ประชาธิป’ไทย (เป็นเอก รัตนเรือง +ภาสกร ประมูลวงศ์/2013/ไทย)

70511
สรุปความเห็นตัวเองที่มีต่อ ประชาธิปไทย (ยังไม่ได้อ่านของคนอื่นเลย ไม่ดีเฟนด์หนังให้ใครทั้งนั้น 55)

1.โดยส่วนตัวเราไม่ได้คาดหวังกับหนังในฐานะหนังจะก้าวหน้า ราดิกาล หรือเป็นหนังที่พูดถึงปชต.แบบถึงราก โดยส่วนตัว คาดเดาแล้วว่าจะได้รู้อะไรแล้วก็ได้รู้อะไรตามนั้น

2.จริงเราไม่ต้องทำหนังราดิกลได้หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะทำหนังเพื่อแสดงความเข้าใจของเราเองเท่านั้น ไม่ว่าความเข้าใจเราจะกะพร่องกระแพร่งไม่ได้เรื่อง ไม่ถูกต้อง เราไม่จำเป็นต้องpoltically correct (ซึ่งยังต้องถามว่า political correct ในความหมายของใคร) มองจากแง่นี้ เราคิดว่าหนังของเป็นเอกมีความจริงใจต่อความไม่รู้ของตัวมันเองค่อนข้างมาก อาจจะเกือบจะ naive เลยก็ว่าได้ และนั่นเป้นข้อดีัของมันในแง่ของการเป็นหมุดหมายความรู้ความเข้าใจแบบหนึ่ง พูโให้ง่ายคือเป็นปากเป็นเสียงของคนส่วนหนึ่งที่รู้มาเช่นนี้ ปรารถนาจะรู้มากกว่านี้แต่รู้เท่านี้ หรืออาจจะไม่อยากรู้มากกว่านี้แล้วก้เป็นได้

3.ในทางนี้เราจึงคิดถึงมัน และชอบมันในฐานะหนังแสดงอาการเห่อหมอยของคนที่เพิ่งรู้ว่าอ้อมีประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกชุดหนึ่งที่ต่างไปจากที่ได้ยินมา อย่างไรก็ดีมันก็มีเพดานของการรับรู้ของมันอยู่ นี่คือหนังที่บันทึกอาการเห่อหมอดังกล่าวได้อย่างน่ารักน่าใครน่าสนใจ

4.มองในแง่นี้เราจึงคิดว่าหนังมันก็น่าสนใจมากๆเพียงแต่หนังอาจจะไม่ได้ทำมาให้เราดู (แน่นอนว่าเราต้องมาคิดว่าแล้วใครวะที่เป้นผู้ชมของหนังเรื่องนี้ แล้วผู้ชมของหนังเรื่องนี้จะสามารถเข้าใจปวศ. ปชต.ในประเทศนี้ได้หรือไม่ถ้าไม่มีภูมิความรู้จริงๆ(ซึ่งจริงๆเราก็ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาเพราะถึงที่สุดไอ้เรื่องพวกนี้ต่อให้รู้หมดถ้าคนมันเลือกไม่เชื่อก็ไม่มีความหมายอะไรเลย) ที่น่าสนใจคือมันเป็นหนังeducate คนได้แค่ไหน การฟังนักวิชาการพูดสลับไปมา ได้ให้ความรู้ใหม่กับใครหรือเปล่า หรือเอาเข้าจริงๆมีใครเกทอะไรไหม ไม่ว่าจะเป็นการพูดเรื่องความยอกย้อนในการเมืองของอ.ธงชัย หรือ ตัวอย่าเงินสิบบาทของ อ.ปริญญา ถึงที่สุดผู้ชมเลือกเก็บความโดยมีความเชื่อมูลฐานของตัวเองเป็นเครื่องมือในระดับหนึ่งทั้งสิ้น

