LE CAMION (MARGUERITE DURAS/1977/FR)โลกของการเล่า

LE CAMION_03BLG2

หญิงคนหนึ่ง โบกรถบรรทุกคันหนึ่ง รถบรรทุกสีฟ้า แล่นเอื่อยไปตามถนน บนรถมีชายคนขับ คนขับอีกคนนอนหลับที่เบาะหลัง เขาจะนอนหลับไปตลอดเรื่อง หญิงผู้นั้นนั่งรถไปกับชายคนขับ อยู่ในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน จ้องมองภูมิทัศน์เดียวกัน แต่พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรมากไปกว่านั้น เธอพูด เธอร้องเพลง เธอนิ่งเงียบ เธออาจจะร้องให้ด้วย เขาขับรถ เขาฟัง ถามบ้าง ร้องเพลงบ้าง รถแล่นเอื่อยเฉื่อย ถนนเลียบทะเล สายหมอกเทาเศร้าโอบล้อม เรื่องมันก็เพียงเท่านั้นมีเพียงเท่านั้นเอง ไม่ได้รู้อะไร ไม่มีความหมาย

ดูราส์ กับเดอปาดิเออนั่งอยู่ในห้อง อยู่สถานที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน จ้องมองภูมิทัศน์เดียวกัน ภูมิทัศน์บนแผ่นกระดาษ ทั้งคู่กำลังนั่งอ่านบทหนังเรื่องหนึ่ง หนังเล็กๆถ่ายรวบรัด ง่ายดาย ถ่ายอย่างธรรมชาติ อย่างธรรมชาติในความหมายของทุนต่ำๆ ว่าด้วยหญิงคนหนึ่งโบกรถบรรทุกคันหนึ่ง ในวันหนึ่งๆ เวลาหนึ่งๆ

และหนังทั้เงรื่องก็เป็นเช่นนั้น ดูราส์กับเดอปาดิเออ อ่านบท สนทนา นิ่งเงียบ ตัดสลับภาพของสองข้างทางท้องถนน จากหน้าต่างรถซึ่งแล่นเอื่อยเฉื่อยในสายหมอก ในยามสนธยากาลสีน้ำเงินเข้ม วันสีเทา ต้นไม้เฉาแห้ง ตึกสูง ที่ไกลๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ภาพนิ่งยาวของคนสนทนาและภาพเคลื่อนไหวจากหน้าต่างรถ ไร้ทิศทาง ไร้ความหมาย ไม่มีเหตุผล เป็นเพียงเรื่องเล่าบางชนิด

มาถึงจุดหนึ่ง ผุ้ชมไม่อาจรู้อีกแล้วว่าตัวเองดูหนังเรื่องอะไรอยู่ ระหว่างหนังที่ว่าด้วยผู้หญิงบนรถบรรทุก หรือหนังว่าด้วยผุ้กำกับกับนักแสดงอ่านบทหนังว่าด้วยผู้หญิงกับรถบรรทุก หรืออีกที่สิ่งที่เขาแลเ้ธออ่าน ซึ่งเต็มไปด้วยการแวะพักหายใจ การเติมข้อคิดเห็น การตั้งคำถามไปมา ต่างหากที่คือบทหนังที่แท้ สิ่งที่เขาและเธอออ่านคือทั้งหมดของบทหนัง ถ้าเช่นนั้นมันคือหนังที่ว่าด้วยคนสองคนอ่านบทหนังเกี่ยกวับผู้หญิงคนหนึ่งกับรถบรรทุก แล้วไหนจะเรื่องเล่าของเธอ ผู้หญิงบนรถบรรทุกที่เล่าให้คนขับรถฟังอีกเล้า

