ความตายใต้เงาโศก : มหากาพย์แห่งคนเล็กคนน้อยของLAV DIAZ

photo

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน – กันยายน 2552

ครอบครัวชาวนาจบเวลายากลำบากของตนด้วยการแตกกระสานซ่านเซ็นโดยไม่อาจคาดหวัง ได้ว่าหนทางข้างหน้าจะทอดพาพวกเขาไปสิ้นสุดที่ใด  คนทุกข์ผู้สูญเสียทุกอย่างไปในกระบวนคอรัปชั่นอันเป็นระบบกินเมือง อย่าพูดเรื่องการช่วยเหลือเด็กสาวสักคนเลย กระทั่งเขาเองสุดท้ายก็ได้สิ้นไร้ไม้ตอกจนกระทั่งชีวิตก็อาจจะยังหามีไม่ กวีที่กลับมาค้นซากร่างของคนรักที่ตายลงในหล่มโคลนหลังพายุกวาดเมืองทั้ง เมืองให้ราพนาสูรค่อยๆสูญเสียจิตวิญาณให้กับแผ่นดินกินคน และผู้หญิงผัวหายค้นพบว่ากระทั่งการเป็นโสเภณีก็หาช่วยให้พ้นจากความทุกข์ ของการสูญเสียคนรักให้กับบ้านเมืองไม่

 

เหล่านี้คือตัวละครของLAV DIAZ จากชาวนาในชนบทห่างไกล ไปจนถึงคุณครูใหญ่ในกรุงมะนิลา จากกองเกวียนพ่อค้าเร่ไปจนถึงกลุ่มศิลปินในเมืองตีนภูเขาไฟ เหล่าผู้คนทั้งชายหญิงผู้มีบาปผิดติดตัวพวกเขาไปยังทุกหนแห่ง หาทางไถ่ถอนบาปจำเพาะของตน แต่ยิ่งไปยิ่งไกล และไม่มีทีท่าว่าบาปนั้นจะถูกไถ่ มีเพียงหายนะที่รายล้อมรอบพวกเขาอยู่ สำหรับDIAZ สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนของบรรดาผู้คนแห่งฟิลิปปินส์ ดินแคนซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของสเปนอย่างยาวนาน เมื่อหลุดพ้นก็ตกเป็นทาสของอเมริกาผ่านการชักใยอยู่เบื้องหลัง เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส นายพลนักปกครงที่โหดเหี้ยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก และแม้ในที่สุดประชาชนจะรวมตัวกันอย่างมากมายมหาศาลจนขับไล่มาร์กอสออกไปได้ แต่เงื้อมเงาที่เขาทิ้งไว้ก็ยังคงเป็นรอยบากของแผ่นดินที่ยากจะประสานคืน

ตัวตนของLAV DIAZ เองก็เป็นผลผลิตอันหนึ่งของยุคสมัยกฎอัยการศึกของเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส (มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึกในปี ค.ศ. 1973 เพื่อยืดอำนาจตนเองออกไปหลังจากได้เป็นประธานาธิบดีครบสองสมัยและตามรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถเป็นซ้ำได้อีกแล้ว เขาประกาศกฎอัยกาศึกอยู่ถึง 13ปี และว่ากันว่ามีผู้ต่อต้านมาร์กอสอย่างน้อยห้าหมื่นคนถูกสังหารในช่วงเวลา นั้น*1) เขาเกิดในหมู่บ้านชาวนายากจนในหมู่เกาะมินดาเนาว์ ครอบครัวของเขาทำนาและสอนหนังสือ พ่อของเขาผู้คลั่งไคล้ในวรรณกรรมรัสเซียเป็นผู้ปูรากฐานของศิลปะให้กับเขา เพราะแม้จะยากจนแต่พวกเขาก็จะนั่งรถสองชั่วโมงเข้าไปดูหนังควบในตัวเมืองทุก วันหยุดสุดสัปดาห์  DIAZ เติบโตขึ้นในช่วงกฎอัยการศึกอันเหี้ยมโหดภายใต้การปกครองของเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ช่วงเวลาอันยากลำบากที่ทหารจะบุกเข้าไปฆ่าใครในบ้านก็ได้ตามใจ เขาอยู่ชั้นมัธยมตอนที่มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึก เคยถูกทหารบุกหมู่บ้านและตบเขาด้วยพานท้ายปืน เคยถูกเกณฑ์ไปเข้าค่ายพิเศษซึ่งจับเด็กหนุ่มรุ่นกระทงมาขังในห้องรวมซึ่ง ผนังขึงพาดภาพขนาดยักษ์ของมาร์กอสและกรอกหูด้วยเสียงสุนทรพจน์ของเขาทั้งวัน ทั้งคืน ในช่วงเวลาเหล่านั้น เขาค้นพบมนต์ของภาพยนตร์ผ่านทางหนังสะท้อนสังคมของ LIN BROCKA ผู้กำกับคนสำคัญของฟิลิปินส์ ซึ่งในเวลาต่อมาสองสิ่งนี้ (LINO BROCKA -กฎอัยการศึก)ได้ส่งอิทธิพลต่อกรอบการคิด การมองความยากเข็ญแห่งประเทศที่เขาอาศัย รวมถึงสุนทรียศาสตร์ในภาพยนตร์ของเขา

 

แรกทีเดียว LAV DIAZ เริ่มต้นด้วยการเป็นนักข่าว เขาเขียนข่าวและเรื่องสั้นก่อนจะมาชนะการประกวดเขียนบทหนังจนได้เข้าเวริ์คชอปสอนทำหนังระยะสั้นของสถาบันภาพยนตร์ Mowelfund ในกรุงมะนิลาเขาก็เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์   แรกทีเดียวเขายังคงทำหนังเล่าเรื่องทั่วไป กับสตูดิโอ ร่วมกับการรับจ้างเขียนบทภาพยนตร์ บทละครโทรทัศน์เพื่อเลี้ยงก่อนจะย้ายไปอยู่นิวยอร์คในปี 1992 ในญานะศิลปินอันเดอร์กราวนด์ (เขามีใบเบิกทางเป็นสารคดีเกี่ยวกับชีวิตแก๊งค์เด็กข้างถนน) และที่นั่นเองที่เขาเริ่มแตกหักกับแนวคิดภาพยนตร์แบบเดิมๆ ด้วยการเริ่มทำหนังที่มีความยาวมากกว่าปกติ  ใช้กล้องดิจิตัลในการถ่าย ซึ่งสำหรับDiaz เทคโนโลยีดิจิตัลช่วยประหยัดงบประมาณในการถ่ายทำได้อย่างมากมายหนำซ้ำ ทำให้เขาสามารถถ่ายฉากยาวๆ(บางฉากอาจยาวหนึ่งชั่วโมงเต็ม) โดยไม่ต้องมาคำนึงถึงความยาวฟิล์มอีกต่อไป และอาจเรียกได้ว่ามันส่งผลอย่างมากต่อระบบสุนทรียศาสตร์ในภาพยนตร์ของเขา

 

เริ่มต้นด้วยหนังยาวห้าชั่วโมงอย่าง  Batang West Side(2001) ซึ่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายข้างถนนของวัยรุ่นฟิลิปปินส์ ในนิวเจอร์ซีย์ซึ่งเป็นเสมือนภาพแทนของรัฐฟิลิปปินส์ในยุคปัจจุบัน  ในขณะที่นายตำรวจMijarez ผู้ซึ่งมีความแค้นมืดดำในอดีตได้ลงมือสืบสวนชุมชนฟิลิปปินส์ทั้งหมดเพื่อสืบ หาตัวฆาตกร หากกระทั่งหนังจบ การสืบสวนของMijarez ได้นำเขาเข้าใกล้ความจริงแต่ก็ไม่สามารถจะสรุปคดีได้ “ถ้าผมยังขืนทำคดีนี่ต่อไป ผมอาจจะต้องฆ่าคนฟิลิปปินส์อีกเป็นจำนวนมากก็ได้” Mijarez พูดขึ้นในฉากสุดท้าย ซึ่งในที่สุดเราได้เข้าใจว่าที่แท้เราทุกคนล้วนมีส่วนรับผิดชอบทั้งสิ้น น่าเสียดายที่ในตอนนี้ เราไม่สามารถหาดูหนังเรื่องนี้ได้อีก เนื่องจากก๊อปปี้เดียวของหนังที่สมบูรณ์นั้นอยู่ในมือของProducer ของหนังซึ่งในขณะให้เงินมาทำหนังเรื่องนี้เพราะเขาตกหลุมรักนักแสดงนำหญิงใน เรื่อง เมื่อทั้งคู่เลิกร้างกัน หนังซึ่งเป็นเหมือนจดหมายรักกลายๆเรื่องนี้ก็ถูกเก็บเข้ากรุตลอดกาล

 

ดังนั้นในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนจึงขอมุ่งความสนใจไปยังภาพยนตร์สี่เรื่อง หลังสุดของLAV DIAZ อันประกอบด้วยEvolution of Fillipino Family, Heremias Book1 , Death In the Land of Encantos และ Melancholia อันนับเป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับLAV DIAZ จนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าคนหนึ่งของโลก

 

ebolusyon

Evolution of Fillipno Family บ้านนาสะเทือน 

 

Hildaเก็บเด็กทารกมาจากกองขยะระหว่างการเดินโซซัดโซเซไปตามท้องถนนในกรุง มะนิลา ตอนที่เธอพบ เด็กน้อยโดนมดตอมไต่ไปทั่วตัว  เธออาจสติเลอะเลือนไม่สมประกอบ แต่เธอก็เก็บเด็กทารกนั่นมาเลี้ยงและตั้งชื่อเขาว่า Raynaldo

 

คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่า HILDA มีสติไม่สมประกอบ กล่าวให้ถูกกว่านั้นคือในแต่ละรุ่นของตระกูลของเธอจะต้องมีใครคนหนึ่งที่ เป็นเหมือนเธอ คนทั้งหมู่บ้านเลยเรียกตระกูลของเธอว่าตระกูลคนบ้า แต่ตระกูลของเธอก็ยังคงอยู่ในหมู่บ้านนั้น   พวกเขาอยู่มาก่อนเธอและยังคงอยู่ต่อไปหลังจากเธอไม่อยู่แล้ว   เธอมักพาRaynaldo มาเล่นที่ชายทะเล สองแม่ลูกเหม่อจ้องท้องฟ้า   วันดีคืนร้ายเธอพาRaynaldo ขึ้นไปบนหน้าผาบอกให้เขากางปีกออกแล้วจะโบยบินไปด้วยกัน ถ้า Kadyo พี่ชายคนโตมาห้ามไม่ทันเธอและลูกอาจร่วงลงจากหน้าผาสู่ท้องทะเลเบื้องล่าง กระทั่งวันหนึ่งพี่ชายของเธอขโมยปืนของทหารมาให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวในป่า พวกทหารก็พากันมาบุกหมู่บ้าน ไล่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม  Hilda เตลิดหนีไปที่ชายน้ำก่อนจะถูกคนโฉดในหมู่บ้านรุมข่มขืนแล้วฆ่าทิ้ง แม่ที่เคยชิงชังลูกสาวสติไม่ดี ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าซบพื้นร่ำให้  Kadyo ถูกซ้อมปางตายจนขาเสีย และถูกลากไปขังลืมในคุกที่ทั้งสกปรกและแออัด ทิ้งไว้เพียงย่าและหลานๆสาวรุ่น ขณะที่ Raynaldo เร่ร่อนไปอย่างหลงทิศหลังเสียแม่

 

