MARGUERITE DURAS เสียงในความทรงจำ

 

 

duras-india-song

ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร อ่าน ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2554 – มีนาคม 2555

 

เราอาจจะพอเล่าคร่าวๆได้ว่าพวกเขาอยู่โรงแรมแห่งหนึ่ง Max Thor เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาพบกับ Stien คนยิวเยอรมันที่อยู่ในโรงแรม นั่งคุยกันใต้ร่มไม้ Maxรอเมียที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่เป็นเวลาสิบวัน และจะมาสมทบที่โรงแรม  Maxว่าบางทีพอจากกันนานๆเขาก็ชักจะลืมหน้าเมีย Stein มารอพบคนรักเก่า ท่ามกลางคนรักมากมายของเขา เขาพบเธอครั้งเดียวแล้วจากกันตลอดกาล พบกันที่นี่ เขาเลยมารอเธอที่นี่ ยังมีผู้หญิงอีกคน คุณนาย Elizabeth ที่นอนหลับอาบแดดอยู่ในสวนเกือบจะตลอดเวลา เธออ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกือบจะตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยอ่านจบเลยสักทีตลอดเวลา Alisa ภรรยาของ Maxตามมาสมทบ เธอเป็นคนรักเก่าของ Stein ด้วย พวกเขาพูดคุยกันในสวนของโรงแรม เล่นไพ่กัน นอนบนโถงห้อง  Stein มองเห็นอลิสาและMaxร่วมรักกันจากชั้นล่าง เขาบอกเธอเรื่องนี้  ซบไหล่พิงกัน Maxก็รู้ว่าพวกเขารักกัน แต่ไม่มีใครสนใจอะไร พวกเขาทั้งสามสนใจElizabeth เธอเพ่ิงฟิ้นไข้จากการแท้งลูก อาจจะไม่ได้รักลูกสาวของตัว และสามีของเธอก็เอาจจะเป็นพวกจอมเจ้าชู้อะไรแบบนั้น เรื่องในโรงแรมเดินไปอย่างสะเปะสะจับต้นชนปลายไม่ได้ พวกเขากลัวป่าที่ห้อมล้อมโรงแรม ส่วนตัวโรงแรมนั้นบอกว่ามีวิววสวยที่หาเท่าไรก็ไม่พบ มีแต่สวน ห้องว่างๆที่หน้าต่างเปิดโล่ง และมีเสียงการตีเทนนิสที่ไม่เคยเห็นผู้เล่น ราวกับตัวละครเรื่องเรืองขึ้นจากความมืด ไม่หรอก พวกเขาไม่ได้จมอยู่ในแสงที่เล็กน้อย หรือควานหากันในความมืดอะไรแบบนั้น พวกเขาแค่่เรื่อเรือง สลัวลาง ตัวตนของพวกเขาแผ่วจางเหมือนภูติผี เราอาจะรู้ชื่อ รู้ว่าเขาทำอะไร มาจากไหน หาดูได้จากสมุดบันทึกการเข้าพักของโรงแรม แต่พวกเขากลับพากันเจือจางอยู่บนเก้าอี้ในสวน ให้ห้องหับเงียบเชียบของโรงแรมร้างผู้คนที่มีแต่เสียงการตีเทนนิสที่เราไม่เคยเห็นคนเล่น พวกเขาพูดเรื่องที่เราไม่เข้าใจ หรือบางทีเราอาจจะไม่เข้าใจเอง พวกเขามีความสัมพันธ์ซับซ้อนต่อกันแต่ไม่เคยเฉลยคลี่คลายต่อหน้าเรา พวกเขาเรื่อเรืองขึ้นแล้วค่อยๆดับไปอย่างช้าๆพร้อมกับม้วนฟิล์ม

 

 

ในบ้านหลังเล็กอีกที่หนึ่ง นี้คือช่วงเวลายามบ่าย  วันที่อากาศหนาวอยู่สักเล็กน้อย สรรพสิ่งสงบอ้อยสร้อยอยู่ในโมงยามที่ราวกับหยุดนิ่ง  เสียงวิทยุแผ่วข่าวที่ผู้ฟังเพียงเปิดทิ้งอย่างใจลอย  หวนให้ได้ยินเพียงเสียงเปียโน  โน๊ตสำหรับเด็กๆหัดเล่นของลูกสาวที่เหมือนตกค้างในอากาศแล้วเพิ่งปรากฏกาย หญิงสาวนั่งนิ่งจ้องมองผ่านหน้าต่างไปยังสวน  หญิงสาวเดินเชื่องช้าในสวนนั้น  หญิงสาวรีดผ้าช้าเชื่องและหยุดเสียกลางคัน  หญิงสาวและหญิงสาวผิงไฟจากเศษกิ่งไม้เกลื่อนสวนที่เธอมากองรวมกันและจุดไฟเผา  จังหวะเนิบช้าและเงียบเชียบ แมวหง่าวสีดำที่ง่วงหาวตรงกรอบหน้าต่าง  ยามบ่ายสมบูรณ์แบบเหมือนภาพเขียนสักภาพ หากคือยามบ่ายอันอวลกระอายของกลิ่นแห่งความพิพักพิพ่วน ความอ่อนไหวที่ปริ่มจะระเบิดออกในยามบ่ายอันสงบ จนกระทั่งเซลล์แมนขายเครื่องซักผ้านายหนึ่งโผล่เข้ามาในฉากของหญิงสาวกับหญิงสาว  พกพาความกระอักกระอ่วนผิดที่ผิดทาง ทะลึ่งพรวดสู่ฉากภาพอันสมบูรณ์ ก่อนจะล่าถอยไป  กลางความเงียบอันอ่อนไหว หญิงสาวและหญิงสาว  ยามบ่ายอันลึกลับ อันอ่อนไหว อันสงบเงียบ อันสะเทือนไหว   ยามบ่าย นี้เป็นเพียงช่วงเวลายามบ่าย

คนอีกกลุ่มอาศัยอยู่ในสถานทูตในเมือกัลกัตตา นั่น เธอคือ Anne Marie Stretter ภริยาของท่านทูต ซึ่งมีสัมพันธ์ลับๆอยู่กับ Michael Richardson เขาทิ้งคู่หมั้นของเขา มาหาเธอหลังจากพบกันเพียงครั้งเดียวในงานเลี้ยง และยังมีคนหนุ่มอีกสองสามคนที่ติดตามเธอมา  พวกเขาเดินเล่นในสวนร้าง นอนเปลือยอกบนพื้น เมืองที่มีอากาศระอุแม้ยามดื่นดึก เสียงของหญิงขอทานชาวลาวเสียดแทรกเข้ามาในอากาศ  หญิงขอทานซึ่งเดินเท้าจากสะหวันนะเขตข้ามมาจนถึงกัลกัตตา หญิงซึ่งร้องเพลงพื้นเมือง และร้องขออาหาร ใครคนหนึ่งในกลุ่มติดตามหญิงสาวคนนี้ไปรอบๆเมืองๆ พกพาเอาเสียงร้องขอของเธอให้อวลลอยในอากาศ พวกเขาจัดงานเลี้ยงรับรองกันขึ้น Anne Marie Stretter เต้นรำกับ Michael Richardson ทั้งคืน ทิ้งให้ท่านรองกงสุลที่ตามรักเธอต้องโดดเดี่ยว พวกเขาจะพากันลงไปยังเรือนรับรองที่เกาะ แต่เธอไม่ให้ท่านรองกงสุลติดตามไป เขายืนมองเธอเต้นรำด้วยหัวใสลาย เขาร้องให้ กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเหมือนเด็ก และเสียงร้องเขายังเสียดแทรกอากาศอยู่แม่ว่าเขาจะจากไปนานนับนาน เสียงของรองกงสุลค้างอยู่เช่นนั้น ปะปนไปกับเสียงของหญิงขอทาน Anne Marie Stretter จะต้องตาย ท่านรองกงสุลอยู่ในตอนที่เธอตาย หลังเธอตาย ไมเคิล ริชาร์ดสันจะออกจากอินเดีย แต่เราจะไม่เห็นเธอตาย ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่า ภูติผีของพวกเขาและเธอเลื่อนลอยอยู่ในห้องโอ่อ่าที่รกร้างว่างเปล่า

 

แล้วยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งในปราสาทหรูหรา ที่โรงแรมตีนเขา ผู้ชายที่เคาน์เตอร์กับนักข่าวที่เพิ่งเดินเข้ามาเล่าเรื่องนาง Vera baxter หญิงลึกลับที่มาพักที่ปราสาทหรูหราทุกปี  เธอมีสามีรวยๆที่ไม่ได้เอาใจใส่เธอมากนัก พวกเขาเล่าให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง ผู้หญิงอีกคนโผล่มาแล้วบอกว่ามีคนเช่าบ้านนั้นแล้ว  นายหน้าผู้ให้เช่าตามหาหญิงสาวไม่พบ โทรไปก็ไม่มีคนรับ ไม่มีใครติดต่อได้เธออยู่ในบ้านไม่ยอมออกมา ผู้หญิงแปลกหน้าลึกลับที่ทุกคนพูดถึง  ต่อมาหญิงสาวที่มาใหมได้พบกับ Vera Baxter ในบ้านของเธอ ภาพทะเล สวน ต้นไม้ กรอบหน้าต่าง ถูกแทรกเข้ามาในบทสนทนาของผู้หญิงสองคนคนหนึ่งเป็นเมียเอก และอีกคนเป็นเมียเก็บ สามีของเวรามีเมียเก็บมากมาย หญิงสาวเป็นหนึ่งในนั้น เธอสองคนพูดเรื่องของJean สามีร่ำรวยของVera พวกเธอต่างบอกกันว่าต่างโกหกเรื่องต่างๆ ที่แน่ๆ Veraก็คบชู้กับใครสักคนและพาเขามาที่นี่ด้วย  คำลวงของความทรมาน  รักของเธอสองคนดำเนินไปเช่นนั้น

