EXPERIENCED IN MAR. 12

A BITTERSWEET LIFE (KIM JEE WOON/2005/ST KR)
A++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++++

ถ้าได้ดูเรื่องนี้ก๋อนอีตู้ซ่อนผัว กับอีหัวเมียในกระเป๋า คงจูบปากคิมจีวุน และดูฉันเห้นผีไปตั้งแต่ตอนมันมาใหม่ๆแล้ว (เขกหัวตัวเอง)

เขาเหมะกับหนังหักล้างgenre แบบมาโช ผีจูอนนไม่ใช่ทางพี่ เชื่อผม

LIFE WITHOUT PRINCIPLE (JOHNNY TO/2011/HK)
A++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++

what if FALSE COUNPON (Dostoyevsky in Early 1900’s) was the same thing with FAKE MONEY (Bresson in 1980) was the same thing with the STOCK MARKET in this film!

this should be screened together with L’ARGENT (ROBERT BRESSON/1980/FR)

พี่ตู้รู้แจ้งกระจ่างใจมลว่าจะทำหนังgenre อาชญากรรมพวกนี้ยังไง หนังเรื่องนี้เหมือนกับEXILED ที่เล่นกับ genre ganster เขาทดลองกันปรุว่าจะรื้อทำใหม่ยังไง เอาอะไรไว้เอาอะไรออก ศักดิ์ศรีทัดเทียมกันทั้งสองเรื่อง (จริงๆเราอาจจะบอกว่า NEEDING YOU ก็คือการเล่น GENRE โรแมนติค แต่เรื่องนั้นมีลีลา satire ไปไหน่อย

การได้เห็นหลี่ถัง(ชื่อการค้าของหวงเย่อหัว) เก็บขยะขายนั้นเป็นบุญตามากๆ พอกับได้กราบตีน หลิวชิงหวินที่อีกครั้งไปสุดทางโคตรพ่อ (MAD DETECTIVE เป็นหนังพี่ตู้/หนังฮ่องกง)ในดวงใจข้าพเจ้า

เสียดายที่มีทั้งเยิ่นเสียนฉี ทั้งหลิวชิงหวิน ถ้ามีอู๋เจิ้นหวีอีกคนก็จบครบกระบวนความ

ไอ้การเลือกดาราแบบนี้มันพิเศษตรงที่มันเชื่อมือได้เล่นมาร้อยเรื่องแล้ว เขาจะอิงอะไรเอาอะไรก็ไม่ต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ ตัดตอนเอาได้เลย

พูดกันให้เกินเลย นี่คือการคลี่คลายของหนังฮ่องกงเหมือนกัน ในแง่ที่ว่าสืบสายพันธุ์สร้างgenre กันมาจนรู้ไส้ไปหมดแล้วตบให้มันสวยได้

จริงๆตัวละครของหลิวชิงหวิน กับน้องธนาคารเป็นด้าคู่ขนานคนตามระบบ ระบบการลงทุนคือระบบเดียวกับแกงค์มาเฟีย เพียงแค่ถูกหรือผิดกฏหมายก็เท่านั้น การตีเรื่องคู่กันของสองตัวละครนี้มันเลยสะท้อนกันอยู่ในที ทั้งการยึดถือคุณค่าบางอย่าง ที่เท่ากับการเป้นพนักงานกินเงินเดือนของอีกอย่าง ในขณะที่ตัวละครของ เยิ่นเสียนฉีกลายเป็นคนตรงกลางที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร การที่เยิ่นเสียนฉีพบชายแก่ในลิฟท์จึงเป็นการแสดงภาพการพบปะของคนฮ่องกงยุคโบราณ และหนังฮ่องกงในอดีต ที่สะท้อนกันไปมาในห้องรมแกสด้วย

แล้วไอ้การที่หนังเลือกจบแบบไม่สั่งสอนศีลธรรมโดยตัวมันเองก็ทำให้หนังเป็น Life Without Princilple ด้วยเหมือนกัน

หนังเรื่องนี้มันฉลาดหลักแหลมและอลังการจริงๆ

THE BOOK OF REVELATION (ANA KOKKINOS/2006/AUS.)
A++

หนุ่มนักเต้นโดนสาวลึกลับสามนางจับไขังล่ามโซ่ไว้ และผลัดกันล่วงละเมิดทางเพศเป็นเวลาสิบสองวัน พอปล่อยออกมาชีวิตเขาก็ล่มสลาย

หนังน่าสนใจมากในการสลับบทบาทของผู้หญิงกับผู้ชาย เมื่อผู้ชายกลายเป็นsex object อย่างเต็มที่ สุดที่เราจินตนาการกับผุ้หญิง คือการถุกจับไล่ามแล้วทำทารุณกรรมทงเพศราวกับเป้นสิ่งของ การไต่เส้นระหว่างความพึงพอใจและความเจ็บปวดทางเพศ

ฉากที่น่าสนใจมากๆคือการที่แดเนียลพระเอกโดนตุ๋ย โดยหนึ่งในสามสาว ลึงค์เป็นความเป้นชายขั้นสูงสุด การโดนอัดตูดโดยลึงคืปลอมบนร่างผู้หญิงไม่ก่อให้เกิดความสุขทางเพศ แต่คือการทำลายความเป็นชาย น่าสนใจว่าหนังไม่มีเกย์ การโดนผู้หญิงตุ๋ยไม่ใช่การร่วมเพศ แต่เป็นสุดปลายความเจ็บปวดที่ไม่มีความเพลิดเพลินมาเกี่ยวข้อง

ครึ่งหลังพูดถึงการหมกมุ่นกับการสูญเสียความเป็นชายของตัวเอก การที่หนังทั้งเรื่องมีแต่ผู้หญิงทำให้ตำรวจกลายเป็นความเป็นชายเดียวที่พึ่งพิงได้

การเต้นกับรรอยสัก หรือตำหนิบนร่างกายทำให้หนังเป็นการพูดถึงเรือนร่างล้วนๆ การเป็นเจ้าของเรือนร่างการลุ่มหลงเรือนร่างหรือการทำลายเรือนร่าง

การที่พระเอกเอากับทุกคนแต่ไม่เอากับจูลี่ แต่เป็นแฟนกับจูลี่ เพราะเธอเตี้ยล่ำดำถุย เธอเป็นคนไม่มีเรือนร่างคนเดียวในหนังเรื่องนี้