หลายปีต่อมา ครอบครัวที่เหลือขอKadyo ยังคงดิ้นรนอย่างยากลำบาก ย่าและหลานสาวทั้งสามกลายเป็นชาวนารับจ้างที่ต้องนั่งเกวียนไปเกี่ยวข้าว ไกลๆ ผู้ย่ายังคงกังวลเรื่องการเรียนของหลานๆ หมายใจจะส่งหลานสาวคนที่สองไปเป็นคนรับใช้ในเมืองแลกกับการที่เธอจะได้เรียน หนังสือขณะที่เด็กสาวทั้งสามยังคงผูกสมัครอยู่กับการใช้แรงงานบนแผ่นดิน  Kadyo ติดคุกยาวนาน  และต้องเผชิญชะตากรรมกับบรรดาคนคุกที่ต่อต้านพวกทหารหลังพ้นโทษเขากลับบ้าน เพื่อจะพบว่าบ้านกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับเขาไปชั่วนิรันดร์ เขาจึงออกเดินลากขาเหว่ว้าตามหาหลานชายอยู่ในเมือง  ข้างฝ่ายRaynaldo หลังความตายของแม่และการชำระแค้น  เขาเร่ร่อนไปตามถนนและอาศัยอยู่กับครอบครัวคนตัดไม้ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ผู้กำลังจะตาบอด พี่ชายสองคนที่หนึ่งในนั้นเป็นใบ้ ทั้งหมดดำรงชีพด้วยการตัดไม้ฟืนในป่า แต่ยิ่งนับวันยิ่งยากลำบาก กระทั่งผู้พ่อได้ยินเรื่องทองของมาร์กอส เขาเลยพาลูกๆเข้าไปร่อนหาทองในเหมืองร้างสุ่มเสี่ยงจากการถูกฆ่าทิ้งโดย แก๊งค์คนโฉดที่ครอบครองเหมือง หวังว่าจะหาเงินมารักษาแม่ที่กำลังตาบอด

 

แต่ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงเศษเสี้ยวกระผีกริ้นของภาพยนตร์ที่ยาวถึง11 ชั่วโมงเรื่องนี้   ความยาวอาจทำให้คุณตกตะลึง ถึงขั้นผงะหนี  แต่ที่น่าตะลึงกว่านั้นคือ LAV DIAZ ก็ใช้เวลาในการทำหนังเรื่องนี้ทั้งสิ้นร่วม11 ปี !จากฟุตเตจที่มีทั้งฟิล์ม 16 มม. วิดีโอ ภาพข่าว ไปจนถึงกล้องดิจิตัล  จากการถ่ายทำ อันยาวนานเขาค่อยๆนำภาพทั้งหมดมาร้อยเรียงกันเข้าเล่าเรื่องราวที่เต็มไป ด้วยเหตุการณ์ประหนึ่งมหากาพย์ เพียงแต่ว่ามหากาพย์ฉบับนี้ไม่ได้เป็นของกษัตริย์ หรือของวีรบุรุษกู้ชาติ แต่เป็นของครอบครัวชาวนาที่ค่อยๆล่มสลาย ฟื้นตื่น ดิ้นรนและต่อสู้อย่างสิ้นหวังตลอดระยะเวลาอย่างน้อยก็เกือบ16ปี ตลอดยุคสมัยที่กฎอัยการศึกของเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ทอดเงามืดทึบไปทั่วทุกหมู่เกาะของประเทศนี้ หนังเล่าเรื่องของครอบครัวชาวนาในหมู่บ้านเล็กๆอันคล้ายคลึงกับหมู่บ้าน ชาวนาที่ Diaz เติบโตมา หมู่บ้านซึ่งนิ่งงันด้วยมนต์ของละครวิทยุตลอดยามบ่าย ละครวิทยุที่สักกี่สิบปีก็ยังเล่นเรื่องเดิม หมู่บ้านชนบททุรกันดารที่เป็นไปด้วยทุ่งนา   หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยชาวบ้านผู้ยากแค้นแสนเข็ญ ดิ้นรนเงียบเชียบในการมีชีวิตอยู่รอดในยุคสมัยอันมืดทะมึน

 

เราอาจกล่าวได้ว่านี่คือหนังซึ่งเป็นแก่นแกนทั้งหมดในงานต่อมาของเขา   Evolution พาเราทอดน่องท่องไปในประวัติศาสตร์สวนบุคคลของครอบครัวชาวนา ทั้งหมดถูกถ่ายทอดเคลียคลอไปกับภาพจริงจากเหตุการณ์จริงนับตั้งแต่การประกาศ กฎอัยการศึกของมาร์กอส ไปจนถึงEDSA การเดินขบวนขับไล่ครั้งสำคัญที่สุดของชาวฟิลิปปินส์ โดยไม่ได้นำเสนออย่างเป็นเหตุเป็นผล พวกเขาเป็นเพียงชาวนาจากดินแดนห่างไกลที่ไม่เกี่ยวอะไรกับการเดินขบวนในกรุงมะนิลา  แต่ผลกระทบทางการเมืองนั้นก็มักจะมาในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดเดาได้  ในทางหนึ่งภาพประวัติศาสตร์อาจทำหน้าที่คล้ายหมุดปักบอกช่วงเวลา แต่ในอีกทางหนึ่งมันได้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีทางหลบพ้นจาก เงามืดดำของการเมืองได้

 

หากประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลในหนังที่แปลชื่อไทยได้ว่า ‘ พัฒนาการของครอบครัวชาวฟิลิปปินส์นี้ก็ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา เรียงลำดับเล่าตามรูปแบบที่ดีของประวัติศาสตร์ตามตำรา หนังอาจเริ่มด้วยฉากปัจจุบัน ของ HULINA ANNA MARTINA สามสาวลูกชาวนาที่เดินเท้าทางไกลไปทำนา ก่อนจะย้อนกลับไปหาการเดินอย่างไร้จุดหมายของ HILDA บนถนนค่อนคืน ภาพตัดสลับคล้ายกับผุดพรายแห่งฟองของความทรงจำ  อันเป็นวิธีการเข้าถึงประวัติศาสตร์ตามแบบของสามัญชน

 

และราวกับผู้คนในเรื่องต่างพากันติดกับ  หนังมักจดจ้องพวกเขาในกับดักของการงาน สามสาวและย่าของพวกหล่อนกับการรับจ้างทำนาที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งกว่านั้น สามหนุ่มกับพ่อของเขาซึ่งค่อยๆติดกับอยู่กับการร่อนหาทองในเหมืองร้าง สองสรรพสิ่งเดินควบคู่กันไปโดยมีความหวังอันเรืองรองถึงวันข้างหน้าเป็นหลักชัย คุณย่าฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้นของหลานๆ ถึงกับยอมส่งหลานคนกลางไปเป็นคนรับใช้ในเมืองเพื่อแลกกับการให้เธอได้เรียนหนังสือ (ส่วนคนอื่นๆที่เหลือต้องทำนาเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม)  เช่นเดียวกับที่คุณพ่อของสามหนุ่มฝันถึงทองที่มากพอจะเอามารักษาดวงตาของภรรยาของเขาที่กำลังมืดบอดลง

 

แต่เหนือไปกว่านั้นดูเหมือนพวกเขาติดกับดักที่ชื่อ “ความหวังอันเรืองรอง” อย่างจริงแท้ และมันมาถึงพวกเขาในรูปของละครวิทยุน้ำเน่า หนังถ่ายภาพหมู่บ้านอันนิ่งงันในมนต์สเน่ห์ของละครวิทยุ ผู้คนละทิ้งการงานนั่งนิ่งในบ้านช่องห้องหับ จับกลุ่มอยู่ใต้ถุนเรือน นิ่งฟังละครวิทยุเกี่ยวกับลูกสาวที่ถูกพ่อเลี้ยงลวนลามถูกแม่ไล่ออกจาก บ้าน สิบปีพ้นไป ละครเปลี่ยนชื่อแต่เรื่องเล่ายังคงเดิม ภาพพาฝันที่กระทั่งคนหูหนวกยังอยากทราบความคืบหน้า เฉกเช่นกับภาพฝันที่มาร์กอสเคยวาดไว้ให้กับผู้คนของเขาตลอดหลายปี (ตัวมาร์กอสเองก็ได้เป็นประธานาธิบดีเพราะ ‘ภาพฝัน’ที่เขาสร้างขึ้นผ่านทางภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อที่สร้างขึ้นจากอัต ชีวประวัติของตนเอง ว่ากันว่าความนิยมของหนังเรื่องนี้ช่วยให้มาร์กอสได้แคะแนนเสียงล้นหลามใน ช่วงขวบปีแรกๆของการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี)  อย่างไรก็ตาม หนังตลบหลังคนดูด้วยการขยับไปถึงขั้นฉายภาพคณะละครวิทยุให้เห็นกันจริงๆ ภาพเบื้อหลังของละครอันเข้มข้นที่แท้เป็นคนมีอายุสี่ห้าคนที่หมุนเวียน เปลี่ยนกันรับบท เด็กสาว แม่ และพ่อเลี้ยง คนทำเสียงประกอบ มันเป็นแค่การแสดงทางเสียงที่ส่งผ่านคลื่นวิทยุไปให้ผู้คนพากันหลงไหลได้ ปลื้ม

 

หากการทำนาและหาทองคือหล่มหลุมแห่งการงาน น่าสนใจที่ว่างานทั้งคู่คือการงานที่ผูกพันอยู่กับผืนแผ่นดิน การงานแห่งการค้นหา ‘ทรัพย์ในดิน’ ผืนแผ่นดินซึ่งไม่เคยเป็นของพวกเขา สามสาวต้องนั่งเกวียนไปเป็นชาวนารับจ้าง ไม่ได้มีที่ดินเป็นของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นสามหนุ่มที่เข้าไปขุดทองนั้นพวกเขาต้องมุดดินเข้าไปในแผ่นดิน ซึ่งมีเจ้าของอยู่แล้ว หนำซ้ำยังเป็นแก๊งค์อันธพาลที่ไล่ฆ่าคนไม่เลือกอีกด้วย ซึ่งใช่หรือไม่ว่านี่คือแบบจำลองความสัมพันธ์ (ซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง) ของประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่เคยเป็นเจ้าของแผ่นดิน ค่อยกร่อนตาย ครอบครัวแตกกระสานซ่านซ็น  หากยังต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินกระเสือกกระสนทำงานที่ยากลำบาก ผูกตัวเองเข้ากับความฝันเพ้อเจ้อที่ถูกหยิบยื่นให้โดยมือที่มองไม่เห็น จนกระทั่งล้มหายตายจากไปอย่างเงียบเชียบ เช่นเดียวกัน คนที่ยังคงหลงเหลือ ก็เพียงแต่ต้อง ‘มีชีวิตอยู่สืบไป’

 

ในขณะเดียวกัน หากบรรดาตัวละคร Fillipino Family คือประชาชนแล้ว ตัวละครอย่างKadyo และ Raynaldo ใยมิใช่ ตัวแทนของผู้คนซึ่งเป็น ‘ผลพวงของความคับแค้น’ และตัวละครทั้งสองตัว ที่แท้ถูกเนรเทศ หรือเนรเทศตัวเองออกจากแผ่นดินเกิด และการเนรเทศ ที่แท้คือหัวใจในหนังของDiaz ทุกเรื่องเลยทีเดียว

 