เวราโทรไปหาสามีของเธอพยายามควบคุมอารมณ์ แต่ในที่สุดก็เกรี้ยวกราด แต่เราไม่ได้เห็น ทุกครั้งที่เธอของขึ้นกล้องจะตัดไปหาทะเล ท้องฟ้า สวน กรอบประตู ช่องทางเดินของบ้าน เธอขอให้เขาเลิกกับเธอเสีย และเขารู้ว่าเธอนอกใจ ซึ่งเขาไม่อาจทนได้ ที่ปลายสายอีกด้านเด็กสาวคนหนึ่งถามเอากับกล้องว่าคุณโทรหาเธอใช่ไหม ใจอยากจะโทรกลับไปแต่ไม่ได้ทำ

หญิงสาวแปลกหน้าจากโรงแรมตีนเขาเดินทางมาหาVeraที่บ้าน เธอเป็นตัวแทนของชายหนุ่มที่บาร์ที่เรารู้แล้วว่าเป็นชู้รัก  Veraเล่าเรื่องของชู้รัก เล่าเรื่องของสามีที่เงินมากแต่ไม่ได้ร่ำรวยเลยสักนิด  ชายคนที่Veraแต่งงานด้วยเป็นเพียงนายทึ่มมากรักผู้น่าเบื่อหน่าย ชู้รักของเธออาจหล่อเหลาแต่ก็เป็นแค่แมงดาเกาะผู้หญิงกิน พวกเธอผลัดกันเล่าเรื่องเฉพาะของVeraเอง หญิงแปลกหน้าบอกจะพาเธอไปหานายหน้าเรื่องเช่าบ้าน ไปพบชู้รักที่บาร์ แต่ผู้หญิงสองคนก็พูดคุยกันท่ามกลางภาพของทะเล กรอบหน้าต่าง สวน ปราสาทโบราณ ภาพที่ถูกสอดแทรกเข้ามาท่ามแสงซึ่งโพล้เพล้ลงไปเรื่อยๆ

นี้คือเรื่องเล่าบางเรื่องของเธอ เรื่องเล่าที่ไม่ได้ถูกเล่าอย่างที่เขาเล่ากันทั่วไป ก็อย่างที่ได้อ่านไป มันถูกเล่าเป็นเพียงบางส่วน ถูกเบียดแทรกด้วยเสียงอื่น ถูกทำลายลงอย่างไม่ปะติดปะต่อ ด้วยการอมพะนำและไม่เล่า ไม่กระทั่งปริปากพูด และนั่นคือวิธีที่เธอเล่าเรื่อง

 

เรื่องเล่าของDURAS

 

‘อาจจะ บางที เป็นไปได้ว่า แต่ก็อาจจะไม่’  คำเหล่านี้อาจจะเป็นคำที่เหมาะเจาะเมื่อคุณจำเป็นจะต้องอธิบาย สิ่งที่เกิดขึ้น และเจือจางไปต่อหน้าจอของคุณในภาพยนต์ของ Marguerite Duras  ราวกับมีบ้านสักหลังที่คุณมองไม่เห็นบ้านทั้งหลัง หรือห้องที่คุณเห็นเพียงบางส่วน  ต่อให้ใหญ่โตโอ่อ่าอย่างโรงแรม หรือวิลล่าสวยๆ คุณก็จะจินตนาการไม่ออกว่าสถานที่นั้นคือที่ใด ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตัวละครที่คุณเห็นดูราวกับจะเป็นภูติผีมากกว่ามนุษย์ ภูติผีซึ่งล่องลอยอยู่บนจอท่ามกลางเสียงเล่าที่ไม่นำพาเราไปสู่สิ่งใด เมื่อใครทำอะไร เรามักจะไม่เห็นว่าเขาหรือเธอทำ เราอนุมานเอา และอย่างไม่อาจรับทราบถึงแรงจูงใจใดๆ พวกเขาอาจจะตายมาแล้วสองร้อยปี หรือไม่ได้มีอยู่ อาจจะทำหรือไม่ได้ทำ รักหรือไม่ได้รัก  หรือบางทีอาจจะเป็นแค่ภาพเรืองแสงคล้ายมนุษย์เท่านั้นเอง

 

ใครต่อใครอาจรู้จักเธอผ่านภาพร่างเปลือยของเด็กสาวแรกรุ่นที่มีชู้รัก เป็นหนุ่มใหญ่ชาวจีน จากหนังอีโรติค ย่าง The Lover (ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเธอเอง) ภาพลักษณ์ exotic ของเวียดนาม กลายเป็นภาพจำที่เรามีต่อ มาร์เกอริต ดูราส์ (Marguerite Duras)

หากในหนังเรื่องนั้นเลือกหยิบเพียงส่วนเดียวจากชีวิตของเธอมาเล่า  แล้วขยายภาพฉากรักเสียจนเลิศเลอ ทั้งๆ ที่จริงเธอคือเด็กสาวชาวฝรั่งเศสที่เกิดในเวียดนาม พ่อกับแม่ของเธอ เดินทางมาอาศัยที่เวียดนามตามโครงการของรัฐที่ให้คนฝรั่งเศสเข้าไปอาศัยใน ดินแดนอาณานิคมได้  หลังจากใช้ชีวิตวัยเด็กและแรกรุ่นใน ประเทศแถบอินโดจีน  Duras และครอบครัวย้ายกลับมาฝรั่งเศส เธอเข้าเรียนสาขารัฐศาสตร์ กฎหมาย ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์   และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเธอเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี

เธอเป็นทั้งนักเขียนนิยาย บทละคร ผู้กำกับหนัง และเป็นนักคิดคนสำคัญที่ไม่เคยเข้าพวกกลุ่มใด  งานวรรณกรรมของเธอนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างดี ทั้งในแง่ของความงดงามทางภาษา และเสียงเล่าที่ทรงพลัง ไม่ปะติดปะต่อ ผุดพรายประหนึ่งก้วงความทรงจำที่เลือนเอาทั้งเหตุการณ์ สถานที่ และ เวลาเข้าหากัน

หากในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์  ชื่อของ Marguerite Duras มักถูกจดจำในฐานะคนทำหนังที่เต็มไปด้วยการทดลองอันหาญกล้า หนังของ Duras พร่าเลือนเสียยิ่งกว่าวรรณกรรมของเธอ  คนดูครึ่งหนึ่งชื่นชมบูชาเธอในฐานะคนทำหนังที่ก้าวไปสู่ขอบเขตใหม่ๆของภาพยนตร์อย่างไม่ปะนีประนอม ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งสาปส่งหนังของเธอ ว่ามันช่างน่าเบื่อ ไม่มีใครทำอะไรในหนัง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่คนนั่งอ่านหนังสือ โธ่เอ๋ย!

ตัวละครหลักที่เป็นสตรี เสียงเล่าที่ซับซ้อน แตกกระสานซ่านเซ็นออกจากตัวภาพในระดับที่ไม่อาจประสานกันได้แต่ก็ไม่อาจดำรงคงอยู่เพื่อให้มีความหมายอย่างสมบูรณ์ในตัวมันเองได้เช่นกัน  หรือเรื่องเล่าของความรักที่ไม่อาจครอบครองซึ่งเป็นประหนึ่งภาพสะท้อนสองระดับ ทั้งต่อตัวละครที่กัดกินลึกซึ้งลงในความรู้สึกสะเทือนไหว ไร้ความจีรังยังยืน ราวกับเมื่อเริ่มตกหลุมรักความรักก็กำลังตายลง และในอีกทางหนึ่งความรักที่ไม่อาจเติมเต็มนี้็สะท้อนความเจ็บปวดต่อโลกในอีกระดับด้วยเช่นกัน

Duras เริ่มต้นในวงการภาพยนตร์ด้วยการเขียนบท Hiroshima Mon Amour ภาพยนตร์เรื่องสำคัญของ Alain Resnais ซึ่งเป็นชนวนสำคัญในการระเบิดขึ้นของ French New Wave ในหนังเรื่องนี้ Duras เล่าเรื่องความสัมพันธ์ข้ามคืนของดาราสาวชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์ในฮิโรชิมา และพบพานกับสถาปนิกหนุ่มชาวญี่ปุ่น  พวกเขาพบกันร่วมรักกัน และสนทนากันถึงคนรักเก่าที่บ้านเกิดของเธอ ทหารเยอรมันในชนบทฝรั่งเศส ศัตรูซึ่งตายลงในคืนที่พวกเขาจะหนีไปด้วยกัน เธอถูกคนทั้งเมืองจับกร้อนผมและขังไว้ในห้องใต้ดินตลอดช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองหลังสงคราม  คืนหนึ่งเธอหนีไปจากที่นั่น สิบปีล่วงผ่าน แต่เธอังจดจำเมืองนั้นแม้พยายามจะลืม จนเธอได้พบเขาในฮิโรชิม่าที่เธอพยายามจดจำแต่ก็คงจะลืมไปจนหมดสิ้น

