ตั้งวง (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/2013/ไทย) ความเป็นการเมืองของเรื่องสามัญ

q016

เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ในที่สุดเต่าพบว่าแป้นพิมพ์ ญ ผู้หญิงที่ขบถกลับมาใช้การได้อีกครั้ง เธอจึงผันตัวเองมาเขียนนิยายประโลมโลกสำหรับสตรีและใช้ชีวีมีสุขกับการเป็นแม่บ้าน หลังจากโลกพังทลาย และจบลงในคุกอกีครั้ง สมบัติ ดีพร้อมหวนคืนสู่ท้องถนนอันทุกข์เศร้าของกรุงเทพ และได้พบกับนวลอีกครั้งหนึ่ง เช่นกันหลังจากแขนข้างที่สามสูญหายไปพร้อมกับแม่และลุงช่างตัดเสื้อ ขวนพบว่ามีแต่โลกของตัวประหลาดเท่านั้นที่ดำรงคงอยู่ เขาออกเดินทางไปพบนาอีกครั้งที่ไร่ชาบนดอยสูง  และเช่นกัน ในที่สุดหลังจากทดลองใช้ชีวิตชั่วคราวของผู้อื่น เล็กได้สวมสอดกอดรัดเอาตัวตนของก้องมาเป็นของตัวเองและเริ่มต้นมีชีวิตอีกครั้ง

ในที่สุดเสมอตัวละครของคงเดชแตกสลาย คลี่ลคลายและประนีประนอมกับโลกในระดับที่พอจะมีชีิวิตสืบต่อและโลกเก่าเป็ความเจ็บปวดที่จบลงและพวกเขารับมือกับมันได้

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นทั้งสี่คนในตั้งวง เด็กวัยรุ่นที่โลกล่มลงและพวกเขาจะต้องทู่ซี้ทนอยู่กับมันไปเช่นนั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่งดงามที่สุดในหนังเรื่องนี้

เด็กๆเหล่านั้นฉายภาพแทนที่น่าสนใจของคนชายขอบที่คาบเส้นระหว่างการเป็นชนชั้นล่างกับคนชนชั้นกลางระดับล่าง  คนที่อาจจะมีจำนวนสูงสุดของประเทศแต่ก็ชายขอบมากที่สุดในคราวเดียว  เมื่อเกิดในชนชั้นนี้ทางออกสำหรับผู้คนมีไม่มากนักในการขยับสถานะของตน  ถ้าเรียนหนังสือ คุรก็มีทางเลือกไม่ดี่ทางระหว่างเรียนให้เก่งพอจะเป็นจุดสนใจ ถีบตัวผ่านระบบการศึกษาของการเข้ามหาวิทยาลัยดังเช่น ยองกับเจ นักเรียนห้องคิงที่กำลังเป็นตัวแทนไปตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ หรือไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องดิ้นรนกับทุนการศึกษาผ่านทุนกีฬาอย่างเบสท์นักปิงปอง แต่ถ้าคุรเรียนไม่ได้เรื่อง แถมยังมาจากต่างจังหวัดที่พ่อแม่ต้องเก็บเงินส่งคุณเรียนหนังสือ คุณก็อาจไปลงเอยที่โรงเรียนพาณิชย์ แสวงหาการยมรับตัวเองผ่านทางซับคัลเจอร์อื่นๆ อย่างเช่นเอ็มที่เลือกจะเป็นเด็กเต้นโคฟ คัฟเวอร์วงเกาหลี  หรือร้ายกว่านั้น คุณอาจฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าไมไ่ด้อีกแล้ว นอกเสียจากแต่งงานมีผัวฝรั่ง เหมือนพี่นัทนางรำแก้บน

ก็นั่นล่ะตัวละครของคงเดชในหนังเรื่องนี้  ผู้คนสามัญดาษดื่นจำนวนมากที่ไม่เคยได้โอกาสยึดที่บนจอใหญ่ของโลกภาพยนตร์ ชีวิตคนอยู่แฝลตดินแดงที่ไม่ได้หน้าตาดี ไม่ได้มีความสามารถพิเศษ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าชีวิตสามัญล่องไหลเอาตัวรอดไปกับกระแสโลก