ในกรณีของRaynaldo เขาถือครองตำแหน่ง จิตวิญญาณของคนฟิลิปปินส์ ในฐานะ เด็กทารกซึ่งถูกทอดทิ้ง ถูกเลี้ยงมาโดยแม่ที่เป็นบ้า (ผู้หญิงบ้า ผู้หญิงที่ตายแล้ว มักถูกนำเสนอเป็นภาพแทน ผืนแผ่นดินฟิลิปปินส์เสมอ ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป )  เขาชำระแค้นเชิงปัจเจกกับชาวบ้านด้วยกันซึ่งชั่วช้าฆ่าแม่ของเขา จากนั้นเขาออกพเนจรไปในฐานะผู้เนรเทศตนเองโดยแบกบาปผิดติดตัวไปด้วย  เขาเป็นจิตวิญญาณหลงทางซึ่งในความฝันได้ดุ่มเดินตามรูปปั้นกลางตลาดที่พลัน มีชีวิต หากรูปปั้นนั้นคือภาพแทนของวีรบุรุษ ใครสักคนที่เขาควรเอาเยี่ยงอย่าง รูปปั้นในฝันของRaynaldo กลับนำทางเขาเพื่อที่จะมาทิ้งเขาไว้ลำพังในความมืด! ( ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าRaynaldo และHuling คือคนที่ไดแป็น voiceover ของเรื่องเราก็จะพบว่าDiaz ได้มอบหน้าที่ เล่าเรื่องให้กับคนหนุ่มสาว จิตวิญญาณของฟิลิปปินวส์ สองจำพวกนั่นคือ หนุ่มสาวที่ยังคงผูกติดล่ามตรวนอยู่กับแผ่นดินด้วยความจน และหนุ่มสาวซึ่งเร่ร่อนไปในยามที่ถูกเนรเทศ)

 

ในขณะที่ดูเหมือนKadyo อาจครองสถานะแตกต่างจากตัวละครอื่นๆในเรื่อง (หากแต่เป็นสถานะอันเป็นแก่นแกนของตัวละครในหนังของDiaz เรื่องถัดมาแทบทั้งหมด นั่นคือชายผู้ต้องเนรเทศตนเองไป เพราะพิษภัยทางการเมือง แรกทีเดียวKadyoเป็นเพียงชายชาวบ้านธรรมดา ถ้าไม่บังเอิญว่าเขาเข้าไปขโมยปืนของทหาร (ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ว่าเขาทำไปเพราะความคะนอง เพราะอุดมการณ์ทางการเมือง หรือเพราะความอดอยาก) และนำไปสู่การที่ทหารบุกทำลายหมู่บ้าน ทำให้เขาขาพิการชั่วนิรันดร์จับเขาไปขังคุก และสุดท้าย เขาไม่อาจย้อนกลับไปยังบ้านเกิดชั่วนิรันดร์  Kadyo คือผู้ถูกเนรเทศด้วยบาปผิดติดตัวจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ชะตากรรมของเขาคือต้นแบบของตัวละครหลักอื่นๆในหนังเรื่องอื่นๆที่เหลือของ Diaz  ฉากความตายของKadyo ถูกถ่ายทอดอย่างยาวนาน เขาถูกแทงและเดินลากขาไปเรื่อยๆโดยแทบไม่มีการตัดต่อร่วมยี่สิบนาที และเมื่อเหตุการณ์นี้สิ้นสุดลง ซากร่างของเขาก็ถูกลากไปกองกับศพอื่นๆอีกเป็นร้อยเป็นพันศพ บรรดาผู้คนที่สาบสูญไปในหล่มหลุมประวัติศาสตร์วีรบุรุษไร้นาม หรือคนสามัญ จะอย่างไรก็แล้วแต่ มองย้อนไปเบื้องหลังยังครอบคัรวของเขา นี่คือความล่มสลายของสถาบันครอบคัรวที่ประวัติศาสตร์การเมืองไม่อาจเยียวยา ครอบครัวซึ่งย่าตายในนา(แม้ที่จริงความตายของย่าจะมาถึงเมื่อแกนั่งดูรูป – ย้อนมองประวัติศาตร์ของตัวแกเอง) และพ่อตายในเมือง น้าสาวถูกฆ่าข่มขืน และลูกพี่ลูกน้องสาบสูญไป

 

ประเด็นที่น่าสนใจมากขึ้นในหนังเรื่องนี้ คือการดำรงคงอยู่ของภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นฟุตเตจข่าว  ภาพการประกาศกฎอัยการศึกของมาร์กอส การลอบสังหารนินอย อาควิโน การประท้วงเดินขบวน บนถนน EDSA (ซึ่งถูกผูกพ่วงกับการเดินเท้ายาวนานเพื่อไปทำนาของHULING การเดินลากขาไปตายของKadyo และการเดินตามรูปปั้นไปสู่ความมืดของRaynaldo) การแถลงที่มาลากันยัง ไปจนถึงการรับตำแหน่งของนางคอราซอน อาควิโน ภาพประวัติศาสตร์ทั้งหมด ในทางหนึ่งเป็นเหมือนหลักเขตทางเวลาที่บ่งบอกยุคสมัยของเรื่องราว แต่ในอีกทางหนึ่งใช่หรือไม่ที่ภาพทั้งหมดไม่ได้ถูกบอกเล่าในฐานะของภาพ ประวัติศาสตร์ซึ่งนำเสนอความจริงโดยมีนัยยะเชิดชูการต่อสู้ของประชาชน หรืออะไรทำนองนั้น ที่จริงแล้วในทางหนึ่งมันทำหน้าที่ไม่ต่างจากละครวิทยุด้วยซ้ำ การปฏิวัติซึ่งที่แท้อยู่ห่างไกลจากชีวิตชาวนาเป็นพันๆกิโลเมตร บ้างอาจล่องลอยมาตามเสียงคลื่นวิทยุรายงานข่าว ดังเช่นที่ครอบครัวของFernando (นักขุดทอง) ได้เพียงแต่ฟังการรายงานข่าวทางวิทยุแทรกระหว่างละครวิทยุเรื่อ.โปรดของพวก เขาเท่านั้น

 

พวกเขาแทบไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรในการประท้วงหรือความตาย แต่มือมืดทะมึนก็ยังเอื้อมมาถึง ครอบครัวของFernando (นักขุดทอง) นั้นยิ่งกว่า พวกเขาเพียงเฝ้าฟังข่าวของมันทางวิทยุช่องทางเดียวกับละครวิทยุ  หากที่พวกเขาต้องพานพบในเมืองทองร้าง (ซึ่งจะว่าไปเขาได้ความคิดเรื่องทองจากข่าวสารที่ว่ามาร์กอสขนทองออกนอก ประเทศ  ) คือแบบจำลองของขบวนการคอรัปชั่นที่กำลังกินเมือง     ในขณะที่ครอบครัวของHuling เองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องการเมืองจนกระทั่งเมื่อกลุ่มต่อต้าน และทหารมาถึงKadyo ก็ถูกลากไปเกี่ยวโดยไม่ได้ตั้งใจ  หากในที่สุดทั้งสองครอบครัวก็ถูกลากพาเข้าไปเกี่ยวกับการเมืองได้อยู่ดี เมื่อ Fernando เชื่ออย่างที่มาร์กอสเชื่อว่า ทองนั้นดีกว่าเงิน เขาจึงพาลูกๆไปขุดทอง และเผชิญกับแกงค์อันธพาล(ที่เป็นเสมือนแบบจำลองของสังคมคอรัปชั่น)  เช่นเกียวกับkadyoหลังออกจากคุก เขาได้รับการว่าจ้างให้ไปตี Lino Brocka ก่อนที่การหยุดดูการชุมนุมริมถนนจะทำให้ชีวิตของเขาถึงจุดจบ กล่าวอย่างง่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มือที่มองไม่เห็นก็จะฉุดดึงเราสู่ห้วงหายนะได้อย่างเท่าเทียม (และอาจเป็นความเท่าเทียมเดียวที่มีอยู่จริง)

heremias

 

Heremias Book 1 กองเกวียนคนทุกข์ 

 

ดูเหมือนว่า Lav Diaz อาจเป็นตัวอย่างชั้นยอดในการยกมาตอบคำถามคลาสสิคของคนเขียนหนังสือเรื่องอำนาจของวรรณกรรมกับภาพยนตร์  อาจเพราะภาพยนตร์ของLav Diaz โดยเนื้อแท้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับวรรณกรรมอย่างยิ่ง เขาไม่เล่นท่ายาก เล่าเรื่องหรูหราโดยใช้เทคนิคอลังการ   หากเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา มีบทต้นและมีตอนสรุป หนำซ้ำถ้าพูดถึงเรื่องเล่า หนังของเขาก็ละม้ายคล้ายคลึงกับวรรณกรรมเพื่อชีวิตของบ้านเรามาก (ซึ่งที่จริงก็มีต้นธารร่วมกัน นั่นคือวรรณกรรมรัสเซีย) ตัวละครคนทุกข์ที่ต้องเผชิญชะตากรรมจากความไม่เป็นธรรมของสังคม หากภายใต้เรื่องเล่าที่สุดแสนสามัญพิมพ์นิยมนั้น Diaz กลับก้าวไปไกลกว่าวรรณกรรมเพื่อชีวิตหลายชิ้นที่ยังคงยึดค่านิยมเก่าตาย อย่างนายทุนร้ายชาวบ้านดี ใส่สีตีไข่ชะตากรรมของคนตัวเล็กจนกลายเป็นความทุกข์ยากเหลือแสนที่โรแมนติคผ่องแผ้วจนไร้มิติอื่นใด

ในหนังของLav Diaz  เขาเล่าภาพเยี่ยงวรรณกรรมเพื่อชีวิต เขาเปิดแต่ละฉากด้วยภาพกว้างของสถานที่ ทัศนียภาพ แช่นิ่งยาวนานจนคล้ายสะกดให้ผู้ชมเลื่อนไหลจากที่นั่งไปยังถนน ป่า หรือทุ่งนา ตามที่ตัวละครอยู่  จากนั้นตัวละครจึงค่อยๆปรากฏขึ้น พวกเขาถูกจับจ้องมองอากัปกิริยา  กระทำการเพื่อเล่าเรื่อง จากนั้นจึงออกไปจากฉาก ทิ้งคนดูผู้รับฐานะบุรุษที่4  จับจ้องมองโดยไร้ปากเสียง ไม่ใช่จากจอ แต่จากทัศนียภาพซึ่งคนดูมารอท่าก่อน และยังคงอยู่เมื่อตัวละครออกจากฉากไปแล้ว ในทางภาพยนตร์ นี่คือการปรากฏขึ้นด้วยลีลาราวกับจอหนังคือผืนผ้าใบ ทิ้งสถานะดำรงคงอยู่ แม้ไม่มีตัวละคร ตัวละครเป็นเพียงองค์ประกอบที่พลัดหลงเข้ามาเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ในทางวรรณกรรม รูปแบบการบรรยายฉากเคร่งครัดก่อนเล่าเรื่องใยมิใช่ขนบอันคุ้นเคยเล่า

 

ซึ่งในบรรดาหนังของLav Diaz ทั้งหมด หนังที่ข้ามไปมาระหว่างโครงสร้างของวรรณกรรม(สายเพื่อชีวิต) กับภาพยนตร์ ได้ชัดเจนที่สุดน่าจะคือ Heremias Book 1 ซึ่งหนังเล่าเรื่องของ Heremias คนทุกข์ผู้ออกเร่ร่อนไปพร้อมกับกองเกวียนบ้านไพร พวกเขาเร่ขายงานจักสานจากหมู่บ้านชนบท เร่จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่ง เดินทางเกาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือดูแลกัน หลีกเลี่ยงการแยกกลุ่มโดดเดี่ยว หลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ๆที่ซึ่งพวกเขาอาจถูกปล้นชิง   ยิ่งเดินทางไกล Heremias นับวันยิ่งทุกข์เศร้า เขาหมดความสนใจในการค้าขายหรือผูกสัมพันธ์กับผู้คนอีกต่อไป สุดท้ายเขาบอกกับหัวหน้ากลุ่มว่าจะขอแยกตัวไปเพียงลำพัง เกวียนของเขาค่อยๆเคลื่อนแยกจากไปท่ามกลางความห่วงใยของผองเพื่อน

