สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยๆ ( วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์/2012/ไทย)ความเข้ากันไม่ได้ในความทรงจำ

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

เมษาปีนี้ หนุ่มกลับบ้านมาเล่นสงกรานต์ มางานแต่งงานแฟนเก่า มาพักใจกับพ่อหลังจากตกงาน มาขี่มอเตอร์ไซคล์วนไปทั่วเมืองขอนแก่น มาพบรุ่นพี่ที่เคยแอบชอบ มากินเหล้ากับเพื่อน มาดูคอกม้าของพ่อ

เมษาปีนี้อั๋นกลับไปทำหนังที่บ้านเกิด กลับไปคุยกับพ่อเรื่องที่ว่าเขาลาออกจากการเรียวิศวะมาทำหนัง คุยกับพี่ชายเรื่องแมงกะพรุนที่ชายหาดชะอำที่พลิกชีวิตพี่ชายชั่วนิรันดร์  รำลึกเรื่องการย้ายเข้ามาอยุ่กรุงเทพเพราะไฟไหม้บ้าน มองดูคอกม้าของพ่อ  และทำหนังว่าด้วยเรื่องชายหนุ่มที่เดินทางกลับบ้าน

ตอนเป็นเด็กหนุ่มเคยโดนแมงกระพรุนไฟ พ่อเอาผักบุ้งทะเลติดทรายไปถูจนขาเขาเป็นแผลเป็นน่าเกลียด จนทำให้เขาไม่กล้าเดินตามความฝันของการเรียนนายร้อย พ่อของหนุ่มมีคอกม้า แต่เขาก็แบกขาตั้งกล้องไปมา เขานอนหลับแทนที่จะคุยกับพ่อ ตื่นขึ้นมาฟังการปราบปรามเสื้อแดงในกรุงเทพที่โหดเหี้ยมดุเดือดอยุ่ห่างไกลในทีวี สานสัมพันธ์กับรุ่นพี่สาง ที่เอาแต่ร้องคาราโอเกะเดียวดายในตู้ตามห้าง

ดูเหมือนหนังจะบอกใบ้เราตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแล้วว่าตัวมันเองเป็นเพียงชิ่้นส่วนของอีกสิ่งหนึ่ง ในฉากแรก หนุ่มเดินไปตามถนน มีคนบอกให้เขารอก่อน เพราะกำลังมีการถ่ายหนัง หนังเรื่อง สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยๆ หนังอินดี้ที่ยังไม่รู้ทิศทาง ตัวหนังกลายเป็นหนังอีกเรื่องในหนัง แล้วเราก็รู้ในเวลาต่อมาว่าสิ่งที่เห็นเป็นหนังเมื่อหนังค่อยๆตัดสลับตัวเองกับสารคดีที่อาจจะเป็นเหมือนแรงบันดาลใจ เรื่องต้นฉบับ ไปจนกระทั่งถึงเบื้องหลังของส่วนที่เป็นหนัง เราจึงอาจแบ่งหนังได้เป็นสามช่วง นั่นคือช่วงที่เราดูหนัง ช่วงที่เราเห็นว่าเป็นหนัง เมื่อผู้กำกับแทรกซ้อนบทสัมภาษณ์พ่อจริงๆ และพี่ชายจริงๆเข้ามาในหนัง และในส่วนสุดท้าย เมื่อเราเข้าใจว่ามันกลายเป็นหนัง เมื่อเรื่องเล่าในส่วที่สองค่อยไหลเข้ามาทับกับเรื่องเล่าในส่วนแรก หนุ่มและอั๋นไหลมาบรรจบกันโดยไม่ได้ทำเพียงเป็นเงาสะท้อนกระจกของกันและกัน แต่กลายเป็นว่าเงาในกระจกนั้นได้เอาความทรงจำอื่นๆ ชีวิตของคนอื่นๆรอบข้างคนทำ มาก่อร่างเป็นตัวตยใหม่ที่พร้อมจะก้าวออกมาจากกระจกด้วย ตรงนี้เอง หนังกลืนเข้ากับชีวิต ไม่ใช่ในแง่หนังกลายเป็นชีวิต ชีวิตกลายเป็นหนัง แต่ในแง่ที่ว่า หนังจากชีวิตไม่ไ้เป็นภาพแทนชีวิต แต่เป็นสิ่งใหม่ที่มีอค์ประกอบร่วมมาจากสิ่งอื่นๆอีกจำนวนมาก

