TOP TEN (+2) MARATHON 2013

 

toptenmaraton poster

1.มะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ ( รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค /2013/ ไทย)

 

บทที่สามในไตรภาค linguistics (กูตั้งของกูเอง)ของ รัชฏ์ภูมิ  ต่อจาก …ออกเสียงไม่ได้ในจักรวรรดิทางภาษาของคุณ … ที่ว่าด้วยบทสัมภาษณ์ศิลปินหญิงและการเบ็ดโชว์ของเธอใน ‘จักรวรดิ‘ ของผู้ชาย และ  เสียงที่ออกไม่ได้ในราชอาณาจักรทางภาษาของคุณ ที่เล่าเรื่องการทำซับไตเติ้ล ซึ่งได้เข้ามาครอบครอง ล่าอาณานิคมสร้าง ‘ราชอาณาจักร’ทางภาษา ก่อนที่มะนีจันจะไม่ได้เพียงพาเรา ข้ามขอบ ‘จักรวรรดิ’ หรือ ‘ราชอาณาจักร’ หากข้าภพข้ามชาติระดับข้าม ‘ทวิภูมิ’ กันเลยทีเดียว

ปัญหาของการเขียนถึงหนังเรื่องนี้คือเมื่อเราเขียนถึงเราก็ได้วอยซ์โอเวอร์หนังไปเรียบร้อยแล้ว และนี่คือสิ่งที่เราต้องบอกว่าเรากำลังพูดแทนหนังอยู่ หนังเล่าเริื่อง ของมะนีจัน อาจจะ ลูกจีนอพยพ ที่อาจจะมีตาอยู่ฝั่งลาว อาจจะมีที่ทางอยู่ ที่นั่น หน่อวาเป็นสาวปกากะญอ ที่พูดไทยไม่ชัดพูดอังกฤษเป๊ะมาก และไฮซนท์ เป็นสาวมุสิมที่เกิดในเคปทาว์น และพูดดัทช์ ซึ่งจริงๆคือแอฟริกันเนอร์ได้ แต่พูดไทยติดอ่าง ทั้งหมดนี้นริศ (ซึ่งไม่มีภูมิหลัง สัญชาติ)เป็นคนเล่า (นริศรานุวัติวงศ์ หรือเปล่าวะ) นริศเป็นผู้ชาย คนเดียวเป็นเสียงเล่าเรื่องซึ่งถูกมะนีจันทักท้วงว่ามันเป็นเสียงเล่าของผู้ชายที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตเธอเลย แถมยังเล่นโจ๊กเรื่องพ่อแม่หน่อวาอีกต่างหาก มะนีจันเลยเล่าเอง แต่หน่อวาและไฮซิยนท์บอกว่าแค่เธอเป็นผู้หญิงไม่ได้แปลว่เธอจะเล่าชีวิตผู้หญิงคนอื่นได้ดีกว่า  แต่นั่นยังไม่เท่าไรในเวลาต่อมานริศกลายเป็นร่างทางทางปวศ.ของมะนีจันสื่อสารกับผีตาไปหาที่ที่เมืองลาว  แต่นริศหลอกแดกเธอ เหมือนที่ตาของเธอออาจจะหลอกแดกคนลาวว่าจะมาต้่านฝรั่งเศส การเป็นภาพแทนคือการหลอกแดกกันไปมา ภาพแทนไม่ได้เป็นภาพที่แท้จริงแต่มันสถาปนาสิ่งอื่นขึ้นมาสวมทับประหนึ่งการรีเมคซ้ำของมณีจันทร์ในทวิภูิที่มะนีจันไปพบมะนีจันที่ไม่มีเสียงไม่ใช่เพราะเป็นใบ้แต่เพราะไม่ได้อยู่ในภาพแทนของการวอย์โอเวอร์ เปล่งเสียงไม่ได้เพราะไม่เคยถูกนับให้มีเสียง เป็นเสียงร้องอย่างสัตว์ที่ถูกขจัดออกไป ประหนึ่งตัวตนที่แท้ของน้องเนยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้องเนยรักษ์โลกแต่ถูกจดจำเป็นน้องเนยรักษ์โลก

 

สิ่งที่เป็นทั้งข้องดงามและจุดอ่อนของรัชฏ์ภูมิ (ซึ่งเจ้าตัวอาจะไม่ได้สนใจอะไรมากนัก) คือการที่หนังมันทำหน้าที่ ไดอะลอกของงานวิชาการที่เคลื่อนไหว ทำให้ตัวละคร เรื่องราว ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับบทบาทตายตัวในฐานะเครื่องมืออธิบายประเด็น ซึ่วนั่นทำให้ตัวละครอ่อนนุ่มยือหยุ่นต่อการตีความแต่แข็งแเกร็งในฐานะมนุษย เพราะหนังไม่มีเวลาให้เราเห็นแง่มุมที่อธิบายไม่ได้ของมนุษย์  ไม่ค่อยมี ‘หัวใจ’เป็นคำที่เราใช้บ่อยเวลาพูดกับคนทำ  แต่นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องจำเป็น

 

 

หนังของรัชฏ์ภูมิคมคายเสมอ และเช่นนั้นเสมอ มันเป็นหนังที่เป็นบทความวิชาการ เพียงแต่ text ของมันไม่ได้อยู่แค่ในปากของตัวละครหากอยู่ในเทคนิคของ ‘ ความเป็นภาพยนตร์’โดยตัวของมันเอง จาก ปอตาธิปไตยใน จักรวรดิ มาถึง ซับไตเติ้ล ใน ราชอาณาจักร ใน ทวิภูมิ ‘เสียงเล่า’ได้มาพบกับเจ้าของเสียงที่เป็น ‘ผู้ชาย’ จักรวรรดิแบละราชอาณาจักรได้ควบรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวเป็นีกภพภูมิที่ต่อสู้กับผู้หญิงและความเงียบ เสียงที่ออกไม่ได้ ในอีกภพภูมิหนึ่ง นี่คือทวิภูมิที่มะนีจันต้องกระโดษข้ามไปมา ขัดขืนและยอมตามได้ประโยชน์และถูกฉกฉวยจากมัน

 

2.แสงของธีรนิต์ เสียงเสนาะ : โรคเมือง + NIGHT

 

ในปีนี้  ธีรนิต์ ส่งหนังมามาราธอนทั้งหมดเกือบสามสิบเรื่อง  หนังทั้งหมด ห่างไกลจากการเป็นหนังเล่าเรื่อง อาจถูกกล่าวถึงในเชิงเหยียดหมิ่นว่าแค่วาดกล้องไปถ่ายเอาสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างยาวนานไม่รู้จบแล้วเอามาตัดเป็นหนังที่ไม่มีอะไรจับต้องได้ ถ่ายอะไรมาก็ไม่รู้จำนวนหนึ่ง เป็นการง่ายที่จะบอกอย่างนั้น แต่ในการจับจ้องเนิน่ยาวของธีรนิต์ หนังของเขาได้นำพาผู้ชมไปสู่พรมแดนของการจ้องมองที่งดงามและเป็นส่วนตัว  ด้วยไวยากรณ์อันพิเศษเฉพาะตัว กล่าวซ้ำีกครั้ง ธีรนิต์ใช้ภาพแทนคำทีละคำเขียนบทกวีขึ้นด้วยการร้อยเรียงเชื่อมกันด้วยรูปประโยคลึกลับที่เขาอาจจะเข้าใจเพียงผู้เดียว การผเชิญหน้ากับประโยคที่อ่านไม่ออก ด้วยภาษาที่ลึกลับ เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้จินตนาการไปต่างๆนาๆ เหมือนการพบเจอสิ่งที่ไม่รู้จัก มนุษยืจากดาวอื่น เสียงที่เราแปลความหมายไม่ได้ แต่รู้สึกได้ถึงความไพเราะของมัน ความงดงามของพื้นผิวของมัน และพลังไม่รุ้ชื่อของมัน