ในความโดดเดี่ยว เกวียนของHeremias นำพาเขามาถึงเมืองเล็กๆที่ยังโอบคลุมด้วยประวัติศาสตร์แห่งความระทมเมื่อครั้งญี่ปุ่นบุกยึดแผ่นดิน  เขาแวะพักหลบพายุในตึกร้าง พยายามหาที่กันฝนให้วัวและเกวียน คืนนั้นเขาพบชายแปลกหน้าที่อาจจะคือภูติผี พบกับชายหนุ่มสามคนที่บังเอิญมาติดฝน พวกเขาปันเหล้าให้ Heremias ดื่ม เขาเมาหลับไป พอตื่นขึ้นมาวัวก็หายไปแล้วและเกวียนก็ถูกเผามอดไหม้จนเหลือแค่ซาก

ในความหวาดวิตก Heremias ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้านซึ่งพาเขาไปพบกับตำรวจหนุ่ม การสอบสวนไร้ความคืบหน้า ระหว่างการมาส่งเขาที่ท่ารถตำรวจหนุ่มร้องขอสินบนห้าหมื่นเปโซแล้วสัญญาว่า เรื่องจะจบ แต่ Heremias ผู้ทุกข์ยากจะเอาเงินจากที่ไหนมาให้ เขาจึงทำได้เพียงขึ้นรถกลับไปหาพวกพ้องอย่างเศร้าสร้อย ก่อนที่จะย้อนกลับมาเฝ้าดูจุดเกิดเหตุเงียบๆในป่า เพราะเพื่อนของเขาบอกว่าอาชญากรมักจะย้อนมายังจุดเกิดเหตุเสมอ

ที่นั่นเองเขาพบเข้ากับแก๊งค์เด็กวัยรุ่นเมายาที่พากันมายังบ้านร้าง ตะโกนโหวกเหวก เปิดเพลงเสียงดัง พลางกล่าวแก่กันถึงแผนร้ายที่จะลักพาเด็กสาวคนหนึ่งมาข่มขืนแล้วฆ่าเสีย  Heremias ได้ยินโดยตลอด และรู้สึกผิดบาปในใจจนต้องย้อนกลับพบนายตำรวจเพื่อขอร้องให้เขาช่วยเหลือ เด็กสาว แต่กลับโดนปฏิเสธ หนำซ้ำยังถูกไล่ไป เพราะบรรดาเด็กๆเหล่านั้นคือลูกหลานของบรรดาผู้มีอิทธิพลในเมือง กระทั้งหนทางสุดท้าย Heremias ผู้สิ้นไร้ไม้ตอกภาวนากับพระเจ้าขอแลกชีวิตตนเองกับเด็กสาวผู้นั้น โดยเขาจะยอมเดินเท้าโดยไม่กินอาหารสี่สิบวันหากเด็กสาวปลอดภัย

หากเทียบกับEvolution of Filippino Family แล้วHeremias จัดเป็นหนังที่เล่าเรื่องตรงไตปรงมาอย่างยิ่ง หนังเรียงลำดับเวลาตามเหตุการณ์เล่าเรื่องชีวิตคนทุกข์ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับโลกแห่งความโหดเหี้ยม ฉ้อฉลโดยไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าพ่ายแพ้และทนทุกข์ต่อไป ถ้าจะว่าไปแล้วโครงสร้างของHeremias นั้นแทบจะเดินตามขนบของวรรณกรรมเลยทีเดียว(บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ Diaz เรียกหนังเรื่องนี้ด้วยสรรพนามว่า ‘เล่ม’)  เริ่มจากภาพร่างของกองเกวียนพ่อค้าเร่ และHeremias ผู้ขับเกวียนสุดท้ายซึ่งแปลกแยกจากเพื่อร่วมขบวนมากขึ้นทุกทีจนแยกตัวออกไปและพบเจอเรื่องร้ายๆต่อเนื่องเป็นชุดๆ  ซึ่งแน่นอนว่า Heremias ไม่ได้ต่างจาก Kadyo และ Raynaldo เขาคือผู้เนรเทศตนเองออกจากกลุ่ม พึงใจมากกว่าที่จะได้เร่ร่อนไปตามลำพังและจ่อมจมอยู่ในห้วงทุกข์ (ใน Heremias Book  2 ที่ยังคงเป็นฉบับที่ตัดไม่เสร็จจนถึงทุกวันนี้) หนังพาเราย้อนกลับไปดูชีวิตวัยเด็กของHeremias  ไปดูพ่อแม่และน้องสาวของเขาเพื่อจะพบว่าห้วงทุกข์ของเขาอาจผูกพันอยู่กับแผ่นดินเกิด –ซึ่งต้องสาป(อีกแล้ว) เขาจึงจำต้องเร่ร่อนไปชั่วนิรันดร์)

หรือหากเทียบHeremias กับหนังเรื่องอื่นๆ เราอาจพบว่านี่คือหนังที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์การเมืองของฟิลิปปินส์อยู่น้อยที่สุด ไม่ประกาศตัวเข้มข้นแทรกมาในเส้นเรื่องเหมือนEvolution ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เล่าถึงตัวละครนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเฉกเช่นใน Death และ Melancholia หนังอีกสองเรื่องถัดมา หากใน Heremias การดำรงคงอยู่ของการเมืองกับแทรกสอดอยู่ในเรื่องเล่าในฐานะของแบบจำลองแห่งสังคมฉ้อฉล ความฉิบหายที่เกิดขึ้นกับ Heremias ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องทางกายภาพอย่างวัวหาย แต่ยังลึกลงไปถึงระดับศีลธรรมอันชวนเจ็บปวดยิ่งกว่า เพราะนอกจากเขาจะช่วยตัวเองไม่ได้ เขายังไม่อาจช่วยคนอื่นได้ ในสังคมฉ้อฉลนี้ กระทั่งความดีงามก็อาจนำมาซึ่งภัยร้ายได้

ภายใต้ความยาว 9 ชั่วโมงของตัวหนัง (ซึ่งถือเป็นความยาวมาตรฐานสำหรับภาพยนตร์ของLav Diaz) เป็นไปเพราะรูปแบบเชิงสุนทรียศาสตร์เฉพาะของ Diaz เอง  ดังที่ได้กล่าวไปแล้วการจ้องมองของ Diaz ทำให้จอหนังกลายป็นผืนผ้าใบซึ่งร่างฉากขึ้นมา จากนั่นจึงให้ตัวละครเข้ามามีบทบาท (บางครั้งกระทั่งตัวละครอยู่ในฉากเราก็อาจมองไม่เห็นแต่แรก )พวกตัวละครจะถูกกดให้ลีบเล็กกลืนหายไปในฉากซึ่งอาจเป็นป่า เป็นแม่น้ำเกิดใหม่ เป็นซากปรักหักพังของสรรสิ่ง กระทั่งพวกเขาขยับเคลื่อนไหว เราจึงดูออก เมื่อพวกเขาพูดเราจะไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร พวกเขาราวกับถูกกดให้กลืนหาย ในจักรวาลของDiaz ตัวละครไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุด โลกในหนังอาจต้อยตามตัวละครไปแต่พวกเขาเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งท่ามกลางองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งมีทั้งทัศนียภาพ  และความยาวนานของการจ้องมอง  Diaz รื้อทำลายความเข้าใจเกี่ยวกับการรับรู้เวลาในโลกภาพยนตร์ เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ในวิถีชีวิตของชาวมาเลย์ (ซึ่งกินความหมายรวมถึงชนพื้นเมืองในแถบ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) นั้น พวกเราไม่มีกรอบคิดเชิงเวลา(time) มาก่อน ผู้คนสามารถพากันเอ้อระเหยลอยชาย กิจกรรมต่างๆเป็นไปอย่างไม่เร่งร้อน(เพราะไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าสู่ระบบสายพานการผลิต) พวกเขาสามารถคอยท่าฟ้าฝนหรือพักหลบนอนใต้ร่มไม้ กล่าวอย่างง่ายคือโลกเก่าของชาวมาเลย์นั้นไร้เวลา แต่ถูกกำหนดผ่านกรอบคิดเชิงพื้นที่ (space) ตามประสาผู้คนซึ่งผูกพันอยู่กับการทำเกษตรกรรม จนกระทั่งแนวคิดเกี่ยวกับเวลาก้าวเข้ามามีบทบาทในยุคสมัยของการล่าอาณานิคมนี้เอง กล่าวโดยสรุป คือแนวคิดเชิงเวลาที่บังคับให้ผู้คนตื่นเช้าทำงานถึงเย็น กลับบ้านมานอน บังคับให้หนังต้องมีเวลาสองชั่วโมง เพื่อที่คนดูจะได้ไปใช้จ่ายเวลากับสิ่งอื่นต่อไป Diaz เคยให้สัมภาษณ์ว่าในทางหนึ่งภาพยนตร์ของเขาต่อต้านกรอบคิดเหล่านั้น แต่ไม่ใช่ด้วยความจงใจ หากด้วยความไม่ใส่ใจ หลังจาก Batang West Side เขาไม่เคยกลับไปตระหนัก วิตก หรือยอมจำนน ต่อกรอบคิดเชิงเวลาอีก เขาปล่อยฉากแต่ละฉากให้ยาวจนเขาพอใจ มุ่งความสนใจไปยังกระบวนการและการจ้องมอง ยิ่งเมื่อเขาหันมาทำงานด้วยกล้องดิจิตัล ความยาวของม้วนฟิล์มก็ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป และในHeremias หนังมีฉากเด็กติดยามีเมาบ้าอยู่ในบ้านร้างความยาวถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มโดยไม่มีการตัดทอน  แน่นอนว่าฉากยาวๆของDiaz ไม่ได้มีไส้เพื่อเล่าเรื่อง เพื่อสำแดงเหตุการณ์พลิกผัน  หรือเพื่อโชว์เทคนิคการถ่ายทำ (ที่จริงแล้วหนังของDiaz แทบไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าตั้งกล้องทิ้งไว้เฉยๆ) แต่การต่อต้านกรอบคิดเวลาของDiaz ไปไกลกว่านั้น เพราะในฉากยาวๆนั้นคนดู(ซึ่งดังที่กล่าวไป-อยู่ในฉากก่อนตัวละคร) จะได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของตัวละคร (ซึ่งโดยมากจะถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง จนแทบกล่าวได้ว่า หนังของDiaz เกือบทั้งหมด มีฉากแค่สองแบบ คือฉากยาวๆของตัวละครที่อยู่ตามลำพัง และฉากสั้นๆย้อนแสงที่ถ่ายทำบทสนทนาของตัวละคร เรื่องเล่าทั้งหมดอยู่ในบทสนทนานั้น และอาจไม่ปรากฏในหนังต่อให้มันยาว 11ชั่วโมงก็ตาม) ในฉากปล่อยเดี่ยวนั้น เราอาจนั่งจ้องมองตัวละครเดินเท้าทางไกล หรือเหม่อจ้องสายฝน หรือตื่นสะลึมสะลือจากฝันร้าย ฉากยาวๆเหล่านั้นไร้เรื่องแต่กลับบรรจุสาส์นสำคัญแห่งการเฝ้าสังเกต เพราะฉากยาวเหล่านี้ได้สะท้อนภาพเล็กภาพน้อย เหตุการณ์ไร้ความสำคัญซึ่งประกอบขึ้นเป็นมิติเชิงลึกของมนุษย์ เราจะรู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไม่ใช่รู้จากเรื่องเล่าของเขา แต่อาจจะรู้ได้จากวิธีที่เขาเหม่อจ้องสายฝน มนุษย์ประกอบด้วยส่วนเสี้ยวมากมาย การปล่อยให้เราจ้องมองส่วนเสี้ยวนั้นทำให้เราก่อร่างภาพของมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมาแทนที่ตัวละครตัวหนึ่ง

