เสียงถึงยูโทเปียชำรุด (2)

566406_10151260401153972_419326907_n

อ่าน Review โดย ทราย เจริญปุระ และ ภู กระดาษ ที่นี่

https://filmsick.wordpress.com/2012/12/05/damagedutopiacomment/

Review โดย รุจ ธนรักษ์ 

1. ก่อนอื่น ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่หนอนหนังสือ ปีนึงอ่านหนังสือไม่กี่บรรทัด ที่เขียนนี้ไม่ได้บังอาจจะวิจารณ์วรรณกรรมอะไรกับใครเขา เพียงแค่อยากเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเท่านั้น

2. ผมเป็นเพื่อนกับผู้เขียน (เอาใหม่ – ผมนับว่าเขาเป็นเพื่อนผม ส่วนเขาจะคิดเหมือนกันไหมนี่ไม่รู้ แต่เรายังไม่เคยเจอหน้ากันเลยสักครั้ง – ฮา) ดังนั้นผมมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” แน่ๆ ซึ่งก็บอกตรงๆว่าที่เขียนนี่เพราะอยากแนะนำให้รู้จักหนังสือเล่มนี้ และถ้าใครคิดว่ามันเป็นแนวที่ตนเองชอบ ก็ขอเชิญให้ซื้อหามาอ่านกัน

3. ผู้เขียนไม่ได้ขอให้ผมเขียนแนะนำ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะซื้อหนังสือของเขา

4. พูดถึงเนื้อหา — หนังสือเล่มนี้รวมเรื่องสั้น ที่จะว่าอ่านง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก จะว่ามันแยกจากกันหมดก็ใช่ แต่จะว่ามันร้อยรวมเหมือนเรื่องเดียวกันก็พอได้เช่นกัน มันพูดถึงเรื่องดำๆ หม่นๆ มืดๆ ของพื้นที่ในสังคมที่จริงๆเราคุ้นเคย แต่เราไม่เคยนึกถึง และไม่เคยอยากเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริงๆ

มันพูดถึงสภาพ “ชำรุด” ในสารพัดแง่มุมชีวิตของเราๆทุกคน

5. พูดถึงท่วงทำนอง — สิ่งที่น่าสนใจคือมันเดินเรื่องเหมือนหนัง (มั้ง) มันตัดไปๆมาๆ มันไม่แบ่งวรรคตอน ไม่ใช้ย่อหน้าช่วยเล่าเรื่อง และใช้สรรพนามได้กวนตีนมากที่สุด

มันคือส่วนผสมของคนที่คิดเป็นระบบระเบียบ เป็นโครง เป็นขั้น เป็นชั้น แต่เหมือนจงใจเอามาตัดไปตัดมา เขย่าๆๆๆ ให้ออกมาเป็นอะไรสักอย่างที่ดูเผินๆเหมือนไร้ระเบียบมั่วซั่ว — แต่จริงๆมันไม่ใช่ — ถ้อยคำมันละเอียดมาก มันพลาดไม่ได้แม้แต่วลีเดียว เหมือนหนังที่ดูแล้วต้องตั้งใจสุดๆ สนใจในรายละเอียด จะลุกไปฉี่ หรือก้มหยิบป็อปคอร์นมากินยังไม่ได้เลย

อ่านไปครึ่งเล่ม ผมนึกถึงดนตรีฟิวชั่นแจ๊ส ถ้าฟังเผินๆมันอาจฟังยาก เผลอๆฟังแล้วง่วงนอน แต่มันคือความเจ๋งที่ผสมๆมาให้เราต้องตั้งสติ ตั้งใจฟังมันในทุกๆห้องเพลง แล้วเราถึงจะเห็นความ “เทพ” ของท่อนฮุก กีต้าร์ กลอง เบส และอิมโพรไวส์

ซึ่งพอรวมกับความดำมืดหม่นของเนื้อหาเข้าไป มันเลยเหมือนฟังฟิวชั่นแจ๊ส ที่กำลังเล่นเพลงไซคิเดลิก!!

6. เรื่องราวที่ “ชำรุด” สมชื่อหนังสือ ทำให้อ่านแล้วอึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะท่วงทำนองลีลาภาษาที่พิเศษของมันเรียกร้องให้เราสนใจรายละเอียดทุกคำ (มันคือฟิวชั่นแจ๊ส!!)

ผมจับหนังสือเล่มนี้อยู่ 2-3 ชั่วโมง อ่านไปได้เกินครึ่งเล่ม จนสุดท้ายต้องบอกตัวเองให้ “หยุดอ่าน” เพราะรู้สึกตัวว่าจิตใจดำดิ่งหม่นหมองมากเกินไป ทั้งที่มันเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ผมควรจะสดใสร่าเริง

หนังสือเล่มนี้ทำให้โลกรอบตัวผมกลายเป็นสีดำได้ในเวลาเที่ยงตรง ขณะอยู่กลางเมืองท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดในประเทศ — นี่คือหลักฐาน “ความแรง” ของมันในฐานะงานศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง

7. หนังสือเล่มนี้ราคาปก 219 บาท หนา 237 หน้า ผมไม่เทียบว่ามันถูกหรือแพง เพราะหนังสือก็เหมือนงานศิลปะอื่นๆที่หากไม่ถูกใจ มันก็ไม่ต่างจากขยะ แต่หากถูกใจ เราจะยินดีจ่ายมากกว่านี้เพียงเพื่อเก็บมันไว้แน่ๆ เหมือนหนัง เหมือนเพลง เหมือนภาพเขียน

8. ผมไม่โพสต์รายละเอียดว่าหาซื้อได้ที่ไหน เพราะคิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะกูเกิ้ลคำว่า “ยูโทเปียชำรุด” แล้วไปหาช่องทางซื้อกันเอง ผมคิดว่างานแบบนี้มันไม่ใช่ไอติมแม็กนั่ม หรือสาหร่ายเถ้าแก่น้อย ที่ต้องอาศัย “ความสะดวก” จึงจะซื้ิอ ถ้าจะซื้อเพราะสะดวก ผมว่าอย่าซื้อให้เปลืองตังค์เลย แต่ถ้าอยากลองอ่าน ก็เชื่อว่าหาทางซื้อได้ไม่ยากเย็นแน่นอน

9. ถ้าใครชอบหนังสือแนวนี้ ชอบลีลาภาษาและการเล่าเรื่องแบบพิเศษนอกขนบ ผมแนะนำให้หาซื้อมาอ่านกัน ผมไม่รู้หรอกว่าคุณจะให้เกรดเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าคุณน่าจะชอบ

ส่วนใครที่รู้สึกว่าอาจไม่ถนัดแนวนี้ ผมก็อยากแนะนำให้ลองหามาอ่านอยู่ดี – ถ้าไม่อยากซื้อ หายืมเพื่อนอ่านก็ได้

เพราะชีวิตเราไม่ควรฟังแต่เพลงป๊อปร็อคไปจนตาย

………………………………………………………………………………………

ยูโทเปียชำรุด เช่นผม

Review โดย Haruki Masaru Victor

“คุณอ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ บางทีคุณอาจพบตัวเองในนั้น ฉันเหนื่อยกับการซ่อมแซมคุณ”