ซึ่งก็เป็นเช่นรูปแบบของหนัง มันง่ายเหลือเกินที่หนังจะถูกจัดหมวดหมู่จากชื่อไทย ชื่ออังกฤษ และสิ่งละอันพันละน้อยในหนังให้เป็นหนังการเมืองแบบโพสต์เมษา’53  ซึ่งดูเหมือนหนังก็อาจจะเป็นได้ผ่านทางภาพสัญญะของ ทั้งการที่หนุ่มกลับบ้านที่อีสานตอนสงกรานต์ บ้านที่ถูกเผาในปีต่อมา (หรือปีที่ผ่านไปนานแล้ว) เสียงเล่าข่าวการปราบปรามผู้ชุมนุมรุนแรงอยู่ในโทรทัศน์ ในห้วงยามครึ่งหลับครึ่งตื่นของหนุ่ม  หรือแม้แต่ภาพแถบๆ รปส. หรือคอกวัวในช่วงท้ายเรื่อง แต่มันอาจจะไม่ถูก หรืออาจจง่ายเดินไปที่เราจะพยายามถามหาสัญลักษณ์แบบตรงไปตรงมา หรือพยายามยึดโยงหนังไว้ในฐานะภาพแทนทางการเมืองภายใต้กรอบที่ตายตัว ประเภทสิ่งนี้คือสิ่งนั้น สิ่งนั้นเชื่อมโยงสู่เหตุการณ์นี้ ซึ่งหนังอาจจะเป็นก็ได้ หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้

หากภายใต้รูปรอยสัญญะที่เหมือนจะใช่ต่ไม่ลงตัว (ซึ่งอาจเป็นเพราะความเขาปัญญาของผู้เขียนเอง)  ผู้เขียนกลับพบว่าด้วยท่าทีของการดิ้นหนีตัวเอง การกลืนกลายเป็นอื่น การเล่าในสิ่งที่เล่าได้แต่พูโในสิ่งที่พูดไม่ได้ของหนังนั้นทำให้หนังน่าจะไปได้ไกลกว่าการเป็นหนังการเมืองเรื่องสัญลักษณ์ อย่างที่มันถูกคาดหวังให้เป็น
อันที่จริงแล้วความเป็นการเมืองของหนังกลับน่าสนใจกว่านั้น เมื่ออันที่จริงตัวละครในหนังเดินสวนทางกับบรรดาผู้ชุมนุมที่เข้ามาประท้วงในกรุงเทพ  หากมันจะเป็นวันเวลาเดียวกันดังที่เสียงจากทีวีได้ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายเชิงเวลาเอาไว้ นั่นเท่ากับว่า หนุ่มตกงาน เดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาที่มีการชุมนุมทางการเมือง เขาอยู่ไกลหลายร้อยกิโลเมตรจากการชุมนุมนั้นและไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทุกข์คนยากพี่น้องเสื้อแดงจากอีสาน  เพราะที่หนุ่มเป็นตัวแทนที่แท้คือตัวแทนของเด็กต่างจังหวัดพลัดถิ่นที่เข้าไป ‘ชุบตัว’ในกรุงเทพ  บรรดาหนุ่มสาวซึ่งในที่สุด แปลกแยกทั้งกับตัวกรุงเทพในฐานะคนนอก แล้วยังแปลกแยกกับบ้านเกิดในฐานะคนนอกอีกเช่นกัน

ความแปลกแยกของหนุ่มีตั้งแต่ในระดับผิวหน้าเช่นว่า หญิงคนที่เขาเคยรักที่ยังอยู่ที่ขอนแก่นบัดนี้แต่งงาน(อาจจะกับฝรั่งชื่อคริส?)ไปเสียแล้ว เขากลายเป็นเพียงเพื่อนที่กลับจากกรุงเทพเป็พักๆและไม่รู้จะพูดอะไรกับเธออีกแล้ว เช่นเดียวกันกับพ่อ ดุเหมือนหนุ่มจะเข้าบ้านหลังจากไปนอนกับเพื่อน  กับเพื่อนๆในก๊วนหนุ่มพูดอีสานคล่องปาก แต่กับพ่อ พวกเขาสื่อสารกันด้วยภาษากลาง พอ่ของหนุ่มเคยเป้นครูใหญ่ ตอนนี้เกษียณมาเปิดคอกม้า หนุ่มจ้องมองคอกม้าของพอ่ด้วยอากัปของคนนอก เขากับพ่อไม่ค่อยมีอะไรจะพูดกัน พ่อเข้าบ้านหนุ่มมักจะนอนหลับ