กลับมาสู่โลกของHeremias ในโลกนิ่งงันที่เต็มไปด้วยภัยร้ายทั้งจากคนกับคน ผู้มีอิทธิพล กับคน และรัฐกับคนนี้ ดูเหมือนโลกที่Heremoas ต้องเผชิญล้วนเต็มไปด้วยเรื่องเล่า และอำนาจของมัน ตลอดทั้งเรื่องเราเห็น Heremias ในฐานะคนพูดน้อยไร้ปากเสียง ในขณะที่ผู้คนอื่นๆในเรื่องล้วนเต็มไปด้วยเรื่องเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามาถึงBarrio Hapon เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า เริ่มจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับนายพลญี่ปุ่นที่มาตายในเมือง (ที่เล่ากันในวงเหล้าก่อนวัวหาย) เรื่องเล่าของผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับบ้านร้างที่ Heremias มาหลบฝน เรื่องเล่าของผู้ต้องสงสัยที่ถูกนายตำรวจเรียกมาสอบสวน เรื่องเล่าของนายตำรวจเกี่ยวกับพ่อของเขา ไปจนถึงเรื่องเล่าของแกงค์วัยรุ่นเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการที่พวกเขาคิดจะทำเมื่อล่อลวงเด็กสาวมาได้  ทุกคนล้วนมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง และใช้อำนาจของเรื่องเล่านั้นเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันภัย ใช้อวดอ้างอำนาจ ใช้ตอกย้ำให้รู้สึกผิด (ซวยเองที่มาอยู่ผิดที่) บิดเบือนให้มันเป็นอื่น (คำสอบสวน) หรือกระทั่งขู่ให้กลัว

ด้วยการณ์นี้ สังคมคอรัปชั่นในเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าซึ่งความจริงเลอะเลือนไป จึงสามารถสวมครอบลงกับสังคมฟิลิปปินส์ร่วมสมัยได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ(กับสังคมไทยก็ด้วย) ตำรวจหนุ่มผู้ร้องขอเงินจาก Heremias เพื่อให้คดีจบ หรือปฏิเสธจะให้ความช่วยเหลือเด็กสาว (เช่นเดียวกับพระที่ทำได้แค่สวดภาวนาให้เด็กสาวและไล่ Heremais ไปให้พ้นหูพ้นตาเท่านั้น) เพราะเกรงกลัวอิทธิพลมืด อาจคือตัวชั่วช้า แต่หนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเพียงกลไกหนึ่งของระบบแห่งความหวาดกลัวและการเอารัดเอาปรียบ การดิ้นรน และความเพิกเฉยทางศีลธรรม  โดยมี Heremias คนดีที่พยายามจะทำสิ่งที่ดี พยายามที่แค่จะมีชีวิตเยี่ยงปัจเจกชนที่ไม่ผูกติดกับสังกัดใด เป็นส่วนปลายสุดของห่วงโซ่นี้

Heremias ผู้ไร้เรื่องเล่าจึงกลายเป็นเพียงผู้ฟังที่ถูกเรื่องเล่าหลอกลวง   เรื่องเล่าทำลายข้อเท็จจริงลงไป ทำลายได้กระทั่งคุณธรรมที่เขายึดถือ เรื่องเล่าในHeremias ทำหน้าที่ไม่ต่างกับละครวิทยุใน Evolution และเรื่องเล่า –สื่อเหล่านี้ยังคงถูก Diaz นำมาวิพากษ์อย่างคมคายเสมอในหนังทุกเรื่องของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังเรื่องถัดมาอย่างDeath in The Lanc of Encantos

death-2

Death in the Land of Encantos  บ้านข้าแผ่นดินใคร 

 

Benjamin Arguson คือกวีผู้เป็นความภาคภูมิใจของบ้านเกิด แต่กว่าเขาจะได้ย้อนกลับคืนมาบ้านเกิด มันก็ไม่ได้มีอยู่อีกแล้ว

ปี 2006 พายุ Reming พัดเข้าถล่มชายฝั่งฟิลิปปินส์ มันคือพายุใต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งได้พัดทำลายเอาเมืองเล็กๆ ตีนภูเขาไฟให้ราพนาสูรจนเหลือแต่เพียงก้อนหินระเกะระกะ  คนรักของเขาผู้ซึ่งรอคอยจนจบชีวิตถูกกลบฝังอยู่ในหล่มโคลน เหลือเพียงบรรดาเพื่อนศิลปินที่ละทิ้งศิลปะไปเป็นคุณพ่อลูกสามที่ทำประมง  และเพื่อนสาวที่เปิดสตูดิโออยู่ตีนภูเขาไฟ เธอคัดเฉพาะหินภูเขาไฟมาแกะสลักงานเพราะเธอเกลียดมัน เธอจะให้กำเนิดความงามจากสิ่งซึ่งมันคายทิ้ง เธออาจจะเคยมีอะไรกับเขา แต่ตอนนี้ทั้งหมดได้แต่สนทนากันอย่างโศกเศร้า เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ศาสนา ปรัชญา การเมือง ศิลปะ ไม่ว่าสิ่งใดก็ดูช่างเศร้าสร้อย พวกเขาเดินทางกลับไปยังบริเวณที่ถกทำลายล้างและพบเพียงกระแสลมอื้ออึงบนแผ่นดินที่ดูราวปลายขอบโลก

ขณะที่Benjamin ค่อยๆสืบค้นประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของตน ลึกเข้าไปในเรื่องของพ่อที่ตรอมใจตายช้าๆหลังจากแม่ของเขาค่อยๆกลายเป็นบ้า เพราะนางเชื่อในตำนานว่านางเป็นของเจ้าชายลิงดำไม่ใช่ของโลกนี้ น้องสาวของเขาฆ่าตัวตายด้วยการโดดตึก ยิ่งสืบลึกยิ่งรวดร้าวจนเหลือจะทน Benjamin เข้าเมืองไปหาเรื่องแม่และพบว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงสะกดรอยเขา ตลอดจากฟิลิปปินส์ถึงรัสเซียที่เขาสู้อุตส่าห์หลบหนีไป เขาไม่เคยรอดสายตาของมือที่มองไม่เห็นซึ่งในที่สุดออกโรงข่มขู่เขาในร้านกาแฟที่สวนแสงตะวัน

ราวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไหลทบกัน Benjami พบว่าการกลับบ้านค่อยๆทำให้เขากลายเป็นบ้าไปทีละน้อย เขาเรียกหาความตายเอากับเพื่อนของเขาผู้ซึ่งปฏิเสธ เขาจึงได้แต่เร่ร่อนอยู่ในแผ่นดินรกร้างภูเขาไฟโบราณและแม่น้ำกำเนิดใหม่ ค่อยกัดกินจิตวิญญาณตนเองจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

แรกทีเดียวDiaz ตั้งใจเพียงจะแบกกล้องลงไปยังเมืองชายฝั่งที่สูญหายไปเมืองนั้น เพราะนั่นคือเมืองที่เขาถ่ายทำ บางส่วนของ Evolution และ Heremias  โลเคชั่นทั้งหมดในหนังเรื่องก่อนของเขาสาบสูญไปหมดในพายุ บ้านที่เขาเคยไปพักขณะถ่ายหนังก็เหลือแต่ซากเศษ Diaz และทีมงานจึงลงไปเก็บฟุตเตจภาพของเมืองและผู้คน แต่ขณะที่เขาถ่ายทำอยู่ไอเดียเกี่ยวกับเรื่องเล่าก็ผุดขึ้นในหัว จนในที่สุดเขาตามนักแสดงไปที่นั่นแล้วสร้างส่วนของเรื่องเล่าขึ้นมาสวมทับส่วนที่เป็นสารคดีสัมภาษณ์ผู้คน ค่อยๆกลืนมันเข้าหากัน

หนังจึงเริ่มต้นจากภาพของซากปรักหักพังของสรรพสิ่ง ต้นไม้เหยียดกิ่งยื่นไปในหมอกเช้า แผ่นดินที่เกลื่อนกับหินภูเขาไฟ แม่น้ำกำเนิดใหม่หลังจากพายุผ่านพ้น จากนั้นเราจึงเห็นชายหนุ่มเดินทางมาจากที่ไกล มาทรุดตัวลงร้องให้ท่ามกลางแผ่นดินรกร้างและซากสิ่งของเขานั่งนิ่ง ฝันถึงแม่ผู้ซึ่งเดินเดียวดายในป่า จากนั้นภาพตัดไปสู่การเป็นสารคดีสัมภาษณ์ผู้มีชีวิตรอดจากพายุบอกเล่าถึงความรุนแรงของมัน หนังแตกแยกออกเป็นสามส่วน คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่ ชีวิตของBENJAMIN (เส้นเรื่องหลัก) และ สารคดีสัมภาษณ์ชิวตผู้รอดตาย ก่อนที่ Diaz จะทำให้มันผสมกันอย่างฉับไวเพราะในฉากต่อมา กล้องของทีมสารคดีก็ตรงเข้าคุกคามสัมภาษณ์Benjamin สารคดี ปะทะกับเรื่องเล่าเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง จากนั้นทุกสิ่งก็เลือนเข้าหากัน เราติดตามชีวิตของBenjamin Arguson และห้วงคำนึงถึงเหล่าสตรีของเขา ตัดสลับกับทัศนียภาพรกร้างและคำสัมภาษณ์ของชาวบ้าน

ดังเช่นที่เขาเคยทำกับละครวิทยุใน Evolution เรื่องเล่านานาใน Heremias  สารคดีชีวิตชาวบ้านในหนังเรื่องนี้ และ การเสนอบทภาพยนตร์ใน Melancholia (หนังเรื่องต่อมา) Diaz ให้ความสำคัญกับสื่อ และทำการวิพากษ์ ซ้อนทับ ความเป็นสื่อที่นำเสนอเรื่องเล่าชุดหนึ่งซ้อนเข้ากับเส้นเรื่องหลัก   เรื่องเล่าซึ่งส่งอิทธิพลในทางลับกับเส้นทางชีวิตตัวละคร หรือเรื่องเล่าที่ย้อนกลับมาวิพากษ์ชีวิตตัวละคร

รูปแบบหนังซ้อนหนังใน Death In the Land of Encantos ถูกนำมาใช้อย่างน่าทึ่ง Diaz ถึงกับประกาศการมีอยู่ของตัวเองในหนังในฐานะผู้กำกับหนังสารคดีที่เคยมาถ่ายหนังที่นี่   หนังไพล่ไปเล่าเรื่องแผ่นดินต้องสาป ราวกับว่าการที่แผ่นดินนี้โดนพายุพัดทำลายเป็นเพราะคำสาปโบร่ำโบราณ และ Diaz ก็ร่วมในสำนึกบาปนั้นเมื่อเขาหยิบเอา ฟุตเตจเมื่อครั้งที่เขาถ่าย Melancholia Book 2 มาใส่ไว้ในหนัง ฉากที่พูดถึงคำสาปที่มากับหางงูซึ่งยืนยันว่าพ่อแม่ของHeremias นั้นต้องสาปและจะต้องประสบกับความฉิบหาย ราวกับว่า Diaz และเรื่องเล่าของเขาต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อหายนะแห่งแผ่นดินนี้ด้วยเช่นกัน  สื่อ (เรื่องเล่า) เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างแยกกันไม่ออก เขาอาจไม่ได้วิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อในฐานะสิ่งคุกคามแต่เพียงถ่ายเดียวเขาแสดงให้เห็นว่าที่แท้มันกลืนกันกับชีวิตจริงของตัวละครและของเขาผู้ซึ่งแอบสอดแทรกความหลงไหลในภาพยนตร์ลงไปในหนังอย่างแนบเนียน ผ่านทาง Lino Brocka ใน Evolution และ Andrei Tarkovsky ใน Encantos ซึ่งในหนังเรื่องนี้นอกจากตัวละครจะพูดถึงรัสเซียและTarkovsky แล้ว ตัวเรื่องของหนังยังคล้ายคลึงกับการเดินทางไป the xone ของตัวละครใน Stalker ของTarkovsky อย่างมาก กระทั่งฉากที่ตัวละครล้มลงนอนคว่ำบนพื้นก็แทบจะเทียบได้กับฉากคลาสสิคใน Stalker เพียงเปลี่ยนจากหนองน้ำ เป็น หินภูเขาไฟ (ที่ใช่หรือไม่ว่าเคยเป็นธารลาวามาก่อน)