ดังเช่น พฤษภาคมปี 35 ใน สยิว วิกฤติต้มยำกุ้งในเฉิ่ม รปห. 19 กันยาในกอด (อาจจะหรืออาจจะไม่) ช่วงเวลาชุมนุมเหลืองแดงในแต่เพียงผู้เดียว  ตั้งวงล่องไหลในพื้นหลังของช่วงกฤติชุมนุมปี 53 ทะลุผ่านอย่างเจ็บปวดในช่วงสลายหารชุมนุมพฤษภา 53 อย่างที่เคยกล่าวไว้กับมิตรสหาย เราไม่อาจละเลย ประเด็นทางการเมืองที่ครอบคลุมเคลียคลอไปกับหนังของคงเดชได้  เสมอมามันถูกใช้เป็นหมุดหมายทางปวศ. เป็นเครื่องมือในการตีความ หรือเป็นพื้นที่สำหรับการซ่อนนัยยะผ่านสิ่งละอันพันละน้อยในเรื่องส่วนตัวของตัวละครมากหน้า  กล่าวให้ถูกต้อง เรื่องพาฝันของแทกซี่ดีพร้อม สาววัยรุ่นเขียนหนังสือโป๊ หรือ ช่างกุญแจสับสน หรือไอ้คนสามแขน ล้วนล่องไหลไปในแรงกระเพื่อมเป็นผลกระทบสะท้อน หรือเป็นภาพแทนทางการเมืองของยุคสมัยทั้งสิ้น

อย่าไงรก็ตามสิ่งที่น่าทึ่งในหนังเรื่องนี้คือการที่มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นภาพแทนทางการเมืองแบบตรงไปตรงมาแบบถอดรหัส ตัวหนังงองกเงยอยู่ในชีวิตของตัวลคะครแต่ละคนเองซึ่งอาจไม่ฟิตอื่นเมื่อโยนสัญญะเขาไปใส่  ซึ่งนี่คือนิมิตหมายอันงดงามในการที่ตัวละครได้ขัดขวางสัญญะตายตัวที่ผู้สร้างมอบให้ การลื่นไหลออกจากสัญญะพื้นๆโดดๆ ไปสู่ความหมายอื่นๆทำให้หนังไปพ้นจากการเป็นหนังการเมืองไปสู่การเป็นหนังที่มีชีวิตของมันเอง  ตัวละครในหนังไม่ใช่ภาพแทนของเสื้อแดง และยิ่งไม่ใช่ภาพแทนของเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง บรรดาเด็กๆในเรื่องก็เป็นเช่นเดียวกับคนจำนวนมากในประเทศนี้ กล่าวคือคนซึ่งไม่ได้มีเรื่องการเมืองอะไรอยู่ในหัว ล่องไหลไปกับภาวะส่วนตัวที่ีบคั้น เฉื่อยเนือย และอึดอัดขัดขัดข้อง

หนังมองตัวละครที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงมนุษย์นอกการเมือง ให้ล่องไหลไปอยู่ในการเมืองเรื่องส่วนตัว ความหวัง การพลาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการได้ไปสิงคโปร์แทนอังกฤษของยอง หรือ การโดนเมียทิ้งของเอ็ม (ตัวละครเอ็มกับเฟื่อง งดงามในระดับเดียวกับโมนผมทองในเกรียนฟิคชั่น เพราะนี่คือการมองภาพวัยรุ่นไม่ได้เื่องด้วยแง่มุมที่ละเมียดละไมและเป็นมนุษย์มากพอ)ที่หลังจากพบว่าแฟนสาวอาจจะท้อง เขาก็ทิ้งทั้งการเรียนและการเต้นโคฟไปทำงานในมินิมามาร์ทยี่ห้อ ‘อาร์มมาร์ท’ คือภาพแทนการเมืองส่วนบุคคล  ในขณะที่ การผเชิญหน้ากับครูวิทยาศาสตร์อำนาจนิยม (นี่เป็นตัวละครที่แสบสันต์ที่สุด และเป็นภาพแทนที่ร้ายกาจของสังคมอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยมอันบ้าคลั่งได้อย่างน่าทึ่ง) ของเจ และพ่อเสื้อแดงของเบสท์กลายเป็นการเมืองทางตรงที่เข้ามาปะทะกับตัวละคร