 

NIGHT วาดภาพจักรวาลที่วาดจากแสงของธีรนิต์หมดจดงดงามมาก องก์แรกเป็นแสงจากบ้านเรือนของผู้คนชุมชนชานเมือง ภาพแปลกตาแบบที่ไม่เคยเห็นแสงนีออน ชีวิจชาวบ้านร้านช่องโลดเต้นแบบนี้มาก่อนในหนังไทย แสงของมันและพื้นที่แห่งแสงชวนให้นึกถึงหนังปินอยชาวบ้าน เป็นแสงแบบที่เราอยู่ข้างในมันแต่ไม่เคยจ้องมองมัน องก์ที่สองเป็นแสงจากตึกเมืองกลวงระฟ้าในกล้องตั้งนิ่ง แสงนิ่งแสนไกล มีตารางระเบียบเรียบร้อย แสงซึ่ไงม่มีชีวิตชีวาในกล้องที่ไม่คืบเคลื่อน ก่อนจะเคลื่อสู่งองก์สามคือแสงจากไซต์งานก่อสร้าง แสงสว่างส่องเครนมลังมเลืองเบื้อหลังของเมืองอันยิ่งใหญ่ ภาพข งองก์สามจับจ้องการทำงานของผู้คนซึ่งเป็นเพียงมดปลวกเล็กๆในจอท่ามกลางพื้นที่ขนาดใหญ่ของที่ซึ่งจะกลายเป็นแสงเมืองขององก์ที่สอง ปลิตโดยผู้คนจากแสงนีออนในองก์แรก และปิดด้วยภาพของสุนัขโดดเดี่ยวในคืนเดียวดายหน้าตู้ควบคุมไฟ

 

ในขณะที่โรคเมือง เล่าภาพผ่านกระจกหม่นมัวในคืนฝนตกของธีรนิได้สลายมวลแสงของดวงไฟให้ลดรูปลงเหลือเพียงรูปทรงวงแสงอันพราวพราย การเคลื่อนไปทั่วกรุงเทพในคืนฝนตกจ้องมองวงแสงหลากสีไม่มีที่มาอย่างเลื่อนลอยไร้สิ่งใดให้คว้าจับนอกจากความงดงาม วูบไหว พร่าพรายของแสงราตรีของเมืองหลวงเปื้อนน้ำตาค้างบนกระจกหม่นมัวของรถโดยสาร

 

 

3.Time Capsuleของธีรพัฒน์ งาทอง : การบ้านปิดเทอม +สงเคราะห์ครูแอนดี้ + รถเมล์ที่คนถ่ายนั่งไปโรงเรียนกลับบ้านเป็นอาจิณ + หนึ่ง + สอง 

 

หลังจากปีที่แล้วธีรพัฒน์ งาทอง ทำหนังตลกๆแบบหนังส่งครู หรือหนังชวนเพื่อนเล่นห่ามๆหรือหนังทดลองแบบคนเพิ่งจับกล้อง  ปีนี้เขาพัฒนาการจ้องมองของตัวเองขึ้นไปอีกระดับ  ปีนี้เขาส่งหนังมาเกือบยี่สิบเรื่อง จำนวนหลายเรื่องในหนั้งเป็นการบันทึกความทรงจำส่วนบุคคลในปีที่เขาจะจบม. 6 จากโรงเรียนเดิมเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย หนังในชุดนี้แทบทั้งหมดมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก มันบันทึกภาพเฉพาะภาพที่ผู้บันทึกเท่านั้นจะเข้าใจ มันเป็นหนังสำหรับเปิดดูกันเองในบรรดาเพื่อนๆ แต่นี่คือไดอารี่ คือเฟรนด์ชิป คือไทม์แคปซูลของเด็กร่วมสมัย  ภาพยนตร์ที่อาจจะไม่ได้สำคัญต่อใครเลยชุดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบันทึก แต่มันเป็นชิ้นส่วนความทรงจำที่อวลไปด้วยอารมณ์ถวิลหาอาลัย ภาพชีวิตแบบที่ในที่สุดผู้ใหญ่จะปล่อยหลุดมือไป จดจำได้เพียงเลือนราง

 

ดังเช่น รถเมล์ที่คนถ่ายนั่งไปโรงเรียนกลับบ้านเป็นอาจิณ หนังเป็นไปตามชื่อเรื่องคือถ่ายภาพรถเมล์ที่คนทำนั่งโรงเรียน ถ่ายไว้เผื่อวันหนึ่งจะไม่ได้นั่งอีก หนังไม่ทำอะไรมากไปกว่าเป็นภาพนอกหน้าต่างรถเมลื ผ้าม่าน ท่อแอร์ รูขาดของเบาะหน้า คนข้างๆ ที่วางเท้า หนังจมอยู่กับภาพแบบการจ้องมองส่วนบุคคลนานนับนาน แน่นอนว่าสำหรับผู้ชมคนอื่นมันอาจเป็นภาพที่ไม่สือความหมายอะไรเลย แต่มันมีgazing ที่งดงามมากๆ เหมือนเราผ่านเข้าไปในหน้าต่างบ้านคนอื่นและจ้องมองเขานั่งเหม่อ หรือสนทนากับคนที่เราไม่รู้จักในเรื่องที่เราไม่ได้ยิน

 

ภาพจำของคนเราแตกต่างกัน ภาพจำไม่จำเป็นต้องสวยงามสำหรับทุกคน บรรยากาศที่ไม่มีใครเข้าใจ รอยของผ้าม่าน หรือที่ที่เราผ่านไปทุกวัน การบันทึกภาพที่่ก่อนหน้านี้เพียงผ่านสายตาผู้คน ทำให้เรารู้สึกเหมือนคนทำกำลังบันทึก time capsule ของตัวเอง

 

การบ้นปิดเทอม เล่าเรื่องการทำการบ้านสุขศึกษาตอนปิดเทอมม.6 บางช่วงชวนให้นึกถึงความกวนตีน ของนวพล แต่สิ่งที่ชอบสุดๆในเรื่องคทืตัวคำถามที่พยายามเน้นการครอบงำ ควบคุมมากกว่าความคิด พอขัดชืนด้วยการเปิดเพลงเมทัลฟังยังเสือกโดนควบคุมโดยพวขบถหัวอ่อนไหวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง การหลบหนีนำไปสุ่ความเงี่ยนเมื่อดูหนังโป๊ และความง่วงเมื่อดูหนังอาร์ต( SHIRIN ย้อนแย้งมันดีเพราะหนังถ่ายแบบSHIRIN ด้วยเหมือนกัน คนดูเลยนั่งดูหนังว่าด้วยใบหน้าคนนั่งดูหนังที่มีแต่ใบหน้าคนดูหนังในโรง)

 

ชอบที่มันเป็นงานตลกๆเล้กๆ แต่โดยไม่ได้ตั้งใจ มันสะท้อนภาพอะไรสนุกๆออกมาได้  เป็นลูกครึ่งระหว่างการเป็นtime Capsule กับเป็นหนังตลกเสียดสี

 

สงเคราะห์ครูแอนดี้ เป็นภาพทรงจำช่วงท้ายก่อนลาจากโรงเรียน หนังทำหน้าที่เป็นเฟรนด์ชิปบันทึกคำ่ำลาใบหน้าเพื่อนๆ มุกที่รู้กันเองในกลุ่ม ในขณะเดียวกันมันก็บันทึกสถานะภาพของเด็กวัยรุ่มัะยมปลายในยุคสมัยหนึ่ง โลกที่เขารับรู้ สิ่งที่เขาเรียน เรื่องที่เขาสนใจ และความหวั่นไหวที่คลี่คลุมโดยรอบ (ฉากที่น่าทึ่งอย่างเช่นฉากการบีบคั้นให้เพื่อนบอกว่าใครสวยที่สุดในโรงเรียน)  โดยไม่ได้ตั้งใจผู้ชมโผล่เข้าไปในโลกที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของ  จ้องมองชีวิตของเด็กม.ปลายที่ดูไม่มีเรื่องราวอะไร แต่เป็นน้ำเนื้อในชีวิตประจำวัน  หนังอย่าง เลิกเรียน รด. ก็บันทึกภาพช่วงนี้ไว้ได้