ช่วงปี 1966 Duras เริ่มกำกับหนังเองเป็นครั้งแรกโดยร่วมกำกับกับ Paul Seben ใน La Musica หนังที่เล่าเรื่องของสองผัวเมียงที่แยกทางกันไปแล้วแต่กลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อเซ็นใบหย่าให้กันในโรงแรมนอกเมือง จวบจนปี 1969 Duras จึงกำกับหนังแบบฉายเดี่ยวเป็นครั้งแรก และผลลัพธ์ของหนัง 18 เรื่อง หลังจากนั้นได้กลายเป็นหนังที่พิเศษไม่เหมือนใคร ไปตลอดกาล

เราอาจแบ่งหนังของ Durasได้หลายแบบ อาจจะไล่ตามปีที่สร้างของหนัง หรือ ชุดตัวละครที่หนังเลือกใช้ อย่างไรก็ดีในที่นี่ผู้เขียนขอเลือกจัดกลุ่มหนังของ Duras ตามลักษณะเด่นๆในหนังของเธอ

เรื่องของเสียงเล่า 

แรกเริ่มเดิมทีนั้นภาพยนตร์ไม่มีเสียง ในยุคสมัยของหนังเงียบ คุณค่าทางศิลปะของภาพยนตร์ขึ้นอยู่กบพลังของภาพแต่เพียงอย่างเดียว หากเมื่อภาพยนตร์มีเสียง  ภาพยนตร์ก็ได้พาตัวเองถลำลึกเข้าไปสู่โลกของเรื่องเล่าโดยสมบูรณ์ โดยผ่านไปทางเสียงของบทสนทนา  เขาสู่โลกของเสียงประกอบ เข้าสู่โลกของเสียงบรรยาย เมื่อตัวละครสามารถพูดบอกเล่าได้ หรือแสดงน้ำเสียงได้  ในโลกของหนังเสียง ภาพยนตร์ได้รับพลังของการพูด(ที่แน่นอนต้องสอดรับไปกับภาพ) อย่างไรก็ตาม ในโลกเช่นนี้มันก็ยังเป็นโลกที่ภาพได้รับศักดินาอยู่เหนือเสียงชั้นหนึ่ง เสียงซึ่งจำต้องล้อไปกับภาพ เสียงซึ่งพูดสิ่งที่ภาพได้พูดไว้แล้ว หากศักดินาเช่นนี้ถูกทำลายลงในหนังของMarguerite Duras *1

เนื่องเพราะในหนังของ Duras เสียงไม่ได้รับใช้ภาพอีกต่อไป เสียงกับภาพในหนังของเธอแยกจากกัน หากไม่ใช่การแยจากกันเป็นเอกเทศ  เพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเพียงดูภาพแต่เพียงอย่างเดียวหรือฟังเสียงแต่เพียงอย่างเดียว ในหนังของเธอ เมื่อเสียงแยกจากภาพทั้งคู่จะตายลง แต่เมื่ออยู่รวมกัน ก็ไม่ได้กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน หากมีแต่การอยู่ร่วมกันเพื่อย้อนแย้งทำลายกันแะกันท่านั้นจึงจะทำให้ภาพยนตร์ของเธอสมบูรณ์

 

ในหนังของDuras ตัวละครจะพากันสนทนา แต่เราไม่มีทางรู้ว่าบทสนทนาคือเสียงของตัวละครจริงกระนั้นหรือ หรือถ้าเรารู้ เราก็ไม่อาจบอกได้ว่าตัวละครสนทนากัน หรือกำลังสนทนากับผู้ชม

เริ่มต้นจาก Woman of the Ganges (1974) ที่เล่าเรื่องของคนสี่ห้าคนที่หาด ทราย  พวกเขาแค่ยืนเหม่อมอง ตัดสลับกับภาพไร้การเคลื่อนไหวของโรงแรมริมหาด ผ้าม่านถูกลมพัด ทรายในซอกน้ิว หรือโถงทางว่างเปล่า เสียงเล่านั้นเป็นของสตรีสองนางซึ่งอาจจะเป็นคนที่อยู่ที่ชายหาดหรือไม่ก็ได้ เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่เดินทางมายังโรงแรมเพื่อที่จะฆ่าตัวตายเนื่องจากเขาต้องเลิกร้างกับคนรักเก่า ในหนังเรื่องนี้เสียงเล่าขยับขึ้นมากำหนดความหมายของเรื่อง ภาพและบทสนทนาเลื่อนไหลลงไปเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเอง

ต่อมาในindia Song (1974) ตลอดทั้งเรื่องบรรดาตัวละครในสถานทูตทำเพียงแค่เดินไปเดินมา เต้นรำ สูบบุหรี่ นอนบนพื้น ในขณะที่ตลอดเวลาจะมีเสียงบรรยาย บ้างเป็นบทสนทนา บ้างเล่าถึงอนาคตของบางตัวละคร บ้างประชดเสียดสีตัวละคร บ้างเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง บ้างเป็นเสียงของผู้ที่ไม่อยู่ในฉาก และ แทรกสอดด้วยเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวชาวลาวที่ร้องเพลงและร้องขอข้าวกิน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อท่านรองกงสุลโดนปฏิเสธรัก เสียงร้องคร่ำครวญของเขาก็ยังดำรงคงอยู่แม้เขาจะจากไป เสียดแทรกเข้ามาในเสียงตัวละคร ท่านกงสุลเป็นเสียงขอคร่ำครวญอันรวดร้าวของภูติผี เฉกเช่นเสียงของหญิงขอทาน ที่หนักหนาไปกว่านั้นคือไม่ว่าเสียงใดที่เราได้ยินไม่ได้ออกจากปากตัวละครโดยตรงเลยสักคน พวกเขาหุบปากสนิทโดยตลอดทั้งเรื่อง มีแต่เสียงเท่านั้นที่ล่องลอยฟุ้งกระจาย

 

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของภาพ และเสียง อันไม่สัมพันธ์ หนังกลับตอกตรึงสายตาผู้ดูด้วยภาพอันทรงพลัง อาคารเก่าแก่ปิดตาย สนามที่ปูนแตกกร่อน สนามเทนนิสว่างเปล่า แนวต้นไม้ทอดยาวไม่รู้จบ กล้องทอดสายตาไปในสวนอันค่อยๆมืดมน โถงทางเดินอันยืดยาว

 

หนังใช้ภาพกับเสียงที่ไม่สัมพันธ์กันทำลายความสามารถในการรับรู้ของคนดู เมื่อตัวละครไม่ได้พูดแต่เรากลับได้ยินเสียง และเสียงนั้นมีมากกว่าหนึ่งคน บางครั้งอ่อนหวาน บางครั้งกราดเกรี้ยว มันอาจเข้าใจได้ หากเสียงนั้นคือเสียงของ ผู้เล่า แต่เปล่าเลย เสียงนั้นบางครั้งก็ดังมาราวกับมีส่วนร่วมกับตัวละคร (แต่อยู่นอกจอ)บางครั้งก็เสไปเล่าเรื่องของตัวละคร

 

ผู้เล่าในIndia Song  จึงไม่ใช่บุคคลในภาพที่เราเห็น(และยิ่งหนักหนามากขึ้นเมื่อภาพที่เราเห็น หลายต่อหลายครั้งเป็นภาพลวงตา เป็นเพียงภาพสะท้อนจากกระจกเงาบานใหญ่ระจกทำลายการรับรู้ทิศทางของคนดูจนหมดสิ้น เมื่อบางครั้งหนังทอดกล้องให้เราเห็นตัวละครเดินลงบันไดมา แต่เธอกลับโผล่มาปรากฏอยู่ด้านข้างของจอ ฉากหนึ่งเราเห็นฉายหนุ่มเบือนหน้าหนีคู่เต้นรำ แต่ภาพนั้นสะท้อนเงากระจก ที่แท้เขาจ้องมองคู่เต้นหากหันหลังให้กระจก

กล่าวอย่างง่ายที่สุด นี่คือการพลัดหลงอย่างถึงที่สุดของคนดู เพราะหนังเรื่องนี้คือเรื่องเล่าไม่ปะติดปะต่อ เสียงที่ไม่ทราบที่มา และภาพที่ไม่อาจกำหนดทิศทาง คนดูถูกทอดทิ้งไว้ท่ามกลางสรรพสิ่งอันเป็นองค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน หากเต็มไปด้วยพลังลึกลับ ราวกับพลัดหลงไปในมิติประหลาด ที่เราไม่รู้จัก ไม่มีทางเข้า และไม่มีทางออก )

ตัวละครในหนังไม่มีใครปริปากพูดตลอดเรื่อง อันที่จริงมันราวกับว่าบรรดาตัวละครพากันมานั่งดูวีดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วเล่าสู่เหตุการณ์กันฟังว่าฉันพูดอะไร หรือไม่ได้พูดอะไร หรือที่จริงแล้วมีอะไรอยู่นอกฉากนั้น