ในฉากอันลือลั่นของคืนสลายชุมนุม (ซีนนี้อาจจะเปรียบเทียบได้กับความเวียรด์ในฉาก ลุงเอื้อในเฉิ่ม ฉากไอ้ขวานไปเอาแขยคืนในกอด หรือ ฉากสาวดมกระป๋องพบนกยูงในแต่เพียงผู้เดียว) เมื่อเบสท์ออกไปตามพ่อ หนังถ่ายภาพของคนสามัญที่เข้าปะทะกับการเมืองอย่าแท้จริง ยิ่งเมื่อพิจารณาการที่หนังเลือกโลเคชั่นเป็นแฝลตดินแดง และตรงใต้ทางด่วนที่เป็นสถานที่จริงเหตุการณ์จริงอันสำคัญที่หนึ่ง ในฉากนี้หนังถ่ายทำด้วยสิ่งสำคัญนั่นคือความเงียบ  ความเงียบอันรุนแรงยาวนานแบบที่เราเคยเห็นในคลิปต่างๆ ไม่มีการเร้าอารมณ์ด้วยดนตรีใดๆ มันคือความเงียบสลับกับเสียงปืน เป็นครั้งแรกที่เบสท์ออกไปเจอกับการเมืองทางตรง ได้รับรู้ว่าชีิวิตนอกเหนือการตีปิงปองแล้วโดนลูกครูข่ม นั้นมีอะไรมากกว่า ในฉากนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์กาเมืองหรือการสร้างพลอตพลิกผัน แต่มันคือการพาผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชมอย่างเบสท์ที่มองว่าการเมืองอยู่ไกลตัว ได้เข้าไปผเชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง มันคือการจำลองสถาณการณ์ที่ผู้คนเบือนหน้าหนีและอยากจะลืมให้ปรากฏอีกครั้ง ก่อนจะลบมันต่อหน้าด้วยการตัดภาพไปยังเช้าวัน big cleaning day ทูเกตเตอร์วีดีลีท

นี่คือวิธีที่ภาพฉายของการเมืองส่วนบุคคล พุ่งเข้าปะทะกับการเมืองทางตรง นี่คือการอภิปรายภาพของสังคมร่วมสมัยที่ตอบคำถามว่าทำไมบางคนออกไปบนถนนและบางคนพยายามจะลืม

หากพ่อของเบสท์บ้านเบสท์คือตัวแทนของการเมืองแบบเสื่้อแดงคุณซาบซึ้งภาพแทนที่น่าสนใจอีกคนคือพี่นัทที่เบสท์จงเกลียดจงชัง ตัวละครที่ยอมจำนนต่อทุกอย่างในกรอบอันดีของดนตรีไทย และภาพฝาบ้าน  ทั้งต่อการถูกเหยียดเพศสภาพ ต่อความฝันที่พังทลาย และในฉากสุดท้ายเมื่อเธอถูกสั่งให้รำต่อไปอย่าหยุด กูจ้างมึงแล้ว กล้องตัดรับใบหน้าของเธอในเพศสภาพที่ถูกต้อง (ทุกคนที่รำรำในบทตัวพระ) เธอคือคนที่อาจเข้มแข็งที่สุดหรืออ่อนแอที่สุด ความฝันของการไปจากที่นี่เลือนลับ และเธอยังต้องรำแก้บนที่เธอไม่ได้บนไปอีกยาวนาน เธอคือคนที่รำแก้บนไปเรื่อยๆโดยไม่ปริปากบ่น และการรำแก้บนนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดในหนังคือการแก้บน มันก็น่าสนใจว่าการแก้บนคืออะไร มันอาจถูกแทนที่ได้ทั้งวิธีคิดแบบไทยๆที่ครอบสังคมนี้อยู่  คือความงมงาย ไสยศาสตร์ หรืออาการปากอย่างใจอย่างของสังคมดัดจริต ไปจนถึงการตีควาไมปทางการเมือง แต่สัญญะศาลพ่อปู่และการรำแก้บนนั้นอาจะน่าสนใจกว่านั้น เพราะมันคือโครงสร้างทั้งหมดของหนัง

สถานะของการรำแก้บนในเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงภาพสะท้อนอาการ ‘ไทยๆ’  ‘ภารกิจรำแก้บน’  คือหัวใจของหนัง กล่าวคือ ไม่ว่าจะชอบหรือชัง ไม่ว่าจะมีซับพลอตอย่างไร ถึงที่สุดหนังต้องเดินทางมาสู่สิ่งสำคัญคือการรำแก้บน  หากไม่มีการรำแก้บน ที่หนังดำเนินมาทั้งหมดก็สิ้นความหมาย ถึงที่สุดการรำแก้บนต้องเกิดขึ้นโดยตัวโครงสร้างของหนังเอง ไม่ว่าจะเต็มใจหรือต่อต้าน  ถึงที่สุดการรำแก้บนจะดำรงคงอยู่ไม่ว่าจะรำ ไม่รำ รำไม่ครบ มันคือโครงที่ครอบหนังเรื่องนี้ และนี่คือหัวใจของมัน  มันคือข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ที่มาจากตัวบท จากตัวโครงสร้างของหนังเอง หากหนังไม่มีการรำแก้บน ในแง่ที่ไม่สนใจการแก้บน เวลาที่หนังทุ่มเทให้กับความขัดแย้งหรือการฝึกซ้อมก็ไม่มีความหมาย สิ่งที่หนังจะพูดถึงอย่างไรต้องพูดในบริบทของการมีการรำแก้บน และนั้นคือสัญญะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ยิ่งใหญ่กว่าศักดิ์สิทธิ์ของพ่อปู่ เพราะมันไมไ่ด้แค่อยู่ในตัวบท แต่มันอยู่ในโครงสร้างราวกับตัวละครทุกตัววิ่งรอบสิ่งนั้น

