TOP TEN MARATHON 2012

 

 

เทศกาลหนังสั้นปีที่ 16 เร่ิมขึ้นแล้ว มาถึงตรงนี้ รายชื่อหนังที่เข้ารอบจากหนังราวห้าร้อยเรื่องที่ส่งมาประกวดนั้นก็ออกมาเรียบร้อยเล้ว แต่อย่างที่ทราบกันดี ในแต่ละปี มูลนิธิหนังไทย แม่งานเทศกาลหนังสั้นจะจัดฉายหนังทั้งหมดที่เข้าประกวดในแต่ละปี ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน โปรแกรมฉายวันละโปรแกรมในวันธรรมดา ยาวตลอดวันในวันหยุดสุดสัปดาห์ต่อเนื่องยาวนานนับเดือน แน่นอนว่าผู้เขียนไม่ได้มีเรี่ยวแรงตามดูได้ครบทุกเรื่อง ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะนี่คือโอกาสทองในการศึกษาสังคมไทย จากเหนือจรดใต้ผ่านวัฒนธรรมทางสายตาส่งตรงที่ไม่ผ่านการตัดทอนจาก ‘กรุงเทพ’ ไม่ได้ผ่านการจัดการของสื่อกระแสหลัก ในเทศกาลนี้เราจะได้เห็นทั้งหนังจากนักศึกษาชั้นกลางในเมือง หนังทดลองที่เล่าเรื่องภายในยากที่ผู้อื่นจะมีส่วนร่วม หนังของนักเรียนมัธยมที่เพิ่งเจอกล้องครั้งแรกๆ หนังของคุณครูจากต่างจังหวัดที่เอานักเรียนมาเล่น หนังของคนทำหนังอิสระที่ไม่มีการแระนีประนอมใดๆ หนังสารคดีบันทึกทางสังคม หนังจากเด็กสาววัยรุ่นมุสลิมจากเกาะแก่งห่างไกล ไปจนถึงชนกลุ่มน้อยบนดอยสูง เมื่อเทคโนโลยีถูกลง พวกเขาก็ใช้หนังพูดเรื่องของเขาเอง และนี้คือหนังที่ผู้เขียนหยิบขึ้นมาจากหนังที่บังเิญได้ดู แน่นอนว่ายังมีหนังอีกจำนวนมากที่หลุดรอดสายตาไป แต่ผู้เขียนก็ยังหวังว่า จะได้มีโอกาสดูหนังหล่านั้น และหนังเรื่องใหม่ๆของผู้คนเหล่านั้นในอนาคต

1.เนรเทศ (วรวุฒิ หลักชัย) +หมูทอง (เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์) + เข็มขัดและหวี (สุทิตย์ ซาจ้ะ)

นี่คือหนังกลุ่มที่เราอยากเห็นเป็นหนังฉายโรงแบบจอใหญ่ที่สุด เพราะนี่คือกลุ่มหนังสมจริงที่เล่าเรื่องของบรรดาคนชายขอบของสังคม ด้วยดวงตาที่ไม่ตัดสิน ไม่พยายามจะสร้างภาพลักษณ์เหมารวม หรือโรแมนติไซส์ให้เป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงถ่ายเดียว แ่เป็นกลุ่มหนังที่ถ่ายทอดบรรดาชีวิตของคนเล็กคนน้อย้วยอาการกึ่งสังเกตสังกากึ่งเสนอประเด็น โดยเลือกที่จะทิ้ง สภาวะ ‘เขาควายทางศีลธรรม’ไว้ให้ผู้ชมเดินทางต่อไปในหัวแม้เมื่อหนังจบลง โดยไม่เสนอทางออกจำพวกศีลธรรมอัดกระป๋อง หรือเคลือบน้ำตาลเสียหวานฉ่ำ

 

เนรเทศ(วรวุฒิ หลักชัย)ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ ภู กระดาษ เล่าเรื่องของคนขับแทกซี่ในเมืองหลวง ในวันที่แม่กับลูกสาวขึ้นรถจากบ้านมาเยี่ยมเยือน ก่อนจะพาลูกสาวไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ ในที่สุดก็ส่งแม่และลูกขึ้นรถกลับบ้าน น่าสนใจมากๆที่การเนรเทศของหนัง ไม่ได้พูดถึงการพลัดบ้านพลัดเมืองของคนชนบทแบบตรงไปตรงมาประเภทการมาส่งลูกหลานที่ท่ารถให้เข้ามาหางานในเมือง แต่หนังขยับไปสู่ห้วงยยามในอีกหลายปีต่อมาของการเนรเทศแบบนั้น การเนรเทศในหนังจึงเป็นเรื่องของแม่กับหลาน ที่เดินทางมาเยี่ยมพ่อแม่ในเมืองกรุง อากาณพลัดบ้านพรากเมือง ทำให้คนงานจำนวนมาก ไม่สวามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบ้านเกิด ในขณะเดียวกันก็แปลกแยกต่อเมืองที่เขามาอาศัย การกลายเป็นคนที่ไม่มีที่ไหนเลย ยืนอยู่บนแผ่นดินของการพลัดพรากยักย้านถ่ายเท ทำให้การเนรเทศไม่ได้เป็นเพียงการเนรเทศออกจาก ‘บ้าน’ แต่เป็นการเนรเทศออกจาแผ่นดินที่ไม่รู้ว่าจะเป็นบ้านหรือไม่

การ ‘ เดินทาง’ ของย่ากับหลาน เป็นการเนรเทศด้านกลับในแง่ทางกายภาพ พวกเขาถูกเนรเทศจากเมืองกรุงกลับไปยังบ้านเกิดของตนเอง ใรอีกทางหนึ่ง การเข้ามาเยี่ยมผู้ถูกเนรเทศ แทนที่จะเป็นผู้ถูกเนรเทศเดินทางกลับไปบ้าน การกลับข้างของสรรพสิ่งฟังดูไหลเลื่อนในชนบทที่เลื่อนไหล

ที่ท่ารถ ย่าหลายพบว่าการหารถกลับเข้าหมู่บ้านนั้นยากยิ่งกว่าการเข้ากรุงเทพ ถ้าการเนรเทศในความหมายกึ่งจักรๆวงศ์ๆ หมายถึงการขับไส่ไล่ส่งออกจากเมือง ไปผเชิญความยากลำบากในป่าในดอย การหารถ ‘กลับบ้าน’ ในมิใช่ดำเนินไปตามความยากแค้นแสนเข็ญในการเนรเทศที่แท้เล่า

หมูทอง( เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์) ก็ยังคงเกาะเกี่ยวกันกับชีวิตคนชั้นล่างจากภาคอีสาน และโดยไม่ได้ตั้งใจมันอาจะกลายเป็นภาต่อกลายๆของเนรเทศ หนังเล่าเรื่องของเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจบปริญญา และเธอกำลังมุ่งหน้ากลับบ้านห่างไกล ระกว่างทางเธอเล่าให้เราฟังเรื่องผู้มีพระคุณของเธอซึ่งไม่ใช่บิดาชาวนา มาดราแม่ค้า แต่เป็นวัวสามสี่ตัวที่พอ่เลี้ยงไว้ และความผูกพันของเธอกับวัวที่เธอคิดว่าเป้นสัตว์เลี้ยง แต่อันที่จริงมันถูกเลี้ยงไว้ขาย