5.เอาเข้าจริงตัวหนังมันเป็นสารคดีแบบที่เหมาจะเอาไปฉายใน TPBS ในแง่ที่มันไม่ได้ราดิกาลอะไรมาก เป็นการเน้นการสนทนาเพื่อที่จะโน้มนำไปสู่ความคิดวที่ว่าการเมืองคือการช่วงชิงอำนาจ ตามแบบโปรแกรมเงินสิบบาท มากกว่าจะลงลึกไปสู่แกนกลางของปัญหา โดยส่วนตัวคาดอยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนั้น ตรงนี้เลยไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะเมื่อคุณแตะเรื่องที่1 ไม่ได้คุณก็จะแตะเรื่องที่เหลือไม่ได้เลย

6.เราจึงสนุกมากที่ได้ดูความยอกย้อนของตัวหนังเอง ทั้งที่จงใจ ไม่จงใจ ความยอกย้อนที่หนังสร้างขึ้นเอง และหนังไม่ได้สร้างขึ้น สร้างขึ้นไม่ได้ อะไรแบบนั้น เช่น

6.1คำเตือนเรีื่องวิจารณญาณส่วนตัวของคนทำที่ย้อนมากำกับผู้ชมให้ต้องสงสัยว่า ในเมื่อตัวสารคดีเป็นวิจารณญาณของคนทำ (หมายถึงเป็นการเลือกเรื่องตัดจัดวางที่นำเสนอความเห็นส่วนตัวของคนทำอยุ่แล้ว) การกำกับซ่้้ำด้วยความคิดแบบนี้เป็๋นการตอกย้ำความไม่เสรีของตัวเรื่องเอง เป็นการยอกย้อนต่อการบอกว่าคนทุกคนสามารถเลือกเชื่อเองได้โดยแสดงให้เห็นว่าฉันกลัวเหลือเกินกับการเลือกเชื่อเช่นนี้ ยิ่งคำเตือนตอกย้ำทั้งเปิดทั้งปิดยิ่งทำให้หนังถูกขัดถูให้เห็นว่ามันเป็นความเชื่อที่ถูกกำกับด้วยความกล้าๆกลัวๆที่จะเชื่อ โดยมีข้อเท็จจริงเป็นเกราะกำบัง

6.2หนังเล่าเรื่องปวศ.การเมืองไทย (แน่นอนเราไม่เห็นว่านี่เป็นหนังเล่าเรื่องปชต. เพราะหนังบอกว่าเป็น ประชาธิปไทย จึงไม่จำเป็นที่หนังจะต้องมาเล่าความเป็นไปเป็นมาของปชต.ในไทย แต่เลือกเล่าภาพร่างของปวศ.การเมืองไทยแทน ) แต่หนังไม่สามารถเล่าปวศ.ได้ทั้งฉบับ แล้วเลือกเล่าโดยตัดส่วนที่สำคัญที่สุดออกนั่นคือส่วนของสฤษดิ์และเปรม การขาดหายไปของหัวงเวลาเอบยี่สิบปีนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่าคนทำ ไร้เดียงสาจนไม่เห็นว่ามันสำคัญ หรือที่จริงเห็นว่ามันสำคัญแต่เล่าไม่ได้ หรือไม่อยากเล่า การขาดหายของสองช่วงนี้เลยทำให้มันปรากฏขึ้นมาชัดเจนราวกับช่องว่างในกระดาษที่ลดำจนมืดทึบ แน่นอนว่า เราอาจจะโดนถามว่า แต่คนไม่รู้เรื่องเลยก็อาจจะคิดว่ามันไม่สำคัญการเล่าเรื่องแหว่งวิ่นนี่ทำลาย ตอน ทำให้เรื่องทั้งหมดไร้ความหมายซึ่งจะมองเช่นนั้น็ไม่ผิดเลย แต่เราก็ชอบที่การไม่ปรากฏของมัน ทำให้ตัวมันปรากฏออกมาชัดข้น มองในแง่นี้เราก็กลายเป็นผู้ชมของหนังทันทีด้วยความรู้สึกว่าหนังยักคิ้วหลิ่วตาให้กับเรา