พิจารณาจากชื่อหนังซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า ‘ความตายบนแผ่นดินแห่งความลุ่มหลง’ ดูเหมือนตลอดมา แผ่นดินของ Diaz คือดินแดนต้องสาปเสมอ (หมู่บ้านและเหมืองทองใน Evoluiton เมืองแห่งตำนานนายทหารญี่ปุ่นใน Heremias book1 บ้านเกิดของ Heremias ใน Book 2  ดินแดนตีนภูเขาไฟ ใน Death In the Land of Encantos และอาจรวมไปถึงป่าแห่งความตายใน Melancholia) และเสมอมา แผ่นดินต้องสาปของ Diaz มักผูกพ่วงอยู่กับ ‘ผู้หญิงบ้า’ หรือ ‘สายเลือดแห่งความบ้าคลั่ง’ ราวกับว่าเขาเชื่อว่า ฟิลิปปินส์คือแผ่นดินต้องสาป และบรรดา ฟิลิปปิโนส์ คือเหล่าผู้สืบสายเลือดมาจากความบ้าคลั่ง แผ่นดินของ Diaz มักผูกพ่วงกับความเป็นหญิง ความเป็นผู้หญิงบ้า ซึ่งเด่นชัดอย่างยิ่งในหนังเรื่องนี้ เพราะ แม่ของBenjamin นั้นคือผู้หญิงบ้า(เฉกเช่น Hilda แม่ของRaynaldo ในEvoluiton) นางแต่งงานกับพ่อของเขา แต่เชื่อว่าตนเองที่แท้คือภรรยาข้าทาสของเจ้าชายลิงดำ (ซึ่งปรากฏในฐานะตัวประหลาดทาหน้าทาตาไล่ตาม Benjamin ในวัยเด็ก)นางเชื่อมั่นถึงขนาดที่ค่อยๆเป็นบ้าไปหลังแต่งงาน ยิ่งเมื่อพบกับดอกไม้ประหลาดที่ผุดขึ้นมากลางป่า นางยิ่งเชื่อมั่นว่านั่นคือสัญญาณที่เจ้าชายลิงดำจะพาตัวนางไป(บางทีแม่ของBenjamin อาจคือตัวแทนของแผ่นดินฟิลิปปินส์ในยุคแห่งการล่าอาณานิคม แม่ผู้ซึ่งไม่พอใจในชีวิตครอบครัวของตนหากยังปรารถนาการตกเป็นทาสของเจ้าชายไร้ใบหน้า ไม่ได้ต่างจากความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชังระหว่างประเทศเจ้าอาณานิคมกับชนพื้นเมือง ร่องรอยของเจ้าอาณานิคมไม่ได้เพียงฉาบทาอยู่บบนรูปรอยของการกดขี่ทางตรง หากยังอยู่ในระดับลึกซึ้งและหลากหลายกว่านั้น ซึ่งรวมถึงอาการอยากเป็นเยี่ยงเจ้าอาณานิคมซึ่งในทางหนึ่งยังคงซึมลึกผ่านทางรูปแบบวัฒนธรรมลูกผสม ) ก่อนที่พ่อของเขาจะพาแม่ไปรักษาแบบไม่กลับมาอีกเลยในโรงพยาบาลบ้า และตัวเอง(ชาวฟิลิปปินส์พื้นเมือง) ค่อยๆตรอมใจตายไปเอง ในขณะที่ยังมีผู้หญิงอีกอย่างน้อยสองคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแผ่นดินนั่นคือภรรยาผู้ล่วงลับซึ่ง Benjamin ทอดทิ้งไป นางตายในหล่มโคลนที่โถมทับเมืองนี้ และเขาฝันถึงนางในร่างเปลือยเปล่า เฉกเช่นเดียวกับที่เขาฝันถึงร่างเปลือยของหญิงสาวอีกคนที่อาจจะเป็นคนรักของเขาในรัสเซีย (ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกลับไป สถานะของหญิงสาวที่มีต่อตัวละครชาย ก็คล้ายคลึงกับสถานะของพี่น้องสามสาวที่มีต่อ Raynaldo และ Kadyoใน Evolution และ Helena เด็กสาวที่เราไม่เห็นตัวแต่รู้ว่าเธอจะต้องถูกลากมาข่มขืนใน Heremais และลามเลยไปถึง ภรรยาในฝันของ Julian ตัวเอกใน Melancholia )  กล่าวอย่างง่าย แผ่นดินฟิลิปปินส์ในสายตาของDiazนั้นคือเพศหญิง ซึ่งถ้าไม่ตายไปนานแสนนานก็ต้องเป็นบ้าไปนั่นแหละ

หากใน Encantos ยังมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งนั่นคือ Catalina (เล่นโดย Angeli Bayani) สาวประติมากร เพื่อนสนิทและกิ๊กเก่าของ Benjamin หล่อนแตกต่างจากหญิงสาวของ Diaz ทุกคน เพราะหล่อนคือคนเดียวที่ได้ตายหรือเป็นบ้าไป หากหล่อนคือหญิงสาวผู้เคียดแค้นชิงชังแผ่นดิน Catalina เคยร่วมก๊วนขบวนการต่อต้านรัฐกับ Benjamin แต่ตอนนี้หล่อนเป็นประติมากรผู้ซึ่งให้กำเนิดความงามแก่สิ่งซึ่งแผ่นดิน (ภูเขาไฟ) คายออกมา กล่าวอย่างง่ายหญิงสาวผู้นี้ไม่ได้เป็นแผ่นดิน แต่หล่อนกลายเป็นผู้ต่อต้านแผ่นดินและเป็นเสมือนแม่แบบให้กับตัวละคร Alberta Munoz ใน Melancholia (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)

หากแม่ของเขาคือคนจากยุคสมัยของการล่าอาณานิคม บางทีBenjamin อาจเป็นผู้คนในยุคสมัยของฟอร์ดินันด์ มาร์กอส   เขาผู้ซึ่งเกลียดชังเจ้าอาณานิคม(เขาเคยถูกไล่ตามด้วยเจ้าชายลิงดำ)ที่ยังหลอกหลอน ขณะเดียวกันก็ต้องพิษจากการเมืองยุคปัจจุบันจนไม่อาจอยู่ในบ้านเกิดได้

หลังจากที่เขาวนเวียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับสามัญชนคนธรรมดา ชาวนาคนเล็กคนน้อยมาสองเรื่อง คราวนี้เขาขยับขึ้นมาเล่าเรื่องของคนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือบรรดาปัญญาชน นักเคลื่อนไหว บรรดาผู้คนที่ขยับขึ้นมามีบทบาททางการเมืองและได้รับผลพิษภัยทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา หนังฉายภาพเรื่องนี้ไดอย่างเข้มข้น หลังจากที่ตลอดสี่ห้าชั่วโมงแรกหนังปลอดพ้นเรื่องของการเมืองโดยสิ้นเชิง หากจู่ๆในฉากหนึ่งเมื่อBenjamin เดินทางเข้าเมืองเพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับความตายของแม่  เขาไปที่โรงพยาบาลและรู้ว่าแม่ของเขากลายเป้นบ้า ทำร้ายเพื่อนร่วมโรงพยาบาลและตายอย่างน่าสมเพช เขาโสลเสลไปแวะพักในร้านกาแฟ นั่งด้านในสุดสวนแสงตะวันตั้งใจจะบันทึกเกี่ยวกับความตายของแม่กระทั่งชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายเขาในฐานะกวีคนสำคัญ ภายในภาพยอนแสงที่เราไม่อาจเห็นหน้าค่าตาเขาค่อยๆประกาศตัวว่าเขาคือเจ้าหน่าที่รัฐที่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับBenjamin เขารู้ว่าBenjamin มาตามเรื่องแม่ รู้ว่าเขาไปรัสเซีย รู้ว่าเขากลับมา และขู่เขาว่าอย่าได้คิดทำอะไรอีกไม่เช่นนั้นเขาจะไม่อาจมีชีวิตสืบไปได้ ในที่สุด ความจริงก็เปิดเผย Benjaminและเพื่อนๆคือผู้มีส่วนรวมกับขบวนการต่อต้านรัฐ และนั่นคือเหตุผลที่แท้ในการที่เขาไปรัสเซีย หลังจากนั้น เราก็พบว่า เขาค่อยๆกลายเป็นบ้าไป

เช่นเดียวกับแม่ของเขา สุดท้าย Benjaminค่อยๆกลายเป็นบ้า ขณะที่เพื่อนของเขาอีกสองคนที่เหลือเลือกไปคนละทิศทาง คนหนึ่งเลิกเป็นกวี หันไปเป็นชาวประมง อยู่กับลูกเมียมีชีวิตเรียบง่าย หันหลังให้กับการเมืองโดยสิ้นเชิง ในขณะอีกคนก็หันหน้าศิลปะแบบเต็มตัวและเลิกสนใจแผ่นดินเกิดและประวัติศาสตร์อีก มีเพียงBenjamin ที่ยังคงกลับมาผเชิญหน้ากับแผ่นดินเกิดซึ่งฝังหญิงคนรักของเขาไว้ และขุดค้นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแม่ผู้กลายเป็นบ้า กล่าวอย่างง่าย เขาผู้สนใจในประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินเกิด สุดท้ายอาจไม่มีแผ่นดินให้อยู่อีกต่อไป

คำว่า Encantos แปลตามตัวว่าความลุ่มหลงซึ่งแฝงนัยยะในเชิงเหนือจริง(หรือเราอาจจะเรียกอีกคำหนึ่งว่า ความงมงาย) ทุกคนในหนังเรื่องนี้ก็อยู่บนความลุ่มหลงบางประการทั้งสิ้น ทั้งกับ ชีวิตสามัญ ศิลปะ บทกวี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือการเมือง พวกเขาต่างอาศัยอยู่บนแผ่นดินแห่งความงมงาย และบางคนตายที่นั่น