สิ่งที่น่าสนใจมากๆในหนังเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ของคนกับสัตว์ในหนัง มิตรสหายท่านหนึ่งเคยพูดเกี่ยวกับการเล่าเรื่องสัตว์ในหนังเอสกิโม ที่ไม่ยอมให้มีการทำตัวละครหมีขาวหรือ แมวน้ำเป็นอนิเมชั่น เนื่องจาก หมีขาวเป็นสัตว์ที่เป็นอันตรายจริงๆในโลกของเอสกิโม การทำให้หมีขาวเป็นตัวการ์ตูนอาจทำให้เด็กสับสนเมื่อพบหมีขาวจริงๆและอาจเกิดอันตราย ในทางตรงกันข้าม หากเด็กๆผูกพันกับแมวน้ำซึ่งเป็นสัตว์ที่มีไว้กินเนื้อ เด็กๆก็อาจจะไม่ยอมกินเนื้อได้ กล่าวอย่างง่ายในสังคมที่ความสัมพันธ์ของสัตว์กับคนยังไม่แยกขาดจากกันนั้น เป็นเรื่องสำคํยที่เราจะต้องจัดลำดับชั้นของสัตว์กับมนุษย์ ต่างจากสังคมที่ความสัมพันธ์แยกขาดจากกันเช่นสังคมทั่วไปที่ไม่ต้องหวาดกลัวภัยจากสัตว์ และการกินเนื้อสัตว์ไม่ได้กระทำโดยตรงแต่กระทำผ่านกระบวนการของอุตสาหกรรมอาหาร สัตว์จึงสามารถกลายเป็นเพื่อนเล่นของมนุษยืได้

การเห็นวัวโดนเชือดต่อหน้าต่อตาในหมูทองจึงกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในทำนองที่ว่าในที่สุดเธอได้ค้นพบว่าวัวที่เธอคิดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงนั้น ม่ได้มีตำแหน่งแห่งที่ใกล้ชิดในฐานะสัตว์เลี้ยงอย่างที่เธอเข้าใจ วัวถุกเลี้ยงไว้ขาย ขายไปโรงฆ่าสัตวืเพื่อเชือดเอาเลือดเนื้อ การตระหนักความจริงในข้อนี้ของเด็กหญิง (และผู้ชม ซึ่งอาจจะคาดหวังในทำนองว่าเธอช่วยวัวของเธอ (อย่างน้อยก็เฉพาะวัวหมูทองที่เธอรักหนึ่งตัว) ได้ และดำเนินชีวิตต่อไป) ทำให้วัยเยาว์ของเธอจบลง หนังผลักไปสุดทางด้วยการให้เธอถีบจักรยานตามไปถึงโรงฆ่าสัตว์ เห็นวัวถูกเชืิอดต่อหน้าต่อตา(แม้ผู้กำกับจะอาศัยการตัดต่อเข้าช่วย แต่ก็เห้นได้ชัดว่าเขาจงใจให้เราเห็นไปจนถึงที่สุดที่จะไม่กลายเป็นหนังสยองขวัญ ในฉากสุดช๊อคนี้เองที่ดีดหนังออกจากการเป็นหนังชีวิตชนบทยากลำบากที่ลงเอยสวยงาม เป็นหนังที่มีบาดแผลของการเติบโต ชนบทที่โหดเหี้ยมไม่แพ้เมือง

 

แม้ท้ายที่สุดหนังเลือกจบในทำนองให้ความหวัง ซึ่งมันก็น่าเจ็บปวดดีเหมือนกันที่หนังเลือกลงเอยด้วยการให้ตัวละครไถ่บาปของตัวเองด้วยการไปไถ่ชีวิตวัวตัวอื่นแทน เป็นการไถ่บาปแบบคนชั้นกลางมากๆ แอกแบกรับที่ความตายของวัวทำให้เธอได้เรียนหนังสือถูกไถ่ถอนเชิงสัญญะอย่างแทบจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากกว่านั้น ฉากจบจึงเป็นเพียงการไถ่บาปที่ไม่ได้มีความหมายอะไรนอกจากทำให้ตัวละครและผู้ชมสบายใจ

ชีวิตชนบทในหนังเรื่องนี้จึงเป็นการเติบโตด้วยการสูญเสีย การแลกเปลี่ยนที่เจ็บปวดซึ่งไม่อาจเยียวยาได้ เว้นแต่จะยอมขยับฐานะและอาศัยเครื่องมือแบบอีกชนชั้นหนึ่งเข้าไปจัดการ สิ่งที่น่าสนใจทิ้งท้ายคือการที่หนังในที่สุดไม่ได้จัดลำดับวัวในฐานะของสัตว์ที่จะต้องถูกฆ่าเป็นอาหาร แต่ขำระความสำนึกบาปของตัวละครด้วยการทำให้วัวเป็น ‘ผุ้มีพระคุณ’ ในลำดับเดียวกับพ่อแม่ ซึ่งชวนอิหลักอิเหลื่อสิ้นดีว่า ในทางหนึ่งมันสั่นคลอนฐานคิดด้วยการเทียบสัตว์กับบิดามารดา แต่ในอีกทางก็นี่ล่ะวิธีไถ่บาปเท่าที่จะทำได้ การเทิดไว้ เปลี่ยนจากความตายให้กลายเป็นการเสียลสละ นี่คือวิธีการจัดการที่สังคมไทยพุทธมักใช้เพื่อจัดการกับอาชญากรรมที่ตนเองร่วมก่อ และความสำนึกบาปที่แก้ไขไม่ได้

เข็มขัดกับหวี (สุทิตย์ ซาจ้ะ) อาจจะไปได้ไกลที่สุดในหนังสามเรื่องนี้ เพราะหากเทียบกับสองเรื่องแรกโปรดักชั่นของหนังอาจจะด้อยที่สุด หนังเป็นหนังในโครงการเกี่ยวก้อย ของมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ที่พาคนทำหนังลงำไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวบ้านในการทำหนังที่นำเสนอปัญหาของตัวเอง และหนังที่ได้ก็เล่าโดยไม่สนใจจริตการเล่าเรื่องแบบหนังเล่าเรื่องทั่วไป เข็มขัดกับหวีเล่าเรื่องของแม่ลูกชาวพม่าบริเวณอำเภอชายขอบของประเทศไทย ที่ไม่ได้เป้นชาวเขาจึงไม่มีสิทธิ์ทำบัตรประชาชนแล้วได้รับสัญชาติไทยได้ กล่าวให้ถึงที่สุดแม่ลูกคู่ตัวเอกในหนังคือคนชายขอบของชายขอบอีกที เมื่อไม่มีบัตร ไม่ใช่คนไทยก็ไม่มีสิทธิ์ใดๆ แม่อยากให้ลูกเข้าเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่ไม่มีเงินซื้อเข็มขัด ขณะเดียวกันลูกชายก็อยากได้หวีให้แม่ไว้สางผมสวยๆของนาง ความปรารถนาทั้งสองสวนทางกันในตอนจบของเรื่อง

หนังเล่าแบบตรงไปตรงมา ไม่เสียเวลา แสดงโดยชาวบ้านจริงๆและเล่าปัญหาจริงๆที่เกิดกับผู้คนจริงๆ โดยพูดภาษาพื้นถิ่น หนังให้อารมณ์ในทำนองเดียวกันกับหนังของ ศุภโมกข์ ศิลารักษ์ซึ่งก็เป็นทีมงานหลักของโครงการด้วย เฉียบคมเด็ดขาด และใช้พลังของการเล่าเรื่องทิ้งคำถามพื้นทางสิทธิมนุษยชนในใจผู้ชมโดยไม่ต้องทำตัวน่าสงสาร ลำพังเรื่องเล่าสามัญของพวกเขาก็มีพลังมากพอโดยไม่จำเป็นต้องเสริมเติมแต่งอยุ่แล้ว