6.3 จริงๆการหายไปของสองยุคนี้ยังทำให้เรารู้สึกแบบเดียวกับการลักลั่นย้อนแย้งของการเซนเซอร์คาดแถบดำในหนัง ในช่วงสวรรคต ร 8 ตรงนี้น่าสนใจมากว่าหนังไม่ได้ตัดออกแต่จงใจทำให้เห็นว่าถูกห้ามไม่ให้พูด ซึ่งส่วนนี้ไปกระตุ้นความดำรงคงอยู่ของสิ่งที่อยากให้ลบออก นั่นคือกรณีสวรรคต ซึ่งเราคิดว่ามันreflect กลับไปหาการไม่มีอยู่ของสองช่วงนั้นได้ประหลาดี

6.4 การคาดแถบดำของกรณีสวรรคต ยังเป็นการเริ่มต้นของการหายไปของสถาบันกษัตริย์ ในหนทางปชต. หลังจากที่หนังให้ ร.7เป็นตัวละครหลักในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจปชต. สถาบันก็ถูกฆ่าออกเหมือนแถบดำในหนังแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ ไม่ให้พูด เป็นเรื่องห้ามพูด และแน่นอนเมื่อเอาสถาบันออกไปจากการเป็นตัวแปรหนังก็เป็นแค่หนังนักการเมืองเลว แย่งอำนาจ และขจัดความข้องเกี่ยวของสถาบันออกไป เมื่อ1 ไปก็ไปทั้งหมด ช่วงสฤษดิ์ กับเปรมก็ต้องถูกยกออกไปด้วย อย่างที่บอกว่าความย้อนแย้งของมันทำให้สิ่งที่ไม่ปรากฏไปปรากฏอยู่ข้างนอกจอ แต่ไม่ว่าจะปรากฏกับผู้ชมทุกคนหรือไม่ ผู้ชมก็มองเห็นช่องว่างแน่ๆ

6.5 paradox ขั้นสุดคือ ช่วง14 กับ6 ตุลา หนังพูดถึง14 ตุลาแบบ เรื่องจริงผ่านจอ วิเคราะห์เห๖ุเช้าวันนั้นเป้นฉากๆ แต่พูดถึงหกตุลาแบบคร่าวๆสรุปเหตุการณ์บทเรียน เป็นวงเวียนชีวิตที่พูดถึงความสูญเสีย ไอ้ความรู้สึกึกเหิมและหดหู่ของหนังเป็นสิ่งที่ผิวเปลือกฉาบฉวยที่น่าสนใจมากๆมันเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามจะลืม หกตุลาและขัดถูสิบสี่ตุลา แต่การที่ให้คนยุคสิบสี่มาพูดถึงหก และคนยุคหกที่อยู่ในหนังไม่ได้พูดเรื่องหกก็เป็นการปรากฏของสิ่งที่ไม่ปรากฏด้วยเหมือนกัน การพูดของจิระนันท์เรืองหกเป็นการพูดแบบคนนอกมากๆ และการที่หนังพอใจกับบทเรียนเรื่องหกตุลา แบบสรุปแล้วค่อยลงภาพความเหี้ยมโหดนั้น่าสนใจมากๆ ไม่นับว่าคนที่พูดเรื่องนี้ได้รุนแรงที่สุดคือ ปริญญา ซึ่งแม่หลายคนจะมองว่านี่คือการลดรูปความขัดแย้ง โดยเอาสถาบันออกแต่โดยส่วนตัวเราพอใจที่ได้ยินว่าสิ่งสำคัญคือสื่อมวลชนยุให้คนด้วยกันออกมาฆ่ากัน ปริญญาเป็นคนเดียวที่ได้พุดถึงviolence ในเช้าวันนั้น โดยส่วนตัวเราชอบจุดนี้มากๆ