ในทางหนึ่งคำว่าแผ่นดินงมงายอาจมีนัยยะเชิงเสียดสี แต่ในทางหนึ่ง เรื่องเหนือจริงเกิดขึ้นได้เสมอในหนังของLav Diaz ในEvolution หนังเต็มไปด้วยฉากประหลาดอย่างเช่น ผีของแม่(ของสามศรีพี่น้อง หรือคือภรรยาที่ล่วงลับไปของkadyo) ที่ตายไปแล้วมาปรากฏอยู่หลังบ้าน หรือมาให้ลูกสาวนอนหนุนตัก หรือ Doppleganger ของเด็กสาวที่ย่าและน้องสาวHuling มองเห็นพี่สาวตัวเองเร่ร่อนไปยังที่ต่างๆทั้งที่ตัวจริงนอนหลับบนชานบ้าน ใน Heremias ผีชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นบ้านร้าง ที่Heremias ไปหลบฝน ปรากฏชั่วครู่แล้วหายตัวไปราวกับไม่มีความเกี่ยวข้องกับหนัง  พอมาถึงใน Encantos ภูติผีเหนือจริงยิ่งปรากฏชัดเจน ผ่านทางเรื่องเล่าของเจ้าชายลิงดำ พิธีบูชาผีด้วยการฆ่าหมูเอาเลือดราดบนจอมปลวก (หนึ่งในฉากการตัดต่อสุดช๊อคแห่งปี) หรือความทรงจำที่ไหลบ่าท่วมทบเมื่อ Benjamin ในวัยหนุ่ม ได้พบเห็นฉากภาพที่พ่อพาแม่ออกไปจากหมู่บ้านเพื่อไปรักษาในโรงพยาบาลบ้าแล้วไม่กลับมาอีก หรือนิมิตของแม่ที่ปรากฏมาให้เขานอนหนุนตัก  บรรดาภูติผีเหนือจริงในหนังของDiaz ปรากฏอย่างไร้ที่มาที่ไป และไม่ประสงค์จะเล่าเรื่องใดๆ แต่ใช่หรือไม่ที่ภูติผีเหล่านี้คือวิญญาณแห่งประวัติศาสตร์ของบรรพชนซึ่งยังคงเฝ้าวนเวียนหลอกหลอนคนรุ่นหลัง เราอาจพูดได้ว่า หากในEvolution หนังเปรียบเทียบการเดินของHuling เข้ากับขบวนการEDSA ฉากDoppleganger ของเธอที่ดุ่มเดินไปนี้ใยจึงมิใช่ฉากการปรากฏของจิตแห่งประวัติศาสตร์เล่า และเช่นเดียวกันผีในHeremias อาจคือวิญญาณนายทหารญี่ปุ่นที่มาถูกฆ่าในเมืองนี้ และยิ่งผีแม่ของBenjamin ยิ่งใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์มากขึ้นไปอีก จนกระทั่งเมื่อเขาตาย หญิงบ้าคนหนึ่งก็ยืนยันว่าเห็นเขากำลังเชือดคอตนเอง ขณะเธอเดินฝ่าความมืดไปเยี่ยมผีสามีกับลูกที่ตายไปแล้ว! ซึ่งหากเป็นดังนี้ ฉากการทรมานBenjamin โดยเจ้าหน้าที่รัฐ จึงคลุมเครือยิ่ง ผิดที่ผิดทางยิ่ง หากน่าสนใจยิ่ง เพราะในที่สุดฉากที่ปรากฏอย่างไร้ที่มานี้ ได้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นผีอีกชนิดหนึ่ง ผีที่อาจจะมีหรือไม่มีอยู่แต่ยังคงหลอกหลอน ผีในฐานะอำนาจของ ‘มือที่มองไม่เห็น’

อย่างไรก็ดีนอกจากการเล่าเรื่องผี เรื่องเหนือจริง (ที่เราอาจนิยามได้ว่าคล้ายคลึงกับ อารมณ์ Magical Realism แบบชาวลาตินอเมริกา)  ไสยศาสตร์อันเป็นความเชื่อพื้นฐานของชาวฟิลิปปินส์ (หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องคือของชาวเอเซียอาคเนย์) หนังของDiaz ก็ยังไปไกลกว่าด้วยการตั้งคำถามถึงอีกสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับอำนาจของอาณานิคม นั่นือศาสนาคริสต์  การดำรงอยู่อย่างคลุมเครือและทับซ้อนของผีกับพระ (ในกรณีของสังคมไทยกก็คือศานพุทธ ) ได้ถูก Diaz เสียดสีท้าทายมาโดยตลอด และหนักมืออย่างยิ่งในหนังเรื่องต่อมาอย่างMelancholia

Film Title: Melancholia

Melancholia  แม้เราจะไม่พบกัน 

หล่อนมาถึงเมืองนี้เพื่อขายตัว มาถึงพร้อมๆกันกับนางชีที่มาขอบริจาคเงินคนจนไปช่วยคนจน หล่อนพบเข้ากับชายหนุ่มซึ่งประกาศตัวว่าเป็นแมงดา และรับจัดเซ็กซ์โชว์ ทั้งสามคนปะทะกันขณะๆปติดฝนในเมืองร้าง นาชีโดนนางโสเภณีและแมงดาดูถูกจนหนีเตลิดไป ก่อนที่เราจะพบว่าที่แท้แล้ว ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกัน พวกเขาอยู่ระหว่างการทดลองเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้อื่น พวกเขาทำเช่นนี้ปีละหนมาแล้วห้าหกปี เพื่อหวังว่ามันจะทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากห้วงทุกข์  ผลพวงจากการสาบสูญของบรรดาคนรักของพวกเชา สูญไปในการล้อมปราบ ลักพา ฆ่าสังหารโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

แล้วนางชีก็หายตัวไป การทดลองสิ้นสุด นางโสเภณีกลับไปเป็นคุณครูใหญ่ชื่อ ALBERTA MUNOZ ตามที่ลูกค้าคนหนึ่งทักเธอ (แต่เธอไม่ยอมรับ)   เช่นเดียวกับที่แมงดาหนุ่มที่แท้คือ JULIAN บรรณาธิการหนุ่มไฟแรง ซึ่งยังคงเฝ้าฝันว่าภรรยาที่ตายไปออกมาร้องเพลงกลางป่าทึบ เธอและเขาพบกันบ้างเป็นบางครั้งถามไถ่ถึงนางชีผู้สาบสูญ   โศกเศร้าจากบาปผิดที่ไม่อาจไถ่ถอน นอกไปจากนั้น ALBERTA กำลังมีปัญหากับลูกสาวบุญธรรม ที่หนีออกจากบ้านไปขายตัวข้างถนนจริงๆ ขณะที่ JULIAN กำลังวางแผนตีพิมพ์นิยายเล่มใหม่ของนักเขียนหนุ่มซึ่งว่าด้วยประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ของฟิลิปปินส์อันเกาะเกี่ยวอยู่กับความหลอกลวง

กระทั่งไดรับแจ้งให้ไปดูกองกระดูกในป่าลึกที่ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นสามีของ เธอซึ่งสาบสูญไปเมื่อหลายปีที่แล้ว เช่นเดียวกัน พวกเขาค้นพบว่า นางชีปลอมสุดท้ายฆ่าตัวตาย ทิ้งไว้เพียงพวกเขาซึ่งบนบ่าแบกแอกแห่งประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลไว้จนเต็มหลัง ALBERTA เร่ออกตามหาลูกสาวที่สาบสูญไปไม่รู้จบขณะJULIAN ก็ติดกดับสำนึกบาปจนค่อยๆกลายเป็นบ้าไป

Melancholia ยังคงประกอบขึ้นจากองค์ประกอบเดิมๆของภาพยนตร์แบบLav Diaz ตัวโครงเนื้อหานั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นคู่ผัวตัวเมียกับ Death in the Land of Encantos  โดยหนังใช้นักแสดงชุดเดียวกัน และเล่าเรื่องของตำแหน่งแห่งที่ของปัญญาชนในประเทศอันฉ้อฉลเฉกกันจนราวกับว่าหนังสองเรื่องนี้เป็นภาคแยกของเรื่องเดียวกัน Melancholia อาจเป็นอีกเวอร์ชั่นของ Encantos หาก Benjamin(ใน Encantos) เลือกเข้าป่าเหมือนกับ Raynalto (ใน Melancholia) และภรรยาของเขาไม่ได้ตายกแต่กลายจาก Catalina (ใน Encantos ) เป็น Alberta(ใน Melancholia)  หากในขณะที่ Encantos เป็นการมองย้อนกลับหลังไปสู่ประวัติศาสตร์อันขมขื่นที่ถูกกลบฝังใต้หล่มโคลน Melancholia กลับทอดสายตาไปข้างหน้ามองไปยังอนาคตแห่งความยากแค้นและการมีชีวิตสืบไป และหาก Encantos พุ่งความสนใจไปยังตัววีรบุรุษแห่งประวัติศาสตร์การเมือง Melancholia ก็พุ่งเป้าไปยังบรรดาผู้คนรอบข้างเหล่านั้น Encantos พูดถึงคนตาย คนที่สาบสูญไป(อาจเปรียบให้ง่ายเข้าว่าคือบรรดาคนเดือนตุลาในบ้านเรา) และMelancholia พูดถึงบรรดาญาติๆของผู้สูญหายเหล่านั้น ที่ชวนขำขื่นคือ Encantos แปลได้ว่าความลุ่มหลงงมงาย ขณะที่ Melancholia คือความรันทดหดหู่และทั้งสองสิ่งคือสิ่งที่หลงเหลือของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน หาใช่ชัยชนะ หรือสังคมใหม่ไม่

ตัวละครใน Melancholia ยังคงเป็นเช่นเคยพวกเขารับบทผู้ถูกเนรเทศชั่วนิรันดร์อันเกิดจากพิษภัยทางการเมือง ในกรณีนี้ผู้ถูกเนรเทศที่เด่นชัดกว่าใครย่อมคือ Raynalto สามีผู้สาบสูญตลอดกาล หากไม่เพียงแต่Raynalto ตัวละครที่เหลือทุกตัวล้วนรับบทผู้เนรเทศตนเองไปจากบ้านเกิดเมืองนอน หากในคราวนี้เป็นการเนรเทศชั่วคราว เพื่อไปลบลืมอดีตอันขมขื่น เพราะพวกเขาใช้เวลาปีละครั้งเพื่อหลบจากตำแหน่งแห่งที่เดิมไปเป็นคนอื่น  หากในขณะที่ตัวละครก่อนๆของDiaz ล้วนพากันเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย บรรดาตัวละครใน Melancholia กลับเนรเทศไปอย่างมีเป้าประสงค์ การกลายเป็นคนอื่นของพวกเขาและเธอนั้น อาจถูกฉาบหน้าว่าเป็นวิธีการรักษาโรค ‘ไม่ลืมอดีต’ หากที่แท้แล้วการไปเป็นผู้อื่นของพวกเขากลับไปเพื่อที่จะไถ่บาปในฐานะของนักเคลื่อนไหวที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ การรับบท โสเภณี นางชี หรือแมงดา ใช่หรือไม่ว่าในทางหนึ่งมันคือการสละตัวตนของชนชั้นกลางซึ่งพวกเขาสังกัด ลงไปคลุกดินกินทรายแบบชาวบ้าน  การไถ่บาปด้วยการปลอมตัวเป็นชาวบ้าน ลิ้มรสทุกข์ยากของชาวบ้านแท้ๆในต่างจังหวัดเพียงปีละเดือนหรือสองเดือน อย่างน้อยมันก็ช่วยให้พวกเขาอุ่นใจว่า พวกเขาได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ทั้งกับแกนนำ(คนรักของพวกเขา)ซึ่งตายไปแล้ว และกับประชาชนที่พวกเขาต่อสู้เพื่อ ซึ่งใช่หรือไม่ว่าสิ่งนี้ที่แท้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการปลอบประโลมตนเอง การทำให้การต่อสู้ของตนโรแมนติค  การเพ้อพกเอาว่าตนเองมีส่วนรวมกับประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์เข็ญ (ทั้งที่ที่จริงแล้วพวกเขาและเธอคือผู้ได้รับประโยชน์จากอำนาจรัฐ)  หนังสะท้อนฉากนี้ออกมาอย่างเจ็บปวดในฉากหนึ่งที่ Alberta ไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในขบวนการ คนที่ตอนนี้พิการตลอดชีวิตและตัดสินใจจะเลิกยุ่งกับการเมืองโดยเด็ดขาด Alberta กล่าวโทษว่าเขาไร้ความมุ่งมั่นและขี้แพ้ ก่อนที่จะโดนสวนกลับว่าตัวเขาเองนั้นจนถึงบัดนี้ยังคงยากจน เสียขาชั่วนิรันดร์ มีลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดู หนำซ้ำยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐวนเวียนมาข่มขู่ทุกวัน พวกคนผู้ดีมีเงินอย่างAlberta จะไปรู้อะไร