2.แกงค์มัธยมเกาะยาว+สมเจตน์ มีเย็น+ ธีรพัฒน์ งาทอง + ธีรพงศ์ ปัญญาคำ

กลุ่มหนังแบบหนึ่งที่เราจะได้เห็นทุกปี (และผู้เขียนเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อทุกปี) คือบรรดาหนังบ้านๆที่ทำด้วยคนที่ไม่ได้เรียนหนัง ไม่ได้ใส่ใจจะทำหนังทดลองแสนพิเศษ คนธรรมดาที่อยากเล่าเรื่อง ความไม่เข้าที่เข้าทาง การแสดงแข็งๆ ความไม่สมประกอบของการเล่า การตัดต่อ ความเคอะเขินของนักแสดง บรรยากาศของพื้นที่จริงๆที่ไม่ได้ตกแต่ง ผลักดันให้หนังกลุ่มนี้ให้เป็นหนังที่ตลกมากๆ(โดยอาจะจงใจหรือมจงใจ) ในขณะเดียวกันความซื่อปราศจากจริต (หรือความอยากมีจริตแต่ไม่สำเร็จ)ของมัน ได้ทำให้มันกลายเป็นหนังเล็กๆที่สนุก ไม่ประนีประนอมและหลายครั้งบันทึกภาพทางสังคมไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

ปีที่ผ่านๆมา เรามีพี่ตำรวจทำหนังอย่าง วีระศักดิ์ สุยะลา หรือ หนังชาวบ้านมันส์โคตร อย่าง รมรวินทร์ ชุ่มจีน ปีนี้ทั้งสองคนไม่มา แต่เราได้หนังของสามกลุ่มนี้มาแทน

ในงานfilm on the rock ที่เกาะยาวน้อย หนึ่งในโปรเจคต์ของงานคือการสอนเด็กมัธยมทำหนัง โดยผู้กำกับหนัง และทีมงานจากมูลนิธิหนังไทย ผลลัพธ์คือหนังน่ารักๆของเด็กนักเรียนมัธยมหญิงจากเกาะยาว ซึ่งเกือยทั้งหมดเป็นเด็กสาวมุสลิม

พวกเธอไม่ได้เล่าอะไรไกลตัว ไม่ได้ทำหนังแฟนตาซี หรือหนังดราม่า หรือหนังสะท้อนสังคมอะไรทั้งสิ้น พวกเธอเล่าเรื่องของพวกเธอเอง ชีิวตของพวกเธอในบ้านเกิดของพวกเธอ พี่สาวสุดที่ love น้องสาวสุดที่รัก เล่าเรื่องของพี่น้องสองศรีที่อยากได้เสื้อสวยในร้านขายของ ยิ่งเมื่อน้องสาวได้รับคำเยาะเย้ยจากเพื่อนคนรวยว่าไม่มีปัญญาซื้อ พี่สาวเลยเร่งมือซ่อมแหทำอวนหาเงินให้ได้ ห้องเรียนป.5 เล่าเรื่องนักเรียนที่ทะเลาะตบตีกันในห้องเรียนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องจนลุกลามใหญ่โตครูเลยลงโทษหมู่และจบลงด้วยการที่พวกเด็กๆยิ้มให้แก่กนัเพราะมันเป็นเรื่องโง่ๆที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับพวกเขา เกือบจะสายเล่าเรื่องแกงค์สก๊อยท์มัธยมมุสลิม ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวทะเล คนหนึ่งในแกงค์เก็บกระเป๋าตังค์ตกได้แล้วมโนไปว่าจะเอาเงินไปทำศัลยกรรม ก่อนจะกลับใจในที่สุด กาวัน เล่าเรื่องเพื่อนสาวที่คนหนึ่งเปลี่ยนไปเมื่อมีแฟนจนกระทั่งอกหักจึงรู้ว่าเพื่อนนั้นสำคัญที่สุด และที่ไปได้ไกลที่สุดคือ ยิ่งใกล้ยิ่งไกล หนังสั้นๆว่าด้วยกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่พูดถึงชายในฝันอยู่ริมหาดเว้นแต่เด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งที่เงียบใบ้จนใครๆพากันล้อว่าเธออาจจะไม่ได้ชอบผู้ชาย แล้วหนังก็จบลงในความเงียบนั้น ความใกล้ชิดในหมู่เพื่อนที่ไกลนับล้านปีแสงนั้น

หนังของสาวๆกลุ่มนี้ไม่ได้มีโปรดักชั่นชั้นดี แต่เต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อที่จะเล่าเรื่องของวัยรุ่น ความสับสนในใจของเด็กสาวที่กำลังจะเติบโตเป็นหญิงสาว ปัญหาสากลที่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนพุทธหรือคนมุสลิม โดยบรรยากาศของพื้นที่จริง และชีวิตที่พวกเธอใช้จริง ความดิบสดของพวกเธอจึงน่าทึ่งยิ่ง

ต่างไปจาก สมเจตน์ มีเย็น คุณครูมัธยมที่ชวนลูกศิษย์มาทำหนังตลกแบบ แกงค์สามช่า ปีนี้ สมเจตน์ มีเย็นส่งหนังมามากมาย หลายเรื่องฝืดสนิทชนิดเงียบกริบทั้งโรง แต่บางเรื่องก็ตลกมากๆ ตลกทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ตลกในความประดักประเดิดของเด็กมัธยมเล่นหนังแบบไร้ทุน ชนิดผีซอมบี้เอาเด็กมาทาหน้าหรือพระอาจารย์เอาผ้าแถบคล้องไหล่

หนังของสมเจตน์ มีเย็นีตั้งแต่ หนังบันทึกรักบุญกึ่ม หนังอาจารย์กับสานุศิษย์หลงป่า หนังผีในห้องน้ำ ไปจนถึงหนังซอมบี้ผีลึกลับ ทั้งหมดทั้งมวลไม่มีอะไรมากไปกว่า เอาลูกศิาญืไปเดินเล่นในสวนสาธารณะแสร้งว่าเป็นป่าดงพงไพร ทุกคนหันมาพูดหน้ากล้องตบมุกไปเรื่อยๆจนก่าจะตายไปข้างนึง

ด้วยการตัดต่อ แบบง่ายแต่งง หนังเลยมีพลังสดดิบ แบบหนังบ้านๆทำกันเองครื้นเครงในครัวเรือนแบบที่เราคุ้นเคยในหนังของพี่วีระศักดิ์ ความเยอะของมันอาจจะทำให้โดนบ้างเดี้ยงบ้าง แต่ทุกครั้งเมื่อหนังชุดนี้ขึ้นมาเราก็รู้ว่าได้เวลาผ่อนคลาย หนังแบบนี้อาจจะไม่ได้มีคุณค่าทางศิลปะ แต่มันมีความนุกและมีความซื่อทื่อมะลื่อแบบบ้านๆที่มักจะสูญหายไปเมื่อคนทำหนังเก่งขึ้นจัดเจนขึ้น

ในขณะที่ธีรพัฒน์งาทอง เป็นนักเรียนมัธยมของแท้ ผู้เขียนได้ดูหนังของเขาเพียงสองเรื่องแต่ก็รู้สึกสนุกตื่นเต้นมาก หนังอย่าง เอาหนังไปให้หนุ่ย เป็นลีลาของเด็กเล่นกล้องแบบที่เพิ่งจับกล้องเป็นครั้งแรกๆแล้วยังใหม่ต่อมันทั้งกับการถ่ายหนังและความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตรื มันอาจจะเป็นหนังทดลองแบบที่มีกลาดเกลื่อน แต่รสสัมผัสของความรู้สึกแรกๆในโลกของการทำหนังก็สดใหม่ดี