อีกครั้ง ผมสะดุ้งตื่นจากฝันเดิม ประโยคคำพูดชุดเดิม นาฬิกาดิจิตอลหัวเตียงบอกเวลาเดิม สามนาฬิกาก่อนรุ่งเช้า ผมนอนชุ่มเหงื่ออใต้ผ้าห่มหนาหนักสีดำ เธอไม่ได้กลับมาที่ห้องผมอีกหลังจากหล่นคำพูดประโยคนั้น หนังสือเล่มนั้นยังทอดตัวอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เคร่งขรึมดำมืด ราวกับว่ากุมความลับบางอย่างของตัวผมเอาไว้ ผมไม่กล้าหยิบมันขึ้นอ่าน ไม่แม้แต่จะเหลือบแล ราวกับโต๊ะเขียนหนังสือกลายกลับเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่บางครั้งมันกลับเย้ายวนผมอย่างบอกไม่ถูก สันปกสีส้มและภาพหน้าปกยั่วล้อผมอย่างน่าโมโห จนลืมตัวเผลอคิดไปว่าหยิบมันขึ้นและฉีกกระฉากหน้ากระดาษให้ขาดวิ่น ขว้างทิ้งออกนอกหน้าต่าง หากแต่ผมไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ล่วงเข้าสู่วันที่สามผมดำรงอยู่ร่วมกับหนังสือเล่มนั้นแต่ไม่เหลือบมอง เสียงกระซิบแหบพร่าจากที่ไหนสักแห่งในมุมห้องไม่อาจจับใจความ แต่ผมรู้ ผมรู้ว่าเสียงนั้นมาจากที่ใด ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่กล้าเปิดหนังสือเล่มนั้นออกอ่าน ผมกลัวการค้นพบตัวเอง สันปกหนังสือเล่มนั้นสลักตัวหนังสือดำทะมึน ยูโทเปียชำรุด

ผมตื่นเต็มตาแล้วตอนนี้ ลุกจากเตียง เปิดสวิทช์เครื่องอุ่นกาแฟ เดินไปล้างหน้าในห้องน้ำ ใบหน้าในกระจกจ้องตอบกลับมาสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม ใต้ตามีรอยช้ำของคนอดนอนมาหลายคืน ผมเดินออกจากห้องน้ำ เทกาแฟลงแก้วหยิบมันเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ผมต้านความยวนเย้าของหนังสือเล่มนั้นไม่ไหวอีกต่อไป เสียงแหบพร่าเหล่านั้นเปล่งเสียงยินดีออกจากทุกรูทวาร เมื่อในที่สุดผมก็สัมผัสผิวหน้าของมันและเปิดเผยตัวมันในที่สุด อีกแง่หนึ่ง ผมกำลังจะเปิดเผยตัวเอง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังจากที่ใดสักแห่ง มันหมุนแล่นด้วยความเร็ว 45 รอบต่อนาที เพลงของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ หากแต่ผู้คนลืมเลือนชื่อเรียกขานไปแล้ว บทเพลงนี้ตอนรับผมเข้าสู่ ยูโทเปีย หากแต่เป็นยูโทเปียชำรุด

ผมพบชายคนหนึ่งเดินถือเครื่องเล่นแผ่นเสียงกระเป๋าหิ้วผ่านมา ความรู้สึกบางอย่าง คำพูดบางคำถูกส่งตรงเข้าสู่จิตใต้สำนึกผม ราวกับต้องการสื่อสารบางอย่าง ชายคนนั้นเดินทางตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่สิ มือคู่หนึ่งของหญิงสาวไร้ชื่อต่างหาก เขาได้พบมือคู่นั้นเพียงครั้งเดียวจากการได้ดื่มชาซึ่งเขาลืมรสชาติและกลิ่นไปเสียสิ้น จดจำได้เพียงมือเปล่าเปลือยคู่นั้นที่กำลังชงชา หยิบจับกาน้ำราดรดไปลงบนใบชา แต่เมื่อการเดินทางของเขาสิ้นสุด กลับได้พบเพียงแค่โลกที่หมุนวนซ้ำที่เดิมด้วยความเร็วสี่สิบห้ารอบต่อนาทีและรอยปริแตกของร่องแผ่นเสียงจนเกิดแรงกระเพื่อมไหวคล้ายแผ่นดินใต้เท้าสั่นคลอน หากแต่นั่นเป็นความสั่นไหวที่พาทั้งคู่ให้ได้พบกัน

ผมเดินผ่านมาพบโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านลำพัง หน้าต่างทุกบานถูกปิดมิดชิด มีเพียงหน้าต่างบานนั้นที่ถูกเปิดออก ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ ยืนอยู่ใกล้กรอบหน้าต่าง ควันบุหรี่ในมือเขาลอยหยอกล้อสายลมด้านนอก อีกครั้งผมรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้ ชายหนุ่มไม่ได้อยู่เพียงลำพังในห้อง ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าอีกคนนอนอยู่บนเตียง ที่เมื่อครู่เขาทั้งสองนอนกอดก่ายแลกเปลี่ยนบาดแผลซึ่งกันและกัน เศษแก้วหล่นกระจายเรี่ยราดเต็มพื้น เป็นเศษแก้วที่หล่นหลุดออกจากตัวเขาทั้งสอง มนุษย์ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความปวดร้าวทั้งจากบาดแผลในตัวเองและจากการโอบกอดมนุษย์แก้วอีกคน บาดแผลที่ไม่อาจเยียวยาสมานให้สนิทได้ ผมรู้สึกเจ็บแปลบในอก ราวกับถูกเศษแก้วของทั้งคู่บาด ราวกับโอบกอดทั้งคู่เพื่อให้คมแก้วเสียดแทงเข้าสู่ภายใน

ไม่ไกลนักผมพบร้านหนังสือเล็ก ๆ วางตัวเองอย่างเจียมตัวอยู่ก่อนถึงหัวมุมถนน ชายเจ้าของร้านหันมาสบตาผมก่อนหันกลับไปใส่ใจเด็กในชุดนักเรียนที่กำลังรอจ่ายเงินค่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ ดูราวกับเขามีความสุขกับการได้อยู่ท่ามกลางเด็กๆในชุดนักเรียน ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มของคุณน้าใจดี หากแต่ภายในเต็มไปด้วยความปวดร้าวจากการกดข่มคำสาปแห่งความรักต้องห้ามที่ไม่ว่าจะกี่แสนนานก็ไม่อาจปลดเปลื้องคำสาปนั้นทิ้งไปได้ ทำได้เพียงกระถดตัวถอยลงไปอยู่ในบ่อลึกที่ชายหนุ่มขุดสร้างขึ้นมาเอง คำสาปที่ว่านั่นหาใช่เขาที่เป็นผู้เสกปั้นขึ้นมา หากแต่ผู้คนรอบข้างต่างหากที่สาปความรักแบบนั้นเอาไว้ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่ารักต่างวัยไม่เหมาะควร ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มเหนื่อยล้าของคนที่ใกล้หมดแรง ข้างกายยังมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนเคียง เธอเป็นลูกของภรรยาเขา เด็กน้อยผู้ซึ่งกลายมาเป็นผู้มอบความสุขท่วมท้น ของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษแห่งความร้าวราน ทุกครั้งที่ชายหนุ่มแกะเปิดห่อของขวัญ เขาต้องแลกด้วยเศษเสี้ยววิญญาณที่ค่อยๆลอกล่อนออกจากตัว ก่อนที่ผมจะเดินจากมาร่างกายชายหนุ่มเหลือเพียงความเปลือยเปล่า เสี้ยววิญญาณของเขาถูกลอกออกจนมิอาจเหลือสิ่งใดที่เรียกว่าชีวิต เป็นเพียงภาชนะที่เต็มเป็นด้วยเศษวิญญาณซ้อนทับกันอยู่