 

หนึ่ง กับสอง (และสาม) เป็นลูกครึ่งระหว่างการเป้นหนังทดลองที่ว่าด้วยการรับรู้ภาพยนตร์การทำหนัง และหนังของตัวผู้กำกับเอง กับบันทึกเหตุการณ์เรื่อยเปื่อ หนึ่งคือการเล่นกับแมวในโรงเรียน  สองคือการตามถ่ายแมวไปเรื่อยๆในขณะที่สามคือภาพบันทึกชีวิตช่วงไปญี่ปุ่น  โดยทั้งสามเรื่องเป็นการลับคมมีดในวิธีของการจ้องมอง สิ่งที่จ้องมองและความงามของมัน การละเล่นกับความเป็นภาพยนตร์และความพึงใจในการมอง

 

 

ในตอนนี้กล้องราคาถูกลงแล้ว และทุกคนสามารถบันทึกชีวิตของตนเองได้ หลายสิบปีก่อนผู้กำกับนิวเวฟเคยบอกว่าหนังยุคต่อไปจะเป็นเรื่องสามัญของคนทั่วไปการกินข้าว อาบน้ำ นอนหลับ ไม่มีเรื่องราวอะไร  ไม่มีปื่น หรือการผจญภัย มาถึงวันนี้ใครๆก็สามารถบันทึกชีวิตของตัวเองได้แล้ว ต่างกันก็แต่ใครจะพยายามบีบคั้นเรื่องราวจากชีวิตของตัวเอง หรือใครจะปล่อยให้น้ำเนื้อในชีวิตค่อยแผ่วผ่านหน้ากล้องก็เท่านั้น  มันคงดีถ่ส ธีรพัมฯืจะดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุสามสิบเพื่อพูดคุยกับวัยเยาว์ของตัวเองที่เขาบันทึกมันออกมาอย่างซื่อตรงเท่าที่จะทำได้  เราอยากดูหนังของเขาไปจนถึงตอนนั้น

 

 

 

4.อีกรลี่Heeพลาติกใส + 03/01/2013 & 24/05/2013 (กร กนกคีขรินทร์)

 

กร กนกคีขรินทร์ยังคงอยู่ในห้องของนาง ยังคงบ้าคลั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของนาง  หนังของนางยังคงเป็นการถ่ายตัวเองในชุดประหลาดโลก หรือเปลือย เต้นรำ กรีดกราย อย่างบ้าคลั่ง  ราวกับนี่คือหนทางในการพูโสิ่งที่พูดไม่ได้ออกมา ในหนังทั้งสองเรื่องซึ่งเป็นเหมือนกนังเรื่องเดียวกันนี้ กร เล่นกับหุ่นลองเสื้อเพศชาย  รองเท้าส้นสูง ผมยาวๆของนางและเทคนิคMirror ของคอมพิวเตอร์ที่ฉีกเรือนร่างของนางออก ในความบ้าคลั่งอันทรงพลังที่อธิบายออกมาไม่ได้ หนังของนางทรงพลังดำมืดลึกลับ ที่รุนแรงอย่างเดียวกับการกรีดร้องที่ไม่มีเสียง อย่างเดียวกับการแผดความอึดอัดขัดข้อง ความทุกข์ความเจ็บปวดและเพริดไปในโลกประหลาดผ่านตากล้อง

 

แน่นอนเราอยากเห็นนางทำหนังแบบอื่นบ้าง แต่มันอาจไม่จพเป็นก็ได้  ไม่ว่านางจะอยากเป็นคนทำหนังทดลอง หรือเพียงอยากจะระบายความคับแค้นคลั่งบ้านางก็ได้สร้างงานที่ทรงพลังมากๆออกมาแล้วล่ะ

 

 

 

5.ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง (จุฬญาณนนท์ ศิริผล) 

+สามัคีเภทคำฉาล (ธีรพัฒน์ งาทอง) 

+ ลักษณ์ (กมลวรรณ จันทรัตน์ ) 

 

หนังโครงการมักจะน่าเบื่อ หนังส่งครูไม่ค่อยได้เรื่องและหนังโปรโมทเมืองก็เซ็งๆ ถ้าคิดเช่นนั้นก็ขอแนะนำหนังสามเรื่องนี้

 

ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง เป็นหนังโรงการสำหรับเล่าเรื่องข้อเข่าเสื่อมของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จุฬญาณนนท์เอามาพัฒนาเป็นเรื่องของคุณป้าที่ป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม และคิดว่าอาจจะเป็นพราชาติที่แล้วฆ่าไก่ ได่เลยตามมาจิกเข่า  ภายใต้ภาพหนังโครงการที่ทื่อซื่อตรงไปตรงมา คุณหมอมาอธิบายกันแบบตรงหน้า พร้อมไสลด์ประกอบ หนังพลิกแพลงเอาหนังของอภิชาติพงศ์ ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์  มาล้อเล่นอย่างสนุกสนาน จนกลายเป็นหนังที่ทั้งตอบโจทย์ ในขณะเดียวกนก็เป็นหนังเชื่อมภาพ วิทย์กับไสย ที่ผสมกันในสังคมไทยอย่างน่าสนใจแล้วยังไม่พอยังสร้างบทสนทนาทั้งเชิงยั่วล้อและคารวะกับหนังไทยอีสองสามเรื่องอย่างน่ารักและร้ายกาจคมคาย

 

สามัคคีเภทคำฉาลก็เป็นหนังแบบส่งครู่เรื่องสามัคคีเภทคพฉันทน์ที่ต้องให้มีเนื้อหาที่มาที่ไป วิพากษ์ตัวบท ซึ่งเขาก็ให้เพื่อนผู้หญิงมานั่งอ่านจนครบตัดสลับกับละคึรจำลองเหตุการณ์แบบฮาๆประสาเเด็กมัธยมที่ฮามาก สนุกมากจนเผลอๆสนุกกว่าตัวบท

 

ลักษณ์อาจจะต่างออกไป เพราะจริงๆมันเป็นหนังเล่าเรื่องแต่ขอประมวลไว้ในกลุ่มเดียวกัน ลักษณ์เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ทำสารคดีเรื่องการตามหาแมงกระพรุนในทะเล วันหนึ่งเขาแล่นเรือไปไม่กลับมาอีก ทิ้งไว้เพียงกระเป๋าเป้  ในเวลาต่อมาลูกสาวของเขาเติบโตขึ้นเป็นคนทำสารคดีโปรโมตเมืองสงขลา  วันหนึ่งขณะทำสารคดีอยู่ เธอพบว่าพ่อกลับมา กลับมาในรูปแบบของเทเลทับบี้ส์สีแดง และเธอวิ่งไล่เทเลทับบี้ส์สีแดงไปรอบๆเมืองเก่าสงขลา ก่อนจะได้ไปเดินเล่นกับพ่อ และส่งพ่อกลับลงมหาสมุทรในรูปของแมงกระพรุน  หนังอาจะออกมาเหวอๆ บ้านๆ แต่ความเหนือจริงของหนังนั้นน่ารักสุดๆ แล้วยังพ่วงอารมณืถวิลหาที่งดงามมากๆอีกด้วย  ในทางเดียวกัน หนังให้เวลากับช่วงของการวิ่งไล่กันในเมืองเก่าที่งดงามจนกลายเป็นหนังที่ฉายภาพเมืองสงขลาออกมางามมากๆ อาจจะงามกว่าการเป็นสารคดีเฉยๆเสียด้วยซ็ำ  ชอบอารมณ์หวนหาอาลัยของหนังมากๆ

