มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค

4758349450_8d05a598eb_b

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารไบโอสโคป  2009

ปล. ไม่เคยดูหนังดิแอซมาก่อน ก็อ่านได้

สัมภาษณ์โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร

เขาคนแรก -ลาฟ ดิแอซ- คือนักทำหนังการเมืองชาวฟิลิปปินส์ที่เป็นหนึ่งในคนทำหนังยาวที่สุดในโลก เขาอีกคนคือ -อเล็กซิส ทีโอเซโค- นักวิจารณ์หนังหนุ่มชาวฟิลิปปินส์วัย 28 ปีที่พยายามสร้างพื้นที่ให้แก่หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเว็บไซต์ www.criticine.com

ทั้งคู่บินมาร่วมงาน ‘ความตายใต้เงาโศก มหากาพย์ภาพยนตร์ของ ลาฟ ดิแอซ’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา บทสัมภาษณ์นี้เรียบเรียงขึ้นจากการพูดคุยบนเวที และการสนทนาในร้านอาหาร

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 1 กันยายน อเล็กซิสและ นิก้า โบฮิงค์ นักวิจารณ์หนัง  และโปรแกรมเมอร์ชาวสโลเวเนียซึ่งเป็นคู่รักของเขาถูกฆาตกรรมจากเหตุการณ์โจรปล้นบ้าน อันนำมาซึ่งความโศกศร้าต่อวงการหนังฟิลิปปินส์และเพื่อนผองทั่วโลก BIOSCOPE ขออุทิศบทสัมภาษณ์นี้   ให้กับบุคคลทั้งคู่ เราเสียใจกับการจากไปของมิตรแท้ และเราเสียดายกับการสูญเสียนักวิจารณ์หนังหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นและมานะอุตสาหะมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้ เราหวังว่าบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะทำให้เห็นทั้งความทุ่มเทและความปราดเปรื่องของอเล็กซิส และหวังอย่างยิ่งว่า    คำพูดของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทั้งหลายลุกขึ้นมาสร้างพื้นที่ทางความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เขา   ทำมาตลอดตั้งแต่เราได้รู้จักกัน

เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร

ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว

อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคมที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไร อุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็นอยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจน จากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร

 

ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย 

ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่า  นี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว

ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคม หรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่ พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึก ต่อพื้นที่มากกว่าเวลา

 

คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ 

ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่   น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย

สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือน  ผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วน  คนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก

ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5  ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง  ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหา พวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนังกันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ

 

เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือ   สิ่งหนักหนาที่สุด

ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี

 

วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร

อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้น แทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ

 

สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะ    พวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีต ย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้อง   หันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า ‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง

คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่  หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก

ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย

 

คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า

อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้

 

ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ

อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ (รักษาสัตย์) ไง

ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ

วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับ    หนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาว และก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia] ข้าฉายในเมืองไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น   ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย

อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่ง อยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คน  รุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง

ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์

อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม

 

ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมืองเยอะไหม 

อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมือง ที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของเขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และแน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ

ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขายความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดในหนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพ คนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเอง แค่นั้น

ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่มพัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้ว แต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ

ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง

ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก

 

หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง    คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนมนักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ    บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม

ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการ     เซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของ    คนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้

อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้

ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดีเผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์      ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ

อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่าประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความหมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐพิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มีระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์  ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนังภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมองไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะมันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว

ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมายหรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้   ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อสังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง   ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้วปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที

 

หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ 

อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนังอย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า   30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย  โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉายหนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึงขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่ายหนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนังที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยังกำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู

 

เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป   ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง  ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตในปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปีก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน

อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผมคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือ ที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา”

ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิคเรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของเขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับอาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอนหนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซกชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหาแฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยากกำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผมกำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผมฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง  ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะ      คุณรู้สึกแย่รึเปล่า” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ”

ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผมสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉายหนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึงขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพักเป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขาตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขาเคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว

ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ความหมายของมันแคบเหลือเกิน

 

คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน

อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับหนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้านวรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลาในการฝึกกำกับอีกพอสมควร

ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่   ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิในการเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็นหนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อนสังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ   2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง

ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา  คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือเยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี

 

>ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯปีนี้ มีหนังฟิลิปปินส์ของผู้กำกับหลายคนที่ถูกอ้างถึงในบทความนี้ เช่น Imbernal ของ เชอราด แอนโธนี ซานเชซ, Independencia และ Manila ของ   รายา มาร์ติน และ Butterflies Have No Memories หนังสั้นของ ลาฟ ดิแอซ ซึ่งอยู่ในหนังชุด Jeonju Digital Project 2009

 

หมายเหตุ : การสัมภาษณ์นี้จะเกิดขึ้นมิได้ หากมิได้รับความช่วยเหลือในการสร้างสรรค์งานจาก สนธยา ทรัพย์เย็น, อาดาดล อิงคะวณิช, ปฐมพงศ์ มานะกิจสมบูรณ์, ฟิล์มไวรัส, หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ, Bangkok Code, Conference of Birds Gallery, ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑, หอภาพยนตร์, มูลนิธิหนังไทย และที่สำคัญที่สุดก็คือคนดูหนังทุกท่าน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s