สายตาผมเลื่อนจากการจับจ้องชายหนุ่มเจ้าของร้าน มาสะดุดที่ชั้นวางหนังสือหน้ากระจก ผมมองเห็นหัวใจ หากจะกล่าวให้ชัด มันเคยเป็นหัวใจมนุษย์ ไร้เพศ เกรอะกรังไปด้วยเลือดแห้งซีดเซียวเริ่มแข็งเป็นสีน้ำตาลอมแดง วางทับอยู่บนหนังสือของ ฟรานซ์ คาฟก้า ใกล้กับชั้นวางหนังสือ คู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนตัวติดกัน หากไม่เห็นมือที่เกาะเกี่ยวกันอยู่ผมคงคิดว่าทั้งคู่ใช้ร่างเดียวกัน สายตาทั้งคู่มองจ้องมาที่ผม พยายามเล่าที่มาแห่งก้อนหัวใจไร้เพศ ไม่ทันที่เรื่องราวจะพรั่งพรู เสียงปืนดังสนั่นสองนัดติด ผมหันหลังกลับไปยังฝั่งตรงข้ามที่มาของเสียงปืน มันถูกใช้งานที่นั่น ในโรงแรมที่ผมเพิ่งเดินผ่าน จากมุมนี้ผมสังเกตเห็นป้ายนีออนชื่อโรงแรม อัลฟ่าวิลล์ ภาพจากภายในโรงแรมฉายเข้ามาในมโนสำนึก ห้องสี่ศูนย์หก ชายหูเดียวปลดปล่อยกระสุนให้แล่นตรงสู่ร่างชายหนุ่มและหญิงสาว ที่ส่วนกลางของร่างยังทาบทับกันอยู่ เปลือยเปล่า เม็ดโลหะทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัด ส่งสองร่างให้ขึ้นสู่สวรรค์ตามเจตนาในท่วงท่าก่อนวายชนม์

หลังเสียงปืนสงบ ผมเร่งฝีเท้าออกจากที่ เดินผ่านร้านหนังสือแห่งนั้น ก้อนหัวใจไร้เพศยังวางตัวอยู่ที่เดิม ผมเลี้ยวที่หัวมุมถนน เดินผ่านชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินไปในทางเดียวกัน ขณะนี้ผมเดินโดยใช้มือข้างซ้ายประคองที่ข้างลำตัว ราวกับเศษเสี้ยวบางส่วนจะหลุดออกจากร่างและแหลกสลายอยู่ตรงนั้น ผมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังชำรุดดุจเดียวกับผู้คนที่ดำรงอยู่ในยูโทเปียชำรุดแห่งนี้ กลืนกลายเป็นพวกเดียวกัน หรือนี่คือสิ่งที่เธอต้องการให้ผมรับรู้ ยูโทเปียชำรุดเช่นผม หากเช่นนั้นความชำรุดเกิดขึ้นกับเธอดุจเดียวกัน เธอผู้หยิบยื่นกุญแจไขสู่โลกชำรุดแห่งนี้ ที่จะเปิดเผยตัวตนของเราทั้งคู่ คนชำรุดเว้าแหว่งสองคน

นอกหน้าต่าง แสงสว่างยังคงไม่ทำงาน นาฬิกาดิจิตอลหัวเตียงแสดงตัวเลขชุดเดิม สามนาฬิกา หากแต่ผมไม่อาจรู้ได้ว่ามันคือสามนาฬิกาของวันนี้ ของวันวาน หรือวันพรุ่ง ราวกับนิยามเวลาถูกกลืนหายไปกับหนังสือเล่มนั้น ผมลุกจากเก้าอี้ ทิ้งตัวลงบนเตียง นอนเบิกตาโพลงในความมืดสลัว เสียงกระซิบแหบพร่าจางไปพร้อมกับการสลายตัวของหนังสือเล่มนั้น

ผมคิดถึงร่างเปลือยเปล่าของเธอ บางครั้งผมไม่แน่ใจ ว่าผมหลงรักเธอ หรือหลงการร่วมรักกับเธอกันแน่ ทุกครั้งที่ร่วมรักกับเธอ ราวกับส่วนเว้าแหว่งของผมเชื่อมต่อกับบางส่วนในตัวเธอ หากจะกล่าวให้ชัด ผมรู้สึกถึงการเติมเต็ม รูโหว่กลวงเปล่าทั่วร่างถูกถมทับจนสมบูรณ์ หากแต่ตอนนี้ผมเข้าใจได้แจ่มชัด เราต่างชำรุดและเป็นอะไหล่ให้กัน

………………………………………………………………………………………

ยูโทเปียชำรุด :มันเพียงชำรุด แต่ยังไม่หายไป และอาจกลายเป็นอย่างอื่น (?)