 

6.The Mock doc 

Nyob Zoo-น๊อ โยง-สวัสดี (ณัฐศักดิ์ วีระนรพานิช) 

+ร่างทรง (ฟ้่าภิรมย์ ไวว่อง) 

+เขากะลา (เอกภณ เศรษฐสุข) 

 

กลุ่มหนังสารคดีแท้ สารคดีเทียม หรือกึ่งสารคดีกลุ่มนี้ ล้อเล่น และเล่าเรื่องที่ตัวเองต้องการด้วยวสายตาที่น่าสนใจ ไม่ว่าหนังจะได้ประเด็นตามต้องการ หรือแตะผ่านฉาบฉวยสิ่งที่เราสนใจคือวิธีการเล่า และการเข้าต้นเรื่องด้วยสายตาที่น่าสนใจ 

 

Nyob Zoo-น๊อ โยง-สวัสดี ตอนไปมะละกา เพื่อนชาวมาเลย์ที่เป็นจีนอพยพรุ่นสองรุ่นสามเหมือนเราและยังพูดจีนอยู่บอกว่าเราสามารถออกเสียงคำบางคำได้ชัดมากเพราะเราเป็นจีนอพยพเหมือนกัน แต่เราเป็นรุ่นที่สามแล้ว พูดจีนไม่ได้แล้ว และฟังได้เป็นคำๆที่น้อยมากๆ การได้ยินอะไรแบบนั้นทำให้รู้สึกสองสามอย่าง แต่ที่สำคัญมากๆคือรู้สึกว่า ความเป็นจีนดั้งเดิมของเรา มันไม่เคยมีอยู่เลยจนมีคนมาทัก เป็นอัตลักษณ์ที่ล้างไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้รับมาอย่างภาคภูมิ เราเป็นจีนอพยพที่ไม่หลงเหลือรากเดิมอีกแล้ว  มันจึงสะเทือนใจมากที่ดูสารคดีที่ว่าด้วยภาษาม้งในเรื่องนี้ที่ตัวภาษาเป็นภาษาพูดอย่างเดียว จนนคนม้งที่ไปอยุ่เมืองนอกเอาภาษาอังกฟษมาเป็นพื้นสร้างภาษาเขียนของภาษาม้งจากภาษาอังกฤษ แต่ชุมชนคนม้งเมืองไทยรุ่นต่อๆมา ไม่มีใครพูดม้งได้อีกแล้ว เขียนยิ่งแล้วใหญ่ เพราะพวกเขาต้องเรียนไทยทั้งหมด ภาษาไทยเอาไว้ใช้สื่อสารทำมาหากิน ขณะที่ภาษาม้งเป้นเพียงภาษาที่ไว้พูดกันภายใน  การที่ตัวภาษาเองจับต้องไม่ได้ (ไม่มีภาษาเขียน) จนทำให้ต้องยืมภาษาอื่นมาใช้ ก็พูดถึงความไม่มั่นคงของตัวภาษาได้น่าทึ่งแล้ว แต่การที่คนม้งต้องเรียนไทย ลืมม้ง ทั้งเพื่อทำมาหากิน และเลือนอัตลักษณ์เพื่อปรับตัวเข้ากับส้งคม ทำให้ภาษาที่ชายขอบมากๆนี่หลุดไปเป็นชายขอบของชายขอบมากขึ้นไปอีก การสูญสลายของมันถูกคลี่ให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องการหลงลืมวัฒนธรรมเพ้อเจ้อแบบพวกคนชั้นกลางอนุรักษ์นิยมชอบพูดกัน แต่มันคือการดิ้นรนเพื่อเาอตัวรอดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การยื้อรักษามันไว้เป้นเรื่องดีงามแต่ไม่ใช่สิทธิ์ในการชี้หน้าคนอื่น  ชอบมากๆที่ครูพูดว่า หลังจากนี้จะต้องเปิด AEC ต้องเรียนภาษาอื่นๆภาษาม้งที่ไม่ได้ประโยชน์ก็จะมีแต่สาบสูญไป รุ้สึกว่ามันเป็นเรื่องเศร้าที่จำต้องเข้าใจมากๆ

 

เขากะลา เป็นหนังmock สารคดี ว่าด้วยสามหนุ่มเดินทางไปถ่ายทำUFO ที่เขากะลา ซึ่งมีกลุ่มตือนภัยที่เชื่อว่าติดต่อกับUFO ได้ หนังมีทั้งสัมภาษณ์ชาวบ้าน ไปพบหัวหน้าทีมเตือยภัยที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวด้วยารจุดธูปนั่งสมาธิ จบลงแบบคนอวดผีที่ทำให้ขนลุกเกรียว  ชอบความเนียนของมันมาก จนดูจบไปแล้วก้ไม่แน่ใจว่าสารคดีหรือ mock ตัวsubject มันประหลาดมากๆๆ เช่นการจุดธูปบอกมนุษย์ต่างดาว หรือการไปตั้งเตนท์ เฝ้าUFOบนเขา ที่มีทั้งรอยพระพุทธบาท มีพระพุทธรูปมีรูปปั้นยักษ์ เป็นวิทยาศาสตรืผสมไสยซาสตร์แบบไทยๆที่ประหลาดพิสดารพันลึกมากๆ ฉากกล้องถ่ายท้องฟ้า กับฉากไคลแมกซ์ของหนังก็หลอนในระดับที่รุนแรงสุดๆ

 

 

ร่างทรง สารคดีว่าด้วยเรื่องร่างทรง ท้าวเวสสุวัน ชอบสายตาของหนังที่ แกติสารคดีแบบนี้มักจะมีอากาณเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่สายตาของหนังเรื่องนี้มันเชื่อมากกว่าไม่เชื่อ หนังปล่อยให้เจ้าของร่างทรงเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดรุนแรงยาวนาน ผู้คนที่เคยได้รับการช่วยเหลือจากร่างทรงก็เล่าเรื่องตัวเองอย่างละเอียดรุนแรงยาวนาน ชอบเรื่องคนหนึ่งที่ร่างทรงให้กุมารมา แล้วกุมารมาทักว่ามีด่านข้างหน้า เลยให้แฟนใส่หมวกกันน๊อคก่อนถึงด่านแล้วผ่านด่านไปได้ไม่โดนปรับรู้สึกว่าเรื่องเล็กๆพวกนี้น่าสนใจมาก พวกปาฏิหารยิ์ในสิ่งเล็กๆพวกนี้ต่างหาก ที่ขับเคลื่อนให้คนเชื่อจรืง เรื่องของการถูกหวย การเตือนอะไรเล็กน้อยพวกนี้มันทำให้คนไปไกลได้มากๆ  ในอีกฉากหนังให้ร่างทรงเล่าเรื่องการทำหม้อกะลัต หรือ การทำบายศรีโดยละเอียด พวกรายละเอียดยิบย่อยพวกนี้มันน่าทึ่งมากๆ แล้วซับเจคต์ก็เปิดเผยหมด เหมือนอยู่ดีมันยักย้ายถ่ายเทประเด็นจากเชื่อไม่เชื่อจริงไม่จริงมาเป็นรายละเอียดของตัวพิธีกรรมซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์แต่ตัวพิธีกรรมล้วนๆมันไปเสริมความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร

 

หนังมันไม่ได้ลงลึกคมคายอะไร แต่มันมองซับเจคต์แบบกึ่งเชื่อแล้วมันออกมาดี ความขัดแย้งของพราหมณ์กับพุทธกับผีในตัวสำนักทรงมันก็ประหลาดดีแม้หนังจะไม่ได้ตีตรงนี้แต่มันก็หลุดออกมาให้สังเหตเห็นอย่างน่าสนใจ