แตกต่างไปจาก Military Soldier Student หนังสุดขอบที่เล่าเรื่องสุขั้วว่าด้วยวันหยุดของเด็กหนุ่มมัธยมดวงซวยที่บังอิญเปิดทีวีไปพบช่องทีวีประหลาดสัมภาษณ์นายทหาร (ในส่วนนี้ก็เป็นเพื่อนๆกันเองนี่แหละแสดงกันอย่างกระป๋องกระแป๋งโดยใช้สถานที่แถวบ้านถ่ายทำ)และเขาไม่สามารถหยุดดูได้ เพราะเมื่อเขาปิด มันจะเปิดเอง เมื่อเขาเดินมาข้างนอก ทีวีจะตามมา เมื่อเขาเปลี่ยนช่อง คนในรายการจะหันมาตะคอกให้หยุดเปลี่ยนช่อง เขาจึงจำเป็นต้องนั่งดูการสัมภาษณ์แบบอวยๆของนายทหารที่เล่าว่าเป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คุรคิด และทหารไทยช่างยิ่งใหญ่ เพื่อนมาหาที่บ่้าน เจอรายการนี้ก็ต้องถูกบังคับนั่งดูไปเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่าจนนับได้เกือบสิบคน นั่งจ้องรายการทีวีโสมมเกี่ยกวับการเชิดชูทหาร เป็นทหารสิ เป็นทหาร ราวกับการสะกดจิต จนเมื่อรายการจบ ทุกคนเป็นอิสระ พวกเขาจึงกระเจิดกระเจิงออกไปจากบ้าน ไม่ได้สมัครทหาร แต่วิ่งอย่างเสียสติไปในสวนของหมู่บ้าน

ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีระหว่างการเป็นหนังส่งเสริมการไปเรียนรด.กับหนังเสียดเย้ยอาการอำนาจนิยมของสังคมทหารที่ใช้อำนาจทุกรูปแบบในการบังคับขู่เข็ญผู้คน แกงค์เด็กนักเรียนรันทดที่ถูบีบคั้นให้ดูรายการทีวีสะกดจิตอย่างไม่มีทางเลือก ไม่มีทางสู้ ภาวะยอมจำนนของเด็กๆที่ไม่สามารถหลบหนีจากอำนาจทุกระดับที่ครอบสังคม ถ้าตอนท้ายการวิ่งจะเป็นอะไรที่อยุ่ตรงกลางระหว่างการได้พบเจอเสรีภาพกับอาการเสียสติจิตแตกเราก็ไม่สามารถจะกล่าวโทษกระไรได้

ความอึดอัดขัดข้องของธีพัฒนื อาจจะต้องตอบโต้ด้วยความน่ารักตามระเบียบของธีรพงษ์ ปัญญาคำ คนทำหนังที่ส่งหนังเล็กๆสั้นๆมาจำนวนมาก หนังที่เป็นคล้ายๆรุปแบบสื่อการสอน เรื่องราวต่างๆ หรือนำเสนอประเด็นทางสังคมแบบสอนศีลธรรมซึ่เงป็นหนังแบบที่ผู้เขียนต่อต้านได้ง่ายมากๆ แต่ด้วยความทื่อซื่อบ้านตรงไปตรงมาแาศัยลูกเล็กเด็กแดงและย่ายายแถวบ้านมาช่วยกันเล่นทำให้มันเป็นหนังเล็กน่ารัก ที่การสอนศีลธรรมไม่สำคัญเท่าความตรงไปตรงมาของมัน On the Way เล่าเรื่องคุณยายอัลไซเมอร์กับหลานชายที่คอยดูแล จนวันหนึ่งเผลอหลับคุณยายเลยออกไปเดินข้ามหมู่บ้าน หรือ Insomnia ที่สอนเด็กว่าการกินกาแฟนั้นจะทำให้นอนไมหลับอาจจะเพ้อถึงขึ้นเห็นผี Parallel Universe เล่าเรื่อชายผู้บ้างานจนต้องสุญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องง่ายๆเล่าทื่อ ๆ แต่สนุกน่ารักมากๆ เป็นพลังของความบ้านๆที่ทำให้เรายิ้มและรอคอยหนังของเขาให้โผล่มาในโปรแกรมฉายแต่ละวัน

3.HOME VIDO FAMILY ( THING OF LOVE ) (วชร กัณหา) + Phenomenon (ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ, 2012) 


งานใหม่จากสำนักงานใต้ดิน กลุ่มคนทำหนังที่ผู้เขียนตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา งานของสำนักงานใต้ดินเต็มไปด้วยความดิบเถื่อนเกรี้ยวกราด พวกเขาอาจจะไม่ถูกนับจากสังคมศิลปะให้เป็นงานศิลปะ แต่นั่นเป็นความผิดพลาดของสังคมศิลปะมากกว่าพวกเขาที่ได้่มองข้ามงานศิลปะซึ่งยังไม่ได้ขัดถู งานซึ่งไม่ได้มีโปรดักชั่นสวยงาม ไม่มีงานpost productionที่ทำให้รอยตะเข็บของภาพและเสียงเนียนเรียบสวยหรู งานที่ไม่ประนีประนอมกับรูปแบบหรือความคิดให้มากไปกว่าอารมณื งานแบบที่เกรดต่ำเกินกว่าจะไปสวยๆเก๋ๆในแกลลอรี่เคียงกับศิลปิน เก๋ๆคูลๆ งานที่ไม่คูลพอนี้เองที่งดงามยอดเยี่ยม และน่าตื่นตาอย่างยิ่ง

น่าเสียดายที่ผู้เขียนพลาดชมงานของ ธนิ ฐิติประวัติ อีกหนึ่งหนุ่มที่เหลือ ไม่เช่นนั้นงานของธนิก็คงจะติดอันดับด้วยเหมือนกัน แต่นี่คืองานชิ้นใหม่ที่ทั้งสองหนุ่มได้คลี่คลายตัวเองอย่างน่าทึ่ง

ในที่สุด วชร กัณหา ก็คลี่คลายตัวเองไปอีกขั้นในหนังสั้นเรื่องนี้ตัวหนังพูดถึงความรักของเขาที่มีต่อสิ่งต่าง การเปิดปลือยตัวเองอีกครั้งบนจอภาพยนตร์ ในฐานะภาพบันทึกสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างเกรี้ยวกราดไม่ประนีประนอม

จากค่ำคืนสุดท้ายในปีที่แล้วที่เขาบันทึกภาพการสนทนากับเพื่อนสนิทท่ามกลางความมืด ซึ่งเต้มไปด้วยร่องรอยของการถสลิหาวันชื่นคืนสุขซึ่งได้จบลง ในคราวนี้เขาขยับขยายเข้าไปยังเรื่องของคนรักและครอบครัว

ครึ่งแรกเป็นภาพบันทึกความรักที่มีต่อคนรัก และความรักที่มีต่อความรัก และความใคร่ ด้วยวิธีการแบบหนังทดลองพื้นฐาน ภาพตัดลับและtext ที่ขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้งจงใจ ความโจ่งแจ้งจงใจกระแทกใส่ใบหน้าผู้ชมละม้ายการตะโกน ชี้ให้ดู ทำให้เห็น ฆ่าตัวเอาเลือดมาทาจอเพื่อเรียกความสนใจ ครึ่งแรกของหนังเป็นเหมือนถ้อยแถลงการณ์ส่วนบุคคล เป็นยันทึกส่วนที่ปกติไม่ได้เปิดให้ใครอ่าน

ในขณะที่ครึ่งหลังกลับเป็นบันทึกความทรงวจำที่ปราศจากความรุนแรงทางอารมณ์ ภาพบันทึกฉับพลันทันใดของการที่ครอบครัวไปเดินทางท่องเที่ยวแบบฉุกละหุกที่วัดในเขาคิชฌกูฏ ภาพบันทึกที่ทำหน้าที่แทนไดอารี่ในอีกทางหนึ่ง หากครึ่งแรกเป็นการเขียนสิ่งที่เขียนไม่ได้ การกระทำอย่างโจ่งแจ้งตั้งใจให้เห็น ครึ่งหลังคือการบันทึกสิ่งที่เขียนไม่ได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง รูปแบบของการซ่อนเอาไว่้ในไดอารี่ของครอบครัว ดวงตาอบอุ่นอ่อนโยนของการไปเที่ยวด้วยกันทั้งบ้าน