Review   โดย Draf Angryyoungmen

ในชีวิตประจำวันเราฝันถึงอนาคตเสมอ..และตลอดลมหายใจของเรา เราทำงานหนักเพียงเพื่อให้พรุ่งนี้มีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่ สิ่งที่ดีกว่าหมายถึงสิ่งที่เราปรารถนาอยากได้ อยากครอบครอง นี่คือปกติของชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ
ความปรารถนาทั้งหมดในชีวิตเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราต้องทำสิ่งต่างๆ ในวันนี้และนั่นเป็นเหรียญอีกด้านที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า โลกที่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนั้นมันยากลำบากสักเพียงใด ยิ่งเราปรารถนาถึงอนาคตที่ดีกว่า (วันนี้) มากเท่าไรมันก็ย่อมหมายความว่าชีวิตของเราในวันนี้มันย่ำแย่และระส่ำระส่ายขนาดไหน…
ในแทบทุกสังคมบนโลกใบนี้ แทบทุกศาสนา แทบทุกความเชื่อ ต่างก็พูดถึงโลกที่ดีงาม ปราศจากความชั่ว หรือเรียกง่ายๆ ว่า “โลกอุดมคติ” ซึ่งเป็นโลกที่ดีกว่าโลกที่เราอยู่กันในทุกวันนี้หากมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาจะไปให้ถึงโลกอุดมคติก็ย่อมที่จะมีหนทางที่แตกต่างไปตามแต่ละความเชื่อนั้นๆ
ขึ้นชื่อว่าอุดมคติ ย่อมเป็นความดีงามที่ทุกคนต่างต้องการจะไปให้ถึง ณ จุดนั้น ความเป็นอุดมคติจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความเลวร้ายที่มนุษย์โลกต้องเผชิญในแต่ละวัน
ด้วยเหตุนี้ ความเจ็บปวดรวดร้าวในปัจจุบันกับความหวังในอนาคตเป็นแต่ละด้านของเหรียญเดียวกัน… เมื่อมนุษย์เกิดอุปสรรคในชีวิตประจำวันอาจเป็นผลมาจากจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนกฎหมาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้กดทับความปรารถนาของมนุษย์เอาไว้ กล่าวให้ถึงที่สุด โลกของอุดมคติที่มนุษย์ต่างสร้างขึ้นนั้นเป็นความพยายามในการสร้างความหวังและต่อลมหายใจให้กับตัวเองที่จะดำรงชีวิตต่อไป เพื่อให้ถึงฝั่งฝันแห่งนั้น
และถ้าหากมันชำรุดล่ะ เมื่อโลกอุดมคติมันชำรุดจะเกิดอะไรขึ้น! ความหวังของมนุษยชาติที่แขวนเอาไว้กับความหวังในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น มิต้องปลาศนาการไปหรอกหรือ!
“ยูโทเปียชำรุด” รวมเรื่องสั้นผลงานของ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา คนที่ติดตามบทวิจารณ์ภาพยนตร์บ่อยๆ คงจะรู้จักเขาเป็นอย่างดีภายใต้นามปากกา วิวัฒน์ Filmsick หรือ Filmsickเฉยๆ ด้วยความที่เป็นนักดูหนังอย่างฉกาจฉกรรจ์ วิวัฒน์ได้ใช้แทคนิคการเล่าเรื่องของภาพยนตร์บางอย่างมาใช้ในการเขียนของเขาอย่างสม่ำเสมอ
หากจะพูดกันให้ถึงที่สุด ในบรรดานักเขียนทั้งหลายที่มีอยู่ดาดดื่นในปัจจุบัน วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เป็นนักเขียนที่ใช้ภาษาได้ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง การเป็น “นายของภาษา” อย่างแท้จริงนั้นย่อมไม่ได้มาเพราะโชคช่วยเป็นแน่แท้
เมื่อโลกอุดมคติ “ชำรุด”
คำว่า “ชำรุด” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า “ก. เสื่อมจากสภาพเดิมจนถึงบกพร่องเสียหายหรือบุบสลายไป เช่น หนังสือชํารุด เกวียนชํารุด.” ฉะนั้น “ยูโทเปียชำรุด” จึงหมายถึง “โลกอุดมคติที่เสื่อมสภาพเดิมจนถึงบกพร่องเสียหายหรือบุบสลายไป”
สำหรับผม ความชำรุดแตกต่างกับการพังทลายหรือบุบสลายไป การชำรุด เป็นเพียงอาการเสื่อมสภาพเดิม หรือบกพร่องเสียหายเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าชำรุดผมก็ยังเห็นว่ามันซ่อมได้ มันยังไม่พังทลายไป เพียงแต่ว่าสภาพของสิ่งของที่ชำรุดและเราได้ซ่อมแซมมันแล้วอาจไม่เหมือนสภาพอย่างเดิมที่มันเคยเป็น… บางทีอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักว่าสิ่งของนั้นอาจจะถึงกาลมรณะในอีกไม่นาน แต่อย่างไรก็ตาม มันยังคงอยู่ ไม่พังทลายหายไปไหน
วิวัฒน์สร้างความชำรุดให้แก่ยูโทเปียในความหมายของ “โลกอุดมคติ” ในเรื่องสั้นของเขาอย่างไร? หากพิจารณารวมเรื่องสั้นเล่มนี้ในเบื้องต้นเราจะเห็นความประหลาด แปลกแยกและโสมมซึ่งทั้งหมดเป็นภาพที่ขัดแย้งกับ “โลกอุดมคติ” ของปุถุชนทั่วไปที่ฝันถึงความดีงามอันจะบังเกิดขึ้นในโลกใบนั้น แน่นอนว่ามันคือความ “ชำรุด” ของยูโทเปีย แต่ความชำรุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความพยายามที่จะวาดฝันอันสูญสิ้นในโลกอุดมคติของคนปัจจุบัน เพราะหากโลกอุดมคติคืออีกด้านของเหรียญเดียวกันที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดรวดร้าวของมนุษย์ในปัจจุบันแล้วล่ะก็…ยูโทเปียที่ชำรุดก็ยิ่งตอกย้ำสภาพความสาหัสที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์นั่นเอง
ชีวิตทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด โดดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความต่ำช้าหากเราจะเอาไม้บรรทัดศีลธรรมที่เราทึกทักเอาในชีวิตประจำวันไปตัดสินพวกเขาเหล่านั้น เราจะได้เห็นชีวิตของมนุษย์ที่พิลึกพิลั่นซึ่งเดินอยู่บนไม้อันผุพังและง่อนแง่นซึ่งพาดผ่านหุบเหวแห่งความตายเพื่อนำไปสู่ชีวิตในอีกโลกหนึ่ง…และเป็นโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไร
โลกอุดมคติในแง่หนึ่งคือโลกที่ความปรารถนาของมนุษย์ถูกปลดปล่อยออกมาหลังจากที่ปรารถนาของมนุษย์ถูกกดทับด้วยอำนาจต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน “ยูโทเปียชำรุด” ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความปรารถนาของมนุษย์ถูกปลดปล่อยอย่างไร
แม้มันจะต่ำช้า แต่มันก็แสดงให้เห็นสภาวะอันขมขื่นในการมีชีวิตท่ามกลางโลกปัจจุบัน การมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้คือความทรมาน คือโรคร้ายอย่างหนึ่งที่ต้องเผชิญ ความทรงจำเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ตระหนักถึงโรคร้ายดังกล่าวที่คุกคามชีวิตในทุกลมหายใจ
แต่ก็ด้วยความต่ำช้านี้แหละเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป มนุษย์ทั้งหลายจะต้องเจ็บปวดจากสิ่งที่เขาเป็นตราบนานเท่านาน…และความเจ็บปวดเหล่านั้นจะตามไปกัดกินตัวตนทุกหนทุกแห่งไม่เว้นแม้แต่โลกของคนตาย เช่นในเรื่อง “ความตายของอานนท์”
เรากล่าวได้ว่า ความเจ็บปวดเป็นลมหายใจของพวกเขาเหล่านั้น…
ชีวิตของพวกเขาเป็นความชำรุดในโลกอุดมคติ ซึ่งเป็นโลกที่คู่ขนานไปกับโลกที่เราท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในปัจจุบัน โลกของพวกเขาเป็นโลกที่กลับหัวกลับหางกับสิ่งที่เป็นสารัตถะในโลกของเรา เช่น การสมสู่กันระหว่างพ่อลูก
“ตอนที่คุณล่วงล้ำเธอเด็กสาวอายุแปดขวบ ครั้งแรกและเพียงครั้งเดียว เด็กหญิงไข้ขึ้นสูง นอนเพ้อตลอดคืน คุณไม่เป็นอันหลับนอน เฝ้าพยาบาลเธอ คุณเช็ดตัวเธอ แกะกระดุมเสื้อชุดนอน ทาบผ้าขนหนูหมาดเข้ากับผิวหนังหยุ่นนุ่ม คืบเคลื่อนเชื่องช้าลงบนแผ่นหลัง ลำแขน ใบหน้า หน้าอกแบนราบ ราวกับติดไข้มาจากเธอ ใบหน้าคุณร้อนผ่าว แดงเรื่อ รู้สึกเหมือนกำลังข่มขืนเธอ บิดผ้าขนหนูใหม่หมาดเช็ดขาสองข้างเธอ เลื่อนลึกลงไปในท้องน้อย แตะสัมผัสส่วนที่คุณไม่ควรยุ่งเกี่ยว ปีศาจเคาะฝาบ่อปริแตก ริมฝีปากของเธอแดงสุกเพราะพิษไข้ โดยไม่อาจควบคุม คุณถะถั่งหลั่งล้นราดรดกางเกงนอนของคุณเอง
“เด็กหญิงลืมเหตุการณ์นั้นไปหมดแล้ว กล่าวให้ถูกต้องมันไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเสียด้วยซ้ำ มีก็แต่คุณที่จดจำฝังแน่น เหตุการณ์ที่เป็นรอยเปื้อนลบไม่ออกในความสัมพันธ์ของคุณกับลูกสาว คราบไคลที่ไม่อาจเอาออกจากกาลเกงนอน คุณร้องไห้ลำพังในห้องมืด คืนแล้วคืนเล่า”
 
