ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/2013/ไทย) พรมแดนทดลอง

17425_10151413979248576_253425039_n

 

ใน สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยๆ หลังจากเล่าเรื่องของตัวเองสิ้นสุดลง หนังพาเรามาหยุดอยู่ที่สี่แยกคอกวัว อันเป็นจุดเกิดเหตุของคืนัวนที่10 เมษา ต้นทางของการสังหารหมู่ที่ยืดยาวมาจนถึงแยก ราชประสงค์ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

 

และฟ้าต่ำแผ่นดินสูงเริ่มต้นจากแยกราชประสงค์ คืนปีใหม่หลายเดือนต่อมา ผู้คนรื่นเริงเลือนลบร่องรอยการสังหารหมู่กลางเมือง และนนทวัฒน์ นำเบญจพลเริ่มต้นสารคดีของเขาตรงนั้น เริ่มจากสิ่งหนึ่งไปยังสิ่งอื่น เคลื่อนออกจากความสงสัยดั้งเดิมไปยังจุดใหม่ๆที่ไม่ว่าจะไปไกลเท่าไร มันก็สะท้อนกลับไปมาอย่างพันกันยุ่งนั่นเอง

สิ่งที่งดงามใน  ‘ สารคดีเขาพระวิหาร’ เรื่องนี้คือมันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสารคดีให้ข้อมูลเรื่องความเป็นมาและเป็นไปในความขัดแย้งแย่งชิงเขาพระวิหาร ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้เป็นสารคดีแบบสืบสวนเจาะลึกลงไปในจิตใจผู้คนรายรอบ การลงไปพูดคุยกันอย่างถึงรากของปัญหา ไม่ได้เป็สารคดีเร่าร้อนรุนแรงอะไรแบบนั้น ซึ่งการที่มันเป็นไมไ่ด้ ไม่ได้เป็นกลับทำให้สารคดีเรื่องนี้น่าสนใจมากๆขึ้นไป และสิ่งงดงามที่เราพูโถึงคือสายตาแบบคนนอกของหนังเรื่องนี้เอง

 

หนังเริ่มจากการตามถ่ายชีวิตของอ๊อด ทหารเกณฑ์หนุ่มจากศรีสะเกษที่เคยลงไปปฏิบัติงานที่สามจังหวัด  ได้อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ ตอนนี้อ๊อดปลดประจำการ กำลังจะกลับบ้านในช่วงสงกรานต์ หนังามถ่ายภาพทิวทัศน์ข้างทางคลอไปกับเสียงของผู้กำกับสนทนากับอ๊อด ขณะแล่นผ่านถนนเส้นต่างๆในช่วงสงกรานต์ เสียงสนทนาที่พูโถึงความอึดอัดขัดข้องคลุมเครือ ประสานสอดคล้องไปกับภาพของคนเล่นสงกรานต์สาดน้ำใส่กระจกจนเบลอ

 

หนังอาศัยเสียงเล่าของผู้กำกับผ่าน text บนจอ   เสียงเล่าของคนนอกกรอบเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยทรรศนะส่วนตัวในทางการเมือง เสียงเล่าของหนังไม่ใช่เสียงของคนใน และยิ่งหนังดำเนินไปเสียงเล่านี้ก็ลดทอนความหมายของตัวเองไป  เสียงเล่าของหนังลดทอนจากเสียงข้างในของคนทำ ไปเป็นเสียงบอกเล่าเหตุการณ์ในขณะนั้น และเคลื่อนไปสู่ความเงียบในฉากท้ายเรื่อง เสียงเล่านี้กลายเป็นกุญแจสำคัญต่อสายตาและท่าทีของหนัง จากความสงสัยใคร่รู้ไปสู่การเรียนรู้ความไม่รู้ในตัวของมันเอง

 

นอกจากท่าทีทางtext ตัวภาพของหนังก็มีท่าทีแบบคนนอกที่น่าสนใจเมื่อหนังตัดสินใจเปลี่ยนโฟกัสจากคนมาสู่เหตุการณ์ช่วงทวงคืนเขาพระวิหาร และความขัดแย้งบริเวณชายแดน กล้องเปลี่ยนท่าทีจากการตามถ่ายเรื่อยเปื่อยไปสู่ภาพของการไปดูจุดเกหิดเหตุหลังเหตุสงบ ภาพเดียวที่เราได้เห็นจากช่วงเหตุการ์คือคลิปวีดีโอสองคลิปที่ไม่ได้ถ่ายเอง คลิปของชาวพันธมิตรประท้วงทวงคืนเขาพระวิหาร และคลิปตามติดทหารในเหตุการณ์นั้น สายตาแทนค่าคนที่อยู่นอกสรรพสิ่งไม่ว่าจะอยู่ใกล้แค่ไหน สิ่งที่หนังค้นได้ ไม่ใช่เหตุการณ์แต่เป็นเพียงร่องรอยของเหตุการณ์ที่จบลงไปแล้ว