แต่มันยังไปสุดทางกว่านั้นเพราะในฉากสุดท้ายเกิดขึ้นในยามรุ่งสาง กลางภูเขาสูงชันเคลียสายหมอก ภาพผู้คนหลังไหลไปไหว้พระตอนเช้ามืดใ้ความรู้สึกคล้ายหนังมานุษวิทยาที่บันทึกพิธีกรรมลึกลับ โดยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ อารมณ์ของหนังซึ่งพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในครึ่งแรก ถูกผลักไปสู่ความนุ่มนวลในช่วงกลาง และขยับขยายไปสู่สิ่งที่ยากอธิบายในช่วงท้ายนี้เอง สรรพสิ่งบันทึกผ่านกล้องอย่างเชื่องช้าไปสู่สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และทิ้งผู้ชมไว้ตรงนั้น

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ วีดีโอไดอารี่ของวชร ได้ทำหน้าที่ยันทึก ที่สิ่งซึ่งถูกบันทึกมาได้ก่อคสวามหมายใหม่ที่น่าสนใจมากๆ

Phenomenon ของ ธีรนิต์ เดินหน้าในฐานะของหนังทดลองไร้ควาประนีประนอมเต็มตัว หนังแบ่งเป็นสามภาค ในเวลาที่แตกต่างกันแต่ใช้ฟุตเตจชุดเดียวกัน งานซึ่งตัดปะเอาภาพของกลางคืน ท้องห้ายามราตรี ช่วงขาเปลือยของคนนอนหลับในความมืด ภาพของเมือง แสงอาทิตย์จัดจ้า ไปจนถึงภาพของห้องฉายมาราธอน ทีทำให้ราวกับว่าจอหนังกลายเป็นประจกสะท้อนภาพห้องฉายที่มันดำรงคงอยู่เสียเอง

เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากล้น ธีรนิต์ใช้ภาพแทนคำทีละคำเขียนบทกวีขึ้นด้วยการร้อยเรียงเชื่อมกันด้วยรูปประโยคลึกลับที่เขาอาจจะเข้าใจเพียงผู้เดียว การผเชิญหน้ากับประโยคที่อ่านไม่ออก ด้วยภาษาที่ลึกลับ เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้จินตนาการไปต่างๆนาๆ เหมือนการพบเจอสิ่งที่ไม่รู้จัก มนุษยืจากดาวอื่น เสียงที่เราแปลความหมายไม่ได้ แต่รู้สึกได้ถึงความไพเราะของมัน ความงดงามของพื้นผิวของมัน และพลังไม่รุ้ชื่อของมัน

4.Portrait of the Universe (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล, 2012)

จากนักเรียนมัธยมที่ทำหนังคารวะJohn Waters ในที่สุด หนังจบของณพรรธน์ก็พาตัวเองไปสู่จุดสุดยอดที่เขาเคยตั้งต้นไว้ใน มดลูกในตู้ปลา หนังเรื่องที่แล้วของเขา

 

หนังเล่าเรื่องของสภาวะโลกแตก ชายหนุ่มที่ถูกพระเจ้าส่งมายังโลก สังเกตการ์โรงเรียนมัธยมประหลาดที่มีเด็กหนุ่มตกหลุมรักนิรันร์กาลซึ่งมาในรูปของเด็กหนุ่มงดงามอีกคน อาการหวามไหวของรักแรกในสมัยมัธยมที่กรุ่นไปด้วยความรู้สึกและอาการอัดอกขัดข้องของฮอร์โมนวัยหนุ่ม แต่ไกลไปกว่านั้นยังมีเพื่อนนักเรียนของเขาที่มีทั้งเด็กสาวผู้ศรัทธาคลั่งไคล้ในพระเจ้าจนไม่อาจยอมรับได้ที่จะต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ซึ่งต่อต้านกฏของพระเจ้า และเด็กสาวอีกคนที่ต่อต้านเด็กสาวผู้ศรัทธา เปล่าเลย ธอไม่ได้เป็นพวกต่อต้านศาสนา แต่เธอเป็น ‘ลูกหลานของพระเจ้า’ ต่างหาก แล้วยังมีแม่ที่บูชายัญลูกสาวเพื่อสังเวยพระเจ้าให้รับตัวลูกสาวของหล่อนไปสู่ดินแดนอันเป็นนิรันดร หรือครูที่พุดกับลุกของตัวเองที่เป็นก้อนเนื้อในถังแช่ต่อสายระโยงระยาง หรือการฆาตกรรมฆ่าเด็กในสวนสาธารณะ เรื่องราวเลื่อนไหลไปจนถึงหลายปีต่อมา การสาบสูญไปของนิรัดร์กาล และการทำลายล้างกันเองของผู้ศรัทธา

 

พลอตของหนังนั้นซับซ้อนมาพอจะทำหนังยาวสองชั่วโมงสามภาคได้สบายๆ แต่ณพรรธน์กลับขูดเรื่องราวทั้งหมดท้ิงไป (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หรือไม่สามารถเล่าได้ก็ตาม) เพราะที่เขาต้องการไม่ใช่การเล่าพลอตที่ซับซ้อน แต่ที่หนังต้องการจะนำเสนอคือภาพจุดสูงสุอขงอาการฮิสทีเรียทางอารมณื กล่าวให้สุดทาง นี่คือหนังที่ตัดตอนเอามาเฉพาะจุดสุดยอดทางอารมณ์ของบรรดาตัวละคร ราวกับทุกตัวละครหลุดมาจากหนังของฟาสบิเดอรส์ หรือจอห์น วอเตอรส์ พร้อมี่จะบริภาษาตบตี ทำลายล้างกันอย่างถึงที่สุด

 

เราอาจจะแบ่งหนังของณพพรธน์ได้เป็นสองกลุ่มในยุคของ ณพรรธน์ เนเน่ (นักแสดงคู่บุญที่กลับมารับบทครูฟิสิกส์จำเป็นที่อาจจะแสดงอารมณ์น้อยที่สุดในบรรดาตัวละครที่เหลือ)หนังอย่าง หนัง กรรไกร ในวันที่สี่เมษา ที่เตจ็มไปด้วยความรุนแรงไม่บันยะบันยัง หรือหนังอย่างseduction lullabye ที่โถมความรุนแรงเข้าใส่ผู้ชม กับหนังในกลุ่ม มดลูกในตู้ปลา It’s hard to say how i love you captain Hook? หรือ ชุดกระโปรงที่เต็มไปด้วยความมืดมนหม่นมอง อาการอมพะนำและความทุกข์ที่พูดไม่ได้ กล่าวให้ถูกต้องคือหนังในกลุ่ม depress กับกลุ่ม manic ซึ่งในที่สุดทั้งสองส่วนได้บรรจบพบกันอย่างดงามในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมีทั้งหลุ่มตัวละคร Manicตลอดเวลา และ Depressตลอดเวลา

 

ไม่สำคัญเลยว่าโลกในหนังเรื่องนี้จะแตกหรือไม่ ไม่สำคัญว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร เพราะที่เราเห็นคือการปะทะของคุ๋ขั้วตรงข้ามจำนวยมาก คู่ของผู้ศรัทธาในพระเจ้ากับลูกหลานของพระเจ้า คู่ของแม่ที่ฆ่าลูกกับแม่ที่พยายามชุบชีวิตลูก คู่รักของเด็กหนุ่มสามัญที่เติบโตขึ้น กับนิรันดร์กาลที่หยุดน่ิง คู่ขั้วตรงข้ามในหนังของณพรรธน์ไม่ได้เป็นแค่ขาวกับดำ แต่เป็นคู่ขัดแย้งแบบ ดำกับดำกว่า สลัวกับมืดสนิท รอยปริและแผลเปิด ตัวละครอย่างคุณครูจันทร์เพ็ญที่เปลี่ยนนักแสดงไปเรื่อยๆกลายเป็นการเลื่อนไหลไปในขั้วตรงข้ามไปเรื่อยๆ ราวกับว่าความขัดแย้งนี้ดำเนินไปในจักรวาลภายในของเราเอง ผ่านบุคลิกอันหลากหลายและแนคิดที่ไปจุดหมายเดียวกันแต่ใช้วิธีการที่ตรงกันข้ามอย่างรุนแรง