ความสัมพันธ์ถึงขั้นสมสู่ในสายเลือดถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในหมู่พ่อแม่ลูกนี่เป็นกฎเหล็กของมนุษย์อย่างหนึ่งซึ่งดำรงมาแต่ตั้งครั้งโบราณกาล แต่ในยูโทเปียที่ชำรุดของวิวัฒน์ เรื่องเหล่านี้เป็นไปได้เสมอ… แน่นอนมันย่อมไม่ใช่อุดมคติ แต่มันเป็นไปได้และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอย่างเนิบช้าและแผ่วเบา ผ่านความเจ็บปวดจากการมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้พวกเขารู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการของรวมเรื่องสั้น “ยูโทเปียชำรุด” ก็คือ สภาวะที่ตัวละครทุกตัวมีความเจ็บปวดเป็นแก่นสารในการดำรงชีวิตและเป็นความเจ็บปวดที่กัดกิน “ตัวตน” ของตัวละครแต่ละตัวจากภายในนั่นเอง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความเจ็บปวดที่กัดกินตัวตนของตัวละครแต่ละตัวล้วนแล้วแต่เป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากภายในตัวละครนั้นๆ เอง สภาวะดังกล่าวได้ทำให้มนุษย์มีความบิดเบี้ยวกลายเป็นภาพของมนุษย์ที่ไม่เต็มตน กล่าวคือเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำในเวลาเดียวกัน ตัวละครของวิวัฒน์จึงทำหน้าที่ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำในคราวเดียวกัน มนุษย์ในฐานะผู้กระทำที่สร้างความเจ็บปวดและก็เป็นมนุษย์อีกเช่นกันที่กลายเป็นผู้ถูกกระทำและเจ็บปวดจากการกระทำนั้นๆ เช่น พ่อที่สมสู่กับลูกสาวของตัวเอง
“…คุณพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะเป็นคนดี แต่ความรักทำลายความยับยั้งชั่งใจของคุณจนสาปสูญหมดสิ้น ความรักกัดกินคุณจากข้างใน ทำลายคุณจนถึงเยื่อกระดูก คุณได้ยินเสียงของการกร่อนสลายนั้น วินาทีหนึ่งคุณรู้ว่ามันจะเป็นเสียงที่จะดังไปชั่วนิรันดร์”
ความ “ชำรุด” ที่เกิดขึ้นในรวมเรื่องสั้น “ยูโทเปียชำรุด” เป็นความชำรุดของอุดมคติซึ่งแสดงให้เห็นสภาวะอีกด้านของเหรียญเดียวกันที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ผ่านความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่…ในท้ายที่สุด โลกอุดมคติก็ยังคงอยู่ต่อไป ยังไม่หายไปไหน มันเป็นเพียงความชำรุดที่เกิดจากความเจ็บปวดในปัจจุบันและส่งผลให้ภาพของอุดมคติมันบิดเบี้ยวไปจากจินตภาพที่เราท่านทั้งหลายได้ร่วมสร้างกันเอาไว้
ความแตกกระจายของการเล่าเรื่องเพื่อนำไปสู่ “ความเป็นไปได้ของความหมาย”
กลวิธีในการนำเสนอของ “ยูโทเปียชำรุด” เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก อาจเรียกได้ว่า กลวิธีในการนำเสนอของ “ยูโทเปียชำรุด” นั้นเป็นทั้ง “วิธีการ” และ “เนื้อหา” ในคราวเดียวกัน
โดยขนบของงานวรรณกรรม สิ่งที่จะพิจารณาในเบื้องต้นที่สุดคือการแยกระหว่าง “เนื้อหา” และ “วิธีการ” ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าเนื้อหาคืออะไรและเป็นอย่างไรต้องการนำเสนออะไร จากนั้นจึงดูต่อไปว่า “วิธีการ” ในการนำเสนอเป็นอย่างไร กลมกลืนกับเนื้อหาหรือทำให้เนื้อหาชัดเจนขึ้นหรือไม่ อย่างไร
“ยูโทเปียชำรุด” ของวิวัฒน์จึงเป็นรวมเรื่องสั้นที่นำทั้ง 2  ส่วนมาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและไม่สามารถแยกออกได้ระหว่างเนื้อหาและวิธีการ
วิวัฒน์เล่าเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็นหลายส่วนในเรื่องสั้นเรื่องเดียวกัน การแบ่งเรื่องที่จะเล่าออกเป็นส่วนๆ เป็นการแบ่งแยกความรับรู้ของผู้อ่าน ผู้อ่านจะประหนึ่งเหมือนได้จิ๊กซอว์มาหลายชิ้นโดยที่วิวัฒน์ “อาจจะ” นำทางให้ล่วงหน้าว่าชิ้นใดควรต่อตรงไหนและอย่างไร
การแบ่งแยกความรับรู้ของผู้อ่านของวิวัฒน์เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะความรับรู้ที่ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ โดยที่ไม่ว่าส่วนต่างๆ ในการเล่าเรื่องจะมีมากมายเพียงใดภายในเรื่องเล่าเรื่องเดียวกัน ท้ายที่สุด “ส่วน” เหล่านั้นจะต้องสามารถต่อออกมาเป็น “ภาพ” ที่ผู้เขียนตั้งใจจะสื่อสารได้หรืออาจเป็น “ภาพ” ที่ผู้อ่านสามารถตีความเรื่องเล่านั้นได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่วิวัฒน์ทำกลับกลายเป็นสิ่งตรงข้าม เพราะการแบ่งส่วนของการเล่าเรื่องภายในเรื่องเล่าเดียวกันนั้นเป็นความพยายามที่จะ “ทำลาย” “ภาพ” ที่ชัดเจนของเรื่องเล่า วิวัฒน์สร้างส่วนต่างๆ เพื่อทำให้ผู้อ่านสับสนกับประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร ฉะนั้นสิ่งที่วิวัฒน์ทำก็คือการ “ทำลาย” กระบวนการในการรับรู้และการตีความของผู้อ่านให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จากนั้นเศษเสี้ยวที่ถูกทำลายเหล่านั้นก็จะแยกตัวกันทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับต้นชนปลายเพื่อหาภาพของความหมายได้ ความน่าสนใจก็คือด้วยวิธีการในการนำเสนอแบบนี้เป็นการท้าทายขนบของการเล่าเรื่องที่ผู้เขียนจะต้องส่งสารอะไรบางอย่างแก่ผู้อ่านและไม่ว่าสารนั้นจะถูกซ่อนไว้ลึกเพียงใดภายใต้ตัวบทของการเล่าเรื่องก็ย่อมจะปรากฏให้เห็น
ส่วนต่างๆ ที่ถูกแบ่งแยกในเรื่องเล่าของวิวัฒน์คือชิ้นส่วนของความหมายที่เป็นอิสระและสามารถเข้ากันได้กับชิ้นส่วนของความหมายอื่นๆ ที่แตกกระจายออกมา กล่าวคือ หากชุดของความหมายที่วิวัฒน์ต้องการจะสื่อสารกับผู้อ่านของเขาเป็น A สิ่งที่วิวัฒน์ทำก็คือ ทำลาย A ให้กระจายออกเป็น A1, A2, A3 และเมื่อนำชุดของความหมายที่แตกกระจายมาพิจารณาเป็นเอกเทศเราจะเห็นได้ว่า A1, A2, A3 ต่างก็มีความหมายอยู่ในตัวเองโดยไม่ต้องไปเพิ่งการปะติดปะต่อร้อยเรียงชุดความหมายเข้าด้วยกัน และหากนำชุดความหมายที่ถูกแบ่งแยกมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเช่น นำชุดความหมายของ A1 มาพิจารณาควบคู่กับชุดความหมาย A2 เราก็จะได้ความหมายใหม่ออกมาอีกชุดหนึ่ง หรือนำ A1 และ A3 มาพิจารณาคู่กันก็จะได้ความหมายออกมาอีกชุดหนึ่ง ฉะนั้นด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้ “ยูโทเปียชำรุด” กลายรวมเรื่องสั้นที่รวบรวมชุดความหมายหลายชุดที่พร้อมจะจับคู่กันและสร้างความหมายชุดใหม่ได้ตลอดเวลา

