แหยม ยโสธร 3 (เพชรทาย วงศ์คำเหลา/2013/ไทย)บทสนทนาของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

b7e5bgghjc9bhjabbbcbb

นี่คือสิ่งที่เขาควรจะทำในวงศ์คำเหลา แต่มันมาสำเร็จเอาตอนนี้เอง

1.เราสงสัยมาตลอดว่า วงศ์คำเหลา เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวกันแน่น เพราะในขณะที่หนังมันน่าเบื่อมากๆ มันก็radical มากในระดับที่สน่าสนใจดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งเคยบอกว่านี่คือการเอาคนที่ปกติถูกผูกขาผูกขาดกับบทคนใช้ ให้ขึ้นมาแทนที่สลับตำแหน่งกับพวกผู้ลากมากดี เป็นการสับบทยาทชนิดที่อาจจะพลิกหน้ามือเป็นหลังตีนจากปวศ.ภาพยนตร์ไทยกระแสหลักที่ครองพื้นที่มาตลอด มากจนถึงขนาดที่การพูดภาษาถิ่นในหนังไทย (ผ่านระบบการพากย์ ) คือการแปรรูปภาษาถิ่นให้เป้นลูกผสมของภาษากลางปลับภาษาถิ่น เลยเถิดไปถึงการไม่ใช้ภาษาถิ่นในหนังเลย การขยับตำแหน่งในวงศ์คำเหลา เป็นได้ทั้งการขบถของคนอีสานในฐานะตัวตลก คนใช้ แต่ในขณะเดียวกันมันอาจจะมาในรูปของการเล่นสนุกของคนใช้เวลาเจ้านายไม่อยู่บ้านไม่มีอะไรมากกว่านั้นก็ได้

2.ย้อนกลับไปหาแหยม แหลมภาคแรกนั้นน่าสนใจในสภาวะอาการนอสตาลเจียหนังสิบหกของตัวหม่ำเอง ที่สลับตำแหน่งแบบไม่มากนักกล่าวคือเปลี่ยนจากพื้นที่ของท้องทุ่งแบบนิยายไม้เมืองเดิม (ชาวบ้านลูกทุ่งพื้นราบภาคกลาง) ให้ไปเป็นชาวบ้านในภาคอีสานที่เป็นครั้งแรกๆที่เอาภาษาอีสานมาขึ้นจอในฐานะหนังกระแสหลัก (นับจาก ลูกอีสานของวิจิตร คุณาวุฒิ และ ในเวลาต่อมากับลุงบุญมีระลึกชาติ และ ฮักนะสารคาม) การสลับตำแหน่งแห่งทีของ พื้นที่ (ทุ่งภาคกลาง VS ทุ่งอีสาน) ในแหยม เป็นอากาณนอสตาลเจียที่น่าสนใจ นาทึ่งแถมตัวหนังก็ยังดำเนินตามขนบหนังสิบหกมิตรเพชรา โดยเฉพาะมนต์รักลูทกทุ่งที่คราวนี้ลดบทบาทของมิตรเพชราลงแล้วหันไปเอาคู่ของบุปผา (ผ่านทางเจเนตเขียว) มาเป็นคู่นำ เป็นการสลับพื้นที่ทั้งของภูมิศาสตรื และของตัวละคร ที่ผลักตัวประกอบมาเป็นตัวนำ แต่แน่นอนทั้งมดอยุ่ในเซฟโซนของความเป็นหนังตลก

3.ความล้มเหลวของแหยม 2 ในสายตาของเรา อาจจะต้องประเมินใหม่ แหยมสองเล่นกับพื้นที่ของหนังตระกูลลูกสาวกำนันพ่อแง่แม่งอนกับปลัดหนุ่ม แต่มันเละๆเทะๆ และถ้าดเราจำไม่ผิดหนังพยายามปรับลุคตัวเองให้คนเมืองกินได้ (เราอาจเข้าใจไปเอง แต่การเลือกพระเอกเป็นสมาชิก tattoo color (ที่แม้จะเป็นคนพื้นที่ก็ตาม) +กับการโปรโมตในงานแสดงเดี่ยวของหม่ำเองทำให้เกิดพื้นที่อิหลักอิเหลื่อ ของการอยากขายความเปิ่นเทิ่งเฉิ่มเชยของความเป้นอีสาน แต่ทำหีบห่อเผื่อคนเมือง ซึ่งคนเมืองก็ไม่รับ และพื้นที่ก็ไม่เอา