 

 

7.The obscure of feminine feeling : 

สลัว( น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) 

+วันทยหัตถ์ (บุษรินทร์ สีงาม ) 

+2413402 / The number you have dialed is not available in this time (ศุภิสรา กิตติคุณารักษ์ )

 

สองในสามเรื่องเป็นนังผู้หญิง อีกเรื่องเป็นหนังที่คลุมเครือในอวลอารมณ์โฮโมอีโรติคซึ่งกำกับโดยผู้หญิง หนังทั้งสามเรื่องไม่ได้ถูฏเลือกมาเรียงกันเพียงเพราะมันเป็นหนังที่ทำโดยผู้หญิง แต่เพราะทั้งสามเรื่องอวลอยู่ในอารมณ์อันคลุมเครือไม่ชัดแจ้ง การแถลงความรู้สึกภายในด้วยไวยากรร์ที่ไม่แจ่มชัด และความคลุมเครือคือหัวใจของการพูโแบบผู้หญิง การหลั่งไหลอันต่อเนื่องแต่ไม่ได้ให้แปลความแบบตรงไปตรงมา ความอึดอัดขัดข้องที่อวลอยู่ในบรรยากาาศแบบกระจกฝ้า

 

สลัว เล่าเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งในบ้านผุพัง เธอตื่นขึ้นบนฟูกเน่าๆ  เลือกเสื้อผ้าจากตู้เย็น ออกไปกินข้างในส่วนของบ้านที่ถูกทุบทิ้งจนเป็นกองระเกะระกะของสรรพสิ่ง ก่อนที่เธอจะออกนอกบ้าน วาดรูปเล่นและโมโนลอกเล่าถึงความไม่แน่นอนในชีวิตของตัวเอง ภาพสะท้อนของการตื่นในบ้านที่กำลังพังลง ช่วงชีวิตหนืดเนือยหยุดนิ่ง ไปข้างหล้าก็กล้าๆกลัวๆข้างหลังก็ำลังพังทลายลง สลัว เป็นทั้งคำอธิบายภาพหม่นซัวซึมเซาในหนังและ อธิบายช่วงเวลาในชีวิตของคนทำตรงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเป็นการ visualise  การบันทึกอารมณืของตัวเองที่สวยงาม

 

วันทยหัตถ์เป็นหนังเล่าเรื่องที่ว่าด้วยลูกเสือที่ไปเข้าค่าย เด็กชายที่ดูผอมบางอ่อนแอไม่เข้าพวก ได้พบกับเด็กชายแข็งๆคนหนึ่ง พวกเขาไปเข้าฐานด้วยกัน ไปฉี่ในห้องน้ำพร้อมกัน  แล้วเด็ก็เอ่ยปากชวนกันไปป้วนเปี้ยนที่เตนท์หญิง โดนครูจับได้และสั่งให้กอดคอกันเดินเข้าไปในป่าอันมืดทึบ พลอตของหนังอาจจะบางเบา แต่อาการอบอวลไปด้วยบรรยากาศคลุมเครือของหนังนั้นงดงามมาก เมื่อเหตุการณืที่ดูเหมือนสามัญธรรมดาอย่างการไปเข้าค่ายลูกเสือ ถูกเล่าผ่านสายตาแบบการถ่ายเจาะส่วนต่างๆ มือที่เอื้อมมาให้เกาะกุม  หรือมือที่เกือบชิดกัน ขันอาบน้ำสองใบที่ล่องลอยกระทบกันเบาๆในแสงนีออน ประตูห้องน้ำที่มีแสงลอดออกมา  หรือการพูดคุยกันใต้ราวตากชุดชั้นในนักเรียนหญิง และถึงที่สุด ป่าที่กลืนกินเด็กชายสองคนเข้าไปพร้อมกัน ความอบอวลของอารมณ์ที่เคลือยคลุมเหตุการณ์ธรรมดาเหล่านี้ ค่อยๆคลี่อารมณืโฮโมอีโรติคไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ให้อวลกระอายออกมาจากในหนัง ความรู้สึกที่บอกไม่ได้ว่ามีอยู่จริงกรือเปล่าคือความงามของหนังเรื่องนี้

 

2413402 อาจะต่างไปจากทั้งสองเรื่อง เพราะหหนังกลับเป็นไปในทางการแสดงอารมณ์อันล้นเกินจนเกือบจะเป็นฮิสทีเรียของหญิงสาวคนหนึ่งที่เพิ่งแต่งงาน พอ่แม่ไม่ค่อยชอบชีวิตแต่งงานของเธอ  เธอเริ่มจะเพี้ยนเมื่อพบว่าสามีเก็บหนังโป๊เอาไว้เป็นจำนวนมาก เธออึดอัดที่เขาดูหนังโป๊ จนคืนหนึ่งเธอกลับไปนอนบ้านพอกลับมาก็พบว่าหายตัวไป เธอคิดว่าเขาทิ้งเธอ แต่ที่จริงเขาอาจจะถูกมนุษยืต่างดาวจับตัวไป เธอเรีิ่มเป็นบ้าโทรหาเพื่อนสาว เอาซีดีของสามีมาพ่นสี พังข้าวของ ดื่มเหล้าจนเมา และในที่สุดเธอก็อาจจะถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปอีกคน  หนังอาจจะเล่นกับความคลุมเครือเรื่องการหายตัวไปของผู้คนมากกว่าควาคลุมเครือของผู้หญิงก็จริง แต่สิ่งที่ดึงดูดเราไว้คือความบ้าคลั่งของเธอที่ถูกนำมาเคลือบทับความกลัว ความหวาดวิตก ว่าเธอจะไม่สามารถเป็นเมียที่ดีพอ มีเซกส์ที่ไม่ดีพอ  (ฉากที่เจ๋งมากคือฉากที่เธอโกนขนหน้าแข้งด้วยมีดโกนหนวดของสามี) ความรู้สึกอัดอั้นตันใจอัอนอธิบายไม่ได้ของเธอ ได้ถูกแปรรูปไสู่ความบ้าคลั่งที่ล้นเกิน ในโลกที่ดูเหมือนผิดประหลาดตลอดเวลาของศุภิสรา   ที่เป็นเสมือนการกลับมาสู่บรรยากาศพิลึกพิลั่นน่าทึ่งแบบเดียวกับที่เธอเคยสร้างไว้ในต้อม เมื่อหลายปีก่อน

 

 

 

 

  1. histoy of cinema  : 

ซากศพ  (วชร กัณหา) 

+กฤษฎาภินิหารอันบดบังไม่ได้ของเน วัดดาว (ยิ่งศิวัช ยมลยง) 

+เดอะ โรแมนติก  (ธนิ  ฐิติประวัติ)

 

 

กลุ่มหนังที่เล่นกับfound footage ทั้งสามเรื่องนี้อาจไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในแง่การละเล่นกับfound footage แต่มันกลับสร้างอารมณ์ และการเลือกหยิบใช้ที่น่าสนใจมากๆ (หนังfound footage ที่รุนแรงที่สุดจริงๆคือ AGE OF ANXIETY แต่เราไม่ได้เลือกเพราะเป็นหนังในโปรเจคต์ยูโทเปียของเราเอง เราเลยดูมาก่อนจะเข้ามาในมาราธอน)

 

