คู่กรรม (เรียว กิตติกร /2013/ไทย) รักของอังศุมาลิน

13593589061359359130l

1. สิ่งที่งดงามที่สุดในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่เลวร้ายในหนังดัดแปลงเรื่องอื่นๆ นั้นคือ การ sterile ตัวละคร การsterile ตัวอังศุมาลินในเรื่องนี้น่าสนใจมากๆ และสำคัญมากๆด้วยในแง่ของการเปลี่ยนจาก หญิงไทยหัวใจนรักชาติมาเป็นสกอยท์ เสรีไทยจำเป็น สิ่งนี้สำคัญที่สุด เพราะถึงที่สุดแล้วสุนทรียะของคู่กรรมไม่ได้อยู่ที่อาการรักต้องห้าม แต่มันยืนอยู่บนพื้นของการเทอดชาติเอาไว้เหนือหัวแม้จะรักแต่ไหน แต่อังศุมาลินก็คือตัวแทนของชาติไทยที่ถูกย่ำยีทำลาย การที่ตัวบทโฟกัสอังศุมาลินเป็นภาพแทนของชาติทำให้ความรักไม่สมหวังของอังศุมาลิน เป็นภาพแทนของการรักชาติยิ่งชีพ ผสมผเสเปปนอยู่กับเรื่องที่ว่า พ่อดอกมะลิถูก ไทยแลนไนซื ให้คิดแบบคนไทย มองเห็นความถูกต้องจนต้องช่วยอังศุมาลิน การที่หนังsterile ตรงนี้ออกไปจนเกลี้ยง ทำให้ตัวหนังเป็นหนังรักวุยรุ่น TWILIGHT แบบสมบูรณืแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่งดงามมากๆๆๆ เพราะถ้าจะว่ากันจริงๆ อายุอานามของโกโบริ กับอังศุมาลินถ้ามีตัวตนจริงๆ น่าจะเป็นรุ่น สกอยท์เสรีไทย และหนุ่ญี่ปุ่นอินดี้ การตัดสินใจอะไรด้วยความรัก และความไร้เหตุผลที่ชาตินิยมถูกสกัดออกไป (แบบเดียวกับที่ไอ้มากบอกีนากว่า ตอนรบพีไม่คิดถึงสยาม คิดถึงแต่นากคนเดียว) เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ

2. เมื่อเปลี่ยนแกนหัวใจหลักของเรื่องเสียแล้ว ทุกอย่างที่เราเข้าใจในคู่กรรมจึงต้องเปลี่ยนออกไปหมด ดังนั้นการแสดง ท่าทาง สกอยท์แดกของอัศุมาลินในฉบับนี้จึงเป็นสิ้งที่งดงามยิ่ง โดยส่วนตัวเห็นว่าน้องริชชี่ น่าจะถูกกำกับโดยผู้กำกับอย่างแน่นหนาให้แสดงแบบสกอยท์ พูดแบบสกอยท์ น่าตบแบบสกอยท์ ในขณะที่ณเดชน์เล่นตามสบาย เพราะณเดชน์ไม่ถูกโฟกัส เอาง่ายว่า คู่กรรมละครและหนังมักจะโฟกัสความสับสนของโกโบริ (เพื่อเทอดอังศุมาลิน) แต่ในฉบับบนี้ โกโบริดูมั่นคง ฉลาดหลักแหลม ในขณะที่อังศุมาลินกลับต้องผเชิญความหวั่นไหว (เปรียบมวย(2) นี่ก็เมหือนการหนังโฟกัส ไอ้มาร์คมากกว่าอีนาค ในพี่มากนั่นแหละ ในความเห็นส่วนตัว ณเดชน์ และใหม่ดาวิกา มีฟังก์ชั่นเหมือนกันในหนังทั้งคู่ คือ เป็นspectacle สำหรับผู้ชม) กลับมาที่แม่อัง อาการสกอยท์เบลล่า แบบนี ถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง มันจะไม่ท้าทายถ้าเป็นเรื่องอื่น แต่ถ้าเป็นคู่กรรมซึ่งในบริบทไทยมีสติกเกอร์แปะฉลากชัดเจนมากแล้วว่าแทนค่าอะไร การขัดขืนไม่ยอมแทนค่านี่เลยได้รับเสียงต้านอย่างที่เห็นรุนแรง ไม่ใช่เรื่องแปลก เสียงสะท้อนนั่นยิ่งตอกย้ำว่าพี่เรียวร้ายกาจ