 

หากในความเป็นจริงนั้นแตกต่างไปมาก Duras ถ่ายหนังเรื่องนี้โดยการให้ตัวละครมาบันทึกเสียงกันก่อน เสียงทั้งหมดถูกจัดวางเรียบร้อยแล้วก่อนจะถ่ายทำหนัง เมื่อถ่ายทำ Duras จะเอาเสียงนี้มาเปิด  และให้ตัวละคร ‘ฟัง’แล้วปฏิบัติตาม  Duras บอกว่าเธอกำชับ Delphine Seyrig  (ผู้รับบทAnne Marie Stretter)  ว่า ห้ามเล่นเป็นตัวละคร ห้ามเข้าถึงตัวละคร เธอจะแค่ต้องฟังสิ่งที่ถูบันทึกเอาไวแล้วทำตาม เมื่อเสียงนั้นบอกว่าเธอเดินไปที่เปียโน Delphine จึงจะเดินไปที่เปียโน ระยะเวลาระหว่างการฟังแล้วทำตามได้ดึงตัวนักแสดงออกจากตัวละคร พวกเขาเป็นเพียงสิ่งซึ่งทำตามคำสั่งของเสียง เป็นเพียงแบบจำลองของสิ่งที่เสียงสั่งให้ทำ ไม่ได้เป็นมนุษย์ เป็นดังภูติผีเสียมากกว่า

 

สิ่งนี้ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งอย่างหมดสิ้นความประนีประนอมใน Son nom de Venise dans Calcutta Desert(1976) หนังที่เป็นเสมือคู่แฝดของIndia Song  ในหนังเรื่องนี้ Duras ยกเอาเสียงทั้งหมดของIndia Song มาวางประกบคู่กับภาพที่เป็นเพียงการถ่ายอาคารร้าง อาคารที่อาจจะใช้เป็นอาคารสถานทูตในIndia Song กล้องกวาดจับ พื้น ผนัง เพดาน สวนเศษอิฐปูนกล่นเกลื่อน วัชพืชงอกงามที่นั่นที่นี่ ถึงที่สุด กระทั่งบรรดาตัวละครก็ระเหิดหายไป เหลือเพียงอาคารว่างเปล่าและเสียงของผู้คนที่ล่องลอยราวกับว่าถึงที่สุดพวกเขาก็ได้ตายลง หรือหายตัวไปด้วย พวกเขากลายเป็นเช่นหญิงขอาน และท่านกงสุล กลายเป็เนเพียงเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณที่ยังวนเวียนในอาคารเก่าคร่ำคร่า  มาถึงจุดนี้ เสียงไม่เพียงแต่สั่งการนักแสดงเท่านั้น หากกำหนดจินตนาการของผู้ชม มันต่างไปจากการเป็นเสียงเล่า เพราะในตัวมันเองมีความย้อนแย้งกันอยู่ มีทั้งอากัปของการสนทนาหรือการเล่าที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่เล่าไปแล้ว ด้วยลักษณาการนี้ Son nom de Venise จึงมีลักษณะของการเป็นการหลงติดในบ้านผีสิงมากกว่าสารคดีนำเที่ยวสถานทูต

 

จนกระทั่งมาถึงหนังเรื่องสำคัญอีกเรื่องของเธอ นั่นคือ  Le Camion หนังที่ถือได้ว่าก้าวไปไกลกว่าสิ่งที่ Hiroshima Mon Amour และ India Song เคยทำไว้ เพราะนี่คือหนังที่ Duras  ทำโดยการนัดนกแสดงชาย  Gerard Depardieu  มาที่บ้าน จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งลง อ่านเรื่องที่ Duras  แต่งขึ้น เรื่องของสาวนักโก กับคนขับรถบรรทุกหัวเอียงซ้าย ทั้งคู่อาจจะมีบทของตัวเอง แต่พวกเขาอ่านทั้งหมด ทั้งคำบรรยาภาพและบทสนทนา ภาพในหนังคือการบันทึกการอ่านของคนทั้งคู่ ตัดสลับกับภาพจากการะจกรถบรรทุกที่ท่องไปตามทัศนียภาพต่างๆ ภาพของชีวิตยากจนรายทาง ดินแดนรกร้างห่างไกลคลอไปกับดนตรีเบาบางของ บีโธเฟน ซึ่งตลอดหนังทั้งเรื่องมีเพียงภาพสองแบบนี้เท่านั้น

 

Duras ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเอาไว้อย่าน่าสนใจว่า สำหรับเธอ นี่ไม่ใช่การแสดง หัวใจของหนังเรื่องนี้คือ ‘การอ่าน’ การอ่านของเธอไม่ใช่การรับบทบาท ดังนั้นมันจึงไม่สามารถจะเป็นละครเวที หรือไม่สามารถจะเป็นแม้แต่หนังสือเพื่ออ่านในใจได้ มันคือการอ่านโดยตัวของมันเอง ภาพของการอ่านสลับคลอไปด้วยจังหวะของดนตรีและภาพทัศนียภาพ การจับจ้องมองการอ่าน และการฟังการอ่าน ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์  กล่าวอย่างถึงที่สุดเสียงของการอ่านและภาพของการอ่าน ภาพของทัศนียภาพรวมกันต่างหากคือหนังทั้งเรื่องนี้ มันไม่ใช่หนังว่าด้วยตัวละครอ่านหนังสือ หากมันคือการรับรู้เรื่องในอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง

 

ดูเหมือน Le Camion จะเป็นจุดเปลี่ยนบางประการของ Duras หลังจากหนังเรื่องนี้ Duras ก็แทบไม่กลับมาทำหนังในแบบขนบอีกเลย(ขนบในที่นี้ เราอาจจะพูดได้เพียงว่า อย่างน้อยก็เป็นหนังที่พอจะมีเรื่องเล่า บทสนทนาและตัวละครอยู่บ้าง แต่ไม่ได้หมายถึงขนบกนังเล่าเรื่องปกติแต่อย่างใด) เพราะหลังจาก  Le  Camion เธอก็ทำ Les Mains Negatives(1978) , Cesaree (1978) , Aurelia Steiner ( มีสองภาค คือ  Melbourne และ Vancouver) (1979) และ Dialouge de Rome( 1983) หนังในกลุ่มนี้ล้วนเป็นแต่ภาพของทัศนียภาพในสถานที่สักแห่งหนึ่ง ภาพยามเช้าของกรุงปารีส ภาพของสวนสาธารณะ หรือภาพของสถานที่ท่องเที่ยว สักแห่ง คลอไปกับเสียงเล่าเรื่องของตัวเธอเอง บทความที่เธอเขียนขึ้นด้วยอาการกึ่งบทกวี การเล่าว่าสวนที่เห็นคือเมืองโบราณที่กำลังล่มสลาย การฉายภาพยามเช้าของคนยากจนริมทางคลอไปกับเรื่องเล่าตำนานโบราณ หรือกระทั่งการท่องเที่ยวในโรมที่เสียงเป็นบทสทนาเกี่ยวกับความรักของเธอกับ Yann Andrea นักเขียนรุ่นน้องที่เป็นเพื่อนคู่คิดของ Duras

 

อย่างไรก็ดี หนังที่เราควรจะกล่าวถึงเพื่อปิดพลังของเสียงเล่าของเธอคือ   Agatha et les Lectures Illimitees เพราะนี่คือหนึ่งในหนังที่อาจจะส่วนตัวที่สุดของเธอ เรื่องหนึ่ง หนังเป็นทั้งการควบรวมเอาเสียงเล่าของเธอ ผสานเข้ากับเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องเล่าสำคัญของเธอมาตลอด นั่นคือ เรื่องรักที่ไม่อาจสมหวัง

 

ในหนังเรื่องนี้ภาพนั้นมีเพียง โรงแรมที่เหมือนจะร้าง โถงทางเดิน ห้องล๊อบบี้ ทุกที่ว่างเปล่า นอกบานหน้าต่าง ทุกอย่าดูเหงาเศร้าในวันที่แทบไม่มีแสงแดด  ทะเลสบราบเรียบ ราวกับว่ามันจะเป็นวันที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียจริงด้วย Agatha เดินทางมาที่โรงแรมริมทะเลแห่งนี้เพื่อพบกับคนรักก่าของเธอ กล่าวให้ถูกต้อง ‘พี่ชายของเธอเอง’  ทั้งคู่นัดพบกันอีกครั้งที่นี่ หลบสามีและภรรยาของตัวเองมาพบกัน แต่ที่พวกเขาทำคือการยืนมองเหม่อไปทางทะเล  นอนหลับอยู่บนโซฟา เสียงที่เราได้ยินก็คือเสียงของคนทั้งคู่ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเสียงจากอดีต หรือปัจจุบัน เป็นเสียงของการสนทนา หรือเสียงเล่าจากที่อื่น ไม่ปะติดปะต่อ ไม่ย้อนเล่าความหลัง ทั้งหมดเป็นเพียงความเศร้าสีจาง ของตัวละครภูติผีที่ไม่ปริปาก (ในทำนองเดียวกับ India Song )

 