ซากศพ ซ้อนภาพหนังไผ่แดงที่วิพากษ์คอมมิวนิสต์จากสายตาพวกขวาเข้ากับภาของไอ้มดแดง และละครที่พูดถึงความยุติธรรมของคนจนๆ จริงๆ allegory การเปรียบเปรยของหนังอาจจะไม่ได้ใหม่มาก คอมมิวนิสต์ นักต่อสู้ และวีรบุรุษ แต่ชอบการซ้อนของภาพมากๆๆๆๆ จริงๆที่น่าสนใจคือ ภาพไอ้มดแดงเป็นภาพแฟนตาซี พาฝันพอๆกับบทสนทนาของนักสังคมนิยมในหนัง แต่มันดูเป็นทั้งการหลบหนีของการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะ และความฮึกเหิมแบบวีรยุรุษ การเทอด สิ่งต่างๆขึ้นไปสู่สภาวะเหนือจริงนี้เองคือรูปแบบที่คนใช้ปลอบประโลมจิตใจ เยี่ยงมนุษย์โรแมนติค  อย่างไรก็ดี ความสิ้นหวังของtext แปะหัวเรื่องทำให้หนังถูกเหวี่ยงหวือไปมาตลอดเวลา ระหวังความหวังและความสิ้นหวัง

 

ในขณะที่ กฤษฎาภินิหารอันบดบังไม่ได้ของเน วัดดาว  เอา found footage จากหนัง16 มาพากย์ใหม่นอกบทโดยทีมนักพากยืที่พยายามจะเอาภาพเปล่าๆมาสวมเสียงของัจจุบันขณะ ตัวหนังเองอาจจะไม่มีอะไรคมคายมากไปกว่านั้น แต่สิ่งที่ทให้เราชอบหนังเรื่องนี้สุดๆคือการที่มันสร้างไดอะลอกของหนังยุค สิบหกที่ครั้งหนึ่งเคยคุยกับมิตรสหายที่นับถือมากๆท่านหนึ่งว่าเราไม่มีทางจะได้ดูหนัง16 ที่แท้จริงหรอก เพราะหนังสิบหกมันบันทึกเสียงไม่ได้ มันใช่้การพากย์ เมื่อเราไม่ได้บันทึกการพากย์ไว้ เราก็ไม่มีทางจะได้หูหนังที่แท้ และเมื่อเสียงในหนังแปรผันกับการพากย์มันก็หมายความว่าในบริบทของไทยหนังเป็นมหรสพแบบเดียวกับละครที่เป็นการเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบลงแต่ละรอบจะไม่เหมือนกัน และทุกคนได้ดูหนังที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันเลยเมื่ออยู่ในแต่ละสถานที่และเวลา ซึ่งเน วัดดาวได้ทำการแช่แข็งเอาส่วนหนึ่งของบทสนทนาของตัวหนังสิบหกนี้ออกมาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เสียงพากย์สดได้ถูกทำให้เป็นเสียงแช่แข็ง เราได้เหลือบแลโมเมนต์หนึ่งของหนังไทยยุคการพากย์ มันเลยเป็นการสนทนากับหนังสิบหกที่น่าจดจำในการดูหนังเรืองนี้

 

ที่ต่างออกไปที่สุดคือ เดอะโรแมนติก ที่แทบจะไม่มีอาเจนด้าในเชิงทดลองกับภาพเก่าๆ มากไปกว่าการมองมันในฐานะของหารหวนอาลัยในอดีตที่ผ่านเลย หนังเป็นเพียงการเอาภาพของกรุงเทพยุคต่างๆมาตัดสลับกับบางฉากของ น้ำพุ ของยุทธนา มุกดาสนิทกับคลิปข่าว คลิปโฆษราในยุคสมัย แปดสิบ  ตัวหนังไม่มีเรื่องเล่าอะไรมากไปกว่าโมโนลอกผู้กำกับเกี่ยวกับความโรแมนติก และหนังก็เป็นเพียงมิวสิควีดีโอยุคแปดสิบที่อาศัยภาพเก่ามาตัดต่อกันไปมาไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่ในตอนท้ายหนังค่อยๆซ้อนภาพถ่ายส่วนตัวร่วมยุคสมัยในหนังของผู้กำกับมาใส่ประกอบเอาไว้ในหนังถึงที่สุดกาคุกคามของประวัติศาสตร์ส่วนตัวในหนังที่ทำทีจะเป็นประวัติศาสตร์สังคมช่วยทำให้การนอสตาลเจียของผู้กำกับคือการถวิลหายุคสสมัยภายในของตัวเอง ช่วงเวลาที่โลกยังโรแมนติกในสายตาของเขา โลกซึ่งถูกขัดสีฉวีวรรณเอาความเลวร่้ายต่างๆออกไป เหลือเพียงภาพเคลื่อนไหวการเต้นรำของวัยรุ่น ชีวิตเชยๆ(เมือ่มองจากสมัยนี้) และภาพเคลื่อนไหวของอดีต การขัดสีผ่านสายตาของคนทำทำให้ภาพอดีตเป็นอารมณืที่โรมแนติกแต่เพียงอย่างเดียวตามชื่อของหนัง มันคือการขัดสีผ่านสายตาของเขาเองคัดสรรสิ่งที่เขาหวนหาอาลัยมากประกอบ แล้วค่อยๆคลี่คลายให้เห็นว่าสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่found footage แต่เป็นมวลอารมณ์ของยุคสมัยอันเลยลับและการถวิลหาถึงมันแบบเดียวกับที่เรามองอัลบั้มรูปถ่ายในอดีตของตัวเราเอง

 

การใช้ found footage สามแบบในหนังสามเรื่องนี้จึงมีความแตกต่างและตความน่าสนใจต่างๆกัน

 

 

 

9.อวสานโลกสวย (ปัญญ์ หอมชื่น , อรอุษา ดอนไสว) 

+ไม่มีใครปกติ? (ปาลิดา ดำรงทวีศักดิ์) 

+น้ำตาหวาน น้ำตาลเผ็ด (องอาจ หาญชนะวงศ์ ) 

+คำพิพากษา (นิราวุฒิ สกุลแก้ว) 

+สวัสดีมานพ (ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก+ วันดี ตะบูนพงศ์)

 

กลุ่มหนังเล่าเรื่องที่ตลก สนุก ร้ายกาจ และน่ารักน่าใคร่

 

คำพิพากษา (นิราวุฒิ สกุลแก้ว)  ว่าด้วย ผู้หญิงคนหนึ่งเห็นผัวมีเมียน้อยเลยเอามีดไปกรีดแขนผู้หญิงอีกคนทำให้ต้องขึ้นศาลแห่งจิตใจ ! หนังอาจไม่ได้ใหม่มาก แต่ความคัลท์ของการจำลองจิตใจเป็นบัลลังก์ผุ้พิพากษานี่มันสุดขีดมากๆๆๆ และสิ่งที่สุดขีดที่สุดคืออารมณ์แบบหนังของสินจัย นาถยาในยุค 80’sบางขณะเรานึกว่ากำลังนั่งดู หย่าเพราะมีชู้อยู่ สุดขีดจริงๆ

 

อวสานโลกสวย (ปัญญ์ หอมชื่น , อรอุษา ดอนไสว ) ว่าด้วยเรื่องของสาวลึกลับที่บุกไปจับเนตไอดอลคนหนึ่งมาขัง ฆ่าแม่ของเธอ แล้วทรมานให้เธอรู้ทุกข์ของการเป็นคนดัง ที่ลองเอยอย่างรวดร้าวและบ้าคลั่ง   เซนส์ของการเลือกจบของหนังดูเหมือนจะคลิเช แต่ที่จริงมันตอกย้ำว่าอีก้อยชนะในเกมนี้

ฟินมาก ไปสุดทางมาก นี่คือความงามของการเคี่ยวพลอตและเรื่องอย่างเต็มที่ จนแม้การแสดงแบบแข็งๆของหนังก็ยังทำลายลงไม่ได้ เสียดายที่มันบอกแรงจูงใจแบบตรงไปตรงมาและบอกหมดเลยจนคนดูไม่ได้ต้องคิดตาม แต่รู้สึกว่ามันมีความร้ายกาจใช้ได้ แม้หนังจะขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เซนส์ของความชั่วช้าซึ่งเป็นสิ่งที่บทหรือการแสดงให้ไม่ได้ ต้องมาจากภายในคนทำ หรือฉากเล็กฉากน้อยที่ไม่สำคัญ