พอ่ของหนุ่มคือแบบจำลองจากพ่อของอั๋นหรือเปล่า ในส่วนของการสัมภาษณ์พ่อที่มีอาชีพเหมือนกัน พ่อและพี่ชายคุยกับอั๋นด้วยภาษากลาง บ้านนี้คุยกันด้วยภาษากลาง และคุยกันเรื่อง ความเศร้าในชีวิตวัยเด็ก อุบัติเหตุในวัยเด็ก บาดแผลจดจำฝังลึกในวัยเด็ก กล่าวให้ง่ายวัยเด็กของอั๋น (อย่างน้อยก้ในหนัง) เป็นความแปลกแยกและไร้สุข เขานำมันมาเล่าอีกครั้งในหนัง ที่ว่าด้วยการกลับบ้านของคนที่ไร้สุข ตกงานและอาจจะกลับมาอยุ่บ้านเลย

แต่ในท้ายที่สุดหนุ่ม (หรีิออาจะอั๋น) ก็ไม่สามารถเข้ากันได้กับบ้านด้วย เราเห็นเขาแบกขาตั้งกล้องโดดเดี่ยวกไปตามที่ต่างๆ เห็นเขาขี่มอเตอร์ไซคล์ไปตามท้องถนนของเมืองของแก่น ฉากเล็กๆเหล่านี้ กดทับด้วยภูมิทัศน์กว่้างโล่ง หรือโลกบีบแคบของระยะกล้องตามติดชิดใกล้ แต่ในหนังเรื่องนี้ไม่มีเทคนิคอะไรแบบนั้น การเข้ากันไม่ได้ของตัวละครกับบ้านไม่ใช่เรื่องที่พึงสำนึกเสียใจ เฉกเช่นกับการเข้ากันไม่ได้ของหนุ่มสาวต่างจังหวัดจำนวนมากที่ถูกเมืองกลืนกินแล้วคายทิ้ง เขาอยู่บ้านไม่ได้เพราะมันน่าเบื่อ มันง่ายดายเพียงนั้นเอง ในฉากเหล่านี้มันจึงถ่ายทอดความเข้ากันไม่ได้ได้อย่างน่าสนใจ

แต่ดูเหมือนคนที่อับจนหนทาง ที่สุดในเรื่องไม่ใช่หนุ่มแต่เป็นจอย เด็กสาวรุ่นพี่ที่หนุ่มเจอในงานเลี้ยงแล้วสานสัมพันธ์ด้วย จอยคนที่อ่านคนนอกของกามูส์ พูดเรื่องปรัชญาแบบปัญญาชน แต่เป็นคนเดียวกันกับที่อาศัยในบ้านโดดเดี่ยว ใช้ห้องน้ำสามัญ และ ไปร้องคาราโอเกะเพลงของศิริพร อำไพพงษ์ กับเพื่อน จอยเป็นเหมือนเด็กหนุ่มสาวอีหลายคนที่ยังติดอยู่กับที่ด้วยสัมภาระทีไม่อาปลดลง  ค่อยๆเหี่ยวเฉาเชื่องช้า ฉากการร้องคาราโอเกะของจอยน่าสนใจมากในแง่ของการเป็นคนสองโลก การประนีประนอมกับหมู่เพื่อนเพื่อเข้าสังคม  เธอลืนไหลไปกับชีวิตของสาวออฟฟิศต่างจังหวัด แต่ในฉากจบของหนัง เธอโดดเดี่ยวในตู้เพลงคาราโอเกะ ร้องเพลงของวงKidnappers ที่อาจจะไม่มีเพื่อนของเธอสักคนรู้จักเลยก็เป็นได้