4.พอมาถึงแหยมสาม มันทำให้เราอาจจะต้องกลับไปประเมินแหยมสองใหม่ (ตัดสินวจอยุ่ว่ากูควรดูซ้ำไหม) หนังมันยังคงเล่นกับgenre หนังสิบหกแบบ พ่อแม่ไม่ถูกกันแต่ลูกมารักกัน หนังกลับไปเป็นแบบแหยม1เต็มตัวโดยการเดินหน้าเป็นหนังตลกเต็มสปีด และอุดมไปด้วยความเถื่อนถ่อยในมุกตลกแบบชาวบ้านที่คนเมืองอาจจะไม่ขำ และค่อนไปทางน่ารังเดียจ ยิ่งมุกมากกว่าครึ่งเป็นมุกเกี่ยวกับรูตูด ก็ยิ่งทำให้มันเถื่อนถ่อยแบบตลกคาเฟ่ ต้นธารของมันมากขึ้นเรื่อยๆ การที่หนังหันมาเป็นแบบเดิม หนังตลกค่าเฟ่ มิวสิคัล ทำให้มันกลับมาสวมรอยต่อกับแหยม1ได้น่าสนใจมากๆ

5.ไปอ่านเรื่องย่อแหยมสองเพื่อทบทวนมา พบว่า แหยมสองนั้นแหยมเปลี่ยนจากชาวนาไปเป็นกำนัน เป็นคนมีอันจะกินทีได้ส่วนแบ่งจากรัฐ มีหน้ามีตาในพื้นที่ (นำมาสู่พลอตลูกสาวกำนัน) แต่แหยมสาม(ซึ่งไปๆมาๆไม่ต่อเนื่องกับแหยามทั้งสองภาคนักในแง่ชีวิตแหยม) แหยมกลับมาเป็นคนธรรมดา และมีประวัติกับรำพึงเมียกำนันคนปัจุบัน การกลับมาเป็นชาวบ้านของแหยมทำให้เขาเป้น underdog อีกครั้ง และลงไปอยุ่ตำแหน่งเดียวกับชาวบ้านทั่วไป หนังกลับมาประสานสอดคล้องกับความเป็นแหยมในภาคแรกอีกครั้งคนที่เป็นตัวประกอบอีกครั้ง

6.โอเคเข้าสู่ความเป้นตัวหนังจริงๆ มีสองสามอย่างที่เราคิดว่าน่าสนใจในการที่หนังทำเหมือนวงศ์คำเหลาคือกับมาล้อเล่นกับตัวหนังไทยในยุคสมัยนั้นเองด้วยกระบวนการ รีเมค เลียนแบบ ล้อเลียน อิงขนบ ต่อต้านและจำนนไปด้วย เป็นเหมือนการเบ่นสนุกของคนที่โดนกดทับ ซึ่งไม่ได้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่ได้ยอมจำนนด้วย ซึ่งมันมาในรูปแบบ

6.1 การทำให้ล้นเกิน : เสื้อผ้าหน้าผมของหนังไทย16 คือความล้นเกินโดยตัวของมันอยู่แล้ว เพราะทุกคนแม้จะเป็นชาวบ้านร้านตลาดแต่เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะแบบพร้อมจะเฉิดบนจอตลอดเวลา หนังทำแบบนี้มาตั้งแต่แหยมหนึ่งแต่การดำเนินไปในคราวนี้มันล้นเกินจนกลายเป็นการยั่วล้อ ความล้นเกินตามมาตรฐาน ลองดตัวละครยนกเอี้ยงที่ถูกกำนดเป็นนางร้ายของหนังที่นางมาเต็มทุกชุดผมเรียบตึงตลอดเวลา ราวกับว่าพร้อมจะขึ้นเวทีคอนเสริ์ต หรือการให้สีผิดเพี้ยนของเสื้อผ้า (แน่นอนมันมาจากอิทะิพลของสี และของฟิลืมเก่าในหนังไทยสิบหกสีตก รวมไปถึงยุคสมัยเทคนิคคัลเลอร์นั้นเอง) เพียงแต่ในแหยม ความพยามยามให้ตลกผ่านทางการล้นเกิน มันมีรากมาจากการล้อเลี้ยนตัวขนบหนังเอง มันก็เลยมีบทสนทนาขึ้นมา ระหว่างความไม่สมจริง กับความไม่สมจริงจนล้นเกิน ราวกับถ้าหนัง16 จำลองชีวิตให้ไม่สมจริงเพื่อให้เป็นหนัง แหยมก็จำลองหนังสิบหกให้ยิ่งเห็นว่าเป็นหนังว่าด้วยการทำให้เห็นว่าเป็นหนัง