THE WOMAN IN BLACK (JAMES WATKINS/2012/UK)
A+++

โอ๊ยสนุกมากเลยทีเดียว ในฐานะหนังสยองขวัญแบบขนบมากๆๆๆๆๆ มันออกมาสนุกมากๆ

จริงๆ มันไม่ได้ใหม่อะไรเลย เดาอะไรก็ไม่ยากดูไปครึ่งเรื่องก็รู้เอวัง แล้ว ในฐานะหนังสยองขวัญมันก้ไม่ได้เล่นของใหม่ด้วย CG ไม่มากนัก เล่นท่าแบบหนังสยองขวัญรุ่นเก่าเน้นเทคนิคการตัดต่อ และเทคนิคหนังแบบเก่า แต่จังหวะมันเอาอยู่มากๆ ช่วงปลายชั่วโมงแรกที่ปล่อยพระเอกไว้ดีลกับผีคนเดียวในบ้านนี่พีคสุดๆ

ลองมองเชิงโครงสร้างมันก็น่าสนใจดีนะ แบบหนังมันก้เล่าเรื่อง คนนอกเข้าไปในหมุ่บ้านที่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ แล้วพิสูจน์ผี เอาชนะผีได้ ด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ อันที่จริงมันคลิเชมากๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เอาชนะไม่ได้คือความอาฆาต ตรงนี้รู้สึกมันเพิ่งเป็นสิ่งใหม่เหมือนกัน เป็นอิทธิพลของผีอาฆาตจากฝั่งตะวันออกหรือเปล่าไม่รู้

ที่มันสืกว่านั้นคือมองในเชิงclass
ต่อไปมีสปอยล์ !

ที่มันน่าสนใจมากๆคือมันเริ่มจากความชั่วของคนชั้นสูง เรื่องลึกลับตองปกปิดของคนชั้นสูงที่อาศัยอยุ่ในเกาะห่างไกล แล้วมันมาเกี่ยวกับความตายของลุกหลานชนชั้นล่างได้ยังไง เพราะชนชั้นล่างต้องแบกรับกรรมและความผิดบาปของคนชั้นสูง คนชั้นสูงก็เสียเหมือนกัน แต่มันก็ยังมีทางออก พระเอกเป็นคนนอกคนชั้นกลาง (อันนี้คือ spectator คนดู) ที่เข้ามาแก้ไขเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งนี้ ด้วยวิธีคิดแบบเหตุผล (หาให้เจอว่าผีจะเอาอะไรแล้วให้มันไป) แม้หนังไม่จบแบบชนะขาด แต่มันก็ชนะในตรรกะของคนดูเลยทีเดียว ไอ้โครงสร้างแบบนี้มันออกแบบมาเอาใจคนชั้นกลางมากๆ (ปล. ในสมัยนั้นคนชั้นกลางเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เดินทางหรือเปล่า หมายถึงเดินทางผ่านการทำงาน เพราะคนชั้นสูงจะไปเดินทางอีกแบบหนึ่ง ส่วนคนชั้นล่างไม่เดินทางมากนัก – ยุคที่การคมนาคมยังไม่ดี) การเดินทางและมุมมองของการแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ (ไปเพื่อที่จะกลับบ้าน)จึงเป็นสายตาแบบคนชั้นกลางมากๆ (เทียบว่าคนชั้นล่างคือ ไปแล้วไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่ )

แต่ที่เราสนใจสุดๆคือการที่หนังแสดงอาการฮิสทีเรียของระบบครอบครัว ไม่แน่ใจว่าจริงๆต้นศตวรรษนี้ แนวคิดแบบรักครอบครัวเชิงเดี่ยวอะไรนี่ในยุโรปเป็นยังไง แต่สายตาของหนังคือสายตาแบบปัจจุบันมากๆ (นิยายเขียนปี 83 )คือมันเป็นเรื่องของการพรากจากกันของครอบครัว และแก้ไขด้วยการรียูเนี่ยน การพลัดพราก ของครอบครัวที่แท้และการพานพบ ความรักในครอบครัวชนะทุกสิ่ง แล้วพอตอนจบมันก็ยังอนุโลมให้ครอบครัวได้พบกัน จริงๆ สมัยก่อนเดาว่ามันมีลุกเยอะ ตายเยอะ (ยุคที่การสาสุขไม่ค่อยดี) การมีครอบครัวอาจไม่มีอาการฮิสทีเรียเท่านี้ แต่มีมันเป็นหนังออกมารับใช้คนชั้นกลาง ยุคปัจจุบัน ที่มีกรอบคิดแบบหนึ่ง เลยต้องสวมสายตาใหม่

เอาเถอะ ในฐานะหนังสยองขวัญ มันทำได้ดีมากๆทีเดียว สนุกเป็นบ้า

หมายเหตุ:จริงๆไม่คุ้นกับหนังHAmMER เท่าไหร่ เหมือนจะได้ดูไปแค่เรื่องสองเรื่อง แต่รู้สึกว่าความเชยในหนนังเรื่องนี้ไม่ได้ย้อนไปเชยแบบแฮมเมอร์ยุคตหกสิบ แต่เชยในแบบหนังยุคแปดสิบเก้าสิบ ที่ต่อมาจากแฮมเมอร์อีกที หนังเรื่องนี้เอาไปฉายช่วงปี 1995ได้ จะเป็นทำนองเดียวกันเลย

RETREAT CARL TIBBETTS/2011/UK)
A++++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++++++

โอ๊ย ทำไมปีนี้มีแต่ีหนังสยองขวัญเลอๆ เพิ่งเข้าเดือนที่สามนี่สามารถจัดทอปเทนได้แล้วนะ

เล่าเรื่องก่อน ซิลเลียน เมอร์ฟี่ กับ แธนดี้ นิวตัน เป็นคู่่ผัวเมียอมทุกข์เยี่ยง แมกซ์ วอนซีโดว กับ ลิฟ อุลแมนน์ แธนดี้แท้งลูก เลยไปเที่ยวเกาะที่เคยไป อมทุกข์ไปมาอยุ่สักยี่สิบนาที แธนดี้ก็เห็นคนสลบอยู่แถวบ้านเลยไปช่วยปรากฏกว่าเป็นเจมี่ เบลล์ นายทหารเหี้ยอะไรสักอย่าง ซึ่งบอกว่าที่รัก ตอนนี้นอกเกาะทุกคนติดไวรสัตายห่าหมดแล้ว เขาหนีมา แล้วก็ต้องปิดบ้านกันแล้ว เพราะไวรัสระบาดทางอากาศ !