อีกครั้ง เสียงเล่าบอกบางอย่าง และไม่บอกอีกอย่าง เอาเข้าจริงเสียงเล่าใน Agatha อาจจะคลุมเครือกว่าเสียงใดๆที่เคยได้ยินมาในหนังของเธอ มันเป็นราวกับการแอบฟังคนที่เราไม่รู้จักคุยกัน พวกเขาสนทนาในเรื่องที่เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ และแน่นอนเขาไม่ปรารถนาให้เรามีส่วนร่วม สรรพสิ่งสลัวในครึ่งแสงของทะเลสงบราบเรียบ ความเศร้าในรักที่เป็นไปไม่ได้ถูกถ่ายทอดถึงความตายของมันอย่างช้าๆในหนังเรื่องนี้

 

รักต้องห้าม

 

ดูเหมือนความรักที่ไม่อาจสมหวังจะเป็น องค์ประกอบหลักสำคัญเสมอในงานของ Duras ทั้งนี้เราอาจจะเริ่มต้นจากนิยายอันโด่งดังอย่าง The  Lover ที่เล่าอัตชีวประวัติในช่วงวัยรุ่นของเธอ ความรักต้องห้ามของเด็กสาวผิวขาว กับหนุ่มใหญ่ชาวจีน  ภาพสะท้อนนี้ถูกถ่ายทอดซ้ำออกมาในหนังหลายต่อหลายเรื่องของเธอด้วยเช่นกัน  ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่คู่รักหนุ่มญี่ปุ่น สาวฝรั่งเศส ใน Hiroshima Mon Amour ที่สามารถแทนค่าได้อย่างตรงไปตรงมา ในฐานะของคู่รักคืนเดียวที่อาจจะไม่ได้พานพบกันตลอดชีวิต ยิ่งในช่วงท้ายที่หนังให้ตัวละครเรียกกันด้วยชื่อเมือง มันก็ยิ่งย้อนกลับไปหาฉากแรกของหนัง(ซึ่งเป็นฉากของภาพไม่ปะติดปะต่อประสมเสียงเล่าจากบทสนทนาของคู่รักที่พูดเกี่ยวกับการลืมและการจำ) ความไม่สามารถจะจดจำฮิโรชิม่าของหญิงสาว ถูกทาบทับเข้ากับความสัมพันธืที่ต้องลงเอยด้วยการจากกันของทั้งคู่ เป็นความรักที่ฝากรอยแผลเอาไว้ไม่ใช่เพราะไม่อาจลืม แต่ไม่อาจจำต่างหาก

 

ในIndia Song ก็เช่นกัน เลยพ้นไปจากเรื่องที่ว่า Anne Marie Stretter นั้นที่จริงแล้วมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของ Duras จริงๆในช่วงขณะที่เธออยู่ในอินโดจีน เรื่องรักของเธอเป็นที๋โจษขานกันในขณะนั้น และในทางหนึ่งดูเหมือนจะเป็นแบบแผนภาพสะท้อนที่ส่งต่อมาต่อความรักของเธอในเวลาต่อมาด้วยเช่นกัน

กล่าวให้ถูกต้องเราอาจจะบอกว่าความสัมพันธ์ของท่านรองกงสุล กับAnne marie Stretter จึงดำเนินในรูปรอยของความรักต้องห้ามที่ไม่อาจเป็นไปได้  ยิ่งหากเราเปรียบเทียบท่านรองกงสุล (ในฐานะเสียงที่ไม่ยอมจากไป)เข้ากับหญิงขอทานชาวสะหวันนะเขต(ที่มีสถานะเป็นเสียงที่ไม่ยอมจากไปเช่นกัน) เราก็จะได้คู่รักที่ไม่อาจสมหวังซึ่งทิ้งบาดแผลให้แก่กันจวบจนนิรันดร์ด้วยเข้าอีกคู่

 

ย้อนกลับมายังAgatha  เราเองก็อาจจะพอบอกได้ว่า นี่ก็อีกคู่รักต้องห้ามที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันได้ ทั้งไม่อาจจะจำ และไม่อาจจะลืมกันได้อีกด้วย  แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ความรักของ Agatha กลับพี่ชายของเธอนั้นอาจะไม่สามารถเทียบได้กับคู่รักในThe Lover หากเหมาะจะเปรียบเทียบกับความรักของเธอกับพี่ชายทั้งสองคนที่เธอบรรยายไว่้อย่างอีโรติคในนิยายเรื่อง The Sea Wall

 

กล่าวอย่างง่ายตัว Duras  เองไม่เคยปกปิดความปรารถนาในตัวพี่ชายของเธอ มันถูกบรรยายไว้อย่างงดงามและอันตรายยิ่งในนิยาย ในบทสัมภาษณ์บางชิ้นเธอก็ยอมรับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เธอมีความสัมพันธ์ที่ทั้งปรารถนาทั้งเกลียดชังต่อ Pierre พี่ชายคนโต (ซึ่งเธอหยิบเรื่องของเขาและแม่ ผู้ซึ่งรักพี่ชายคนโตมากกว่าลูกๆทุกคนอย่างออกนอกหน้า มาทำเป็นหนังเรื่อง Entire Days in the Trees ซึ่งเล่าเรื่องของลูกชายโจร กับลูกสะใภ้ที่กลับไปเยี่ยมแม่ในแฟลตเก่า แล้วขโมยข้าวของของแม่ไปขาย) ในขณะที่เธอรัก Pauloพี่ชายคนรอง(ที่กลัวPierre และเป็นเป้าให้เขารังแกมาโดยตลอด)อย่างลึกซึ้ง  Paulo ตายในอินโดจีน กล่าวถึงที่สุดความรักของเธอจึงเป็นเรื่องต้องห้ามที่ซับซ้อนยิ่งกว่าแค่ความรักในสายเลือดด้วยซ้ำ เพราะมันคือรักในสายเลือดที่คนหนึ่งนั้นทั้งรักทั้งเกลียดส่วนอีกคนลงเอยด้วยความตาย

 

ในแง่นี้เราจึงอาจบอกได้ว่า คู่รักชาวเยอรมัน ศัตรูที่ตายในคืนที่ทั้งคู่จะหนีไปด้วยกันใน Hiroshima Mon Amour นั้นเป็นรูปรอยความสัมพันธ์ของเธอกับพี่ชาย นั่นเอง และยิ่งใน India Song  ความรักหลายเส้า ของ Anne Marie Stretter  ยิ่งสะท้อนความสัมพันธ์นี้  ถึงที่สุดใน Agatha เธอถึงกับพูดออกมาตรงๆว่านี่คือรักต้องห้ามของรักในสายเลือดที่ในที่สุดสรรพสิ่งก็ล่วงผ่านไป ทิ้งเพียงรอยอาลัยที่ไม่อาจลบเลือนอยู่ในเสียงเล่าอันเศร้าสร้อยนั้น

 

รักจำลองโลก 

 

อย่างไรก็ดี หนังของ Duras  ไม่ได้เพียงเป็นเพียงเสียงในความทรงจำถึงความรักต้องห้ามแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ความรักต้องห้ามในหนังของ Duras ดูเหมือนจะเป็นแบบจำลองความสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าทึ่งอีกด้วย Julia Kristeva นักวิชาการคนสำคัญเคยกล่าวถึง Hiroshima Mon Amour .นทำนองที่ว่า นี่คือหนังที่พูดถึง ความปวดร้าวในรอยระทมของสังคมสมัยใหม่ (The Pain of Sorrow in the Modern Wolrd) *2  ผลพวงจากสงครามโลกที่กรีดรอยลึกล้ำเอาไว้ในใจมนุษย์ทั้งมวล หญิงสาชาวฝรั่งเศสใน Hiroshima คือหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับศัตรู เธอเจ็บปวดป่วยไข้ ถูกทำร้ายตลอดช่วงเวลาการเฉลิมฉลองชัยชนะของสัมพันธมิตร เธอทุกข์เศร้าที่ไม่ได้ตายไปพร้อมคนรัก ความรักของเธอเป็นสิ่งที่ต้องจบเศร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉกเช่นผู้คนในสงครามโลกที่ต้องสูญเสียทั้งบ้านเรือน คนรัก ไล่เรื่อยไปจนถึงความเชื่อมั่นในความดีงามของนุษย์ การพยายามจดจำฮิโรชิม่า เป็นเพียงรูปแบบของการไถ่บาปที่ไม่อาจไถ่ถอนจากอดีตของเธอ รักต้องห้ามของเธอกับชายชาวญี่ปุ่นเป็นเพียงสิ่งทดแทนชดใช้ความเจ็บปวดคืนให้กับเมืองที่ทุกข์เศร้าจากสงครามอย่างถึงที่สุด การชดใช้ที่ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลนอกจากทำให้เจ็บปวดซ้ำซ้อนเมื่อรู้ว่านี่ไม่อาจส่งผลเยียวยาใครได้แม้แต่ตัวเอง ถึงที่สุดเธอก็จะลืมมันไปเช่นกัน

 