ความยอดเยี่ยมของการเล่าเรื่องแบบนี้คือการสร้าง “ความเป็นไปได้” ของความหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ “ยูโทเปียชำรุด” เป็นก็คือการเป็นอู่ของชุดความหมายที่รอให้ผู้อ่านฉวยเอาเศษเสี้ยวของชุดความหมายที่แตกกระจายมาประกอบใหม่กลายเป็นความหมายใหม่ขึ้นมาอีกชุด และความหมายชุดใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นอาจนำไปจับคู่หรือพิจารณากับชุดความหมายอื่นๆ ได้อีกไม่สุดสิ้น
ชุดความหมายใน “ยูโทเปียชำรุด” จึงไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง ตายตัว และรอให้ใครไปค้นพบ เพราะมีความเป็นไปได้ของความหมายนับไม่ถ้วน ชุดความหมายของ “ยูโทเปียชำรุด” เป็นเพียงแค่ผิวหน้าของความเคลื่อนไหวอันมหาศาลและหนักหน่วงที่อยู่ข้างใต้ชุดความหมายเหล่านั้น ฉะนั้นแล้วความหมายจึงเคลื่อนไหวตลอดเวลาตราบเท่าที่กลไกของความเป็นไปได้ในความหมายมันยังคงทำงานอยู่
การอ่าน “ยูโทเปียชำรุด” จึงเป็นการผจญภัยกับชุดความหมายที่ปะทะกับผู้อ่านโดยตรงและยังเป็นการท้าทายขนบการอ่านวรรณกรรมที่พยายามจะบอกว่ามีความหมายชุดใดชุดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวบทและรอให้ผู้อ่านมาค้นพบ ดังนั้นตลอดการอ่าน “ยูโทเปียชำรุด” เราจึงพบความไม่ต่อเนื่อง การขาดและการหายไปของความหมายหลายส่วนหลายตอนซึ่งความไม่ต่อเนื่องนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงชุดความหมายที่อาจเป็นไปได้เสมอ
วิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ยังเป็นเนื้อหาที่สำคัญของเรื่องเล่าในงานของวิวัฒน์อีกด้วย เพราะในสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่เห็นพ้องต้องกัน ความไม่ลงรอยกันซึ่งเป็นที่มาของความเป็นไปได้ชุดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ความแน่นอน ความชัดเจนทั้งหลายถูกสลายไปภายใต้สังคมสมัยใหม่ สิ่งที่วิวัฒน์ทำผ่านวิธีการเล่าเรื่องของเขาจึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาวะของสังคมปัจจุบันและกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้อีกมากมายท่ามกลางรอยปริรอยแยกของความไม่เห็นพ้องต้องกันของคนในสังคม
หากความไม่ต่อเนื่อง ควาไม่เห็นพ้องต้องกัน เป็นความชำรุดอย่างหนึ่งของโลกปัจจุบันแล้วล่ะก็ ภาพในโลกอุดมคติก็เป็นผลจากความชำรุดนั้นนั่นเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เพียงแค่ชำรุด ยูโทเปียยังคงดำรงอยู่ แต่จะบิดเบี้ยวไปจากภาพที่เราจินตนาการไว้ อุดมคติของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปภายใต้รอยปริรอยแยกของสังคมในปัจจุบันซึ่งทั้งหมดเราไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกต่อไป
ส่งท้าย
การเล่าเรื่องด้วยคำว่า “คุณ” ในแง่หนึ่งอาจหมายถึงความต้องการสื่อสารกับผู้อ่าน เป็นการเล่นกับความรู้สึกและความรับรู้ผู้อ่าน แต่ใน “ยูโทเปียชำรุด” “คุณ” ในเรื่องเล่าของวิวัฒน์ ไม่ใช่ “คุณ” ในฐานะที่เป็นผู้อ่าน แต่หมายถึง “ตัวตน” ของผู้เล่าเรื่อง ซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันสภาวะความเป็น “ตัวตน” ออกไปจากตนเอง และเมื่อความเจ็บปวดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป ความเจ็บปวดนั้นจึงถูกผลักดันออกไปเพื่อหมายที่จะสลัดความเจ็บปวดนั้นออกไปจาก “ตัวตน” ของผู้เล่าเรื่องซึ่งหากกล่าวให้ถึงที่สุด ผู้เล่าเรื่องใน “ยูโทเปียชำรุด” ไม่เป็นใครอื่นเลยนอกจากสภาวะของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่ดำรงอยู่ในโลกปัจจุบัน
ความเจ็บปวดเป็นแก่นสารที่ทำให้โลกในยูโทเปียดำเนินต่อไป เฉกเช่นเดียวกับปัจจุบัน เราท่านทั้งหลายถูกขับเคลื่อนด้วยความเจ็บปวดอันแสนสาหัส แต่ท้ายที่สุดเราก็ยังดำรงอยู่มิได้บุบสลายแต่อย่างใด ด้วยความทรมานเช่นนี้นี่เองที่กระตุ้นให้เราตระหนักว่าโลกในอุดมคติของเราท่านกำลังจะเปลี่ยนไป
ท่ามกลางความเจ็บปวด รอยปริรอยแยกทั้งหลาย เราไม่สามารถจินตนาการโลกอุดมคติได้เช่นที่เคยทำอีกต่อไป

………………………………………………………………………………………

ยูโทเปียชำรุดหรือเราทุกคนกำลังว่ายเวียนวนอยู่ใน ‘เกาะของคนตาย’ ?