ดูเหมือนคลิเชชิมิ อะถูก! ครึ่งแรกเป็น SHAME ของ BERGMAN ครึ่งหลังเป็นหนังthriller เต็มตัว แต่มันมีพลอตหักมุมอีก ซึ่งเป็นการหักมุมที่น่าสนใจดีแต่เล่าไม่ได้

หนังดูเหมือนจะเล่นกับเกมอำนาจหญิงชาย แบบSTRAW DOGS แต่ก็เล่นประเด็นหนังไวรัสอะไรต่อมิอะไรด้วย รู้สึกว่าเป้นการmix ที่มันส์ดี นักแสดงก็เล่นกันมันส์ทุกคนเลย

หนังไวรัสมันไม่ใหม่แล้ว แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำได้ไม่เลวเลย จริงๆเอามาดูกับRIGHT AT YOUR DOOR หนังไวรัสที่โดน UNDERRATED จะพีคมากๆ

ดูคู่กับSHAME ก็เก๋ไม่หยอก เพราะมันเปลี่ยนจากสงครามมาเป็นไวรัสแทน แล้วมันมองดูว่าคนชั้นกลางแหยๆจะต่อสู้กับอะไรพวกนี้อย่างไรเพียงแต่พอมันมาเล่นgenre แบบผเกมอำนาจชของเพศชายแล้วมันก็เป็นหนังgenre ไป

SPARROW ( JONNIE TO/2008/HK) 
A+++++++++++อยากเขียนบทความชื่อ พี่ตู้ GENRE and ANTI- GENRE

พี่ตู้ทำไรอะ เนรมิตฮ่องกงให้เป็น ปารีสเหรอ อ๋อพี่ตู้อยากเป็นเดอมี หรืออยากเป็นโกดาร์ด แต่เขาแน่นดีนะ

ลองนึกสภาพกลับหัวว่าโกดาร์ดดูหนังอเมิรกันมากเลยทำ BREATHLESS แต่พี่ตู้ทำหนังมามาก ทำหนังแบบอเมริกันมามาก วันนึงเลยไปทำSPARROW รู้สึกว่าหนังมันดัดจริตได้น่ารักดี โดยเฉพาะดนตรีประกอบที่ดัดจริตมากๆ

เทียบไปมา EXILED นี่ Anti /Post Genre มือปืนรับจ้าง ส่วนLIFE WITHOUT PRINCIPLE Anti /Post Genre อาชญากรรม อันนี้ Anti/Post Genre พวกแกงค์ต้มตุ๋น สงสัยต้องไปเอาELECTIONมาดูใหม่ว่ามันAnti/Post Genre แกงค์สเตอร์ยังไง

แต่ถึงยังไงก็ตามเราชอบหนังGenre มากกว่า Anti /Post Genre ของพี่ตู้อยู่ดี

My Preferential Order forพี่ตู้

1.The Bare foot Kid 1993
2.Mad detective 2007
3.Heroic Trio 1993
4.Running on karma 2003
5.Exiled 2006
6.Life without principle 2011
7.Needing You 2000
8.A Moment of Romance 3 1996
9.Love on a Diet 2001
10.Sparrow 2008
11.justice, my foot 1992
12.A Moment of Romance2 1993
13.Breaking News 2004
14.Executionsers 1993
15.The Mad Monk 1993
16.Throw Down 2004
17.Election 2005
18.PTU 2003
19.Triangle 2007
20.Turn left, turn right 2003

MODERATO CANTABILE (PETER BROOKS/1960/FR)
A+มันเปลี่ยนอะไรจากนิยายาไปเยอะเหมือนกัน จริงๆหลายส่วนของหนังดีมากๆ แต่ที่ทำให้ไม่ชอบมากคือการที่มันทำลายความคลุมเครือทางอารมณืออกไปหมด เป็นหนังภาคผู้ชายมากกว่าตัวเรื่องที่เป็นหญิงมากๆๆ

ATM (DAVID BROOKS/2012/US)
A+++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++THIS IS A GOLDEN YEAR OF HORROR FANS LIKE ME!

สองหนุ่มหนึ่งสาวไปกดเอทีเอ็มกลางดึกในวันคริสมาสต์ ความซวยมาเยืนตรงที่นอกตู้มีผู้ชานสวมเสื้อกันหนาวมีฮู้ด ยืนจ้องมาหาเรื่อง แล้วพอมีคนผ่านมาผู้ชายคนนั้นก็ฆ่าทิ้ง สองหนุ่มหนึ่งสาวติดอยุ่ในตู้เอทีเอ็มที่ไอ้โรคจิตตัดสายเครื่องทำความร้อนแล้วเฝ้าคอยเงียบเชียบข้างนอกมองดูการดิ้นรนเอาตัวรอดที่ทำไปก็ไร้ผล

จากโลงตอกตายใน BURIED คราวนี้โลกของตัวละครจำกัดอยู่ในตู้เอทีเอ็ม(แบบที่ใหญ่ๆหน่อยไม่ได้เล็กแคบๆเหมือนบ้านเรา ตู้กระจกกลายเป็นห้องแสดงภาพของคนชั้นกลางสามคนที่ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยวิธีการต่างๆนาๆ จากคนที่ยืนอยู่ข้างนอกโดยไม่อบกจุดประสงค์

ในทางหนึ่งตู้เอทีเอ็มนี่น่าสนใจมากในการแทนภาพมนุษยืในที่สงบปลอดภัย ทั้งในแง่การรรักษาความปลอดภัย และในแง่นัยยะเกี่ยวกับโลกที่ยืนอยู่ได้ด้วยเงินทอง คือเข้าทำนองว่าแค่มีเงินก็พอจะแก้ปัญหาอะไรได้ (แล้วตัวเอกก็ซื้อพอจะลองแก้ปัยหาด้วยเงินจริงๆด้วย กล่าวให้ถึงที่สุดหนังก้เลยฉายภาพความหวาดวิตก หวั่นไหว ไม่มั่นคงของคนชั้นกลางต่อภาวะภายนอกที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ วางตำแหนย่งแห่งที่จัดเต็มว่า ต่อให้คุณอยู่ในที่ที่มีเงินก็เถอะ อันที่จริงตู้เอทีเอ็มที่มีลักษณะเหมือนตู้ปลาโชว์ เป็นทั้งอาณาเขตหวงห้าม(ไม่มีบัตรเข้ามาไม่ได้ แล้วในขณะเดียวกันมันก้เปิดเผยให้เห็นอย่างหมดจด กลายเป็นสัตว์ที่โชว์ความอ่อนแอให้สังเกตได้ ที่โหดไปกว่านั้นคือหนังแสดงให้เห็นว่าในโลกใหม่นี้ที่มีกล้องติดตั้งอยู่ทั่วหัวระแหง มีตำรวจสายตรวจ มีตู้เอทีเอ็มคอยรอตอบสนองกรจับจ่ายของเราตลอดเวลา โลกที่เราคิดว่าปลอดภัยไว้ใจได้นั้นไม่มั่นคงขนาดไหน แค่เพียงผู้ชายไม่ทราบชื่อยืนอยู่คนเดียวนอกตู้ เราก็ไปไม่เป็นแล้ว ความกลัวอันไม่รู้ทิศทางฝังรากติดหนึบหับสภาพจริงที่เราปลอบประโลมด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีแบบต่างๆ