ด้วยการณ์นี้สรรพสิ่งจึงไหลทบเชื่อมกัน และแตกแยกออกจากกัน ในความไม่แน่นอนของความพยายามจะทำให้แน่นอน ถ้อยคำที่ยิ่งค้นหาความหมายยิ่งไร้ความหมาย หนังไปสุดขอบของความเป็นหนัง ทำในสิ่งที่วรรณกรรมอาจจะทำไม่ได้ การพูดถึงขอบเขตอันพร่าเลือนในตัวมันเองในกาละเทศะหนึ่งๆ พื้นที่ เวลา ไม่ได้เชื่อมโยงกัน แต่ซ้อนทับกัน ในขณะเดียวกันก็พยายามแยกขาดออกจากกัน เมื่อเราดูมัน เราไม่ได้มองเห็นเรื่องเล่าเดี่ยวๆแต่มองเห็นการซ้อนทับกันที่ไม่ได้แนบกันสนิทแต่เหลือมซ้อนกันจนสะท้อนกันเป็นเงาพร่าเลือนเหมือนกระจกสองบานที่หันใส่กันจนเราไม่สามารถอธิบายภาพที่เห็นได้หมดจดครบถ้วนอีกต่อไป เพราะมันต่างสะท้อนใส้กันไม่รู้จบ

ฉากหนึ่งที่บรรยายความงดงามของการไมรู้ว่าอะไรคืออะไรกันแน่คือฉากเสียงบรรยายของดูราส์ที่เธอเล่าเรื่องผู้หญิงบอกว่าเรามาถึงสุดขอบโลกแล้วขณะที่ภาพตัดไปยังภาพจากกระจกรถแทนที่ภาพของเธอกับเดอปาาดิเออ เดอปาดิเออถามเธอว่า แล้วภาพมันคืออะไรล่ะ ภาพเหรอ ทะเล ภาพชายหาดน่ะสิ กล้องจับจ้องมองถนน ฟ้ามืดลงยามสนธยา หมุ่ตึกอยู่แสนไกล ไม่มีท้องทะเล ไม่มีชายหาด ไม่มีสุดขอบโลก ที่สุดขอบโลกภาพที่ปรากฏคือรถแล่นซ้ำวงเวียนหมุนกลับมาที่เดิมแล้วเลี้ยวออกไป ดูราสเล่าเรื่องต่อ จากนั้นเธอร้องเพลง ทันใดเสียงดนตรีที่คลอเคียงหนังตลอดก็เงียบเสียงลงเห็นเพียงรถแล่นไปในความมืด

ความงามในความหลงทิศผิดทาง สรรพสิ่งซึ่งอวลลอยอยู่แต่บอกไม่ได้ว่าคือสิ่งใดแน่ และการห้ามจำกัดความ ยังคงเป็นลวดลายของดูราส์อย่างเข้มข้น เริ่มต้นจากการไม่มีข้อมูลอะไรให้จับต้องนอกจากรถบรรทุกสีฟ้า ดูราสค่อยๆเผยเรือนร่างของผู้หญิงต่อเดอปาดิเออ เล็ก บาง และเทา ช่วงวัยของเธอค่อยๆเปิดเผยขึ้น วัยที่ชายคนขับไม่ได้สนใจไถ่ถามอะไรหรอก ความคิดค่อยๆเปิดเผยขึ้น ผ่านทางการกล่าวชื่อเต็มของผู้คน ลีออน ทรอตสกี้ คาร์ล มาร์กช์ ทั้งหมดมันจบลงแล้ว พวกปฏิกิริยา คนขับรถสรุปอย่างนั้น ถึงที่สุดเรื่องราวชีวิตของเธอ ก็ถูกเล่า เล่าอย่างนึกขึ้นมาลอยๆเชื่อไม่ได้ เธออาจจะไปเยี่ยมญาติ หรือไปท่องเที่ยว ดูราส์เล่า ว่าเธอเล่าว่าเธอจะไปเยี่ยมหลาน ลูกสาวของเธอกำลังจะมีลูก ลูกสาวเธอจะตั้งชื่อเด็กว่า อับราฮัมทั้งที่ไม่ได้เป็นยิวหรืออาหรับ เธอจะไปเยี่ยมลูก เธอร้องเพลง เธอร้องให้ เธอนิ่งเงียบ คนขับรถไม่ได้แยแสอะไร ไม่มีความสัมพันธ์อะไรเกิดขึ้น ดูราส์ตรากฏเหล็กตั้งแต่ก่อนลงมือเล่า แล้วเธอก็ขอบลงจากรถตรงกลางป่า ตรงความไม่มีอะไรเลย นั่นดูราสเล่า และบางคนอาจจะเล่ากับคนขับรถ ว่ามีผู้หญิงบ้าวนเวียนขอขึ้นรถผู้คนอยู่แถวนี้ พอขึ้นมาก็เล่าเรื่องต่างๆ แล้วก็ลงจากรถดื้อๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเป็นอะไรจริงๆ ผู้หญิงลงจากรถ รถบรรทุกสีฟ้าเคลื่อนที่จากไปในวันอาาศซึมเซา เรื่องจะจบลงตรงนี้ ดูราสประกาศ