Review  โดย Kanathorn Khaosanit

ลำลึงค์, โยนี, ชักว่าว, ชูชัน, ชื้นแฉะ, ท้นถั่งหลังไหลเปล่า — อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเราหมกหมุ่นในกามารมณ์จนนึกอยากเขียนชุดคำเชิงสังวาสเหล่านี้ขึ้นมาลอยๆหากแต่การจะแนะนำให้รู้จักกับใครสักคน หรือหนังสือสักเล่ม เราคงหลีกหนีไม่ได้ที่จะต้องอธิบายถึงนิสัยใจคอของคนๆ นั้น หรือองค์ประกอบสำคัญของหนังสือเล่มนั้นเสียก่อนเอาล่ะ หากเราจะเริ่มต้นด้วยการสมมุติให้หนังสือรวมเรื่องสั้น(?) ที่มีชื่อว่า ยูโทเปียชำรุด ของ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง ชุดคำอย่าง ลำลึงค์, โยนี, ชักว่าว, ชูชัน, ชื้นแฉะ, ท้นถั่งหลังไหล ก็คงจะเปรียบได้กับสายลมเค็มๆ ที่หอบกลิ่นอายเหนอะหนะของทะเลลึกล้ำที่รายล้อมรอบเกาะให้โชยเข้าจมูกตลอดเวลาและคงไม่เกินเลยไปนักหากเราจะบอกว่า วิวัฒน์ หรือที่คอหนังรู้จักกันดีในฐานะนักวิจารณ์ผู้จัดเจนอย่าง Filmsick ช่างกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้นำสิ่งซึ่งแทบไม่มีใครเอ่ยออกมาตรงๆ อย่างเรื่องเซ็กซ์ มาอธิบายเรื่องราวอีกหลายเรื่องที่แม้จะมีความกล้าหาญเพียงใดก็คงเล่าออกมาแบบโจ่งแจ้งได้ไม่ถนัดนักอย่างไร้ความเขอะเขิน”เซ็กส์ สำหรับเราไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามในงานวรรณกรรม ไม่จำเป็นจะต้องเอามาเขียน หรือจะต้องเอามาทำให้มันใหญ่ สำหรับเรามันไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย เพราะทุกคนกินน้ำใช่หรือเปล่า ทุกคนก็มีเซ็กซ์ เรามองเซ็กซ์ในแง่ที่ว่าเป็นสิ่งสามัญมาก เราไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งยิ่งใหญ่หรือสำคัญ โอเค บางเรื่องอาจจำเป็นในแง่ที่เราเอาไปใช้มันเป็นภาพแทน แต่ว่าโดยมากเมื่อเราพูดถึงเซ็กซ์ก็เหมือนเราบอกว่าเราเดินไปกินข้าว คนหนึ่งคนกำลังกินน้ำ” วิวัฒน์ตอบคำถามในงานเปิดตัวหนังสือของตัวเอง

ยูโทเปียชำรุด ประกอบไปด้วยเรื่องสั้น 9 เรื่อง (แน่นอนแทบทุกเรื่องล้วนมีฉากเซ็กซ์ที่พ่วงมาด้วนรสนิยมอันแตกต่างของตัวละคร) แต่ละเรื่องเกิดขึ้นในสถานที่และช่วงเวลาแตกต่าง ทว่าวิวัฒน์กลับร้อยเรียงเรื่องเล่าเหล่านั้นเข้าหากันเป็นเนื้อเดียวได้อย่างแนบเนียน ด้วยสำนวนภาษาที่ได้รับการยกย่องว่าเข้าขั้น ‘เอกอุ’ บวกรวมกับเรื่องเล่าเหลื่อมซ้อนเรื่องเล่า มิติเหลื่อมซ้อนมิติ และตัวตนของตัวละครบางตัวซึ่งเหลื่อมซ้อนกับตัวละครอีกตัว ก็ทำให้หนังสือเล่มนี้ก่อเกิดเอกภาพ สร้างทางเลือกให้แก่ผู้อ่าน ที่สามารถเลือกได้ว่าจะอ่านรวดเดียวตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย หรือจะเลือกอ่านทีละเรื่องกระโดดข้ามไป-มาจนจบเล่มก็ยอดเยี่ยมในแง่การเสพรับงานวรรณกรรมไม่แตกต่าง

ยูโทเปียชำรุด เริ่มเปิดฉากด้วยเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า 45RPM ซึ่งเล่าเรื่องของชายไม่ทราบชื่อผู้ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดแล้วออกเดินทางหลังจากบิดาของตนตายจากไป ด้วยการใช้สรรพนามมากมายราวกับจะเนรมิตดงอักษรให้กลายเป็นมุมกล้องของหนังที่กำลังเลื่อนไหล อาจเพียงแค่หนึ่งย่อหน้าวิวัฒน์ก็ใช้สรรพนามไปถึงสามประเภท (สรรพนามบุรุษที่ 1 – ผม, สรรพนามบุรุษที่ 2 – คุณ, สรรพนามบุรุษที่ 3 – เขา) และทั้งสามประเภทนั้นกลับเป็นเรื่องราวของตัวละครเพียงคนเดียว (!) ซึ่งนั้นดูเหมือนจะกลายเป็นกฏทางฟิสิกของโลกยูโทเปียที่วิวัฒน์ได้ปลูกสร้างขึ้นในอีกหลายเรื่องถัดมา

และความที่มันอ้างถึงบุคคลผู้มีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ เช่น ฌองลุค โกดาร์ด ทรนง ศรีเชื้อ หรือ นักปฏิวัติผู้โด่งดัง อย่าง เชเกวารา ที่ไม่แค่ยกขึ้นมาลอยๆ แต่กลับใช้รายชื่อที่กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเรื่องเล่า (วิญญาณของเชในเรื่อง ‘ความตายของอานนท์, เจ้าของโรงแรมผู้มีชื่อพ้องกับโกดาร์ดใน ‘โรงแรมอัลฟ่าวิลล์’ ฯลฯ) และนี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนอ่านไม่หลุดลอยไปกับแรงดึงดูดแปลกแปร่งจากภาษาหม่นทึบ และเรื่องเล่าเบลอเลือนราวกับชิ้นจิกซอร์ที่กระจัดกระจายในโลกยูโทเปียของวิวัฒน์

ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องเล่าของวิวัฒน์ ถูกสร้างมาราวกับมีหมอกมัวปกคลุมไปทั่ว จนเราไม่อาจจินตนาการถึงลักษณะทางกายภาพของพวกเขาได้ถนัดนัก และนั่นอาจเป็นส่ิงที่พ้องกับเรื่องเล่าของ ‘เช’ ใน ‘ความตายของอานนท์’ ที่เอ่ยถึง เกาะแห่งหนึ่งที่บรรดาคนตายมาเฝ้ารอจนกว่าคนที่มีชีวิตอยู่จะลืมเลือนพวกเขาไปหมดสิ้น “คนแบบฉัน คนที่ถูกจดจำจากมวลชน คนพวกนั้นน่าสมเพช เพราะใบหน้าของเขาจะถูกจดจำตามที่มวลชนจำ ใบหน้าปลอมๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบหน้าเดิมอีกแล้ว” เชกล่าว