แต่ที่สุดขอบคือช่วงจบของหนังที่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างของมันขีดจำกัดความสามารถของเครื่องมือ หรือระบบที่ไม่ใช่แค่ทำให้เราตกเป็นเหยื่ออย่างเดียวแต่ยังกลับข้างความจริงของเราได้ด้วย ถึงที่สุดเครื่องบันทึกความจริงได่้ทำหน้าที่ในการบันทึกความจริงส่วนเดียว และทิ้งส่วนที่เหลือไว้ให้ปะติดปะต่ออย่างผิดๆถูกๆ และเมื่อเราอยุ่ในโลกที่เชื่อถือเครื่องมือมากกว่ามนุษยื เราก็ยิ่งเห็นควาเปราะบางนี้ฉายชัด

ตัวหนังมันอาจจะเป็นแค่หนังคลิเชที่แคบเรื่องหนึ่ง แต่มันซ่อนนัยสวยงามเอาไว้มากโดยไม่ต้องหลุดออกจากโทนหนังสยองขวัญเลยแม้แต่น้อย

88 (ดอกดิน กัญญามาลย์/2012/ไทย)
A+++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++one of my favorite short films this year from one of my all time favorite director DOKDIN GUNYAMAL

you can watched the entrie film here
http://www.youtube.com/watch?v=wcp91reknVc

MAN With A MOVIE CaMERA (DZIGA VERTOV /1929/RUSSIA)
A++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++if somebody told me it was made in 2029 .I will belive it! One of the most spectacle films i’ve seen in my whole life .

จงบอกหนังที่มัน’ ตื่นตาตื่นใจ’ที่สุดของคุณมา! โยนAVATAR เข้าป่าละเมาะ เอาTRANSFORMER ไปเก็บในกล่องของเล่น หรือเอาINCEPTION ไปคืนชั้นการ์ตูนเช่าเถอะ นี่มันพ่อของทุกสรรพสิ่งเห็นๆ!

ดูจบแล้วก็งงว่า โอเค หนังเกิดแล้วตายเลย เพราะเรื่องนี้ทำไปหมดทุกอย่างแล้ว

ไม่ใช่แค่หนังสารคดีที่มาก่อนโลกจะรู้จักสิ่งที่เรียกสารคดี มันยังเป็นหนังที่เล่นกับความเป็นหนังก่อนโลกจะรู้จักความเป็นหนัง คุณจะมองสายตาของใครเมื่อคุณมองคนถ่ายถ่ายหนังบนหลังรถ สายตาของคุรไม่ใช่ตาของกล้อง แต่เป็นตาของกล้องอีกตัวที่มองกล้องตัวหนัง เมื่อซีนสุดท้ายคนหนั่งดูคนถ่ายหนังคุณถ่ายคนนั่งโรงหนังดูหนังว่าด้วยการถ่ายหนัง สายตาของคุณคือสายตาของสายตาของสายตาไปเรียบร้อยแล้ว

ปล. DZIGA VERTOV เป็นเด็กแนว!

ปล.2ผู้หญิงมอสโควืตัดปมทรงติ่งหุทุกนาง จริงๆติ่งหูต้นศตวรรษสวยกว่าติ่งหูมัธยมไทยในปัจจุบันมากว่ามาก

HYAS AND STENOEHYNCHUS ,MARINE CRUSTACEANS (JEAN PAINLEVE/1929/FR)
A+++++++++++++++++++++++++หนึงในยี่สิยสามสารคดีวิทยาศาสตรืของJEAN PAINLEVE ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นสารคีสัตว์โลก หรือหนังทดลอง สัตว์ที่เราเห็นเป็นสัตว์จริงๆหรือเป็นสิ่งซึ่งถูกจัดวางอย่างดงามและร่ายรำต่อหน้าเรา

FINAL SOLUTION (RAKESH SHAMA/2004/INDIA)
A++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++สารคดีเหตุการณ์สังหารหมู่มุสลิมในแคว้นGujarat เป็นสารคดีtalking heads ยาวสองชั่วโมงครึ่งที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ทรมาน เจ็บปวด ขนพองสยองเกล้า

รุนแรงในระดับเดียวกับPETITOIN ของZHAO LIANG เดี๋ยวไว้มาเขียนยาวๆ มันเอามาฉายในไทยก็ได้ คมันฉายรูปทรงของความขัดแย้งที่โหดเหี้ยมมากๆและจริงมากๆ ดูจบก็น๊อคเลย
ใครสนใจเรื่องการสร้างhate speech เอาไปดุได้เลย มันช่างน่ากลัวจริงๆ ยิ่งพอคิดว่ามันเป็นฝีมือของรัฐปลุกปั่นที่ชนะการเลือกตั้งมันก็มีอะไรตบหน้าเรามามากมาย

คำว่าหดหู่อาจจะเป็นคำที่สวยงามเกินไปในการอธิบายเหตุการณ์ในนี้

VAKRATUNDA SWAHA ( AHSHISH AVIKUNTHAK /2010 /INDIA) 
A+++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
พลังขั้นสูงสุดของหนังทดลองต่อต้านทวยเทพ !เปิดเรื่องด้วยภาพของชายคนหนึ่งบูชาพระพิคฆเนศในแม่น้ำก่อนจะขึ้นว่าชายผู้นั้นฆ่าตัวตายหลังจากถ่ายภาพนั้นในปีต่อมา ที่เหลือเป็นพลังหล่อนหวาดสยองของชายสวมหน้ากากช้าง และคนสวมหน้ากากกันแก๊ซพิษ และการทุบพระพิ๕ฆเนศแบบreverse รุนแรง หนกัหน่วงท้าทายสุดๆ ราวกับเป็นหนังสยองขวัญก็มิปาน

JAGUAR (JEAN ROUCH/1967/FR+GHANA)
A++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++ชัดๆคำเดียว JEAN ROUCH พ่อทุกสถาบัน! แทบอยากก้มกราบตีน

JAGUAR (JEAN ROUCH/1967/FR+GHANA) สามพระหน่อเดินดง

ขอตั้งชื่อไทยของหนังว่าสามพระหน่อเดินดง ตัวหนังนั้นว่าด้วยสามหนุ่มไนจีเรีย หรุ่มหน้ามนคนเลี้ยงวัว พ่อชาวประมงล่ำสัน และหนุ่มสำรวยไม่เรียนหนังสือ ทั้งสามวางแผนจะไปแสวงโชคกันที่กานา ตามรูปแบบของแรงงานพลัดถิ่น ก็โอเคไปกัน ไปขายวัวเป็นค่าเดินทางกัน ก่อนไปก็ไปหาหมอผีให้แกดูสักหน่อยว่ายังไง หมอผีบอกว่า เฮ้ยไอ้หนุ่ม ถ้าไปแพคสามข้าทำนายว่าจะไปตายกลางทางเจอโรคระบาด เรื่องชั่วร้าย พวกเอ็งน่ะให้ไปด้วยกันถึงสามแยก จากนั้นให้แยกกันไปคนละทางเลยนะ แล้วทุกคนจะรุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งจักนั้นค่อยไปนัดเจอกันที่อัคาคารา จะกี่เดือนปีก็ว่าไป