ต่อมาในDestroy , She Said  หนังเรื่องแรของเธอ ว่ากันว่า Durasเขียนนิยายต้นฉบับเรื่องนี้หลังเหตุการณ์ประท้วงของนักศึกษาในฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคมปี 1968 ที่แม้จะกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ตัวมันก็ถูกสรุปในฐานะความล้มเหลวในหลายๆอย่าง ตัวหนังจึงเป็นการตอบโต้ต่อความล้มเหลวของการประท้วงครั้งนั้น ตัวละครเลื่อนลอยไร้เหตุผล รวมกันเยียวยาหัวใจป่วยไข้ในโรงแรมร้าง ตัวละครสำคัญคือ สตรีผู้แท้งลูกที่ยังไม่ได้เกดิซึ่งดูเหมือนว่าสามีของเธออาจจะเป็นคนทำให้เธอแท้ง ตัวละครที่เป็นยิวสัญาชาตเยอรมัน! หรือตัวละครอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ของอนาคต วิชาซึ่งไม่มีอะไรให้สอน และจะยังไม่มีอะไรให้สอน พวกนึกศึกษาจึงพากันไปหลับในคลาส หรือนักศึกษาสาวหัวเสรีนิยม ที่มีทั้งสามีและชู้รักร่วมกันในเวลาเดียวกัน โดยทั้งคู่ยังคงคุยกันเป็นเพื่อนสนิท

ดูเหมือนจิตวิญญาณเสรีนิยม นักคิด ปัญญาชน ประวัติศาสตร์เหยื่อสงคราม เจ้าเข้ากลุ้มรุมหญิงผู้หลับไหลตลอดเวลา ผู้ซึ่งพกหนังสือให้ดูดีโดยไม่ได้อ่านมัน หญิงซึ่งป่วยไข่้ ซึมเศร้า เธอกลายเป็นคนป่วยไข้ของบรรดาหมอๆที่ป่วยไข้อย่างเพียงพอกัน ฉากหนึ่งในหนังพวกเขาเล่นไพ่กัน กล้องๆค่อยๆเลื่อนไหลเจาะเข้าไปหาอลิซาเบธ และใบหน้าหวั่นไหวของเธอ ภายใตวงล้อมของมือสามคู่ที่ถือไพ่และระดมคำถามใส่เธอ คำถามที่เธอตอบถูกบ้างไม่ถูกบ้างได้บ้างไม่ได้บ้างมีแต่ความประหวั่นพรั่น พรึงที่เคลื่อนเข้าคลี่คลุมเธอ นี่คือสภาพของบรรดาเหยื่อของประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้แท้งก่อนจะคลอดออกมา

ในฉากท้ายเรื่อง สามีของเธอเดินทางมาถึงโรงแรม คนทั้งสามพากันมารุมล้อมหล่าวโทษสามีของเธอ(ผู้ปกครอง?) ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปในป่า ป่าที่ทุกคนหวาดผวาอย่างไม่มีเหตุผล  ป่าที่เรามองไม่เห็น แต่ได้รับการบอกเล่าว่ามันล้อมรอบโรงแรมแห่งนี้อยู่ โรงแรมที่เป็นเหมือนจุดพักรถ เหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย เหมือนนิคมวัณโรคบนภูเขา แผ่นดินแห่งการหลีกลี้หนีหาย เพื่อที่จะพูดกันอบย่างอมพะนำ สับสนสะเปะสะปะในความทรงจำ หลังจากพวกเขาเข้าไปในป่า คนทั้งสาม เด็กสาวนั่งหลับ ปล่อยให้สามีและชู้รักสนทนากัน ต่างหาพากันได้ยินเสียงดนตรี และเสียงครั่นครืนที่ดังมาจากป่าแสนไกล ‘เสียงของโลกที่กำลังสั่นไหว’ เสียงละม้ายคล้ายเสียงปืน (ที่อาจสะท้อนนัยของการปฏิวัติ)  พวกเขากล่าวแก่กันว่าการเคลื่อนไหวกำลังมา มันจะล้มต้นไม้ ทำลายผนัง ในขณะนั้นอลิสากำลังหลับ เธอกำลังฝัน พวกเขาว่า ความฝันของเธอยิ่งใหญ่และงดงาม พลันเธอตื่ขึ้นเสียงดนตรีอ่อนหวานแนบมาในเสียครั่นครืนนั้น เธอลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า เพลงนี้คนแต่งชื่อ Stein หนังจบลงตรงนี้ ท่ามกลางบทสนทนาอมพะนำที่มุ่งมองไปยังป่าที่พวกเขาหวาดผวาเบื้องนอกนั้น ที่ที่ความเคลื่อนไหวกำลังปรากฏ

ดูเหมือนหนังจะเป็นปฐมบทของหนัง อย่างIndia Song ในเวลาต่อมา ตัวละครในสถานที่เปล่าๆ ทำพูด หรือสนทนาในสิ่งที่แตกต่างจากภาพปรากฏ ย้อนแย้ง หรือต่างออกไป เมื่อพวกเขาพูดมันเชื่อถือไม่ได้ เพราะมันเป็นเพียงความทรงจำที่สะเปะสะปะมากกว่าจะเป็นความจริง ตัวละครของDuras และสถานที่ในหนังของDuras จึงเป็นเพียงภาพร่าง เป็นแสงเรื่อเรืองเหมือนภูติผีมากกว่า ตัวละครที่แจ่้มชัด ความสลัวเลือนสะเปะสะปะ ครึ่งทางระหว่างตัวละครกับเสียงเล่า จึงคือโลกอันสลัวลางกลางมหาสมุทรความทรงจำของเธอ และเช่นกัน สิ่งที่เราไม่ได้เห็นในหนังอย่างเช่นป่า หรือเสียงปืนก็เป็นละม้ายคล้ายคลึงกับเสียงของญิงขอทานที่เราไม่ได้เห็นใน India Song

 

เนื่องเพราะในรื่องรักสามสี่เส้าของพวกเจ้าอาณานิคมนี้ ถูกท้ทายด้วยเสียงอันทรงพลัง เสียงอันไม่กริ่งเกรงของหญิงขอทานชาวลาว คนพื้นถิ่นผู้ทุกข์ยาก เสียงของนางปรากฏอยู่ตั้งแต่ต้นเรื่อง (ซึ่งเป็นการถ่ายทำพระอาทตย์ตกแบบrealtime คลอไปกับเสียงร้องเพลงของหญิงขอทาน) และเสียงของนางเบียดแทรกเข้ามาเป็นระยะตลอดการดำเนินไปของเรื่อง  ตัวละครตัวหนึ่งในหนังเล่าว่าเขาเดินทางติดตามนางไปรอบๆเมืองเสียด้วยซ้ำ

 

เมื่อเราผนวกเสียงของหญิงขอทานเข้ากับเสียงคร่ำครวญของท่านรองกงสุล ภาพร่างประหลาดของคนชั้นสูงและคนชั้นล่าง ได้คร่ำครวญด้วยเรื่องทุกข์ -ในที่สุด อย่างเสมอกัน ถ้ากลางความเย็นชาตายซากของเจ้าอาณานิคมในห้องเต้นรำไม่รู้จบ หรือโรงแรมแสนสวย ข้างนอกนั่นเสียงของส้าที่สามของความรัก คนที่ถูกหลอกใช้และทอดิ้งจะตามหลอกหลอนเขาประุจเสียงของภูติผี วัดจากจุดนี้ ความเพิกเฉย เย็นชาของตัวละครที่มีต่อเสียง หรือต่อกันและกัน(และต่อผู้ชม) จึงคือภาพฉายอาการมึนชาที่คนชั้นกลางทีต่อคนชั้นล่าง เจ้าอาณานิคมมีต่อคนพื้นเมืองได้อย่างคมคายอย่างยิ่ง

 

สตรีที่ไม่พูด

 

ในขณะที่เราได้ยินเสียงของแม่หญิงชาวลาวแต่ไม่เห็นตัวนางนั้น ผู้หญิงที่เราเห็นตลอดเวลาอย่างAnne Marie Stretter ไม่เคยปริปากพูดบนจอเธอเดินไปเดินมา เราได้ยนเสียงเธอบนจอ แต่เธอไม่เอื้อนเอ่ย ไม่ต่างจาก Agatha ใน Agatha et les Lectures Illimitees  เธอก็ไม่เคยปริปากพูด หรือกะทั่งตัวละครElizabethใน  Destroy , She Said ก็แทบไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย  แต่ดังเช่นที่ว่า ความเงียบคือคำตอบ การไม่พูดของตัวละครหญิงของ Duras ไม่ใช่อะไรในท่วงทำนองการถูกกดไม่ให้พูด หรือการพูดไม่ได้ แต่เพราะวิธีการพูดของพวกเธอนั้นแตกต่างไป และในหนังของDuras  สตรีของเธอพูดโดยไม่เอื้อนเอ่ยเสมอ และนี่คือบางสิ่งที่พวกเธอพูด เสียงพูดของNathalie Baxter Vera Baxter หรือ Agatha บรรดาตัวละครหญิงที่เป็นทุกสิ่งกระทั่งชื่อเรื่องของเธอ

 