หรือบางที ยูโทเปียที่กำลังชำรุดสำหรับวิวัฒน์ อาจจะไม่ต้องการการซ่อมแซมใดๆ อีกต่อไปแล้ว

โดยไม่ชี้ทางออกใดๆ ให้ตัวละครในเรื่องเล่า วิวัฒน์กำลังเฝ้ารอให้โลกยูโทเปียของเขาแตกสลาย เฝ้ารอให้ทุกคนลืมเลือนมันไป เพื่อพวกเราทุกคนจะได้เดินทางออกจากเกาะของคนตายเสียที

………………………………………………………………………………………

Review โดย  Koetsak Sirisomphotvanich

 

ยูโทเปียชำรุด (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ 237หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556):มีหนังสือจำนวนไม่มากนัก (จากจำนวนไม่มากเช่นกันของหนังสือที่เราได้อ่าน) ที่จะทำให้เราแนบชิดกับมันและรู้สึกกับมันได้มากๆ และเล่มนี้คือหนึ่งในนั้น การอ่านหนังสือเล่มนี้แบบรวดเดียวจบเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเราเพราะไม่ใช่แต่เพียงการใช้สมาธิในการดื่มด่ำ (เราสามารถใช้คำนี้กับหนังสือเล่มนี้ได้ไหม? หรือมันควรเป็น “ดำดิ่ง” มากกว่า) แต่ในทุกเรื่องสั้นของมันๆเรียกร้องพลังงานหลายพันล้านกิโลเแคลลอรี่เพื่อนำมาใช้ในการเผาผลาญตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างเอกอุพร้อมๆไปกับการเผาไหม้ของตัวเราเองที่ละน้อยๆจากภายใน ฉะนั้นแล้วการเริ่มต้นเรื่องสั้นต่อไปจึงมีความจำเป็นต้องพักฟื้นแรงใจให้กลับมาอยู่ในระดับเฉียดปกติเสียก่อน (และมันอาจไม่มีทางกลับมาในระดับ “ปกติ” อีกแล้วก็ได้)จะว่าไปเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นชิน มันคือความแปลกวิปลาศที่เราแนบเคียงอยู่กับมัน ชิดจนไม่เคยมองเห็น คือห้วงชีวิตประหนึ่งสายน้ำในคลอง น้ำอันเน่าเสียไร้การบำบัดที่แน่นิ่งรอการเปิดของประตูกั้นน้ำ(ที่อาจไม่มีวันเปิดเลย) การพูดคุยของผมและเขา เธอและฉัน คือการสะท้อนภาวะภายในของเราเองเพื่อจะทิ่มแทงคนอื่นไปพร้อมๆกับตัวเราเองในสังคมที่เต็มไปด้วยความป่วยไข้ในกรอบจารีตอันไร้สาระและยากต่อการเยียวยารักษา (เพราะเราไม่เคยคิดว่าเราป่วย) เซ็กซ์ที่ไร้การเจือจางของความสุขโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การเล่นหัวกับคนอ่าน หลอกล่อให้ตายในแล้วก็โยนลงเหว!

แนะนำสุดใจขาดดิ้นกับใครก็ตามที่รู้ตัวว่าความสมบูรณ์คือเรื่อง ”ตอแหล” อย่างที่สุด

5+++++/5

………………………………………………………………………………………

Review โดย Theerapat Ngathong 

ยูโทเปียชำรุด [ฉบับทดลองอ่าน] (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา)

สำหรับหนังสือเล่มนี้คือข้อยกเว้น เราอ่านบทไหนก่อนก็ได้ ความจริงแล้ว อ่านตอนย่อยตอนไหนก่อนก็ได้ อ่านข้ามไปข้ามมาก็ได้ อ่านโดยไม่ต้องเริ่มจากย่อหน้าแรกก็ยังได้ เพราะเรื่องราวต่างๆในนี้ยากต่อการเข้าใจด้วยการอ่านผิวเผินอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ว่าจะอ่านสลับไปมา หรืออ่านไล่ตั้งแต่บทแรกไปตามปกติ(เหมือนที่ผมอ่าน) เราก็ซึมซับเรื่องราวได้พอๆกัน

ผมว่า นี่เป็นนิยายที่แปลกที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมาเลย การใช้ภาษาในยูโทเปียชำรุดได้คายอารมณ์อันพิลาศพิไลออกมาสุดๆมาก ผมไม่เคยเจอนิยายอะไรเขียนกันแบบนี้มาก่อน

แต่ละบทย่อยๆเว้นช่องว่างไว้เยอะมาก ตรงช่องว่างนั้นเราคนอ่านจึงใช้จินตนาการไปอุดกันได้เต็มที่ อีกทั้งการใช้สรรพนามในแต่ละบทยิ่งทำให้เราสับสนกับตัวละคร เพราะเมื่อขึ้นบทย่อยใหม่ปุ๊บ เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ตัวละครนั้นยังเป็นตัวละครตัวเดิมกับบทย่อยที่แล้วหรือไม่ จนกว่าเราจะถอดแกะเรื่องราวเองจนเจอ

ในเรื่องของพลังอารมณ์ที่มอบให้คนอ่านนั้นสุดยอดมาก ในบางตอนนั้นเราไม่สามารถจินตนาการสิ่งที่อ่านออกมาเป็นภาพได้ (เอกสารวิชาการก็ไม่ได้ทำให้เราเห็นเป็นภาพ แต่เพราะนี่เป็นนิยาย มันจึงเป็นเรื่องแปลก ) ในจุดนั้น ผมจะกล่าวได้ไหมว่ามันเป็นการใช้พลังวรรณกรรมเพียวๆในการเล่าเรื่อง เหมือนเวลากินกาแฟ Espresso ช็อตนึงเลย

บทที่ชอบมากๆคือ โรคชื่อความรัก ฤดูกาลระหว่างเรา และ เรื่องเล่าไม่มีชื่อ ในบทย่อยที่กล่าวถึงแสนไกล

ตอนอ่าน โรคชื่อความรัก ตัวฆาตกรในเรื่องนี้ ผมเห็นใบหน้าของ Eddie Constantine และเด็กสาวที่ติดรถไปกับเธอคือ สายป่าน อภิญญา

ฤดูกาลระหว่างเรา เป็นนิยายเกี่ยวกับ Pedophile ที่ผมประทับใจมาก เพราะผมก็มีส่วนเข้าข่ายจะเป็น Pedophile เช่นกัน ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะฮอร์โมนวัยรุ่น แต่ลองถามเพื่อนๆดู ไม่มีใครเป็นแบบผม แล้วพออ่านตอนนี้ ผู้เขียนบรรยายภาพและความรู้สึกออกมาโดนใจ Pedophile มากๆ เหมือนรู้ว่าคนเป็น Pedophile เขาชอบจินตนาการแบบไหน แล้วตอนนี้เป็นตอนที่เจ็บปวดรวดร้าวจริงๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s