3. การเปลี่ยนแกนไม่ได้ทำแค่ตัวละครแต่ยังเลยไปถึงรูปแบบการถ่ายด้วย ตอนครึ่งชั่วโมงแรกเราจะตกใจมากว่าทำไมคู่หรรมกลายเป็นหนังพี่ยอร์ชต่อมุกแบบซีนต่อซีนไปเรื่อยๆหยั่งงี้วะ พอดูไปเรื่อยๆถึงได้รู้สึกว่าจริงๆหนังกดตัวเรื่องลงหมดเลย หนังทอนนัยยะอะไรที่ซ่อนเร้นออกให้หมด จนทั้งเรื่องเราจะเห็นแค่คนสองคนนี้เท่านั้น การทอน ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม ออก มักจะทำลายตัวหนัง แต่กับหนังเรื่องนี้มันกลับเวิร์ค เมื่อเราคิดว่าฟังก์ชั่นดั้งเดิมของมันคือการเป็นหนังรักชาตินิยมที่มีหัวใจ แต่ที่จริงเป็นชาตินยม ในขณะที่ฉบับนี้เสือกมาเน้นที่หัวใจ การทอนความเป้นชาตินิยมของหนัง เป็นรูปแบบเดียวกันกับที่หม่อมน้อย ทอนควมมืดดำออกจากจันดารา ที่แตกต่างคือหม่อมน้อยทอนความมืดเพื่อเติมstatus quo แต่คู่กรรม ทอนstatus quo เพื่อแฉให้เห็นโครงที่เหลือของมันที่โดนstatus quo หุ้มไว้ อย่าแปลกใจถ้าคนที่ชอบต้นฉบับจะเกลียดหนังเข้าไส้

ทีนี้ไอ้การถ่ายแบบ MV เลยกลายเป็นสิ่งสำคัญมากๆ การที่หนังมีแต่ฉาก พระเอกจียนางเอก พานางเอกหลบระเบิด ไปมาๆ เป็นการทอนสงครามทั้งหมดให้เหลือเพียงแค่เรื่องรักล้วนๆเลย การทอนให้เป็นรักสามเส้า กลายเป็นสิ่งที่ทำให้หนังตอบโต้กับตัวต้นฉบับมันเองได้อย่างน่าสนใจ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

4.อย่างไรก็ดีมีอย่างน้อยสามฉากที่หนังไปได้ไกลมากๆ (ทั้งในแง่ไปได้ไกลในคู่กรรมด้วยกันเอง และไปได้ไกลในหนังไทย)นั่นคือ
4.1 ฉากระเบิดสะพานพุทธ
4.2 ฉากเข้าพระเข้านาง
4.3 ฉากเยอรมันบุก
สองฉากแรกนั้นน่าสนใจสุดๆทั้งในแง่ที่หนังเล่นกับความเงียบที่น่าอึดอัดได้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่สองฉากนี้จริงๆหนังทั้งเรื่องมันน่าสนใจมากว่ามันใส่ความเงียบและเพลงประกอบ แบบประดักประเดิดมากๆ ซึ่งดีมากๆ ฉากที่ควรจะโหม อย่างฉากโกโบริตาย (อ้าวสปอยล์) ฉากเล้าโลม หรือฉากระเบิดสะพานช่วงไคลแมกซื หนังกลับเลือกตัดเพลงออกไป หลายฉากมันเงียบมากๆจนน่าอึดอัดซึ่งดีมากๆ ฉากสะพานพุทธ พอระเบิดปุ๊บ เราจะเห็นว่าพระเอกนางเอกพูดอะไรที่สำคัญมากๆ แต่เราจะไม่ได้ยินเสียง แล้วก็จะไม่เห็นปากเต็มๆด้วยซ้ำ ฉากนี้ มันเลยเป็นโลกเป็นตายที่คนดูถูกกันออกมา ในขณะที่ตามด้วยซีนขี่จักรยานแอบซบหลังที่เกาหลีมากๆ และอังศุมาลินก็ปฏิบัติการสกอยท์อย่างยอดเยี่ยมด้วยการสะบัดหัวจากหลังโกโบริอย่างรุนแรง