6.6 การโควตย่อหน้าสุดท้ายเรื่อสละราชย์ ร.7 ในหนังเรื่องนี้ออกจะ irony ,ากกว่าจะเชิดชูนะครับ พิจารณาประกอบกับสิ่งที่อ.สุลักษณ์ หรืออ.ธงชัยพูด คือผมมองว่ามันirony เพราะมันเริ่มจากโควตย่อหน้าแรกของคณะราษฎร ในฉากแรกที่มันเป็นการดาเจ้าทั้งย่อหน้า พิจารณาทั้งช่วงรวมๆ เราไม่คิดว่ามันเชิดช^ ร 7 เท่าไรนัก เลยมาถึงช่วงการแย่งอำนาจของ จอมพลป.กับปรีดี ซึ่งเรามองว่าหนังไม่ได้มองปรีดเป็นฮีโร่นัก และัไม่ได้มองจอมพล.ป เป็นผู้ร้ายเสียทีเดียว
ปล. ส่วนที๋ฮาที่สุดคือ อ.ปริญญาในทุกช่วง

อนึ่ง เราก็ไม่ได้คิดว่าการดิสเครดิตคณะราษฎรจะเป็นเรื่องชั่วร้ายอะไรนะ จำได้ว่า อ.ธงชัยก็พูดไว้ในหนัง เราคิดว่าส่วนนี้ค่อนข้างดีนะ คนทีพยายามจะเชิดคณะราษฎรล้นเกินก็ควรได้รับการ criticised ในส่วนหนึ่ง

7.ความย้อนแย้งของหนังสนุกมากขึ้นไปอีกเมือ่จริงๆหนังสร้า่งขึ้นหลังจากยุคเหลืองแดง และตั้งใจจะแสดงให้เหลืองแดงเห็นว่าจริงๆเป็นอย่างไรแต่เหลืองแดงก็เป็นสิ่งที่หายไปจากหนังด้วย หนังจบลงที่ทักกี้ แต่จบก่อนที่จะเกิดรปห.ปี 49 กล่าวอย่างง่ายนี่คือหนังที่พูโอย่างหนึ่งแต่จะพูโอีกอย่างหนึ่งผู้ชมต้องใส่แว่นอันหนึ่งที่หนังยักคิ้วหลิ่วตาให้ มองหนังเรื่องนี้ในฐานะสาส์นถึงเหลืองแดง แต่ไม่มีเหลืองแดงอยู่คนในสังคมเข้าไปดุด้วยสายตาแบบเหลืองแดง นำมาซึ่งการถกเถียงรุนแรงที่ว่าหนังแดง (จากเหลือง) หรือสลิ่ม(จากแดง)ตามที่เป็นเอกคาด หนังจึงไม่สามารถรับรู้จากมุมมองแบบปราศจากเหลืองแดงได้ การปรากฏอยู่ของเหลืองแดงจึงคือการไม่ปรากฏ ผ่านการตีความนั่นแหละ

8.มันจึงทั้งขบขันและขมขื่นที่ราสามารถตีความุขสิบบาทของอ.ปริญญาไปคนละทิศละทาง ระหว่างความอินโนเซนต์แบบสิ่มจากคนฝั่งหนึ่ง และการอธิบายความปชต.ที่แท้จากคนอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งมันน่าสนใจมากๆว่า อะไรทำให้เรารับรู้มันแตกต่างกัน เวลาคิดว่าปริญญาพูดถูกแล้ว เพราะการมองต่างคือปชต.โดยตัวของมัน แต่ปขต.ของไทยไม่เหมือนปชต.ที่แท้ (แหมสุดท้ายเราต้องมาบอกว่าไทยยูนีคไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหน) และบนเหรียญทุกเหรียญของปริญญาถูกกำกับด้วยสิ่งที่หนังไม่ได้พูด พูดไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเหรียญสองบาท หรือสิบบาท มองจากสิ่งที่อยู่บนเหรียญจริงๆ(ด้านหนึงคือราคา ด้านหนึ่งคึือรูป) มุขของปริญญาก็ถือว่าคมใช้ได้ !

9.กล่าโดยสรุปเราจึงค่อนข้างสนุกกับหนังพอสมควร แม้ว่าเราจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นหนังที่แหลมคมนัก แต่การมีอยู่ของมัน การอิหลักอิเหลือของมันและการย้อนแย้งตัวเองของมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s