ความหวาดวิตกอันอธิบายไม่ได้ กรอบคิดที่อยู่เหนือเหตุผลนั้นเป้นเหตุเป็นผลกว่า ถึงที่สุดผู้ชมจะต้องถูกชักจูงไปสู่การแก้บน ไม่ใช่ว่าเด็กจะแก้บนหรือไม่แก้บน แต่ทั้งการแก้บนและไม่แก้บนจะต้องส่งผลต่อเด็กๆ เพราะมันคือโครงเรื่องรัก มันคือเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุดแ้มันจะอยู่เหนือระดับการใช้เหตุผล  มันคือความจริงที่ห้ามโต้แย้ง เพราะถ้าไม่มีมันการมีตัวตนของตัวละคร และหรือตัวเราก็หมดความหมาย  มันคือเรื่องที่อยู่เหนือการพูด หรือการแสดงกฤษฎาภินิหารของพ่อปู่  กรอบความคิดเช่นนี้อยู่เลยพ้นไปจากการลืมรากเหง้า หรือความเป็นไทยหรืออะไรทั้งสิ้น  มันคือ tabooที่ห้ามพูดหรือห้ามคิด การแสดงออก ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่จะต้องกระทำไป เพื่อให้ดำรงคงอยู่ แม้แต่ยองที่ปฏิเสธการรำถึงที่สุดก็ยังไปแก้บน  ความกังวลอันนี้ความกลัวอันนี้เองที่ขับเคลื่อนให้ผู้คนเดินไป ไม่ว่าเราจะทำไปเพราะให้มันจบๆไป เพราะรักษาสัญญา เพราะความกลัวอิทธิฤทธิ์พ่อปู่ หรือเพราะทำไปแล้วก็ต้องไปให้สุด ทั้งหมดล้วนถูกครอบงำ ผลักดันด้วยความกลัว/ความกังวลชนิดนี้

หนังจบลงด้วยโมโนลอกเนิ่นยาวของยอง คนเดียวที่อาจจะได้ไปพ้นแต่ยองไปพ้นจากการรำแก้บนจริงๆหรือ หนังฉายภาพ (ซีนนี้หนังกวาดภาพไปยังผู้คนที่ชวนให้คิดถึงซีนท้ายเรื่องในเฉิ่ม) และแสดงให้เห็นถึงภาพของชีิวตซึ่งยังคงดำเนินไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผู้คนคาดหสังถึงวันที่ดีกว่าและใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดิม คนอย่างเอ็มก็ยังต้องไขว่คว้าความฝันจากการเต้นโคฟ (ซึ่งโดนทำลายล้างไม่เหลือซากเมื่ออีเฟื่องผู้ไม่ยี่หระต่อเขาแค่นเสียงว่า เรอะ ต่อลูกไม้สุดท้ายว่ากูเป็นแชมป์โคฟจะมาทิ้งกูไปได้ไง)  หรือ เจ ที่ยังคงเลื่อนไหลไปตามสภาพเด็กนักเรียนดี ใต้อำนาจของครูวิทยาศสาตร์  และเบสท์ในฐานะนักกีฬา การรำแก้บนกลับมาห่างไกลและไร้ความหมายต่อพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง แต่ความหวาดวิตกไม่เคยไปไหน ความกลัวรอคอยอยู่เงียบๆ กระทั่งเมื่อยองบอกว่าเขาอยากไปสิงคโปร์เพราะสิงคโปร์ดีกว่าไทย เขาก็พกพาความกลัวชนิดนี้ติดตัวไปด้วย ความหวาดวิตกไม่มีชื่อนี่เองคือสิ่งสำคัที่สุด  และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าเราจะบนหรือไม่ เราก็จะถูกถีบออกไปรำแก้บน ถูกถีบออกไปหัดตั้งวง ไม่ว่าจะตั้งได้หรือไม่หรือยากทำหรือไม่โดยไม่อาจโต้แย้งได้

ลงท้ายเช่นเคย ว่าทั้งหมดเป็นเพียงการตีความส่วนบุคคลของผู้เขียน และน่าดีใจยิ่งที่หนังเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตีความที่หลากหลาย สุดท้ายนี้ เราดีใจจริงๆที่ยังคงเชื่อมั่นในหนังของคงเดชมายาวนาน พอที่จะบอกเพื่อนชาติอื่นๆว่านอนกจากอภิชาติพงศ์ในผู้กำกับกระแสหลักร่วมสมัยเราเลือกคงเดชเป็นอันดับสอง และตั้งวงก็พิสูจน์เรื่องนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s