แต่ในฉากปล้ำน้องอังนี่ถือว่าสุดขีดมาก หนังไม่มีเพลงประกอบ ถ่ายแต่ละคัทค่อนข้างยาว และที่สำคัญฉากนี้ไม่ใช่การเมาแล้วข่มขืน เหมือนตามขนบ 1.เมา 2.ปล้ำ 3.ดิ้น 4.มือ 5.แจกันหัวเตียง ฉากนี้กลับมีส่วนสำคัญนั้นคือความเงี่ยน 1.เมา 2.เงี่ยน 3.ปล้ำ 4.ดิ้น5.ด่า 6.สงบ7.เงี่ยน 8.ปล้ำ9.สงบ10. 5นางเอกถอดใจ (ไม่ก็เงี่ยนบ้าง) การตัดแค่การกอดกันมันอีโรติคมากๆ เพราะความเงี่ยนถูกปูมาก่อนแล้ว ไม่ต้องพึ่งพาการกดข้อมือ แจกันหัวเตียงหรือภาพสายฟ้าฟาดแต่อย่างใด

มาถึงฉากที่เราชอบมากเป็นการส่วนตัวคือฉากเดียวที่หนังพูดถึงภาวะเอาแน่นอนไม่ได้ของสงครามคือฉากที่ญี่ปุ่นมารื้อบ้านพระเอก แล้วมีทหารเยอรมันมาด้วย (ตามที่เคยดู ไม่รู้ต้นฉบับมีไหม มันจะไม่มีเยอรมันเลย การมีเยอรมันนี่มันรีเฟแร์ ฮิตเลอร์และเป็นการเตือนคนดูว่าที่จริงญี่ปุ่นเป็นพวกระยำ ไม่ใช่ว่าสมัพันธมิตรสิเลวเอาแต่ทิ้งระเบิด น ซีนนี้ทำให้เราเอง(กูคนเดียว) ตระหนักได้ว่าจริงๆอังศุมาลินไม่สามารถแทนความรักชาติได้อีกแล้ว เพราะจริงๆนางคือคนไทยในจอมพล.ป. มที่ได้ประโยชน์จากโกโบริ และรอดตัวสิวๆเพราะโกโบริตายก่อนสงครามสงบ ไม่ต้องเป็นเมียไอ้แพ้สงครามอีกต่างหาก อันนี้น่าสนใจมากว่าตำแหน่งอังศุมาลินจริงๆเป็นอย่างไร ซึ่งมันคงต้องพ่วงว่า โกโบริเป็นทหารเลวเพียงใดด้วย (ในเวอร์ชั่นนี้ความเลวไม่มีแัญหา เพราะมันคือเรื่องรักวัยรุ่นนอกอำนาจชาตินิยม ความรักคือฮิสทีเรียประเภทหนึ่ง(กลับไปอ่าน พี่มากที่เขียนเมือ่คืนเพิ่มเติมนะจ้ะ)

5. ได้ข่าวมาว่าVOICEOVER ของหนังฉบับบางกอกจะมีซีนสะพานพุทธอันเดียว แต่ฉบับที่ข้าพเจ้าดูมีประมาณสี่ห้าครั้ง ซึ่งน่าเสียดายมากถ้าตัดออกจริง เพราะเสียงVOICEOVER อันไร้ประโยชน์โภชน์ผลนี้กลับตอกย้ำความเป็นสกอยท์ของอังศุมาลิน และชี้ให้เห็นว่าการกำหนดทิศทางการกระทำของเธอเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากกว่าเป็นเรื่องของชาติ เช่นจริงๆเธอไม่ได้เป็นห่วงวนัสมากกว่ารู้สึกว่าโกโบริจะทิ้งเธอไปแล้ว (ซีนนี้เพื่อนที่บางกอกบอกไม่มี)ฉากก่อนอีอังตกกระได นี่มันพูดตัดพ้อว่า โกโบริ นายกำลังจะทิ้งฉันไป พอมันรู้ว่าท้องแล้วโกโบริจิจะมีเสียงบอกว่า ใช่ิสเราไม่ใช่คนที่เขารอ พอโกโบริพูดเรื่องลูก อังศุมาลินจะขึ้นว่า ดูสิเขาจะทิ้งเราไป แล้วจะเอาลูกเราไปด้วย คือVoiceover มันยิ่งทำให้หนังเป็น TWILIGHT มากขึ้นแล้วมันดีมากๆ มันตบความรู้สึกอังศุมิาลินหญิงไทย ให้เป็น โธ่ อีสกอยท์หน้าโง่ ไรแบบนั้น