การทำให้การปฏิวัติโรแมนติคในหนังถูกแสดงภาพชัดเจนผ่านทางฉากหนึ่งเมื่อAlberta   แสร้งเล่าเรื่องในอดีตว่าเธอถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย และความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่ เรื่องเล่าของAlberta ค่อยๆแผ่ขยายจนท้ายที่สุด มันก็กลายเป็นว่าเธอเริ่มปวดท้องขึ้นมาจริงๆ ซึ่งดูเหมือนนี่จะเป็นโรคร้ายประการหนึ่งของคนรุ่นนักปฏิวัติในทุกๆที่ที่ยังคงเชื่อว่าตนเองทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล่อมตัวเองด้วยประวัติศาสตร์ฉบับที่เขียนขึ้นมาเองจากความทรงจำและติดหลงอยู่ในมัน

หนังแบ่งตัวเองออกเป็นสามส่วน โดยส่วนแรกคือช่วงการรักษาในเมืองชนบทเชิงเขา ส่วนที่สองในมะนิลา และส่วนสุดท้ายพาคนดูย้อนกลับไปยังป่าเขา  โครงสร้างของหนังเริ่มต้นจากประวัติศาสตร์เชิงโรแมนติคของตัวละคร การกลายเป็นส่วนหนึ่งของความแร้นแค้น ก่อนจะเปิดเผยสถานะทางสังคมอันจริงแท้(ซึ่งในบางครั้งการเป็นคนชั้นกลางก็กลายเป็นบาปผิดติดตัวประการหนึ่ง) จากนั้นจึงพาคนดูย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ของจริง ความยากลำบากของแท้ที่ไม่โรแมนติคและจบลงอย่างบ้าคลั่งเมื่อบรรดาสมาชิกที่หลบหนีเข้าป่าถูกตามล่าจนเสียสติไปจริงๆ

เลยพ้นไปจากนั้น เราอาจแบ่งตัวละครใน Melancholia ได้เป็นสามรุ่น เริ่มตั้งแต่คนรุ่นแม่ของAlberta หญิงชราที่อาจจะเป็นภาพตกค้างของบรรดาคนชั้นกลางในยุคของมาร์กอส ขณะที่Alberta คือภาพแทนของคนรุ่นที่ต่อต้านมาร์กอส และHanah ลูกสาวของเธอคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้สนใจการเมืองอีกแล้ว  เด็กสาวที่เอาแต่เข้าใจว่าแม่ไม่รักแล้วหนีออกจากบ้านไปขายตัว ยิ่งหนังเน้นย้ำว่าเธอเป็นคนรุ่นลูกของพ่อแม่ที่สูญหายไปในช่วงการปราบปราม ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นผลพวงของการต่อสู้ในอีกทางหนึ่ง(ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นไปในทางของความหดหู่เฉกเช่นชื่อหนัง)  คนรุ่นที่สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง ฉากท้ายเรื่องAlberta เข้าไปตามหาHanah  ในผับแห่งหนึ่งและพบเด็กวัยรุ่นมากมายกำลังเต้นรำกันอย่างบ้าคลั่ง  และไม่ว่าจะหาเท่าไรเธอก็หาลูกสาวบุญธรรมของเธอไม่พบนั่นดูราวกับเป็นบทสรุปอันสิ้นหวังที่เธอจะมีต่อคนรุ่นต่อไป

นอกจากส่วนของเรื่องเล่า Melancholia ยังคงหยิบยกสื่อมาวิพาก์สื่ออย่างคมคายอีกเช่นเคย โดยคราวนี้รูปแบบของเรื่องเล่า (ที่เคยเป็นทั้ง ละครวิทยุ เรื่องเล่าตำนาน หรือการถ่ายทำสารคดี มาก่อน) ย้อนกลับมาในรูปของการนำเสนอนิยาย ‘ประวัติศาสตร์อันแท้จริงของภาพยนตร์ฟิลิปปินส์’ ที่เล่าเรื่องของผู้กำกับซึ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นเกย์ ขณะเดียวกันค้นพบว่า ประวัติศาสตร์ที่แท้นั้นล้วนอุดมไปด้วยมายา และความหลอกลวง อุตสาหกรรมของประเทศนี้คือดินแดนแห่งเรื่องหลอกลวง ซึ่งแน่นอนเช่นทุกครั้งวงการสื่อสะท้อนภาพประเทศกลับไปประหนึ่งกระจกเงา

ในMelancholia ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งของหนังตือ Rina หญิงสาวที่ในปีนี้เธอรับบทบาทเป็นนางชีที่เที่ยวเร่ร่อนขอเงินคนจนไปช่วยคนจน ในฉากหนึ่งเธอปะทะเข้ากับแมงดาและโสเภณีในตึกร้าง(ซึ่งที่จริงก็คือเพื่อนของเธอนั่นแหละ) พวกเขาถามเธอเรื่องภารกิจที่เธอทำว่ามันคืองานของพระเจ้าจริงหรือ พระเจ้ามีจริงกระนั้นหรือ หรือที่แท้เป็นเพียงเรื่องโกหกพกลม  คำถามที่นางชีปลอมไม่สามารถตอบได้ ทำได้เพียงวิ่งหนีไป เขวี้ยงชุดนางชีทิ้ง ดื่มหนัก ไม่นานหลังจากนั้นเธอสวมชุดนางชีอีก หายตัวไปและฆ่าตัวตาย

ประชากรส่วนใหญ่ประเทศฟิลิปปินส์นับถือศาสนาคริสต์ และเคร่งครัดในเรื่องนี้ หากในจักรวาลของLav Diaz ดูเหมือนศาสนาจะทำหน้าที่เป็นเพียงกรอบกฏ ซึ่งส่งมาเพียงบททดสอบ ในแต่ละเรื่องของDiaz ล้วนแล้วแต่มีฉากภาพตัวละครแหงนหน้ามองฟ้าถามหาความยุติธรรมจากพระเจ้า Kadyo , Heremias , Benjamin ทุกคนล้วนสงสัยว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ หากมีจริงทำไมชีวิตของเขาจึงลงเอยเช่นนนี้ อย่างไรก็ตามจนกระทั่งมาถึงMelancholia นี้เอง หนังถึงกับตัวละครเล่นบท(ปลอม) เป็นคนของพระเจ้า และถูกทำร้ายอย่างถึงที่สุด ยิ่งเมื่อคิดว่าในทางหนึ่งMelancholia เป็นหนังเรื่องที่เกาะเกี่ยวอย่างแน่นหนาอยู่กับประเด็นของการไถ่บาป (การรักษาของทั้งสามคนเป็นการพยายามไถ่ถอนบาปที่ไม่อาจช่วยเหลือหรืออยู่ร่วมกับคนรักของตนได้ในสถาณการณ์คับขัน) นัยยะท้าทายพระเจ้าจึงยิ่งเด่นชัด เมื่อในที่สุด Julian พบว่า Rina ได้ตายลงไป นั่นเท่ากับว่าวิธีการของเขาไม่อาจไถ่ถอนบาปได้ หลังจากเขาไปเยี่ยมคารวะหลุมศพของRina เขาเร่ร่อนไปตามถนนท่ามกลางสายฝน ราวกับว่าพยายามจะชำระบาป แต่นี่คือบาซึ่ไวม่อาจชำระ ฉากสุดท้ายริมน้ำเขาจึงกลายเป็นบ้าอย่างสมบูรณ์ก้าวเข้าไปยังอาณาจักรฌกียวกันกับ Kadyo , Hilda ,Heremias , Benjamin และ แม่ของเขา ไม่มีชัยชนะ ไม่มีความหวัง มีแต่ความเศร้าอันหนักหนาที่รอท่าอยู่ปลายทาง

 

นี่คือทั้งหมดในจักรวาลสีขาวดำของLav Diaz โลกที่เขารีดเค้นเอาความจริงโดยการสกัดสีสันออกจากภาพจนหมดสิ้น จักรวาลที่กระบวนการเล็กน้อยของชีวิตสำคัญกว่าการเล่าเรื่องกระชับฉับไว จักรวาลซึ่งวนเวียนอยู่ในประวัติศาสตร์อันบาดเจ็บของการต่อสู้ภาคประชาชน จักรวาลที่มาจากความบ้าคลั่งและดำเนิไปสู่ต้นธารของมัน  หากวัดกันตามาตรฐานการสร้างหนัง ภาพยนตร์ของLav Diaz อาจกล่าวได้ว่าภาพยนตร์ของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยของความขาดแคลน  การบันทึกเสียงที่ไม่รื่นหู การตัดต่อที่ไม่กระชับฉับไว ภาพที่ไม่ได้สวยสดงดงาม เหือดจากการจัดแสงประดิดประดอย ทัศนียภาพไม่น่าดูชม  และเรื่องที่คืบเคลื่อนเชื่องช้า  แต่ใช่หรือไม่ที่ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ารูปแบบหนึ่งของการครอบครอง การล่าอณารนิคมทางภาพยนตร์ให้ผูกติดอยู่กับโลกตะวันตกที่เครื่องมือ ทุนทรัพย์ถึงพร้อม  การยืนหยัดทำหนังขนาดยาวของLav Diaz ในทางหนึ่งอาจเป็นเพียงแค่การตอบสนองตนเอง แต่ในทางหนึ่งนี่คือการยืนหยัดต่อต้านข้อจำกัดเหล่านั้น ไม่ใช่เพียงใส่เอาไว้ในบทภาพยนตร์ หากไหลลามไปยังกระบวนการสร้างทั้งหมด ความไม่สมบูรณ์ไม่ได้เป็นข้อจำกัด หากเป็นถ้อยแถลงแห่งการต่อต้านที่เราไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในโลกภาพยนตร์

แน่นอนว่าหนังของLav Diaz อาจไม่ใช่หนังคลาสสิค ซ้ำอาจจะไม่ใช่หนังซึ่งเปลี่ยนแปลงโลกได้ (บ่อยครั้งมันถูกค่อนแคะว่าสร้างมาสำหรับเอาใจนักวิจารณืที่ชอบของแปลกเท่านั้น) แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การมีอยู่ของหนังเหล่านี้ก็ทำให้เราอุ่นใจได้ว่ายังมีคนที่ไม่ยอมจำนนอยู่บนโลก และในขณะเดียวกันตัวหนังทั้งหมดก็ส่องสะท้อนให้เรา(โดยเฉพาะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงฟิลิปปินส์อย่างประเทศของเรา) ได้มองดูประวัติศาสตร์ของตัวเราผ่านกระจกของผู้อื่น และนึกสงสัยไปอีกแสนนานว่าเมื่อไรเราจะกล้าหาญพอจะพูดเรื่องเหล่านี้ ด้วยวิธีการเยี่ยงนี้เสียที

 

 

*1 สื่อและสิทธิการสื่อสารของประชาชนในฟิลิปปินส์ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ โครงการจัดพิมพ์คบไฟ น.96-97

 

 

 

One thought on “ความตายใต้เงาโศก : มหากาพย์แห่งคนเล็กคนน้อยของLAV DIAZ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s