 

ภาพของหนังกลายกลืนเป็นภาพของแผ่นหลัง ภาพการเดินตามคนนั้คนนี้ไปดูจุดเกิดเหตู ระเบิดลงตรงนี้ รอยกระสุนตรงนั้น ภาพของการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่ต้องวุ่นวายหลบระเบิด ทำมาค้าขายไม่ได้ ไฟไหม้บ้าน หรือสูญเสียญาติพี่น้องให้แก่ความขัดแย้งที่ไม่มีใครที่ได้รับปลกระทบจากมันเป็นผู้ก่อขึ้น

 

ฉากหนึ่งที่แสบทรวงและสะท้อนภาพคนนอกของหนังได้ดี คือเมื่อแม่ค้าอาหารตามสั่ง ชี้หน้ามาทางทีมงานว่า เนี่ยผลงานรัฐบาลพวกเจ้าใช่ไหม พวกเจ้าที่หมายถึงคนกรุงเทพ  ที่สนีบสนุนรบ.อภิสทิธิ์ที่นำความตึงเครียดมาสู่สถาณการณ์ชายแดน

 

ถึงที่สุดหนังไม่ได้พาผู้ชมไปในความขัดแย้งแบบเขาไปเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งหมดเป็นเพียงการสังเกตุสังกาจากสายตาของคนนอก ที่เข้าไปไม่ได้  เขามา เขาเห็น เขาพูดคุย เขาท่องเที่ยวไป แต่เขาไม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง การเป้นคนนอกที่ถูกกันออกจากสถาณการณ์ยังลามเลยไปเมื่อเขาข้ามไปฝั่งขเมร ผู้กำกับเล่านอกรอบว่าเขาต้องปลอมเป็นคนชาติอื่น และอาศัยเพื่อนขเมรช่วยในการสอบถามและถ่ายทำจึงได้ภาพบทสนทนาเผ็ดร้อนของคนขเมรในประเด็นเขาพระวิหารออกมา ถึงที่สุด หนังคือสายตาของคนที่เป็นคนนอกในบ้านตัวเอง และเป็นคนนอกในสถานที่อื่น  ซึ่งมันน่าสนใจสุดๆเพราะประเด็นเขาพระวิหารนี้ใช่หรือไม่ที่ถูกจุดขึ้นมาด้วยคนนอก

หนังบันทึกความเข้าใจในประเด็นนี้ชัดเจนว่าเหตุการณืดำเนินไปผ่านทาง ‘คนกรุงเทพ’ที่ลุกขึ้นมารื้อความขัดแย้งข้างนอก มาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับความขัดแย้งภายในของเหลืองแดง  การใช้สายตาของคนนอกแทนตัวเป็นคนใน (ดังที่คนกรุงเทพ จะเป็นจะตายกับการเสียดินแดนแทนคนที่ภูมิซรอล) คือปัญหาที่ขับเคลื่อนเหตุการณ์เขาพระวิหารตั้งแต่มันถูกจุดประเด็นขึ้นมาภายหลังการเซ้นสัญญาร่วมกันพัฒนาในสมัยรบ.ทักษิณที่คนชั้นกลางในเมืองเกลียดชัง เราอาจกล่าวได้ว่าการที่คนนอกตีขลุมว่าตนเองเป็นคนในชนิดตารางนิ้วก็เสียไปไม่ได้นี้เองคือหัวใจของปัญหาทั้งหมด

 

การแทนสายตาคนนอกของหนังจึงกลายเปนสายตาที่อาจจะถูกต้องที่สุดในการจ้องมองปัญหานี้ การพยายามปักปันเขตแดนผ่านเส้่นพรมแดนที่ไม่มีวันสิ้นสุดคือปัญหาของการ แบ่งแยกคนในและคนนอกออกจากกันด้วยพรมแดนพื้นที่ ตามกลไกของรัฐชาติกำเนิดใหม่ที่ได้ทำลายความผูกพัน ความเชื่อมโยง ความรักความชังของพี่น้องป้องปายออกจากกันอย่างน่าสมเพชในกรอบของเส้นสมมติ

 

ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ และดูเหมือนจะเป็นรอยต่อที่ไม่ได้ตั้งใจกับสารคดีสั้นก่อนหน้าของนนทวัฒน์เอง อย่าง ลิกโฮงหมาย ป๋างโหลง คือการใช้ภาษาของผู้คนบนจอ ในลิกโฮงหมาย หนังพูดถึงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของมอญในกรุงเทพ (หรือในเมืองสักแห่งที่ไม่ใช่ชายแดน) ตามขนบของหนังอัตลักษณ์ ชาวมอญควรจะพูดมอญ แต่ในนังเรากลับเห็นชาวมอญพูดขาภาษาไทยกลางอย่างฉะฉาน เพราะการกลายเป็นไทย ไม่ใช่เพียงความปรารถนาแฟนตาซี แต่คือวิธีประนีประนอมเพื่อให้อยุ่ในสังคมเมืองและรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้  ผ่านทางการปรับเปลี่ยนไปตามสังคม

 

ในทางตรงกันข้ามในสารคดีเชิดชูชาติ คนไทยก็น่าจะพูดภาษาไทย แต่ในฉากงานหมั้นของอ๊อด เรากลับพบว่าครอบครัวอ๊อดทั้งหมดนั้นพูดขเมร  และดูเหมือนผู้ึคนในบรวเณนั้นจะใช้ขเมรเป็นภาษาหลักกมากกว่าภาษาไทย กล่าวให้ถูกต้อง  บรรดาผู้คนจากข้างนอกที่ร้องทวงคืนเขาพระวิหารซึ้งคือแบบชาตินิยมว่ามีพี่น้องคนไทยอยู่ในที่แถบนั้นคิดเหมือนกันเรื่องเขาพระวิหาร อันที่จริงแล้วความเป็นไทยแตกกระสานซ่านเซ็นออกมามากมาย และภายใต้เส้นพรมแดนสมมติ ไม่ได้มีความเป้นไทยแบบเดียว ไม่ได้มีชาติที่น่านิยมเพียงหนึ่งเดียว แต่มีความหลากหลาย ข้ามไขว้ไปมาจนเส้นพรมแดนที่แท้นั่นเลือนจางอย่างยิ่ง มีแต่คนนอกเท่านั้นมี่มโนถึงมันอย่างคมชัดกว่าคนที่อยู่กับมันในทุกวันของชีิวิต

 

และก้เป็นเส้นพรมแดนนี้เองที่ทำให้คนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมกกว่าคนร่วมเส้่นพรมแดน คือคนไทยและคนขเมรจากเส้นพรมแดนสองฝั่งได้ก่อรูปความสัมพันธ์รักชังต่อกันชั่วเวลาหลายสิบปีทุกข์ยากได้กั้นคนสองฟากออกจากกันและทำร้ายกันและกันโดยตัวเส้นสมมติ (ที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าถูกโยกย้ายเบียดรุกเข้ามาฝ่ายตน) และทำให้ความเกลียดชังของการถูกทหารไทยทำร้ายในสมัยขเมรแดง หยั่งรากปัญหาขัดแย้งภายในที่แท้ลงไป (แสบทรวงมากขึ้นเมื่อเราพบว่า พอล พต ข้ามฟากมาตายอยู่ในเมืองไทยอีกต่างหาก)

 

ถึงที่สุดหนังก็พาเราไปถึงเขาพระวิหารจนได้ ในสถานที่ที่สูงจนฟ้าต่ำ และมองต่ำจะเห็นแผ่นดินสูง  เขาพระวิหารเงียบใบ้ไม่ตอบคำที่มีบรรดาครอบครัวคนขเมรมาเดินเที่ยวเรื่อยเปื่อยเงียบเชียบ เขาพระวิหารที่เป็นวิหารโบราณสร้างขึ้น่อนจะมีเว้นพรมแดนของรัฐชาติ เงียบใบ้ในกองระเกะระกะของก้อนหิน หญิงสาวชาวขเมรดวงหน้าเหมือนนางัปสราในรูปสลักจ้องมองกลับราวกับคำถามจากอดีตกาล ภาพตัดไปสู่ระยะไกล เทือกเขาเหยียดยื่นไปในท้องฟ้าคลุมอยู่ด้วยป่าสีเขียวพรืด  มีเพียงถนนดินแดนเส้นเล็กที่พาคนนอกเดินทางเข้าไปเท่านั้นที่ปรากฏเป็นเส้นสั้นๆหายไปในพื้นที่สีเขียวที่เหลือ  มองจากมุมที่ฟ้ต่ำพอและแผ่นดินสูงพอ เส้นพรมแดนนั้นไม่ได้มีอยู่จริงเลยสักนิด เป็นเพียงสิ่งสมมติที่ถือครองเอาตัวเองขึ้นมากล่อมหอคนไกลก้เท่านั้นเอง

 

One thought on “ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/2013/ไทย) พรมแดนทดลอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s