เสร็จแล้วไอ้สามหนุ่มก็ไปตัดน้ำเต้า เอาไว้ใส่น้ำกินตอนเดินทาง แล้วก็ เอ่อ เดินเท้ากันไปข้ามประเทศ พอมาเจอฝั่งทะเลก็เล่นกันสนุกสนานแล้วก็เจอสามแยก เอ้าแยกกันไป

ไอ้หนุ่มสำรวย โบกรถมั่งเดินมั่งจนมาถึงอัคคาราก็ไปทำงานโรงไม้ เนื่องจากพออ่านออกนับเลขได้เลยได้เป็นหัวหน้าคนงานคอยนับผลผลิต แหม ทีนี้ก็กร่างสบายไปเลย
เจ้าคนเลี้ยงวัว ไปทำงานนู่นนี่หาเงินมาซื้อเสื้อใหม่ ๆได้ไปถึงขนากือบจะเป็นคนงานเหมือง สุดท้ายก็มาชวยเพื่อนขายของส่วนหนุ่มชาวประมงกำยำล่ำสันไปทำงานจับกังท่าเรือ งานหนักเงินน้อยเสียจนน่าใจหาย พอครบปีทั้งสามมาเจอกัน แล้วก็เดินทางกลับบ้าน เอาเงินที่หาได้ไปซื้อของฝากคนที่บ้านรอรับฝนแรกจะได้ทำนากันต่อไป

เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะเอาสายตาของเจ้าอาณานิคมที่มองเห็นดินแดนแอฟริกาในฐานะแดนเถื่อนแสนแปลกหูแปลกตา สุดจะexotic มาสวมลงในสายตาของสามหนุ่มบ้านนอกเข้ากรุง และวางทาบอย่างแนบเนียน ความน่าสนใจประการหนึ่งอาจจะบอกได้ว่าเมื่อมนุษย์เปลี่ยนตัวเองเป็นนักเดินทาง สายตาที่เขาจ้องมองสรรพสิ่งจะดีดตัวออกจากความเป็นคนพื้นที่ การท่องไปในฐานะนักเดินทางมอบสายตาคล้ายคลึงกับการเดินทางของเจข้าอาณานิคมไปยังดินแดนexotic แต่ในหนังเรื่องนี้สายตานี้ถูกก่อกวนอย่างยิ่งด้วยการก้าวเข้ามาของเสียงซึ่จะได้กล่าวต่อไป

หนังกระโดดไปมาระหว่างการเป้นหนังสารคดีชีิวตชาวแอฟริกันสุดแสนโรแมนติกกับการเป็นหนังเล่าเรื่องชีวิตรันทดและการเดินทางของสามพระหน่อตลอดฤดูร้อนในฐานะแรงงานพลัดถิ่น เราอาจจะแยกให้สนุกมากขึ้นด้วยการบอกคร่าวๆว่าสายตาของภาพนั้นคือภาพบันทึกแบบสารคดีexotic แน่แท้ กล้องซุกซนจับภาพชีวิตคนบนถนนรนแคม ภาพสิ่งแปลกถิ่นหูตา อย่างๆรก็ตามสิ่งที่ตามมารบกวน เบี่ยงเบนความหมายทำร้ายความหมายที่ถ้าปิดหูจะไปอีกทางหนึ่งคือเสียง

เสียงเล่าในเรื่องไม่ใช่เสียงจากโลกในหนัง แต่เป็นเสียงเล่าแบบcommentary! อันหมายความราวกับว่าทั้งสามหนุ่มมานั่งดูฟุตเตจชีิวิตพลัดถิ่นของพวกเขาแล้วก็สนทนากัน คอมเมนท์ไปเรื่อยเปือ่น บางทีก็ล้อกันเอง บางทีก็อธิบายภาพ บางทีก็เล่าเรื่องคนอื่นในภาพ หรือกระทั่งแสดงความเห็นขัดแย้ง หรือเล่าสิ่งที่อยู่นอกกรอบภาพออกมา

เสียงสนทนาของสามหนุ่มต่างหากที่สร้างเรื่องราวขึ้นมา ในทางนี้ สายตาของเจ้าอาณานิคม /คนขาว/คนนอก ถูกสวมแทนด้วยเรื่องเล่าของคนพื้นเมืองของจริง ไม่ว่าความประหลาดพิลึกใดๆที่เราได้เห็นในหนัง ตลาดริมน้ำ การเล่นไพ่ตลอดวัน พ่อมดหมอผีเต้นรำ ทุกอย่างที่ถูกภาพ exoticise ถูกทำลายลงโดยความเห็นของสามหนุ่มคึกคะนอง ไม่มีวามทุกขือะไร พวกเขาเล่าเรื่องในฐานะของสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว ในฐานะความทรงจำคูลคูลส่วนบุคคล

พอพูดในทาางนี้เท่ากับว่าหนังถูกถอดสายตาจำพวก เจ้าอาณานิคมเห็นความแปลกประหลาดไม่ศิวิไลซ์ของเมือเถื่อน ในขณะเดียวกันสายตาแบบคนถูกกดขี่ที่น่าสงสารประเภทหนังเรียกร้องสิทธิมนุษยชนก็ถูกถอดออกไปด้วย จะว่าไปแล้วกรทั่งความจริงจังแบบสารคดีก็ยังถูกท้าทายด้วยควาเมป็นเรื่องเล่าในตัวเหตุการณ์นั่นเอง ภาพที่เป็นภาพจริงมีความเป็นเรื่องเล่าในฐานะของสายตาคนนอก ในขณะที่เสียงเล่าเรื่องกลับเล่าเรื่องด้วยเสียงของคนจริงๆในเหตุการณ์ แถมยังเล่าด้วยภาษาฝรั่งเศสอีกต่างหาก !

