรื่องนี้กลับน่าสนใจในอัตลักษณ์แบบชายขอบของคนตรงกลาง ตั้งแต่ สาวบัญชีชืดเชยที่คงจะต้องลงเอยแก่เฒ่าไปกับกระเทยสาวร่วมบ้าน ตกหลุ่มรักหนุ่มหล่อขายตรงที่อาจจะเป็นเกย์ สาวอินดี้ของแท้(แบบที่ไม่ใช่อินดี้อะเดย์ แต่เป็นอินดี้เนิร์ดแบบที่พูโกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง) เรียนรู้รักแรกกับหนุ่มคนแรกที่ตุ้ยกับเธอรู้เรื่อง เพอร์เฟคตืไปทุกประการและแน่นอนว่ามีเจ้าของแล้ว หนุ่มสามัญคลั่งรักแท้ชั่วนิรันดร์กับสาวสวยที่รักแท้กลายเป็นสิ่งที่รัดเธอเอาไว้ หรือ หนุ่มนักเรียนนักรักที่รักแรกก็ต้องดิ้นรนกับการเปลี่ยนทอมให้เป็นเธอโดยมีเพื่อนนักเรียนแอบรักอีกที -เกย์ พวกเนิร์ด มนุษย์รักแท้ สาวทึนทึก มนุษย์ขายตรง เด็กหลอดแก้ว สาวไบเซกช่วล ดูเหมือนอัตลักษณ์ชายขอบสำหรับทำตลกพวกนี้ที่มักถูกเก็บไว้เสียดสีในstereotypeของหนังกเรื่องอื่นๆได้กลายมาเป็นตัวเดินเรื่องหลักในหนังเรื่องนี้ และอย่างละเมียดละไมหนังระมัดระวังที่จะไม่ทำให้ตัวละครเหล่านี้ตกลงในบ่วงศีลธรรมเดิม หรือ ลงเอยอย่างหมดจดงดงามพาฝันสำหรับเป็นยากล่อมประสาทลูสเซอร์ฺ แต่โฟกัสที่ความโง่ ความบ้า ความฮิสทีเรียชื่อความรักในรูปแบบต่างๆของพวกเขาแทน

4. ถ้าคุณจะพูดความจริง คุณไปพูดกัยคนอื่น อย่ามาพูดกับชั้น -ประโยคเด็ดของพริกแกงในเรื่องนี้เป็นตอนที่เด็ดขาดที่สุดเพราะมันพูดเรื่องแทงใจดำประเภทสาวทึนทึกตกบ่วงหนุ่มเกย์แอ๊บแมน เรื่องแบบที่พร้อมจะเป็นโศกนาฏกรรมหดหู่หรือเรื่องตลกขำขันเหยียดเกย์ เหยียดสาวแก่ ไปจนถึงเหยียดมนุษย์ขายตรงอย่างละอาย หากในตอนนี้มันถูกนำเสนออย่างถ้วนถี่ละเอียดละออในการสำรวจความโง่ของพริกแกงที่ในที่สุดกลายเป็นมนุษย์ขายตรงเพื่อยืดห้วงรักของตัวเองออกไปเรือยๆ อาการ ‘รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้ลอก’ เป็นเรื่องที่เอาไว้ให้เราส่ายหัว เลาเกิดกับคนชิดใกล้โดยที่เราไม่มีวันเข้าใจว่า การถูกหลอกไม่ใช่เรื่องเสียเปรียบได้เปรียบแต่เพียงถ่ายเดียว มันเจืออยู่ในรูปร่างของความสัมพันธ์ไม่มีชื่อ ที่อบอุ่น เจ็บปวด และเต็มไปด้วยความคิดๆฝันๆคล้ยอาการไฮ ยามได้รับยาเสพติด มันอาจไม่มีผลดีต่อชีวิตเท่าการหักดิบลงแดงด้วยความจริง แต่มันไม่ได้เป็น ความโง่อันชั่วช้า แต่เพียงถ่ายเดียว ความละเมียดละไมแพ้ใจของพริกแกงถ่ายเอาโมเมนต์งดงามพวกนี้ออกมาอย่างน่าสนใจ