6.2 การสลับตำแหน่งแห่งที่ :ภาษาและซับไตเติ้ล จำไม่ได้แล้วว่าแหยมสองตอนแรกขึ้นซับอย่างไร แต่แหยมสามน่าสนใจมากว่านอกจากการสลับภาษาหลักมาเป็นภาษาอีสาน (ไม่ต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำ) หนังยังพยายามเล่นมุกผ่านซับไตเติ้ลภาษากลางที่ไม่ตรงความหมายที่แท้ เล่นเลยเถิดไปจากสิ่งที่พูดจริงๆ บางครั้งแทบจะเป็นการเปลรี่ยนความหมายใหม่ โดยเฉพาะมุกพ้ืนถิ่นที่เข้าใจกันเอง ‘สี่ คน’หรือ ‘ควาย ‘ ซับไตเติ้ลที่แปลบิดเบือนความหมายของหนังโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เปิด ช่องว่างระหว่างผู้ชมกับตัวละคร ผู้ขมพื้นถิ่นกับผู้ชมคนเมือง คนที่อื่น ช่องว่าง การเว้นระยะนี้อาจไม่ได้มีนัยยะทางอินเทลเลคอะไรมากไปกว่าความห่ามการเล่นสนุกแต่มันน่าสนใจดีทีเดียว ว่าหนังพยายามกลบเกลื่อนหรือทำให้เเห้นเด่นชัดถึงความปริแตกรอยต่อของโลกสองภาษา ภาษากลาง VS ภาษาถิ่น ภาษาเขียนVSภาษาพูด

ตัวละครที่น่าสนใจมากๆในเรื่องคือคฑาเทพ กับคำผาน ซึ่งเสมอกันในฐานะพี่น้อง แต่คฑาเทพทัง้ชื่อทั้งหน้ากลายเป็นภาพแทนของพระเอกชาวกรุง แต่แน่นอน คฑาเทพพูดอีสานเป็นไฟ ในณะที่คำผานใช้ลูกหม่ำเล่นเอง พูดกลางมาตั้งแต่ภาคสอง ชอบกรุงเทพ เป็นคนเดียวที่ไม่ขึ้นซับไตเติ้ล (แม้แต่ข้าราชการในหนังเรื่องนี้ก็พูดภาษาถิ่น) คำผานเป็นตัวละครที่อาาจจะเป็นสะพานเชื่อมผู้ชมอื่นกับผู้ชมท้องถิ่น แต่คำผานกลายเป็นพวกโง่ทึ่ม เป็นตัวละครที่ไม่น่าจะฝากชีวิตอะไรได้ การสลับตำแหน่งแห่งที่ของคฑาเทพกับคำผานเลยกลายเป็นการยั่วล้อ อีกครั้ง ความไม่สมจริงในตัวขนบของหนังไทยเอง

6.3 การเป็นส่วนหนึ่ง การเป็นอื่น : OST เพลงลูกทุ่ง น่าสนใจมากว่านอกจากการพูดอีสานแล้ว ทั้งมหดของหนังยังเป็นดนตรีประกอบ แบบเพลงลูกทุ่งหมอลำ (แน่นอนเป็นหมอลำแบบลูกทุ่งประสาลูกทุ่งลาวฝั่งขวายุคจีไอ มากกว่าหมอลำพื้นถิ่นแบบดั้งเดิม) อย่างไรก็ตาม ฉากมิวสิคัลของหนังอย่างน้อยสองฉาก ใช้เพลงของยอดรัด สลักใจอย่าง รอวันเธอว่าง ซึ่งมันน่าสนใจมากว่าคนที่ร้องเพลงนี้คือคฑาเทพกับคำผาน คนที่ผ่านเมือง และกำลังจะเข้าเมือง เพลงลูกทุ่งในหนังไม่ได้ทำหน้าที่บอกอัตลักษณ์อะไรมากไปว่าการเป็นเพลงลุกทุ่งโดยรวมกล่าวคือไม่ว่าจะเพลงลุกทุ่งอีสาน หรือลูกทุ่งยอดรักก็เป็นอาการนอสตาลเจียทั้งสิ้น มันเลยไม่ใช่การขบถแบบมีระบบมากกว่าการเล่นสนุกของคนอีสานผ่านเมือง

