LES MISERABLES (TOM HOOPER/2012/UK) เธอได้ยินผู้คนร้องไหม?

vlcsnap-2013-02-04-20h46m48s207

จุดที่ทำให้ชอบ LES MISERABLLES พอสมควรคือการที่หนังมี aesthetic ประหลาดๆ เวลาดูเราก็จะคิดถึง LA COMMUNE หนังปฏิวัติ ห้าชั่วโมงของPETER WATKINS ตลอด คือในLA COMMUNE PETER WATKINS พยายามดูโดอารมณ์ร่วมคนดูออกจนหมด ตั้งแต่ทำให้เห็นว่านี่เป็นเซตจำลอง ของอดีต เป็นแค่เวทีแคบๆ ไม่ได้เป็นเมืองจริงๆ ถ่ายเป็นขาวดำ ใช้ตัวละครหรือใส่เรื่องที่เป็นปัจจุบันเข้าไปในเหตุการณ์คอมมูน แล้วทั้งเรื่องจริงๆก็เกือบจะเป็นบทสัมภาษณ์ การพูดหน้ากล้อง ถ่ายแบบง่ายๆในที่แคบๆหมดเลย กล่าวคือมันถูกดูดอารมณ์ออกให้เหลือแต่ประเด็น แล้วมะนกลับกระทบกระแทกผู้ชมอย่างรุนแรง

แต่ใน LES MISERABLES นี่เหมือนมันดูดเอาประเด็นออกจนหมด หนังแทบไม่เล่าเรื่อง การร้องเพลงต่้อเพลงนั้น มีเพลงที่เล่าเรื่องไปข้างหน้าแค่ไม่ถึงครึ่งที่เหลือเป็นเพลงแสดงอารมณ์ล้วน พูดง่ายๆคือLES MISERABLES กลายเป็นหนังที่ดูดเอาเรื่องออกหมดให้เหลือแต่อารมณืล้วนๆในเพลงต่อเพลงต่อเพลง เราเลยไม่รู้ว่า คอร์เซตต์ กับกับ มาริอุส ไปรักกันต่อไหน ทำไมยาย อิโพเน่ถึงเสียสละจัง ทำไมจาร์แวร์ต้องต้องตามแค้น ญัง วัลญัง แล้วทำไมฟองตีนต้องซวยซับซวยซ้อน เราต้องมโนเรื่องเอาเองจากขนบของท้องเรื่องในทำนองเดียวกันที่เคยดูมาก่อน (หรือคนที่รู้เรื่องมาก่อนก็มโนเอา) การมโนโดยวางพื้นฐานว่าขยิบตาว่า ผู้ชมรู้อยุ่แล้วว่ามันต้องรักกัน แล้วใส่ความฟูมฟมายมโหฬารลงในเพลงนี่ทำให้หนังมันน่าสนใจดี มันเป็น LES MISERABLES ฉบับอีโมจริงๆ เพราะมันมีแต่อารมณือันถูกเร้าตลอดทั้งเรื่อง ที่เราสนใจก็คือ ความสามารถในการมโนเรื่องของผู้ชมเพื่อรับกับอารมณ์ของเพลงนี่แหละ ว่าช่องว่างตรงนี้มันถูกเติมเต็มอย่างไร ความรักของเด็กๆ เมตตาของคนรุ่นพ่อ มันมีบรรทัดฐานอยู่ก่อนหน้าจะเข้าไปดูแล้วเราก็เอามาทำสะพานเชื่อมเรื่องกับเรา ทั้งความรักศาสนา หรือแม้แต่การเมือง ความฟุมฟาย spectacle ของหนังคือพลังทั้งหมด มันคือการเผาอารมณ์ต่อเนื่องกันไป พอหลุดก็จะหลุดเลย เพราะมันมันไม่มีอารมณืพื้นฐานรองรับ ซึ่งในทางนึงมันแปลกประหลาดดี


ไม่รู้อะไรมาก่อนเกี่ยวกับตัวเรื่อง (มีหนังสือฉบับย่อที่หนาสัสๆตั้งแต่มัธยมแต่ไม่เคยอ่านเกินยี่สิบหน้า) เลยสนุกกับเรื่องแต่ไม่ชอบตอนจบมากๆ ไม่รู้ว่าเ็นเพราะมองจากยุคสมัยนี้ไหม

ส่วนที่ทำให้กระโดดออกจากตัวหนังทันทีคือวิธีจบของมัน เหมือ่หนังเซตให้ตัวละครหลักที่รอดพ้นจากความตายในการปฏิวัติ เป็นตัวแทนของกระฎุมพีใจพระ (พูดให้ชัดไอ้นี่คือพระเอกที่ประสาน มือกับ หัวใจใน METROPOLIS ของ Fritz lang ) ที่ตอนจบนางคอร์เซตต์ ลูกกะหรี่ขี้คุกได้อัพเกรดตัวเองด้วยการแต่งงานกัน การปฏิวัติเป็นของเล่นของกระฎุมพีนักฝัน ที่ในที่สุดก็มีเวลาเจ็บปวดกับเพื่อนที่ตายไปเป็นเวลาหนึ่งเพลงแล้วชื่นมื่นแต่งงานกับสาวสวย การปฏิวัติเลื่อนไหลเป็นเพียงภาพฝันของคนตายของ ญัง วัลญัง การปฏิวัติมีหน้าที่แค่นั้นภาพแฟนตาซีวัยหนุ่มสาวของนักฝัน เตรียมพร้อมการเป้นกระฎุมพีใจพระ (หราาาา ) ต่อไป

อย่างไรก็ดี ลองสอบถามมิตจรสหายว่ากันว่า อันที่จริงตัววรรณกรรม ก็จบแบบนี้ แต่วรรณกรรมไมไ่ด้เน้นการปฏิวัติมากกว่าการสำรวจจิตใจของตัวละคร เน้นที่พระเจ้ามากกว่าประเด็นชนชั้น เราก็เลยคิดว่าวิธีจบ และยุคสมัยของมันอาจจะพอรับได้ประมาณหนึ่ง (ในประเด็นนี้ตัวเอกเลยคือ Javert เพราะเป็นคนที่ก้าวข้ามมากกที่สุด) แต่พอมาเป็นหนังปี 2012 ที่พูดเรื่อง revolutionของคนจน การที่หนังจบด้วยการแต่งงานของคนชั้นสูง และตัวเอกไปอยุ่ัด เข้าหาศาสนาที่กดขี่ผู้คน มันรู้สึกเหมือนตบหน้าตัวเอง ถ่มน้ำลายรดฟ้า หรือตีสองหน้าพิลึกพิกล

แต่นี่ก็เป้นการมั่วเอาเองจากหนังของคนที่ไม่เคยอ่านงานของวิคเตอร์ ฮูโก้ และไม่เรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับฝรั่งเศสเลยอะนะเดี๋ยวไว้เขียนยาวๆอีกที แต่สนุกกับหนังมากทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s