 

สิ่งที่ชอบสุดๆของหนังเรื่องนี้อีกอย่างคือ bodyของนีักแสดงหญิงที่ต้องเป็นเนทไอดอล เป็นนักเรียนหญิงที่เกลียดกัน รู้สึกว่าการเลือกตัวละครที่หน้าตาประมาณนี้คือสวยก็ได้ไม่สวยก็ได้ มันไปกันได้ดีกับตัวหนังในขณะที่อีเพื่อนดัดจริตของอีก้อยเป็นหน้าตาสวยสกอยท์ทุกคน

 

 

 

 

ไม่มีใครปกติ? (ปาลิดา ดำรงทวีศักดิ์) เป็นหนังหักมุมเฉือนคมเวียร์ดๆว่าด้วยพี่น้องสองศรีที่แม่โดนลุงแฟนใหม่ข่มขืนจนตายคาบ้านน้องชายมาเห็นชอตเด็ดจนเป็นบ้ากลัวจู๋ตัวเอง และเริ่มเห็นหุ่นลอเงสื้อเป็นแม่ วันหนึ่งพาเพื่อนมาตัดเสื้อเพื่อนนึกว่าตลกแต่ดันเกิดหงี่กับแม่หุ่นเลยชีวิตล่ม ลงท้ายน้องชายตัดจู๋ตัวเอง มีแต่พี่ชายคนเดียวเท่านั้นคอยดูแล แต่มันไม่แค่นั้นน่ะซี้  ในฐานะติ่ง ณ.บ. ทันทีที่เห็นหน้านางโผล่มาเป็นตัวละครเอก เราก็รู้ทันทีว่า ในหนังเรื่องนี้ ไม่มีใครปกติจริงๆด้วย เราเลยรับรู้หนังในฐานะหนังหักมุมแน่ๆ ในจุดนี้เลยฟินมากกับเพลงวีนัสในฉากเฉลยที่รุนแรง ตลก เหี้ยห่ามากๆ อันที่จริงครึ่งแรกของหนังคุมโทนระหว่างการเป็นหนังรอหักมุมที่เวียร์ดประหลาดบาดจิต กับหนังที่ลงลึกในความปรารถนา ความกลัว ไม่แน่ไม่นอนในสภาวะทางจิตของตัวละครที่เข้มข้นมาก ถ้าหนังไปทางนั้นมันก็คงไปสุดทางดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งตั้งขอสังเหต แต่พอหนังเลือกมาทางหักมุมคัลท์แตกเราก็รับได้เช่นกัน จนแทบลุกขึ้นเต้นตามเพลงวีนัส ฮา!

 

 

น้ำตาหวาน น้ำตาลเผ็ด (องอาจ หาญชนะวงศ์ ) หนังน่ารักชวนหวัว ว่าด้วย ส้มตำ น้ำตาล กุญแจ ดนตรี งานวิชาการในชีวิตประจำวัน  หนังเอาตำราวิชาการว่าด้วน้ำตาล เอนดรอฟีน กลไกป้องกันตนเองของจิตวิเคราะห์มาเล่าซ้อนอยู่ในเหตุการณ์ประจำวันเช่นการกินก๋วยเตี๋ยวไม่หรุง การกินส้มตำเผ็ดมาก การลืมกุญแจ การพบนักดนตรีเปิดหมวก เพราะงานวิชาการนั้นแนบอยู่กับชีวิต หรือพูดง่ายๆ งานวิชาการวิทยาศาสตร์คือการอธิบายชีวิตโดยตัดผู้คนออกไป การเอาผู้คนกลับเข้ามาแล้วบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นเช่น แคปไซซิน หรือ กลไกป้องกันตนเองสามระดับจึงเป็นเรื่องที่งดงามมากๆ แล้วหนังมันยังโรแมนติคแบบสุดๆในช่วงท้ายเรื่องด้วย   อาการชวนหวัวของหนังผ่านทางเสียงเล่าแบบลุงแก่ๆ ยิ่งทำให้ฟนังน่ารักน่าใคร่มากขึ้นไปอีก มันอาจจะมไ่มีเซนส์จิกกัด แบบหนังที่ล้อเล่นกับฟอร์มทำนองนี้ แต่มันน่ารักมากๆๆ ราวกับมิแรนด้า จูลายเวอร์ชั่นอินดี้ไทยก็ไม่ปาน

 

 

สวัสดีมานพ (ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก+ วันดี ตะบูนพงศ์)

 

หนังว่าด้วยสาวอ้วนที่มาทวงความเป้นเมียจากหนุ่มหล่อในร้านกาแฟที่พาเราเลยเถิดไปถึงการที่สาวอ้วนวิศวกรค้นพบกำไลวิเศษเปลี่ยนตัวเองเป็นสาวสวยที่ถูกขุดพบในไซต์งานก่อสร้างเธอเลยเอามาใฝช้เป็นเครื่องมือในการล่อเด็กหนุ่มที่ถ้าไม่ลงทุนก็จะไม่มีใครเข้ามาคบเธออีกแล้ว หนังเล่าเรื่องเหนือจริงไต่เส้นอยู่บนความทุกข์ของสาวอ้วน  การรัยรู้เพียงภาพภายนอกของผู้คน  ที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้จบลงแบบตัวละครมองเห็นความงามจากข้างในของกันและกัน แต่เลือกจบในแบบที่ไม่อาจเข้ากันได้อยู่ดี แต่ที่ยังเคลือบแคลงจนถึงตอนนี้คือการมองผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ที่ยังไม่แน่ใจว่ามันไปพ้นกรอบคิดแบบที่มันทำให้เราเพิรดในฉากแรก ถึงสตรีที่เป็นฝ่ายลุย กับอาการ อยากมีผัวจนตัวสั่น บางทีถ้าได้ดูอีกรอบอาจจะคิดเพิ่มเติมได้่

 

 

 

10.ช่องว่าง(มีศักดิ์ จีนพงษ์) + คนที่เข้าใจ (มีศักดิ์ จีนพงษ์)

 

หนังรณรงค์ความเข้าใจผู้ติดเชื้อสองเรื่องนี้มีความงดงามตรงที่มันเลือกอยืนอยู่ตรงกลางของไดเลมม่า แล้วโยนหัวจิตหัวใจของมนุษย์ลงไปแทนการเป็นภาพแทนทื่อๆ

 

ช่องว่าง ว่าด้วย เคนหนุ่มก่อสร้างที่เป็นผู้ติดเชื้อที่กำลังจะมีแฟนเป็นสาวขายของ ทั้งคู่มีอะไรกันแล้วดแต่ก็ป้องกันทุกครั้ง แต่เคนยังไม่บอกแนเรืองสำคัญนี้และไมรุ้ว่าจะบอกยังไงดี หนังใช้ตัวละครที่เป็นคนธรรมดาสามัญ แม้จะเล่นแข็งโป๊กกระโด๊กกระเด๊ก แต่มันมีเสน่ห์มากๆ  ชอบฉากเลิฟซีนขอหนังมากๆ ความมืดของหนังในฉากนี้ หรือการถอดกางเกง หรืออะไรต่อมิอะไรมันรัญจวนแบบสามัญมากๆ ชอบตัวละครเอกความสัมพันธ์ขชองเขากับคนรอบข้าง แต่ที่ชอบที่สุดคือการที่เขาพยายามจะบอกเธอด้วการให้ดูหนังเรือ่งหนึ่ง และแม้เธอจะดูหนังไม่ได้แปลว่าเธอจะเข้าใจ  และฉากจบของหนังสะเทือนใจมากๆ

 