JEAN ROUCH เป็นหนึ่งในบิดาแห่งethnographic film หนึ่งในบิดาของ Cinema Verite แต่การท้าทายของJean Rouch ไม่ได้แค่อยู่ในระดับหักล้างของเก่า แต่เขาท้าทายไปทุกขั้นตอนจนนน่าตดกใจที่เราจะพบว่าสารคดีในปี 2012อาจดูเชยล้าหลังทั้งทัศนคติและวิธีการมากกว่าหนังเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้น่าจะเข้ากันดีกับหนังประเภท INTERNATIONAL FILMS ที่นิยามโดยNICOLE BRENEZ ด้วย อ่านเพิ่มเติมที่นี่

http://cinespect.com/?p=3090

WHORE’S GLORY (MICHAEL GLAWOGGER /2011/NETHERLANDS) 
A+++++++สารคดีกะหรี่สามชาติ นางงามตู้กระจกในกรุงเทพ ซ่องสล้มในบังคลาเทศ และโซนพิศวาสในเมกซิโก

สิ่งที่งดงามในหนังเรื่องนี้คือการที่มันก้าวข้ามแนวคิดทำนองชีวิตกะหรี่ช่างรันทดหดหู่ นี่ไม่ใช่หนังแบบชูสิทธิมนุษยชนกดขี่ด้วยการทำให้เห็นว่ากะหรี่ถูกทำร้ายอย่างไร ไม่มีอารมณ์ดราม่าฟูมฟาย (หรือมีก็แต่พองาม) ในขณะเดียวกันนี่ก็ไม่ใช่เรื่องจริงผ่านจอที่จะพาเราไปคลายปมธุรกิจค้ากามทั่วโลกที่ืบสาวโยงใย หนังเป็นแค่หนังในทำนอง ดูเอาเถิดว่ากะหรี่ทำอะไรในแต่ละวัน พวกนางคิดอย่างไร แล้วลูกค้าของพวกนางคิดอย่างไร

อย่างไรก็ดี สายตาของหนังก็ชวนให้สงสัยในฐานะสาคดีอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะในส่วนของกรุงเทพ ที่ถ่ายทำออกมาได้หมดจดงดงามราวกับกล้องไม่มีอยู่ และได้กวาดเก็ยภาพชีวิตอย่างไม่เก้อเขิน ทั้งของบรรดาสาวๆและบรรดาลูกค้าของเธอ หนังอาจจะมีบทสัมภาษณ์อยู่ระปราย แต่หลายฉากเปิดใจเฉพาะกลุ่ม นั่นดูละเมียดละไมไม่เขินกล้องจนแอบคิดไม่ได้ว่านี่น่าจะเซตกันมา

อย่างไรก็ดีการเซตไม่ใช่ปัญหา (ในส่วนของบังคลาเทศมีทั้งฉากแม่เล้าแนะนำเด็กๆของเธอเรื่องวิธีรับแขก เลยพ้นรุนแรงถึงขนาดมีฉากการประกอบวิชาชีพให้เห็นจะๆระดับFull Frontal ) เพราะดูเหมือนเอาเข้าจริงโสเภณีในหนังเรื่องนี้้วนวางตัวเองในฐานะ ‘คนทำงาน’ ที่ไม่ได้ยี่หระอะไร บรรดาน้องๆในกรุงเทพผลัดเปลี่ยนกันเล่าเรื่องคู่รักของตัวเอง ที่เอาไม่รู้เวล่ำเวลา หรือนกเขาไม่ขัน ในขณะที่แม่เล้าก็เล่าเรื่องการที่สาวๆของเธอขายบริการไปซื้อบริการหนุ่มๆในอีกที่ ในบังคลาเทศ ตึกแถวแออัดที่หนาแน่นไปด้วยโสเภณี แม่เล้ากับสามีและลุกสาวเล็กๆจองเธอพูดหน้ากล้องอย่างไม่ยี่หระ ว่ายังไงซะก็ไม่มีใครแต่งงานกับลูกสาวแม่เล้าอดีตกะหรี่แน่ๆ และเมื่อโตขึ้นเธอก็จะต้องถูฏทำร้ายจากสังคมอยู่ดี ประสาอะไรในเมื่อโตในซ่อง โตขึ้นเธอก็จะเป็นโสเภณีโดยแน่นอน หรือเมื่อมีโสเภณีหน้าใหม่ เราก็ไม่ได้เห็นอาการฟูมฟายขายตัวอะไร พวกเธอมาทำงาน ขายของเก่าเป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้น เธอจะได้เงินส่วนแบ่งของตัวเอง เช่นเดียวกันๆกับสาวๆในเดอะโซน เธอกำหนดชัดถึงขนาดว่า เพิ่มท่า เพิ่มห้าสิบเปโซ ถ้าบ๊วบคิดเพิ่มร้อยนึง ไม่ว่าเสร็จหรือไม่ ครบเวลาคุณต้องเดินแข็งปํ๋งออกจากห้องของพวกเธอ แม้พวกเธอจะแก้ผ้าเต้นกลางบาร์ได้ แต่เธอก็ไม่ได้เป็นทาสของใคร เธออาจพอใจจะหลับบ้านไปเลียจิ๋มให้เพื่อนสาวมากกว่า

ถึงที่สุด โโสเภณีในเรื่องจึงถูกจัดเป็น คนทำงาน ประกอบอาชีพค้ากามของจริงไม่เพียเท่านั้น ลุกค้าของพวกเธอก็เป็นพวกคนที่มาซื้อบริการจริงๆ บางคนอาจจะอยากเอาตูด บางคนอาจอยากให้บ๊วบนอกถุง พวกเขายินดีจ่าย บางคนก็เพื่อสนทนา บางคนก็เพื่อมานั่งมองสาวๆเฉยๆ เมียไม่รัก อยากเปลี่ยนบรรยากาศ สารพันปัญหา

เราไม่ได้เห็นแมงดาค้ากามตบตีโสเภณี แต่เห็นชุมชนกะหรี่ถอ้ยทีถ้อยอาศัย(แต่พร้อมจะตบกันแหลก)ในบังคลาเทศ หรือกะหรี่ชนชั้นกลางในกรุงเทพนี่มีสามีเป็นเสี่ย ได้เห็นคนเชียร์แขกที่ทำหน้าที่ของตนอย่างสะบัดช่อ หรือเห็นสาวๆในเดอะโซนเล่าว่าวันนี้จะเลิกเป็นกะหรี่แล้วค่ะ หนังวางตำแหน่งพวกเธอในฐานะ sex worker และพวกเธอถึงไม่ภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้เกลียดตัวเอง ฉันเงี่ยน ฉันอยากเอา ฉันอยากเสร็จ ฉันได้ตังค์ด้วย มันก็เข้าท่าดี กะหรี่เมกซิโกที่เดินสายขายตัวทั่วประเทศพูดหน้ากล้อง