6. เพิ่งรู้จากเพื่อน (คือลืมไปแล้ว) ว่าจริงๆในฉบับอื่นๆ วนัสจะดีพอที่จะมาเตือนอังศุมาลินว่าอย่าให้โกโบริไปบางกอกน้อย แต่ในฉบับนี้วนัสบอกว่าจะไปบางกอกน้อย แล้วมีฉากวนัสจุดพลุ เรียกเครืองบิน น่าสนใจดีว่าเคยมีการให้วนัสเป็นตัวร้าย เป็นผู้ช่วยพระเอก แต่วนัสเวอร์ชั่นนี้เป็นอะไรคะ เป็นเสรีไทยจริงๆ(ไม่ใช่เสรีไทยปลอมๆแบบ จันดารา) การที่วนัสเป็นเสรีไทย เป็นชาติไทยยิ่วทำให้การตัดสินใจของอังศุมาลินมีน้ำหนักสกอยท์ริรักมากขึ้นไปอีก และเบียดขับความเป็นชาตินิยมให้เป็นเรื่องนอกรอบออกไปอีก

7.โควทเด็ดของหนังนี่ดีมาก คือมันบอกว่า คุณมีเหตุผลของคุณผมมีหัวใจของผม แล้วมันเป็นโกโบริน่ะใช้ใจ แต่เหตุผลขของอีอังศุมาลินสุดท้ายแล้วคือหัวใจ ไม่เห็นต้องมาอ้างเหตุผลอะไรเลย อันนีสอดรับประเด็นชาตินิยมในหนังได้น่าสนใจเว่อๆ

8. อย่างไรก็ดี หนังทำฉากสุดท้ายไม่ถึง แม้ว่าจะเป็น TWILIGHT แล้วก็ตาม เราชอบความเงียบในฉากนี้ แต่เคมีของการบอกลาครั้งสุดท้ายไม่บังเกิดเท่าที่ควร อีันนี้น่าจะพลาดที่การแสดง และการกำกับที่ปูอารมณ์ไปไม่สุดทางพอ ฉากนี้เลยยืดเหมือนฉากพี่เบริ์ดตายตอนช่องเจ็ด เอ๊ะหรือนี่คารวะชอตนั้นกัน!

9. ต่อยอดจาก Ratchapoom Boonbunchachoke เรื่องหนังไทยดัดแปลงจากบทประพันธ์ในสมัยปัจจุบันที่ไม่เคารพซื่อตรงต่อต้นฉบับ แต่กลับบิดมัน แล้วยังไม่ทำมลังเมลืองเสริมราคา นอสตาลเจียอันดีงามแบบที่ทำกันสมัย แม่นาก นนทรีย์ จันดารา นนทรีย์ หรือสุริโยทัย อันนี้น่าสนใจมาก เคส พี่มากกับคู่กรรมนี่เวิร์คสุดๆ คืออันหนึ่งพลอตบางมาก (เป็นตำนานเรื่องเล่า) แล้วมาลงดีเทลเยอะมาก ในขณะที่อีกเรื่องมีดีเทลเยอะมากๆ เพราะเป็นนิยายเป็นละครแล้วตัดออกหมด สองอันนี้น่าเขียนยาวๆแต่ให้อุ้ยเขียนนะ จบ.

10.สรุปว่า คู่กรรมภาคนี้คือหนังดัดแปลงวรรณกรรมที่ท้าทายที่สุดในรอบหลายปี ท้าทายจนต้องคารวะพี่เรียวในจุดนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s