ใน Nathalie Granger นั้นพลอตหนังจริงๆนั้นเล่าเรื่องยามบ่ายวันสุดท้ายของครอบครัวหนึ่งที่ประกอบด้วยหญิงสาวสองคน พวกเธอมีลูกสาวสองคนคนหนึ่งชื่อ Laurence ส่วนคนเล็กคือ Nathalie หนูน้อยที่มีปัญหาที่โรงเรียน เธอฉีกสมุดจด ไม่ส่งการบ้าน และอาละวาดในคลาสเรียนเปียโน จนครูใหญ่ต้องตามตัวแม่ทั้งสองไปพบแล้วลงเอยด้วยการตั้งใจจะส่งเธอไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ และหนังทั้งเรื่องคือยามบ่ายวันนั้น ช่วงเวลาก่อนที่Nathalie น้อยจะกลับจากโรงเรียนไล่เลยไปจนถึงยามย่ำสนธยา จังหวะอันเลื่อนไหลเชื่อมโยงนั้นถูกจัดจังหวะเพียงครั้งเดียวด้วยการก้าวเข้ามาของเซลล์แมนขายเครื่องซักผ้า

 

หนังทั้งเรื่องถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย ภาพทั้งหมดแทบไร้การเคลื่อนไหว หญิงสาวไร้นามที่รับบทโดยJeanne Marraeu เป็นคนดูแลบ้าน หนังให้เราจ้องมองเธอทำความสะอาดโต๊ะ ล้างจาน เก็บเศษไม้ในสวน เย็บผ้า ลอกเอาเศษขยะในสระน้ำ ราวกับเธอนางไร้นามผู้รับเหมาภาระทั้งหมดในบ้าน ขณะที่Lucia Bose’ รับบท อิซาเบธ (ซึ่งอาจเป็น อลิซาเบธคนเดียวกันจากDestroy , She Said) ผู้ที่ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นเธอซีดเศร้า เธอจ้องมองไปยังนอกถนน ไปยังสวน จากกรอบหน้าต่างขอบ้าน เธอผเชิญกับความปั่นป่วนที่จะไม่ได้พบลูกสาวอีก  เราเห็นเธอทำงานบ้านเพียงครั้งเดียว นั่นคือการรีดผ้า เธอทำไม่สำเร็จ  รีดเสื้อให้ลูกสาวแล้วเอามันมาแนบอก ทิ้งเตารีดค้างเอาไว้อย่างนั้น  ตลอดเวลาที่เหลือเธอนั่งฟังวิทยุเลื่อนลอย เหม่อมองไปยังที่อื่น เสียงวิทยุเล่าข่าวแบบรายงานสดติดตามการตามล่าตัวฆาตกรหนุ่มสองคนที่กำลังหลบหนี  แต่มันถูกปล่อยให้ล่องลอยทอดทิ้งไม่ใยดี  จนมันกลายเป้นเหมือนเพียงเสียงรบกวนเล็ฏๆจากโลกอื่น

 

บางที่หญิงสาวสองคนอาจเป็นภาพแทนของสตรีเพียงหนึ่งเดียว  การแบ่งร่างออกมาาเป็นสอง ร่างหนึ่งทำหน้าที่ในฐานะ ‘แม่บ้าน’ ดูแลบ้านช่องห้องหับ  เป็นแม่ผู้ซีดเกร็งและไร้ความรู้สึก แม่ผู้มีเพียงร่างกายมากกว่าจิตวิญญาณ  มีพียงหน้าที่ไม่จบสิ้น ในขณะที่ ‘ความเป็นแม่’ นำเสนอผ่านผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ความอ่อนไหวที่จะต้องพรากจากลูก  ความเหม่อลอยและทุกข์เศร้า แม่ผู้มีเพียงจิตควิญญาณอันอ่อนไหว และไม่มั่นคง  แม่ผู้ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากห่วงกังวลถึงลูกสาวของเธออย่างเกินตัว (ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้เป็นต้นธารของหนัง Jean Dielman ,23 Quai du Comerce , 1080 Bruxells หนังซึ่งเฝ้าสังเกตอากัปกริยาของแม่บ้านอันน่าทึ่งตะลึงงันของChantal Akerman ผู้กำกับหญิงคนสำคัญอีกคนชาวเบลเยี่ยม )

 

และเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลถูกำกหนดให้ดำเนินไปเฉพาะภายในอาณาเขตบ้าน ขอบเขตของสตรีเพศเท่านั้น ตัวละครของเรื่องมักเฝ้ามองสิ่งต่างๆผ่านกรอบหน้าต่างภาพคุ้นชินในหนังคือภาพท้องถนนผ่านกรอบหน้าต่าง อลิซาเบธไม่เคยออกนอกบ้าน เธอเพียงมองดูผ่านหน้าต่างขณะที่แม่อีกคนออกไปรับลูก หรือลอบมองเซลล์แมนที่เร่ขายของตามบ้าน ราวกับว่าเธอคอจิตวิญญาณของบ้านนี้ที่ล่องลอยอยู่ระหว่างห้อง ปฏิเสธการรุกล้ำของสรรพสิ่งภายนอกโดยสิ้นเชิง เธอลุกชึ้นไปฉีกหนังสือพิมพ์ และ จดหมายเผาไฟ เปดๆปิดๆวิทยุ (ที่รายงานข่าวความรุนแรงซึ่งมักถูกตัดสลับกับสิ่งที่ครูใหญ่พูดเกี่ยวกับความรุนแรงของลูกสาว) รวมถึงปฏิเสธการต่อปาต่อคำกับเซลล์แมนหนุ่ม อย่างไรก็ดีเป้นเธอนี้เองที่รับฟังเขาเมื่อเขากลับมาในบ้านยามโพล้เพล้เพื่อระบายความคับข้องใจ

 

 

ในฉากนี้นับว่าเป็นฉากเดียวที่สองสาวมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกบ้านของเธอ (ในฉากมื้อเช้าต้นเรื่องที่มีผู้ชายร่วมโต๊ะพวกเธอฟังโดยไม่พูด ส่วนการสื่อสารของพวกเธอกับครูใหญ่ก็เป็นเพียงการไปรับฟังข้อกล่าวหา) เซลล์แมนหนุ่มที่เคยพยายามขายของที่พวกเธอมีอยู่แล้วกลับมาที่บ้านของเธออย่างไร้จุดหมาย เขานั่งลงแล้วเริ่มพูดเกี่ยวกับตัวเขาเอง ในทางหนึ่งฉากนี้เขาดูคล้ายกับเป็นลูกสาวของเธอ  คนที่ออกจากบ้านไปแล้วเติบโตขึนติดอยู่ในบ่วงแห่งความกระอักกระอ่วนของการมีชีวิตอยู่  การงานที่ไปไม่ถึงไหนและการไม่รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใดกันแน่  การนิ่งฟังถ้อยคำนั้นกระหวัดเธอให้ครุ่นคิดไปถึงลูกของตนมากกว่าจะตั้งใจหนังจริงๆ ครุนคิดถึงเด็กหญิง Nathalie

 

แม้หนังเรื่องนี้จะชื่อ Nathalie Granger แต่เรากลับไม่ได้เห็นเด็กสาว Nathalie มากนัก นอกจากภาพโคลสอัพในช่วงแรกและการเฝ้าติดตามเด็กหญิงตัวน้อยเล่นกับแมวหลังโรงเรียนเลิกในช่วงท้ายของเรื่อง  แต่เด็กหญฺิงNathalie กลับอบอวลอยู่ในเรื่องตลอดเวลาผ่านทางเสียงเปียโนที่เป็นเพลงธีมของหนัง เสียงเคาะสั้นๆง่ายๆเหมือนให้เด็กหัดเล่น ซึ่งที่แท้แล้วคือเสียงจากการซ้อมเปียโนของเด็กหญิงNathalie นั่นเอง  บางครั้งเสียงนี้ดังขึ้นประหนึ่งดนตรีประกอบ บางครั้งมันให้ความรู้สึกราวกับมีใครเล่นเปียโนอยู่ บางครั้งมันถึงกับดูราวกับว่าตัวละครได้ยินเสียงนั้นด้วย เสียงที่ล่องลอยแล้วเลื่อไหลไปโดยไม่เกี่ยวของกับที่มา ทำให้ -เสียง- ซึ่งเป็นตัวเอกของหนังเรื่องนี้  หรือถ้าจะพูดให้กว้างขึ้นคือ ‘เสียงเล่า’ ซึ่งเป็นตัวเอกในหนังและหนังสือของ Duras มาตลอด

 

นอกจากเสียงเปียโน หนังกว่าครึ่งตกอยู่ในความเงียบ (ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากระบบบันทึกเสียงของหนังด้วย) ความเงียบที่ไม่ใช่แบบที่มีเสียงธรรมชาติเป็นพื้นหากเงียบราวกับเสียงถูกดูดออกไปจากภาพ แล้วอนุญาตให้เพียงบางเสียงเท่านั้นที่เราได้ยิน  เสียงฉีกกระดาษ เสียงปะทุของกองไฟ เสียงจากวิทยุที่เลือนจางไปเป้นห้วงๆ และแน่นอน เสียงเปียโนที่เคล้าคลอไปตลอดเรื่อง