และหากจะมีขั้วตรงข้ามที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ล่ะก็มันคือ ศาสนาต่างหาก หนัเปิดฉากแรกด้วยกะหรี่สามประเทศ ประกอบพิธีกรรมศาสนา สาวๆไฮคลาสไหว้ศาลพระภูมิก่อนตอกบัตรไปทำงาน โสเภณีบังคลาเทศ ปฏิเสธการบ๊วบ เพราะ ‘ปากของฉันเก็บไว้ท่องคัมภีร์’ ในขระที่สาวๆเมกซิโกนับถือ เทพีแห่งความตาย พวกเธอทุกคนมีรูปเคารพในห้อง เป็นรูปโครงกระดูกสตรีถือเคียวยาว บูชาเจ้าแม่แล้วคุณจะตายดี เชื่อดิฉันเถอะ ตั้งแต่ไหว้เจ้าแม่ ฉันไม่เคยโดนกระทืบอีกเลย หากการปรากฏของศาสนาในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของการกดขี่ทำลาย แต่กลับแนบสนิทกับชีวิตติดจิ๋มของพวกเธออย่างยิ่ง

กล่าวโดยสรุปแม้หนังจะติดลูก ‘คนค้นคน’ไปบ้าง แถมมีเพลงประกอบอินดี้เอามากๆ จนนึกว่าเป็นหนัง Wes Anderson แต่นี่ก็คือหนังสารคดีกะหรี่ที่งดงามมากเรื่องหนึ่ง

LE NOM DES GENS (MICHEL LECREC/2010/FR)
A+++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++สุดขีดที่สุดในสามโลก เพศ ศาสนา การเมือง จะไปไหนก็ไปได้สุดในลุคคูลๆเก๋ๆ!

ซีนที่สุดขีดที่สุดในเรื่องคือฉากกินข้าวร่วมโต๊ะ ที่คูรแม่ฮิปปี้ ต้องปะทะกับคุณพ่อทหาร ที่ฮษคือฝ่ายที่เป็น คนชายขอบนั้นไม่พุด ไม่ได้พูด ไม่มีเสียง พูดไม่ได้ เป็นส่วนที่ถูกนับไม่ให้เป็นส่วนไปตอลดเรื่อง ฉากบนโต๊ะอาหารจึงโดดเด้งมากว่าคนที่พุดคือคนฝรั่งเศสที่พูดแทนคนอื่นไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา คนฝรั่งเศสที่ได้พูด แม่ชาวยิวของพระเอกตายไปโดยไม่ได้พูด และการพูดของพ่ออาหรับของนางเอกผ่านภาพเขียนก้ไม่เคยถูกแสดง แต่คนฝรั่งเศสซ้ายและขวาได้พูด

ผลห็คือmixbloodเท่านั้ที่ได้พูดแต่ไม่ได้พูด หรือพูดแต่พูดไม่ได้ ความสัมพันธ์ของลูกmix blood ในเรื่องจึงท้าทายทั้งซ้ายขวา กะหรี่การเมืองหรือนักสัตววิทยา ต่างสัยสนในอัตลักษณ์และการพูโของตน

การพึดสำคัญมากในหนัง ฉากทีี่ดีสุดๆอีกฉากคือฉากที่นางเอกจะบอกความลับแล้วไม่ได้บอก เหมือนฉากที่นางเอกปลอบแม่พระเอกแล้วเะอไม่พูด การพูดของเราไม่ได้มีความหมายอย่างที่มันเป็น ไม่รู้ว่าเราจะไปทำร้ายคนอื่นตอนไหน การยกเปียโนของพระเอกกลายเป็นการทำร้ายเพราะเขาไม่ได้ฟังปค่ปรารถนาดี เหมือนการกอดของนางเอกที่ทำร้าย การห้ามพูด และการพูดไม่ได้มีอะไรดีแย่ไปกว่ากันถึงที่สุดการห้ามพูดเป็นการพูดชนิดหนึ่งอยุ่ดี

ฉากที่โหดมากอีกฉากคือห้องรมแกสไก่ อาชีพของพระเอกต่างอะไรกับนาซีในแง่ที่ว่าพวกเขาเห็นสัตว์และไวรัสในสัตว์เป็นศัตรูที่ถ้าเจอก็ต้อวงรมแกสเพื่อความอยุ่รอดปลอดภัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในขณะที่นางเอกก็เป็นมุสลิมกะหรีี่การเมือง เปลี่ยนพวกขวาด้วยการนอนกัยพวกเขา make love not war ค่ะคุณ

ทั้งสนุก ทั้งตลก ทั้งคูล ทั้งฉลาดแล้วก็ร้ายกาจมากๆเลยจริงๆ

รักเอาอยู่ (ทิวา เมยไธสง, ธรรมนูญ สกุลบุญถนอม และ ธนดล นวลสุทธิ์ /2012/ไทย)
A-มาร์คเอาไว้ในฐานะ perception ของชนชั้นกลางไทยที่มีต่อสภาวะน้ำท่วมปี 54

น้ำท่วมบ้านแล้วทำอะไรดี ไปทำงานปกติ ไปเป็นจิตอาสา ไปจีบสาว ไปหาโลเคชั่นสวยๆสำหรับถ่ายำทโฆษณาประโลมใจ น้ำท่วมทำให้เราพบรัก หรือทำให้คนไทยที่แตกแยกกลับมารักกัน

แน่ละเราไม่ได้เห็น น้ำท่วมโรงงาน คนหมดเนื้อหมดตัวจากน้ำท่วม ความแอดอัดในศูนย์พักพิง แรงงานพลัดถิ่นตกงาน ไม่ได้เห็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

ฉากที่สำคัญอย่างเช่นการไม่ออกจากบ้านเพราะกลัวโจรขโมยของของนางเอก เป็นเพียงทางผ่านของการให้หนุ่มสาวอยู่ด้วยกัน การโดนปล่้นโดนแทง เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้พลอตรักสามเส้า

มันเป็นหนังรัก และความรักกันและกันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ปวงชนชาวไทยหมกมุ่นอย่างไร้ทางออก

จริงๆหนังดูเพลินๆดีนะ น่าเบื่อนิดหน่อย แล้วก็รำคาญความหยาบคายแบบจงใจของฟิลืมอยู่มาก นางเอกก็กำลังดี อีกนิดจะ retard แล้ว

URBAN EXPLORER (ANDY FETSCHER/2011/US+GERMANY)A+พวกวัยรุ่นชอบตะลุยท่อเก่าโรงงานร้างห้องใต้ดิน ไปตะลุยเบอร์ลินเป็นไงล่ะมึง เจอนาซีนักเชือดให้ทอ่ใต้ดินเข้าไป

หนังมีโมเมนท์ดีๆและโมเมนต์โง่ๆเต็มไปหมด วินทีหนึงสนุกประหลาด อีกวอนาทีนึงมึงจะเป็นHOSTEL ทำไม

เนื่องจากบางช่วงของหนังเข้าท่ามาก โดยเฉพาะเหยื่อรายท้ายๆ ก็เอาไปหักลบกลบหนี้กับควาฒโง่ของบางตัวละครรวมถึงการที่หนังตื่นเต้นใช้ได้ เลยถือว่าผ่าน สนุกระทึก
อ้อ ให้สมเป็นโลกใหม่ตัวละครมีทั้งยุโรป ลาติน อเมริกา และเอเซีย ตายห่าอย่างเท่าเทียมกันทั้งโลก สาระแนดีนัก