5.แพงไม่ได้รักพี่ลอเพราะพี่ลอไม่มีใคร แต่แพงรักพี่ลอ เพราะแพงเกิดมาเพื่อที่จะรักพี่ลอคนเดียว -เรื่องของโจกับฟอง เกาะเกี่ยวกันอยู่ยนการรีเมคเรื่องเพือ่นแพงซึ่งรีเมคมากจากการที่เธอตกหลุมรักคนมีเจ้าของเสียเอง ในฐานะคนทำละครก็เลยเอามันมารีเมคเป็นละครให้คนที่เธอชอบมาเล่นเสียเลย จริงๆแล้วตอนนี้อาจจะเป็นตอนที่ผู้ชมรู้สึกเข้ากันได้มากที่สุดแต่ดูเหมือนคาแรคเตอร์ของโจจะขัดขืนความคิดๆฝันๆของผุ้ชมตลอดเวลาด้วยการที่นอจากเธอจะทำอะไรโง่ๆให้ความรักแล้ว เธอยังวิพากษ์ความรักแบบของเธอไปตลอดเวลาอีกด้วย แม้หนังจะเอาคนสวยมาเล่น แต่การไม่พยายามสร้างฉากจำพวก ‘ชั้นอินดี้แต่ที่จริงชั้นสวย’ มากล่อมใจผู้ชมมากไปกว่า ‘ชั้นอินดี้และที่จริงชั้นตกหลุมรักพ่อรูปหล่อที่ชั้นควรจะเกลียดเพราะชั้นอินดี้’ อาการละล้าละลัง ของโจที่จะไม่ตกในห้วงรักผลักใ้เธอทำอะไรโง่ๆลงไป ยิ่งการที่หนังไม่ขยายภาพคู่รักของฟองให้เป็นสาวทีตำหนิยอ่งขับเน้นความเป็นคู่ที่สมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก และทำให้ ปัญญาชนในห้วงรักอย่างโจยิ่งโง่และยากลำบากในการจะเรียนรักมากขึ้นไปอีก กว่าเธอจะรู้ว่า การเกิดมาเพื่อที่จะรักพี่ลอ ไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้เธอก็ต้องอาศัยปากโมโนลอกยืดยาวในบทละครที่เธอเขียนขึ้นมาเองมาขยยความ

6.ถ้าไม่รักผมแล้วจะให้ผมรอไปทำไม -คู่ของโตโน่ดูจะเป็นคู่รักในขนบมากที่สุดในเรื่อง ในแง่ของ ความรักแท้ชนะทุกสิ่ง แล้วยังเป็นภาพแทนความเป็นหนัง (จนต้องถูฏเอามาทำเป็นหนังไปจริงๆในตอนท้ายเรื่อง) ด้วยฉากการบอกรักน่ารำคาญ (ตามประสามนุษย์รับจ้างจัดงานแต่ง) ความรักแท้รักเดียวอันเป็นจุดสุดยอดของหนังรักถูกเอามาสำรวจตรวจสอบ รื้สร้างตั้งคำถามใหม่อย่างน่าสนใจว่ารักแท้คือคำตอบหรือที่จริงมันคือจุดจบ ตัวละครที่น่าสนใจที่สดในเรื่องเลยเป็นสาวคนรักของโตโน่ที่ ‘รักเธอกอดคนอื่น’ เมื่อเธอมองเห็นว่ารักแที่แน่นแนคือความแน่นอนว่าชีวิตของเธอจะพบแต่ความแน่นอนมากกว่าความไม่แน่นอนที่งดงามในน้ำเนื้อของมัน ความรักที่ดูเหมือนจะเป้นเรื่องง่ายว่าฉันรักเธอ เธอรักฉัน รักเรานั้นนิรันดร เลยไม่ลงตัวง่าย และความรักกับการรอคอยเลยเป้นลุ่มอาการชนิดหนึ่งของโรคชื่อความรัก มากกว่าตอนจบแบบแhappily ever after ในจุดนี้ฉากยกพลบอกรักที่สุวรรณภูมิจึงดลายเป๋นความพาฝันทึ่มทื่อพอๆกับความคิดว่าเราจะหยุดเครื่องบินเพื่อรักแท้ ซึ่งถูกเติมเต็มลงในหนังเรื่องที่ตัวละครเข้าไปดูในตอนท้ายในเวลาต่อมา

7.เราจะเปลี่ยนโลกของอิงเอง – อาการรักแท้แพ้ทอมของวะยรุ่นในเรื่องนี้อาจจะดูชวนหัวที่สุด และแน่นอนมันท้าทายความคาดหวังแบบเฮเทอโรเซกช่วลว่าตัวละครจะต้องเปลี่ยนมาถูกทำนองคลองะรรมลงเอยแบบชายรักหญิง และเปลี่ยนเพราะความรักชนะทุกสิ่ง หนังเติมอารมณ์ความโง่เขลาแบบวัยรุ่นที่จะแก้ทอม จนถึงขนาดเกือยจะก่ออาชญากรรม และโชคดีที่หนังไม่พยายามประนีประนอมกับความผิดพลาดบาดแผลที่ตัวละคร่อให้แก่แันในอาการที่ ความรักไม่อาจเยียวยาหรือยกเว้น ความงดงามทางเพศสภาพในตอนนี้ดูจะหลากหลายและไหลลื่นที่สุด แน่นอนว่าไม่ใช่ในแง่ของแค่การที่ทอมเป้นทอมในตอนจบ (ตกใจที่น้องมายด์ทำได้ดีจนลืมไปว่าเธอเคยเลวร้ายขนาดไหนในโลงจำนำ) แต่ฉากการไปดูหนังกับ ‘เพื่อนสนิท’ในตอนท้ายของเรื่องต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ บางทีภาพของการเป้นรักร่วมเพศในหนังเรื่องนี้อาจจะน่าสนใจกว่าหนังเกย์หลายต่อหลายเรื่องที่ไม่ได้พูดแค่เป้นหรือไม่เป็น แต่พูดถึงตำแหน่งแห่งที่ที่ไม่ใช่เกย์ต้องอยู่กับเกย์ แต่มนุษย์มีความหลากหลายกว่านั้น