สิ่งที่น่าสนใจในหนังของดูราส์คือเธอมักถ่ายผู้หญิงผ่านกรอบหน้าต่าง ภาพซ้อนทับของต้นไม้จะทาบทับลงบนใบหน้าตัวละครจนเราเห็นเพียงบางเสี่ยวส่วนซึ่งหวั่นไหวอยู่ในกรอบกระจกที่เร้นเธอไว้ ในทางหนึ่งเราอาจบอกได้ว่าเธอถูกกักในกรงขัง แต่ในอีกทางเหมือนกับดูราส์จะบอกว่า พวกเธออยู่ข้างในแต่คุณจะไม่ได้เห็นเพราะคุณจะทำแต่เพียงมองดูจากข้างนอก เห็นเพียงบางเสี้ยวส่วนและจงใช้จินตนาการเอาเองเถอะ

 

ใน Baxter  Vera Baxter ตัวละครสตรีของDurasนั้นยังคงน่าสนใจอย่างยิ่ง นี่เป็นอีกครั้งที่เราเข้าไปในอาณาเขตของสตรี ถ้า Nathalie Granger คืออาณาเขต ‘บ้าน’ของพวกเธอซึ่งมีผู้ชาย (เซลล์แมน)บังเอิญหลุดเข้าไปทำลายจังหวะแห่งความสงบและความหวั่นไหว ในคราวนี้ พวกผู้ชายกลับถูกกันออกไปจากอาณาจักรของเหล่าสตรีจำนวนมากที่ปรากฏบนจอ เพียงแต่การไม่มีอยู่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากกัน หนักไปกว่านั้นบรรดาผู้ชายกลับคือประเด็นหลัก คือตัวบ้านนั่นเลยทีเดียว

 

มีผู้ชายเพียงฉากแรกในคาเฟ่ พวกผู้ชายพูดถึงผู้หญิงลึกลับ ชักนำการสนทนาของผู้หญิงอีกสองคน ก่อนที่หนังทั้งหมดจะดำเนินไปในคฤหาสน์ที่ผู้เช่าเป็นผู้ชาย ถ้านั่นยังไม่โดดเด่นพอเรื่องที่พวกเธอพูดคุยกัน คือเรื่องของ เมียน้อยเมียหลวง กล่าวให้ถูกต้องคือบรรดาผู้หญิงทั้งสี่ (สามคนในบ้าน อีกคนที่ปลายสาย) ต่างร่วมกันแบ่งปันประสปการณ์ความทุกข์ทรมานของการเป็นเมียหลวง เป็นเมียเก็บ ความกล้ำกลืนฝืนทน ความสำนึกบาปของการคบชู้ พวกเธอเอาเข้าจริงหมกมุ่นและเป็นทุกข์กับอาการบ้าผู้ชายนั่นเอง กรอบทั้งหมดที่เราเห็น บานหน้าต่าง ช่องโถงทางเดิน บันได ผ้าม่าน ซุ้มประตู จึงล้วนเป็น คุกหอคอยของเพศชาย ขอบฟ้าปิตาธิปไตยที่ครอบบรรดาหญิงสาวเหล่านี้เอาไว้  สิ่งเหล่านี้สะท้อนก้องอยู่ตั้งแต่ชื่อหนัง BAXTER  VERA BAXTER นามสกุลแบกซเตอร์ของสามีครอบงำเวรา ทั้งข้างหน้า และข้างหลัง!

 

อย่างไรก็ตามเมื่อใดที่หนังถูกแทรกซ้อน หันเหออกจากบ้านหลังนี้ไปสู่ระยิบระยับของทะเล หาดทราย ฝูงนก สวน เงาสะท้อน ความมืด หนังก็ปลดตัวเองออกจากกราครอบครองและควบคุม ภาพเหล่านั้นมักแทรกเข้ามาในขณะที่ตัวละครหลักเกรี้ยวกราด แสดงความอ่อนแอ หรือแสดงความเห็นใจกันและกันออกมา  กล่าวในอีกทาง ในคฤหาสน์ของผู้ชาย ที่แท้โลกของสตรียังคงอยู่ข้างนอกและ อาจจะยิ่งกว่านั้น อยู่ข้างในตัวเธอ อยู่ในฉากที่เธอนอนเปลือยอยู่บนเตียง อาจจะหลังจากร่วมรักกับชู้รักในคฤหาสน์ที่สามีเช่า หรือได้โอกาสอยู่ลำพังแล้วเปิดเปลือยตนเองออก

 

หากการนำเสนอเพศชายในหนังก็ไม่ได้เป็นไปในฐานะผู้ปกครองที่กดขี่ทำลายเพศหญิง หากมาในรูแของความอ่อนแอไม่รู้จักโตต่างหาก(ในกรณีนี้เราอาจเปรียบผู้ชายใน Baxter Vera Baxter  เข้ากับ เซลล์แมนใน Nathalie Granger หรือรองกงสุลใน India Song) ผู้ชายในเรื่องมีบาร์เทนเดอร์ขาเมาท์ ชู้รักนักข่าว(นักพนัน)  และคนสำคัญคือ Jean เจ้าของเงิน เจ้าของบ้านเจ้าของชีวิตครอบครัวของเวรา  ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไม่ได้ปรากฏตัวออกมา แต่เรารู้ได้เลยว่าฌองเป็นคนทึ่มทื่อที่มีเงินเป็นอาวุธในการดึงดูดหญิงสาว อย่างไรก็ดี เขากับเวราก็มีสายสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาที่พิเศษ ในฉากโทรศัพท์เราจึงเห็นJeanแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างหมดเปลือก เมื่อเขารู้ว่าเธอก็คบชู้และอาจจะไปจากเขา มันเป็นสิ่งที่เขาทนรับไม่ได้และแสดงผ่านเสียงและบทสนทนาในโทรศัพท์นั้น

 

ในคฤหาสน์ของผู้ชายอ่อนแอและผู้หญิงอมทุกข์  สิ่งซึ่งผิดประหลาดย้อนแย้งที่สุดในหนังย่อมคือเพลงประกอบรื่นเริงบันเทิงสุขซึ่งคลอคู่กับหนังไปตลอดเรื่อง  ใครก็บอกได้ว่ามันช่างไม่เข้ากับตัวเรื่องอย่างร้ายกาจหนำซ้ำยังลอยหน้าลอยเสียงแบบนันสตอปตลอดเวลา ดนตรีเพลงเดิมเพลงเดียวเล่นซ้ำไปไม่มีจบ หนำซ้ำตัวละครก็ยังพากันได้ยินเพลงนี้และยังพยักเพยิดแก่กันว่าที่แท้มันคือเสียงดนตรีซึ่งลอยละล่องมาจากงานปาร์ตี้ในวิลล่าหลังท้ายสุด  เสียงซึ่งคลอคู่อวลกระอายอยู่ในอากาศยามบ่าย ขัดแข้งขัดขากับเรื่องรักทรมานตลอดการเดินทางคู่กันไป เสียงเพลงซึ่งคืออารมณ์อิ่มสุขที่อยู่แสนไกล เราจับต้องได้ เราเชื่อว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่อาจไขว่คว้ามัน  ปล่อยให้เพียงล่องลอยอยู่ในมวลอากาศทิ่มแทงเราอยู่อย่างนั้นด้วยการรับรู้ว่ามันมีอยู่ แต่ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพราะเราเป็นเพียงผู้ไขว่คว้าความสุขที่ได้ความทรมานเป็นเครื่องประโลมใจทดแทน   เสียงที่ควบคุมอยู่ข้างนอก เฉกเช่น ป่าแห่งความเปลี่ยนแปลงในDestroy ,She Said  เสียงเพลงของหญิงขอทานใน India song เสียงเล่านอกกรอบจอในหนังเรื่องอื่นๆของ Duras

 

และนี่คือเธอเจ้าของเสียงเล่าอันเลื่อนลอยและขัดขากันเสมอ เสียงซึ่งเมื่อคุณฟังจบลงคุณก็ไม่อาจเรียบเรียง เสียงเล่าของสตรีผู้ซึ่งความลงในเศษเสี้ยวกระจัดพลัดพรายของความทรงจำจำนวนมาก ที่นอนก้นอยู่ในแม่น้ำภายในของเธอ เธอทำมันอย่างนั้น กวนมันขึ้นมาให้มันผุดพราย โดยปราศจากความพยามยามปะติดปะต่อ ชิ้นส่วนความทรงจำเรื่อเรืองอยู่ในงานของเธอ ชิ้นส่วนของชีวิตเล็กๆน้อยๆ ความคิดมฝันเล็กๆน้อยๆ ความรักเล็กๆน้อยๆ ความทุกข์เศร้าเล็กๆน้อยๆ และความงามอันโอฬารอย่างเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอีกเพียงชั่วประเดี๋ยวคุณก็จะลืมมันไป  เพราะการไม่อาจจดจำ คือความทุกข์ประการหนึ่ง และคือความจำประการหนึ่ง ร่องรอยบาดแผลเล็กๆของการลืม ที่คุณจะยังคงเจ็บปวด แม้จะจำไม่ได้แล้วว่าเจ็บปวดจากสิ่งใด และนี่รสสััมผัสจากงานของMarguerite Duras

 

 

เชิงอรรถ

*1 (สรุปจากบางส่วนในหนังสือ The Cinema in France โดย Jilll Forbes)

*2 The Pain of Sorrow in the Modern World :The Works of Marguerite Duras : Julia Kristeva and Katharine A. Jensen : PMLA , Vol . 102 , No.2 (Mar.,1987),pp 138 – 152

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s