อับราฮัม เดอปาดิเออยังค้างเติ่ง เขาสูบบุหรี่คนละชนิดกับดูราส์ เธอชวนเขาสูบบุหรี่ เธอสูบบุหรี่ กล้องเคลื่อนขยับ เราเห็นเงาของไฟ หลอดไฟที่ไว้ใช้ถ่ายหนังสาดส่องทั้งคู่ เราคิดว่าโลกของพวกเขาอยู่ข้างนอกโลกของเรื่องเล่า แต่โลกของการเล่ากับปรากฏเป็นเรื่องเล่า แล้วเรื่องอะไรคือเรื่องที่เราเพิ่งได้ยินไป เรื่องเล่าคือเรื่องไหนกันแน่ ยิ่งเราคิดถึงเรื่องเล่า เราก็ยิ่งไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ‘การพยายามทำให้ถ้อยคำชัดแจ้งจะยิ่งทำให้มันขุ่นมัว ‘นี่ดูราสก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ

ทั้งหมดนี้เป็นหนังเรื่องนี้ แต่อะไรคือหนังเรื่องนี้ มันคือหนังที่เราไม่ได้ดูเพราะมีคนมานั่งเล่าเรื่องให้เราฟัง หรือหนังที่ว่าด้วยการเล่าเรื่อง ซึ่งเพิ่มเติมข้อคิดเห็นของผู้เล่า หลายครั้งดูราส์ต่อเรื่องไปเรื่อยเปื่อย เดอปาดิเออถามแทรก เฉไฉไป ประกาศกฏเหล็ก แล้วกลับเข้ามา แล้วเปลี่ยนมัน หรือบางทีเธอก็จ้องมองกล้องราวกับรู้ว่ากล้องจ้องมองอยู่ หรือที่แท้ทั้งหมดที่เราดูคือหนังทั้งหมด แม้แต่การเพิ่มเติมข้อคิดเห็น หรือการถามแทรก หรือการมองกล้องก็เป็นสิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษที่พวกเขาอ่าน พวกเขาอ่าน หรือพวกเขาแสดงการอ่าน หรือทั้งการอ่านและแสดงการอ่านคือการแสดง ยิ่งเราถอยออกมาเราก็ยิ่งหาอะไรไม่พบทั้งหมดพร่าเลือน เรนั่งบรถบรรทุกที่เคลื่อนลับไป และยังคงสงสัยเรื่องเล่าของผู้หญิงที่ขอลงกลางทาง

และนี่คือหนังที่กล้าหาญ งดงาม เชื่องช้า และท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งของดูราศื การเล่นสนุกกับเสียงเล่าเรื่องเล่า และความเจ็บปวดภายในขจองสิ่งที่ถูกเล่ายังคงถูกถ่ายทอดออกมาอย่าคมคายและทรงพลัง แม้หนังจะมีนักแสดงแค่สองคนและมีฉากเพียงสองแบบเท่านั้นเอง

One thought on “LE CAMION (MARGUERITE DURAS/1977/FR)โลกของการเล่า

  1. Pingback: FILMSICK

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s