 

ภาพฉายของจักรวาลในหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่จักรวาลในฐานะภาพรวมอันยิ่งใหญ่แต่คือจักรวาลในฐานะภาพย่อยของความวิปลาสทางอารมณ์ของความขัดแย้งที่รุนแรงและไม่สามารถคลี่คลายได้ หนังเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนระเบิดปรมาณูที่การระเบิดของมันงดงามกว่าตัวมัน

5.เสียงออกไม่ได้ในราชอาณาจักรทางภาษาของคุณ (รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค)

รัชฎ์ภูมิกลับมาแล้ว ! อันที่จริงเขาไม่ได้หายไปไหนย ยังมีหนังเล็กๆออกมาให้ดูบ้างประปราย อย่างเงือกสวมกางเกง (ที่ผู้เขียนไม่ได้ดู ฮือฮืือ) รวมไปถึง ความเศร้าของภูติผี หนังเรื่องแรกในโปรเจคต์โดมิโนที่เดินหน้าไปเกือบเสร็จแล้ว (ข่าวลือ) แต่นี่คือหนังสั้นอย่างเป็นทางการเรื่องต่อมาของผู้กำกับหนังสั้นสุดหวือหวา หนึ่งในหนังสั้นสุดโปรดตลอดกาลของผุ้เขียนอย่าง ของเหลวที่หลั่งจากกาย

 

หนังใหม่ของเขายังคงท่าทาง ‘ปัญญาชนอันมิอาจคาดเดาได้’อย่างเต็มที่ หนังของรัชฎ์ภูมิ ล้อเล่นกับประเด็นหนักๆทางวิชาการเสมอ ด้วยท่าทีแบบนักวิชาการพูดประเด็นวิชาการด้วยซ้ำ แต่แทนที่เขาจะยัดใส่ปากตัวละครกันตรงๆเขาก็ใช้เทคนิคแบบสุดขอบของหนังารับใช้ประเด็นแทน หนังของเขาจึงเต็มไปด้วยอาการผิดปกติของการเล่าเรื่องแการแทรกซ้อนแทรกสอดของเหตุการณือื่น ตัวละครประหลาด และกิจกรรมประหลาดจำนวนมากซึ่งไม่ได้มีมาเพื่อสร้างความตื่นตาเฉยๆ มันรองรับประเด็นที่แข็งแรง และโดยพยายามจะทำลายโครงสร้างของการเป็นสัญญะของมันด้วย มันเป็นสัญลักษณ์ แต่ตัวละครพากันแหกความเป็นสัญลักษณ์ของตัวเองตลอดเวลา สิ่งนี้คือ ความไม่อาจคาดเดานั่นเอง!

หนังเล่าเรื่องอะไรดี เอางี้ มันเป็นสารคดีที่ทำโดยสมาคมซับไตเติ้ลอะไรสักอย่าง เป็นสารคดีtalking heads mี่นางสาวนักวิชาการด้านซับไตเติ้ลจะออกมาอธิบายเรื่องความสำคัญของซับไตเติ้ลโดยยกตัวอย่างประกอบเป็นภาพจำลอง หนุ่มพูดจีนแบบมีและไม่มีซับไตเติ้ล หรืออีกตัวอย่าเงป็นเรื่องของคนรับใช้ชาวอีสานกับเจ้านายลูกหลานเวียดอพยพ ที่ต้องใช้ซับไตเติ้ลแปลไทยเป็นไทย

แต่แล้วสารคดีก็ถูกขัดขวางการถ่ายทำ เพราะมีคนบุกเข้ามาในบ้านของ สาวนักวิชาการ เธอไล่จับมันได้ มันคือสองผัวเมียชาวกัมพูชาที่พูดฝรั่งเศสได้แต่ไม่อยากมีซับเลยไม่พูด เมียนั้นพูดไทยได้เพราะต้องพูดกับเธอก็แค่นั้น พวกเขามีลูกเป็นช้างที่เป็นสมบัติของชาติไทย นางกนักวิชาการกับหัวขโมยจึงปะทะอัตลักษณ์กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน!

 

ซับไตเติ้ลทำหน้าที่อะไรในโฃลกภาพยนตร์ มันคือหอคอยบาเบลของการกระโดดข้ามชาติพันธุ์วรรณาของมนุษยชาติหรือเปล่า ซับไตเติ้ลช่วยส่งสริมให้มนุษย์เข้าใจกัน หรือดีดมนุษย์ออกจากกันเพราะควาุ่งสนใจภาษาได้ทำลายการรับรู้ด้านอื่น(อย่างน้อยก็ภาพในฐานะภาพยนตร์)ลง ตัวอย่างที่อหนึ่งสะท้อนภาพความล้มเหลวเลื่อนไหลของซับไตเติ้ลที่เราพบว่าเมื่อแปลสิ่งที่พูดออกมาแล้วมันไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญเลย ออกจะไม่ถูกต้องต่อเนื่องเลื่อนไหลเช่นอะไรเกี่ยวกับเป็ดออกไข่ที่อยู่ในบทสนทนา

 

แต่ในอีกระดับชั้น ซับไตเติ้ลคือรูปแบบของการแบ่งแยกชนชั้นของโลกหรือเปล่า ตัวละครพูดภาษาถิ่งที่ถูกใส่ซับไตเติ้ลคือรูปแบบที่ฉายชัดของการแสดงควาเมป็นอื่นของพี่น้อร่วมชาติโดยมีภาษากลางเป็นมาตรฐานและภาษาที่เหลือคือภาษาผิดมาตรฐาน ยิ่งหนังแสบสันต์มากขึ้นเมื่อซับไตเติ้ลเลื่อนไหลเข้าไปสู่การวิพากษ์ควาเมป็นชาติ ตัวละครคนรับใช้ที่ฟังเพลงลูกทุ่งแล้วต้องเปลี่ยนเป็นเพลงคลาสิคเมื่อเจ้านายเข้าบ้าน ต้องผเชิญหน้ากับเจ้านายที่เป็นลุกหลานคนต่างด้าว แต่ในปัจจุบันมีสถานะควาเมป็นคนไทยมากกว่าเธอที่อาจจะอาศัยในไทยมาแต่ต้นตระกูลแต่ในที่สุดก็เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกขับออกจากความเป็นไทยสถาปนาใหม่!