THIS MUST BE A PLACE (PAOLO SORRENTINO/2011/ITL+FR/IRELAND)
A+++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++หนังอาจจะมีพลอตแบบPARIS TEXAS กลับหัว (จากพ่อเดินทางไปกับลูกเป็นลูกเดินทางหลังพ่อตาย) แต่ตัวหนังออกมาหวานหยดเยี่ยงBagdad Cafe (นั่นก็เยอรมันในอเมริกา)

อย่างไรก็ตามช่วยไม่ได้เลยที่เราจะหลงรักหนังเรื่องนี้เพราะกูต้องินกับผู้ชายป่วยๆเดินทางไปเรื่อยๆรอบอเมริกาอยุ่แล้ว (อย่าลืมว่าWim Wenders เป็นหนึ่งในพ่อของข้าพเจ้า)

หนังพูดประเด็นการปรองดองกับอดีต เมื่อร๊อคสตาร์ที่ดีเพรสสเพราะคนฟังตาย ต้องมาทำหน้าที่แทนพ่อที่เขาเกลียดในการตามล่านาซีที่เคยคุมพ่อในเอาทซ์วิทช์ การสลับตำแหน่งจากฆาตกรมาเป็นเหยือทำฝห้เขากลับไปรีิววความสัมพันธ์ตัวเองกับคนรอบข้างรวมถึงไถ่บาปกับพ่ออะไรแบบนั้น

ที่ขำคือsean penn เล่นเป็น rock star ที่passive แบบสุดๆ ในขณะที่คนรอบข้าง(โดยเฉพาะนางเมีย ฟราเซส แมคดอร์มานน์ ในบทนักดับเพลิงที่เล่นtai chiที่บ้านด้วย) กลับดูร๊อคแอนด์โรลแบบสุดๆไปเลย ผลก็คือ sean penn เป็นไอ้หน่มเนิร์ดเก็บกดที่จ๋องกรอดเสียยิ่งกว่า ไอ้หนุ่มฟังมารายห์ แครี่ที่มาจีบเด็พังค์ซะอีก เนิร์ดจนเมคอัพำแบบthe Cure ไม่ได้ทำให้Penn เป็นRocker แต่เป็นเอดเวริ์ดมือกรรไกร

ไอ้อาการ passive นี้เองมันเลยสร้างความลักลั่นย้อนแย้งในตัวละครได้น่าสนใจมากๆ เหมือนกับว่ากูไม่รู้จะไปทางไหนดี กูแต่งตัวเป็นร๊อคเกอร์ แต่กูไม่โกรธแล้ว กูหดหู่ แต่เไม่รู้ทำไม sean penn ต้องเล่นแบบjohnny deppด้วยเลยทำให้มันดูผิวเปลือกไปยกเว้นฉากที่มันเถียงกับเดวิด เบริ์นส์ (ชิมิ)

มีฉากเล็กๆโมเมนต์ดีๆเยอะไปหมดเลย ฉากเถียงกับเดวิด เบิร์นส์ ฉากเล่นกีตาร์กับไอ้เด็กอ้วนเหลนนาซี หรือฉากที่ถ่ายผู้คนนู่นนั่นนี่แบบthe heart of america

แต่ฉากเล็กๆที่เราชอบที่สุดในหนังคือฉากที่ไร้ความสำคัญ มากๆนั่นคือฉากที่หญิงพังค์ อ้วน วิ่งตามรถ sean penn ในลานจอดรถเพื่อมาถามว่าเขาคือไชแอนน์หรือเปล่าแล้วเพนน์ปฏิเสธ รุ้สึกว่าฉากนี้มันเจ็บปวดมากๆ ทั้งตัวหญิงพังคือ้วนและตัวเพนน์ เรานั่งดูก็รู้สึกว่าเจ็บไปด้วยว่าร๊อคเกอร์ที่สิ้นหวังกับเด็กสาวที่ดูเหมือนจะเห็นเขาเป็นความหวังอะไรแบบนั้น สัด ฉากนี้มันกูมากๆ

ฉากการผเชิญหน้ากับนาซีก็ดีมากๆ ฉากนี้จริงๆมันเกือบจะไปได้ไกลถึงการเป็นฉากในEnemies of the People เลยทีเดียว แต่มันก็ไม่ได้ทรงพลังขนาดนั้น ยกเว้นในฉากสุดท้ายที่ต้องทำการทวงแค้น รู้สึกว่าในระดับหนึ่งมันสาสมดี แม้เราจะพบว่าในที่สุดคนที่เราอาจจะตามแค้นก็ได้ชำระบาปอย่างทรมานไปแล้วในใจ แต่ความปรองดองคือมันต้องจ่ายราคาค่าความอยุติธรรมด้วยน่ะ ชอบฉากนี้เลยทีเีดียว

เสียดายที่หนังมันประนีประนอมหวานเยิ้มย้อยไปนิด ยังไงก็ตามชอบฉากของHarry Dean Stantonมากๆ ชุดมันนี่ยังเหมืนอยุ่ในParis , texas เลย

8.8.88 (วิชาติ สมแก้ว /2012/ไทย)
A+++++++++++++++++++++++++++++ +++++++++++++++++++++++++++++งดงามมากๆ ฉากเล่นไฟที่ริมหาดกลายเป็นฉากที่งดงามที่สุดฉากหนึ่งที่ได้ดูในช่วงนี้

สลากย้อม (พิสุทธิ์ ศรีหมอก/2012/ไทย)
A++++++++++++++++++++++++++++

ครึ่งแรกอาจจะเป็นสารคดีเล่าเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเลิกเล่าเรื่องในครึ่งหลังทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างตะลึงพรึงเพริด

Black Umbrella (Indonesia, Chairun Nissa/2011/ INDONESIA) A+/A
NGOไปหน่อย แต่ช่วงสปีชนี่ดีมาก น้ำตาซึม

407 เที่ยวบินผี (อิสรา นาดี /2012/ไทย)
A++++++++++++++++++++++++++++++my most favorite thai ACCIDENTALLY cult films next to ผู้หญิงห้าบาป

ไม่ว่าอะไรจะชิบหายขนาดไหน กาที่หนังบอกว่าการหลับตาไม่สวามารถทำให้่เราลืมว่าผียังตามล่าเราอยุ่ได้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ

WORD IS OUT(MARIPOSA FILM GROUP /1977/US)
A++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++BEAUTIFUL

The Cheer Ambassadors (Luke Cassidy-Dorion/2011/THAI) A+
สนุกมากๆ
A Repatriation (KIM Dong-won/ 2003/ST KR)
A++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++++++++

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s