6.4 การเฉลิมฉลองความไม่ศิวิไลซ์ : ความเถื่อนถ่อยของมุกตลก ที่เราชอบที่สุดในหนังคือสิ่งนี้ ความไม่ประนีประนอมของการใส่มุกตลก ขี้ๆตูดๆ หรือการใส่มุกให้ตัวละครกะเทยมีผู้ชายขอ พร้อมเพลงรักกระเทยเต็มๆเพลงหนึ่ง กระเทยในหนังแรดิคับลกว่าน้องภูน้องธีร์ในแง่ที่พวกเขาอยู่ในสังคมเดียวกับคนอื่นและดูเหมือนอยู่ในยุโทเปียได้แต่งงานกบัลูกสส. หนุนตัก ป้อนกล้วย ฟังเพลงรักกระเทยเท่าฟ้า แต่แน่นอนมันคือ safe zonของหนังตลกที่เอาไว้เหยียดกระเทยในคราวเดียวด้วย โดยรวมมันเลยทำหน้าที่เป็นมุกตลก ของโลกเดิมนั่นแหละ แต่มันก็เปิดเผยความไม่อินังขังขอบในการเป็นรักร่วมเพศ พอๆกับการไม่แยกของต่ำของสูง การล้อเล่นแบบชาวบ้านที่มีแนวระนาบของความหยาบโลนโดยไม่มีศักดินาในรูปมารยาททางสังคม มันคือรูปแบบของตลกคาเฟ่ที่คนเมืองอาจจะเบือนหนาหนี แต่มันมีสุนทรียะของมันที่น่าสนใจอยู่

อีกฉากที่น่าสนใจคือฉากคณะกรรมการประกวดร้องเพลง ที่หนังแทนที่จะล้อเดอะสตาร์ เอเอฟ กลายเป็นหนังล้อสิ่งที่แมสมากๆสำหรับมวลชนนั่นคือการประกวดดันดาราของตีสิบ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆๆๆ (ฉากด่ากันในงานประกวดก็เต้มไปด้วยมุกตลกใต้สะดือ มุกต่ำๆอย่างไหลลื่นต่อเนื่องและระคายเคืองต่อผู้ชมศีลธรรมจัดมากๆ)

7.แต่สิ่งที่เราสนใจที่สุดในหนังคือกรุงเทพ ในแหยมหนึ่ง การไปกรุงเทพของเจ้ยและคุณนางเอก หรุงเพททำหน้าที่เป็นสิ่งชั่วร้ายที่พรากคนรักไป (แต่หนังก็ตีมือด้วยการให้อีเจ้ยไปสวยจากบางกอกกลับมาอยุ่บ้าน) ในแหยม1มันล้อหนังยุคมิตร เพชรา แต่พอมาแหยมสองกรุงเทพเดินทางมาเป็นปลัดอำเภอที่กวนตีนจนน่าถีบ ความสัมพันธ์ของแหลมกับกรุงเทพจึงยั่วล้อขนบของหนังลูกทุ่งอยู่ไม่น้อย และยิ่งภาคสาม หนังล้อหนังยุคถัดมา ว่ากันตามจริงก็น่าจะช่วงยุค70’s ปลายๆ ในคราวนี้ หนังไม่ได้จบด้วยฉาก อีเจ้ยกลับจากกรุงเทพเมือ่ชั่วร้ายอีกแล้ว กรุงเทพกลายเป็นเมืองความหวัง ที่แหยมมาส่งลุกเข้าบางกอกไปเรียหนังสือ สถานะของบ้านนอกกับกรุงเทพที่พลิกไปพลิกมา ทั้งทำลายและสร้างหวังเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ

8.ถึงที่สุดมันน่าสนใจว่าความสัมพันธ์ของกรุงเทพกับชนบทเป็นอย่างไร ในสายตาของคนเมืองเราอาจผ่าแบ่งกรุงเทพกับชนบทออกจากกันในภาวะดำขาว เมืองชั่ว บ้านนอกดี แต่ในสายตาการมองกลับมันไม่ได้เป้นอย่างนั้นเพราะมันเต็มไปด้วยการปรับประสานต่อรอง การเลือกเข้าเอาออก การอยากเป็นอย่างนั้นและการปฏิเสธจะเป็นอย่างนั้น การกดขี่และการเอาคืน ในพื้นที่ของหนังตลก และจำเพาะเจาะจงต่อพื้นที่หนังตลกนี่เองที่พื้นที่ของการบ่อนเซาะความหมายดั้งเดิมจะถูกทำให้เห็นเด่นชัดโดยผ่านมุกตลกที่พูดถึงควาไมม่เข้ากัน ความเข้ากันไม่ได้ของคนสองส่วน มันจึงน่าสนใจมากว่า หนังตลกเป็นพื้นที่ No Man’s Land ของการอธิบายความสัมพันธ์แบบนี้

แน่นอนว่านี่พูดไปพุดมาดูเหมือนแหยมจะเป็นหนังอีกเรื่องไป เราขอยืนยันว่ามันเป็นหนังตลกขายความเป็นอีสาน ขายมุกต่ำอย่างที่เข้าใจกันนั่นแหละ แต่ในโลกของความไ่ตั้งใจสิ่งที่หนังเผลอพูดออกมามันช่างน่าสนใจจนไม่อาจปล่อยผ่านได้เลยทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s