 

หนักข้อไปกว่านั้นเมื่อแม่นักวิชาการโดนเล่นซะเอง หัวขโมยในบ้านเธอคือคนกัมพูชาหรือ พวที่ขโมยเขาพระวิหารไปจากเธอหรือเปล่า ซีนสุดท้ายร้ายกาจเจ็บปวดมาก เมื่ออาการเห่อหมอยชาตินิยม(ที่ในที่สุดซับไตเติ่้ลที่ทำลายความเป็นชติลงกลายเป็นเครื่องมือสร้างชาติเสียเอง) พุ่งขึ้นจุกสูงสุดเมื่อเธอเริ่มโต้เถียงว่าช่้างนั้นเป็นสัตว์คู่บ้่านคู่เมือง เป็นสมบัติของชาติไทย พวกผัวเมียขเมรขี้ขโมยจะเอาไปเป็นของตัวนั้นไม่ได้ การถกเถียงที่เผ็ดร้อน แสดงภาพความไม่ได้เรื่องได้ราวของกาเห่อหมอยชาตินิยมที่ได้ตัดขาดตัวเองออกจขากประวัติศาสตร์ที่แท้ของชาติ ซึ่งไเป็นเพียงสิ่งกำเนิดใหม่ และดำรงคงอยู่ได้ด้วยการเหยียดชาติอื่น อาการพูดฝรั่งเศสของสามีที่บาดเจ็บ (และยายนักวิชาการรัยไม่ได้ที่คนขเมรพูดฝรั่งเศส) ร้ายกาจมากขึ้นเมื่อหนังขึ้นซับว่ากูไม่อยยากถูกใส่ซับไตเต้ิล อาการลักลั่นย้อนแย้งของการรวมภูมิถาคที่แบ่งแยกชาติถูกจุดพลุขึ้นอย่างงดงามโดยมีหนังเป็นเครื่องมือรับใช้

อาการออกเสียงไม่ได้พูดไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะในสังคม ‘ ราชอาณาจัร’ นี้ไม่ฟัง ฟังไม่อกอ ทำให้เห็นเป็นอื่น เมื่อฟังไม่ออก ก็ทำให้เป็นเสียงของสัตว์เสีย เมื่อฟังไม่ได้ ก็เท่ากัยผู้พูดพุดไม่ได้ ออกเสียงก็ยังไม่ได้ ในราชอาณาจักรทางภาษาอันคับแคบ

 

กล่าวถึงที่สุด ถ้าจะต้องหาหนังสั้นไปเปิดต้อนรับอาเซียนก็นี่ล่ะ หนังที่เหมาะเจาะที่สุด

6.เมืองกรุง(หล่อฟิล์ม) + วิถีใดใด( ธีร์ บุณยเกรียงไกร)

สองหนังเรียบเงียบนิ่งที่ทรงพลังมากๆ

เมืองกรุงเล่าเรื่องหนุ่มรปภ. ที่มาทำงานในกรุงเทพเขาอยากกลับบ้านแต่กลับไม่ได้ จึงทำได้แต่เขียนจดหมายหาแม่โดยการอัดเสียงใส่เทปเสียงเล่าเรื่องของเขาและเสียงของเมืองหลวง เสียงของคลอง ของรถรา ของสายลมหลังคาตึก อัดใส่เทปส่งกลับบ้านนอกไปให้แม่ตาบอดของเขาฟัง ปีที่แล้วเขากลับบ้านไมา่ได้เพราะติดงาน ปีนี้อยากจะกลับไปให้ได้ แต่ดูเหมือนปีนี้จะมีเหตุการณืชุดมนุมทางการเมือง เขาจะไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว ได้แต่รอคอยการกลับบ้านที่ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ทิ้งแม่ไว้กับกองเทปเล่าเรื่องแะเสียงข่าวการเมืองทางโทรทัศน์ที่พ่อเฝ้าดู

 

หนังทำให้นึกถึงกาลานุสติ ที่วิพากษ์การเมืองเข้มข้นผ่านเรื่องของพระป่าที่โพ้นไกล ในเมืองกรุง หนังไมไ่ด้วิพากษ์การเมืองแบบตรงไปตรงมา แต่พูดถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่เลื่อนไหลไปอย่าเงียบเศร้าโดยมีบรรยากาศทางการเมืองเป็นฉากหลัง

 

หนังมีฉากเล้กๆที่น่าสนใจเมื่อมีเสียงปืนสักอย่างดังขึ้นในโรงงาน(หรือโรงหนัง) ที่เขาดูแลอยู่ มันอาจจหรืออาจจะไม่ใช่เรื่องการชุมนุมก็ได้ แต่การแสดงภาพของรปภ.ที่ไมู่้จะเอายังไงดีจะทำอะไรได้ต่อเหตุการณ์นี้ทำให็ฉากนี้เป็นฉากที่น่าสนใจมากว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ทำอะไรไมไ่ด้ไม่รุ้จะเอายังไงดี แต่ถุกรุนหลังให้อยุ่ในเหตุการณ์นี้ด้วย

 

แคบลงมาจากเหตุการณ์ทางการเมือง วิถีใดใดเป็นหนังเงียบๆอีกเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ หนังโฟกัสที่นักศึกษาหนุ่มที่ถูกเพื่อนขโมยเินค่าเทอมจนต้องดรอปไปหาเงินค่เทอมด้วยการแจกใบปลิว เพื่อนที่ขโมยไปสำนึกบาปแต่ก็ทำอะไรไมไ่ด้ เด็กสาวเพื่อนของเขาอีกคน ขโมยแมคบุคจากห้องสมุดของมหาลัย เธอเปฺดเล่นไปเรื่อยๆแล้วเห็นรูปของเจ้าของเก่า เธอไม่รู้จะทำอะไรได้ จะเอาไปคืนก็คงไม่ได้ เมื่อเธอรู้ว่าเพื่อนมีปัญหาเธออาจจะหาค่าเทอมให้เขาได้ถ้าเอามันไปขาย

 

หนังอาจจะเปิดฉากด้วยการภาวนากับพระเจ้า แต่หนังไม่ได้เล่าเรื่องในทำนองว่าพระเจ้าจะออกมาช่วยในท้ายที่สุด แต่มันเป็นหนังของวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องยืนอยู่บนภาวะเขาควายทางศีลธรรมในเรื่องต่างๆ หนังเลือกจบอย่างดงามและโยนคำถามทางศีลธรรมกลับมายังผู้ชมว่า อันที่จริงเราสามารถตัดสินเรื่องราวใดๆด้วยหลักการง่ายๆทางศีลธรรมไม่กี่ข้อเท่านั้นหรือ

 

หนังสั้นสองเรื่องนี้น่าทึ่งมากๆ น่าสนใจมากๆในแง่ที่ตัวมันเป็นหนังเรียบๆเงียบๆ ที่ไม่ได้พูดอะไรใหญ่โต แต่ใส่ใจกับประเด็นและตัวละครของตัวเองอย่างยิ่ง และเลือกจบแบบทิ้งคำถามไว้ให้ผู้ชมมากมาย โดยไม่ต้องให้ทางออกเบ็ดสเร็จเด็ดขาดแต่อย่างใด

7.Halleluyah คำสัญญาจากพระเจ้า (WYYSIWYG Production)

สารคดีติดตามชีวิตพระชาวคริต์ (นักเทศน์ บาทหลวง ไม่รู้จะเรียกอะไรดี )ท่านหนึ่งที่มีอดีตเป็นลูกครึ่งเวียดนาม อเมริกัน เคยเป็นนักมวยระดับต้นของค่ายมวย เคยเป็๋นพวกชอบต่อยตี ก่อนจะตกงานชีวิตเสียศูนย์จนพบพระเจ้าแล้วกลายเป็นพระ ออกไปสอนคนตามโบสถ์ต่างๆหรือออกไปเทศน์ตะโกนใส่ความอึกทึกที่ตรอกข้าวสาร

 

หนังพร้อมจะเป็นสารคดีเชิดชูพระที่ทำให้เราเบื่อได้ง่ายๆเมื่อหนังติดามคุณพ่อไปตามที่ต่างๆแล้วก็ตามสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุรพ่อเล่าเรื่องตัวเองว่าที่ไปที่มาอย่างไร หนังก็เริ่มน่าตื่นตะลึงมากขึ้น แล้วไปต่อจนได้เห็นการไปตรอกข้าวสาร ไปสถานที่ที่เป็นชุมชนมุสลิม เพื่อไปเผยแผ่คำสอนของพระเจ้า แล้วเห็นการต่อตต้านจากทั้งฝรั่งทั้งไทย

แต่สิ่งที่ทำให้่หนังไปสุดทางจริงๆคือการไปสัมภาษณ์อาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นพระเหมือนกัน แล้วอาจารญืมองเห็นว่าการกระทำของคุณพ่ออาจจะไม่ถูกทาง ไม่สร้่างความสัมพันธ์กับชุทชนก่อนอะไรแบบนั้น ซึ่งการกล่าวในเชิงไม่เห็นด้วยนี้ได้กลับมาทำให้งานของคุณพ่อน่าสนใมากขึ้นไปอีก