8.ทุกอย่างจึงวกเข้ามาหาจุดสำคัญของหนัง นั่นคือการที่หนังมันเป็นหนัง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ กเราพบว่าหนังมันเป็นหนังมากๆกล่าวคือตัวละครมันเป็นตัวละครมากกว่าจะเป้นมนุษย์จริงๆ ความโง่ในหนังเป็นความโง่แบบบทหนังชั้นดีที่จะตบจบสรุปได้งามในตอนท้ายและการทหนังมอบบทสรุปให้ตัวละครแบบงดงามทั้งแพ้ใจขชองพริกแกง รักคือสิ่งสวยงามของโตโน่ หรือคำในใจของโจ (รวมถึงฉากที่กำลังจะเกิดของเด็กหนุ่ม) คือบทสรุปแบบที่เป็นหนังมากๆ แน่นอนมันถูฏทำให้เป็นหนังรักโรแมนติคชั้นดี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ภายใต้ขนบความเป้นหนัง มันวิพากษขนบและความเป็นหนังของหนังรักโรแมนติคตลอดเวลาซึ่งในที่สุดมันก็ย้อนมาวิพากษ์ตัวมันเอง ในแง่ที่มันก็เป็นหนังเรื่องหนึ่ง

9.หนังเริ่มต้นด้วยตัวละครเข้าไปดุหนัง และตัวละครวิพากษ์หนัง อิทธิพลของหนัง (ในหนัง) ทำให้คนเล่นหนังรักกันในต้นเรื่องแล้วเลิกกันในท้ายเรื่อง นั่นยคือวิธีที่หนังมีอิทธิพลกับผู้ชม จนเมื่อตัวละครออกมานอกจอหนังแล้วเจอความรักจริงๆ พวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่ามันไม่สวยเหมือนในหนัง แต่เกิดอะไรขึ้น เกิดการที่ตัวละครตัวหนึ่งกลายเป้นหนังขึ้นมาจริงๆ ในแง่ที่ว่านังเรื่องสุดท้ายที่ตัวละครเข้าไปดู เหมือนสร้างมาจากเรื่องของเขาเลย ในฉากนี้ ตัวละครพูดออกมาว่า เราไม่ได้ชอบหนังเพราะมันดี เราชอบหนังเพราะมันเหมือนเรื่องของเรา (และถูกพิสูจน์สัจจพจน์ในหนังผ่านหนังที่เหมือนเป็นภาพฝันที่สมบูรณ์ที่ตัวละครอยากจะให้เป็นในหนังเร่องที่ตัวละครไปดู เครือ่งบินถูกหยุด เธอกลับลงมาหารักแท้) เราอาจจะเรียกอะไรแบบนี้ว่าhyperrealก็ได้ ไอ้อาการที่เราเห็นความจริงแล้วบอกว่า โอ้ว นี่มันยังกับในหนังแน่ะ อาการที่หนังได้เข้ามาซ้อนทับล้วเทคโอเวอร์ความจริงของเรามอบความพึงใจขั้นเซอร์พลัสระดับที่เกินกว่าที่เราจะหาได้และกลายจากภาพฝันเป็นภาพอุดมคติที่เราเชื่อว่าชีิวตเรา ‘ต้อเงป็นอย่างในหนัง’

10.อาการไม่ได้ชอบเพราะหนังดีแต่ชอบเพราะหนังมันเหมือนเรื่องของเรา เลยกลายเป้นหัวใจหลัก เพราะหนังเรื่องนี้ในที่สุดไม่ได้ทำหน้าที่ฉายภาพ ‘ความโง่เขลา’ที่แท้ของความรัก ไม่ได้สำรวจอาการของโรคชื่อความรัก แต่มันได้สรุปจบทำหน้าที่พาฝันผู้ชมไปตามขนบหนังรักอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย’ ตัวมันเป็นหนังรัก และเป็นหนัง ดังที่โจวิพากษ์ไว้ การที่ในตอนจบตัวละครออกจากโรงแล้วมาคุยกันถึงตอนจบของความสัมพันธ์ของตัวเองจึงเป้นการคุยกันของตัวละครไม่ใช่มนุษย์ เป้นตัวละครบนจอที่หันมาทำลายกำแพงเรื่องเล่าด้วยการบอกคนดูเป็นนัยๆว่าเพระาฉันเป็นตัวละครฉันจึงมีตอนจบ ฉันจึงได้เขียนหนังสือขาย ฉันจึงได้เข้าใจ ฉันจึงได้รอ และฉันจึงได้แก้ไขข้อผิดพลาด หนังไม่ได้จบอย่างสมบูรณ์โดยแท้ แต่ความสมบูรณ์ของมันคือการบอกกับคนดูว่า โธ่เธอ ฉันเป็นแค่หนัง เหมือนที่ฉันด่าหนังในหนังของฉันนั่นแหละ ในความเป็นจริงในหนังคนที่รักกันยังเลิกกันเลย ประสาอะไรกับความสัมพันธ์ของพวกเธอ (คนดู)เล่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s