การสานสัมพันธ์ของหนุ่มกับจอย จึงเป็นไปในรูปของการเข้าหากันของคนแปลกแยกสองคนในเมืองที่เขาเกิด อและอาศัยแต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง กล่าวให้ถึงที่สุด เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนได้เลย แต่ความสัมพันธ์ลองเอยอย่างเงียบเศร้า งดูเหมือนหนุ่มจะหาทางคืนดีกับบ้านเกิดเมืองนอนผ่านจอบ จนกระทั่งเขาพบว่าเธอมีลูกแล้ว ฉากที่สองคนสนทนาต่อหน้ารูปวาดของลูกชายของจอย อีกครั้งภาษาในการสนทนาจึงเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันใด หลังจากนั้นหนุ่มลาจอย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปในแสงยามเย็น แปลกแยกเช่นที่เคยเป็นมา
แต่ดูเหมือสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อตัวหนุ่มมากที่สุดคือสิ่งที่ไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อตัวอํ๋น นั่นคือแมงกระพรุนไฟที่โดนขาพี่ชาย ในฉากแรกของหนัง เปิดฉากด้วยภาพเด็กน้อยก่อกองทราย ที่ชายหาด หันไปเห็นเด็กอีกคนนอนคว่ำบนหาดทรายผู้คนรุมล้อมถือผักบุ้งทะเลกรายข้าไป นี่คือภาพของใคร มันไม่ใช่ภาพของหนุ่มวัยเด็ก เพราะเป็นหนุ่มเองที่โดนแมงกระพรุน แต่เป็นภาพของอั๋นภาพจำที่อั๋นมีต่อพี่ชาย ที่แมงโดนแมงกระพรุนทำร้าย แต่คนที่สร้่างแผลเป็นที่ลบไม่ออกไม่ใช่แมงกระพรุนหากเป็นบิดาที่เอาผักบุ้งทะเลติดทรายไปถูแผลจนมันกลายเป็นแผลเป็นซึ่งเป็นบาปผิดติดตัว ทำให้ำี่ชายของอั๋น ซึ่งในที่สุดหลอมรวมเข้ากับหนุ่มไม่กล้าสมัครนายร้อย กล่าวให้ง่าย ฝันสลายลงเพราะบิดาของเขาเอง

เราอาจมองแมงกระพรุนไฟ ไฟไหม้บ้าน และอาชญากรรมอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบิดาได้เทียบเท่ากับเหตุการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันขณะอย่างไม่ยากเย็น แต่มันใช่หรือไม่ที่มันอยุ่ห่างไกลจากตัวหนุ่ม ผู้ซึ่งอยุ่บ้านตอนที่เขาล้อมปราบ และห่างไกลจากตัวอํ๋นที่ไม่ได้โดนแมงกระพรุนเอง ด้วยอาการของการกลายเป็นเรื่องเล่านี้เอง หนุ่มและอั๋นจึงรับเอาภาพแทนเหล่านี้ลงประทับบนตัว นุ่มในฐานะตัวละครของหนังที่อาจจะเป็นหนังการเมือง ราวกับผู้ชมถือผักบุ้งทะเลไว้ขัดถูกภาพยนตร์ เช่นเดียวกับอั๋นที่รับเอาความทรงจำของพี่ชายมาเป็นส่วนหนึ่งในความจำอันเจ็บปวดในวัยเด็กของตนและคายมันคือให้กับหนุ่ม ตัวละครที่เขาคิดขึ้นในเวลาต่อมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง

ฝนไม่ตกในหนัง สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยๆ และเช่นเดียวกันไฟไม่ได้ไหม้ในปีถัดมา มันไหม้มาแล้วเนิ่นนานในประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของผู้คนในเรื่อง แต่เมื่อมันถูกทำให้เป็นเรื่องเล่า เล่ห์กระเท่ของความทรงจำและภาพยนตร์ก็ได้จัดการเส้นเวลาใหม่หมดจด ถึงที่สุด สิ้นเมษาจึงพูดถึงคนที่ไม่ได้เป้นส่วนหนึ่งของการเมือง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันในที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น โดยไม่รู้ตัวพวกเขาก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งขอวงการเมืองในระดับโครงสร้างในฐานะคนพลัดถิ่นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง การบิดเบี้ยวของการหลบหนีทำให้ติดบ่วง และการเมืองมาในรูปที่คิดไม่ถึง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s