คนที่เข้าใจ หนังเกี่ยวกับผู้ติดเชื้ออีกเรื่องของ มีศักดิ์ จีนพงษ์ ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นคนที่น่าสนใจมากๆๆๆๆๆ ชอบที่หนังใช้ voiceover แบบอ่านๆตามเสียงของเด็กและยาย ซึ่งเดาว่าเป็นนักแสดงจริง การพูดคำนำฝนฝจแบบการอ่าน ทำให้นึกถึงกลไกการเว้นระยะระหว่างผู้ชมกับตัวละคร ตัวละครกับชีวิตจริงแบบที่หนังของดูราส์ชอบใช้ และดูราส์ชอบพูดว่าการอ่านไม่ใช่การพูด ไม่ใช่การแสดง แม้หนังอาจจะไม่ได้เล่นเทคนิคอะไรแอดวานซ์แบบนั้น แต่การอ่านของยาย การอ่านของเต้ ผลักให้เต้และยายไกลจากตัวบทของตัวเองออกไป เป็นการอ่านแบบคนนอก เป็นการทบทวนเหตุการณ์ที่ล่วงไปมากกว่าการอยู่ในตัวเหตุการณ์ การอ่านคือ การอ่านอย่างไร้อารมณ์ยิ่งทำให้มันยิ่งน่าสนใจ

 

เลยพ้นไปจากนั้นเขามีเซนส์แบบ early อุรุพงษ์ที่จับสายตาชีวิชาวบ้านได้แม่นมั่นมาก และเขาเลือกจบได้เปรี้ยงทั้งสองเรื่อง

 

 

 

11.รำลึกเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2549 (พงศกร ฤดีกุลรังสี)

 

หนังว่าด้วยการหายตัวไปของนักศึกษาหนังนอร์เวย์ที่มาเข้าพักโรงแรมในกาฬสินธุ์ หนังอ้างตัวว่าเป็นฟุตเตจจากสิ่งที่ถูกถ่ายไว้ในคืนก่อนเกิดเหตุ หนังมีเพียงภาพของโต๊ะรับแขก ห้องน้ำ เตียง พื้น รองเท้าผ้าม่าน ภาพนิ่งแทบไม่มีความเคลื่อนไหว เงียบสนิท ตัดจากภาพหนึ่งไปภาพหนึ่งแต่เมื่อตัดกลับมา เฟร์นิเจอร์ก็ล้มระเนระนาด ผ้าม่านพะเยิบไหว ภาพที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เว้นแต่ช่วงท้ายที่กล้องขยับขึ้นลงอย่างน่าหวาดหวั่น ด้วยภาพเหล่านี้เราสัมผัสได้ว่ามีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นและมองหามันในทุกภาพที่ปรากฏ หนังทำตัวเป็นfound footage ที่แผ่รังสีชั่วร้ายใส่ผู้ชมตลอดเวลา แล้วทำให้เรารู้สึกขนบุกกรูเกรียวในการมองภาพที่ไม่มีอะไรเลย หนังไม่ได้บอกว่าอะไรเกิดขึ้นในทางหนึ่งมันทำตัวเป็นตำนานเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก urban legend ที่ไม่มีหลักฐานไม่ใช่การจำลองเหตุการณืเป็นร่องรอยของความสยองขวัญที่ความไม่มีเหตุการณ์สร้างเหตุการณืขึ้น มันเป็นหนังสยองขวัญที่น่ากลัวมาก เพราะต่อหน้าการยักย้ายถ่ายเทของเฟอร์นิเจอร์คนดูสร้างเหตุการณ์ในหัวไปแล้วเรียบร้อย

 

เสียดายที่มันขึ้นยี่ห้อ Willy Filmตอนจบ มันเลยลดระดับความบอกไม่ได้ว่าจริงหรือหลอกของหนังลงไปเลย ตัดโลโก้ออก มันจะเป็น Blair Witch Project เลย

 

 

12.สถานะ + Fair Fair  (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ)

 

หนังสองเรื่องของฉันทนา ทิพยืประขาิต ต่างไปจากหนังของคนทำร่วมรุ่นที่มักจะเป็นหนังรักหนังคว้างเหงาของชีวิตวัยรุ่นอันแสนอ้างว่้างเปล่าดาย โดดเดี่ยว ไม่เข้ากับผู้คน ทดท้อ หดหู่ ไม่สมหวังในรัก ดาดฟ้าแสงส่องสาวสวยถือกล้องในสวนาธารณะ เด็กหนุ่มอินดี้ คิดนอกกรอบ  ..โอเค เกินเลยไป

 

หนังทั้งสองเรื่อ.โฟกัสความขัดแย้งทางความคิด และความอึดอัดขัดข้องของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่น่าทึ่งมากๆ เริ่มจาก Fair Fair ที่พูดถึงการทำงานกลุ่มที่ค่อยๆออกมาล้มเหลวเป้นการทำงานคนเดียวในนามกลุ่ม ที่งดงามคือหนังไม่ได้ยกตัวเป็นหนังดำขาว คนนึงทำที่เหลือเล่น แต่หนังแสดงให้เห้นถึงปัญหาหลากหลายที่ทำให้การทำงานกลุ่มนี้ค่อยๆล่มลงไป แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ ส่วนของการคอมเมนท์เฟซบุคท้ายเรื่องนี่สุดขีดมากๆ เพราะมันไม่ได้พูดแค่เรื่องความยุติธรรมไม่ยุติธรรมอย่าง’ซ่อนนัย ไปไม่ถึง ‘ การสื่อสารผ่านโซเชียล มีเดียเป็นของใหม่ที่เรายังไม่เห็นใครทำหนังที่ฑุดถึงความหวั่นไหว คลามคลุมเครือ ของมันออกมาเท่าไหร่ (มักจะมาในแนวประโยชน์ หรือโทษไปเลย) ฉากสุดท้ายในหนังมันเลยพีคมากๆ

 

เช่นเดียวกันกับ สถานะ ที่เริ่มจากความขัดแย้งทางการเมืองในห้องเรียนของอาจารย์กับนักเรียน ที่ลุกลามไปสู่การใช้อำนาจของครู ส่วนนี้อาจจะไม่มีอะไรพิเศษมากกว่าการพูดถึงภาพแทนความขัดแย้งในบ้านในเมือง แต่ที่มันไปได้ไกลกับคือส่วนของการใช้ facebookเป็นสมรภูมิของครูกับนักเรียน ที่ระยะห่างและความเท่าเทียมที่ไม่ถูกครอบภายใต้กรอบอำนาจนิยมแบบในโรงเรียน รวมถึงสถานะกึ่งส่วนตัวกึ่งสาธารณะ ที่ทำให้ศึกครูนักเรียนขยายตัวไปในทิศทางที่ควบคุมไม่ได้ การตั้งสเตตัสลอยๆนำมาสู่การตีความตามตัวเองแล้วเลยเถิดเป็นศึกคณุกับนักเรียน

 

ความงดงามของหนังทั้งสองเรื่องคือการพูดถึงความขัดแย้งผ่านพื้นที่ใหม่อย่าง facebook ที่ทำให้ รูปทรงของความขัดแย็ง การคลี่คลายละการต่อต้านเปลี่ยนไปชนิดไม่กลับมาเหมือนเดิม การคว้าจับ ทำความเข้าใจกับบทบาทของสื่อใหม่ในหนังกลายเป้นภาพบันทึกที่น่าสนใจมากๆ และเท่าทันต่อความขัดแย้งในโลกยุคที่ใรนอินเตอร์เนตคนเท่าเทียมกันและพื้นที่นั้นๆเป้นเส้นคลุมเครือของสาธารณะกับส่วนตัว การจัดการความขัดแย้งแบบอำนาจนิยมแบบเก่าเช่นการใช้สิทธิทืแบบครุ ศิษย์คือการจัดการที่ง่อยเปลี้ยเสียขา หลุดยุคไล่ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงมี่สุดนั้นเอง

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s