แน่นอนในฐานะมนุษย์ไม่มีความเชื่อเชิงศาสนา (หรือไม่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจเรื่องศาสนา) เราสมควรจะต่อต้านหนัง แต่เรากลับพบว่าสิ่งที่หนังถ่ายทอดได้งดงามไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่เป็๋นเรื่องความดำดิ่งของมนุษยืที่มีศรทธาอย่างแรงกล้า (พูดในทางโลกเราต้องใช้คำว่าลุ่มหลง หมกมุ่นอย่างแรงกล้า แต่คำพวกนี้ใช้ในทางศาสนาจะกลายเป้นคำเชิงลบไปในทันทีซึ่งผิดจากความหมายตั้งต้นที่เราพยายามจะบอก) ความรู้สึกดำดิ่งนี้ฉายชัดในวิธีการของคุณพ่อที่ออกไปสอนตามที่ต่างๆ เราอาจจะไม่เชื่อ /ไม่สนใจในสิ่งที่เขาสอน แต่เรานับถือความมุ่งมั่น ความศรัทธาของเขา

ก่าวใ้หถูกที่สุดคือเราทนความหมกมุ่น ความศรัทธาแบบคุณพ่อได้ แต่เราทนอาการเยือกเย็นของอาจารย์ท่านสุดท้ายได้น้่อยกว่ามาก วิธีการวางตัวอยู่เหนืออะไรแบบนั้นมันกลายเป็นสิ่งขัดถูความมุ่งมั่นของคุณพ่อให้แวววาวโดยไม่ได้ตั้งใจ และทำให้เราทึ่งมากขึ้นไปอีก

 

กล่าวโดยสรุปคือนี่เป็นหนังแบบที่เราจะต่อต้าน แต่เอาเข้าจริงเรากลับมองเห็นความน่าสนใจมากมาย (ตั้งแต่เรื่องตัวศาสนาเองไปจนถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของภูมิภาคผ่านเรื่องเล่าในชีวิตของคุณพ่อเอง)

8.Induce Influences ( ณัฏฐธิดา โต๊่ะชูดี) + Proverbs (ชมภูนุช เมฐา, 2012)

INDUCED INFLUENCES คือหนังทดลองที่อธิบายอะไรม่ได้เลยแม้แต่ ราวกับว่าเรื่องราวจะมีสามบทสามตอน เกี่ยวข้องกันหรือไม่ไม่อาจทราบ เราได้แต่คาดเดาไปต่างๆนาๆเมื่อเห็น ภาพปากกำลังกรีดร้องของเด็กสาวระยะประชิด อากาศหนาวเหน็บกลางหิมะขาวโพลน หรือหญิงชายทะเลาะกัน ต้นไม้ไร้ใบโยกไหวในความมัวซัว ไม่ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับอะไร สิ่งที่เรารู้สึกอย่างฉับพลันทันใดคือความน่าสะพรึงกลัวขั้นสูงสุด

 

เช่นเดียวกันกับ PROVERBS ที่เป็นเหมือนการแสดงperformance art กึ่งๆหนังทดลอง หญิงสาวในป่า กลับหัวกลับหาง อยุ่ในวงด้ายสายสิญจน์ เคลื่อนไหวเยื้องย่าง ตัดสลับกับภาพของสุภาษิตไทย ที่อธิบายด้วยการแสดงของเธอ ที่ที่จริงอธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร

 

นี่คือหนังทดลองสองเรื่องที่อาจจะอธิบายอะไรมไ่ด้เลย แต่มีพลังลึกลับดำมืดที่ทำให้เราตื่นเต้นมากๆที่ได้ชม

 

9.Inside of Me พายในใจ ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ + หลับ…หลอน (สิโรรส ดำจันทร์)

ในแต่ละปี ทั้งหนังสั้นหนังยาวหนังอินดี้หนังเข้าโรง มากกว่าสามสิบเปอร์เซนต์ของหนังไทยเป็นหนังสยองขวัญ และนี่คือหนังสยองขวัญน่าพอใจสองเรื่องในเทศกาลนี้

หลังจากไม่ยั้งมือทางเทคนิคกับ ณ.บ. พายในใจออกมาเป็นหนังสยองตลกที่ลงตัวมากๆว่าด้วยสาวขาบพายบ้องแบ๊วที่แอบรักเด็กหนุ่มที่มาซื้อพายของเะอทุกวัน แต่ทำไงดีเขาไม่ยอมกินพายกุ้งที่เธอคิดว่ามันเลอที่สุดของร้าน

จริงๆหนังออกมาเหมือนตอนที่สนุกๆน่ากลัวๆของTWILIGHT ZONE หรือ TALE FROM CRYPT ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหนังขายพลอตอย่างเดียว แต่แอบจิกกัดสังคมของการให้แล้วเป็นสุขที่แสบสันต์เอามากๆ ฉากการให้แล้วเป็นสุขของนางเอกทำให้อยากจับหัวนางโขกกับโต๊ะมากๆ เมื่อผลพวงจากการให้ตามมาเป็นพรวน ผู้ชมจึงรู้สึกในทำนองว่า สมน้ำหน้ามึงซึ่งทำให้ เราพึงใจมากๆ

ในส่วนของหลับ…หลอน นี้เป็นเพีนงหนังสั้นๆที่ไม่มีเหตุการณ์อะไรมากไปกว่าชายคนหนึ่งนอนหลับ และเมื่อเขาหลับ ผู้ขมก็ได้เห็นว่ามีผีอยู่ในห้องของเขา เดินไปเดินมา เปิดทีวี อาศัยในความมืด โดยไม่มีพลอตอะไรมากไปกว่านั้น

ต่างไปจาก พายในใจที่เป้นหนังมีพลอต หลับหลอน อาศัยแต่เพีนงความมืดในการฉายภาพภูติผี สอ่งที่ทำให้ผู้เขียนชอบหนังมากๆคือการที่หนังถ่ายทำในแฝลตแบบมที่เราพบเจอได้ทั่วไป พวกห้องเช้าที่คนกรุงเทพสว่วนใหญ่มีชีิวตอยู่ ห้องเช่าที่ไม่ได้สวยงามอะไร แคบๆ ร้อนๆแล้วพอปิดไฟก็มีแสดงของเมืองลอดเข้ามา พื้นที่แบบนี้เป็นพื้นที่เจนตาที่เจนตาจนไม่ค่อยมีใครยอมเอามันมาขึ้นจอมากนัก (ในแง่นี้หนัง วงจรปิดของยุทธเลิศ เป็นหนังไทยขนาดยาวที่เอาพื้นที่เช่นนี้มาขึ้นจอได้อย่างน่าทึ่ง) การปรากฏของผีในห้องจึงทำให้ผู้เขียนสะพรึงมากในแง่ที่ว่า นอกจากมันจะปรากฏในสถานที่ที่มันเจนตาผจนเกิดขึ้นกับใครก็ได้) การที่มันอยุ่ในความมืดโดยไม่ได้หลอกหลอนอะไรทำให้มันน่ากลัวขึ้นมาเอง ว่าเรามีผีอยุ่ในห้อง โดยที่เราไม่มีวันจะรู้ หนังทำให้นึกถึงหนังสั้นเรื่อง ยามบ่าย ของภูพาน สรวิศมงคล เมื่อหลายปีที่แล้ว

10.เส้นทางวงกลม (รักศักดิ์ จันทร์พิสุ) +the moment (ปฐมวรรธน์ วันสุขประเสริฐ)+ หาย (วัชรพล สายสงเคราะห์)

นี่คือกลุ่มของหนังรักบ้านๆที่เล่าซื่อๆ มันอาจจะอยากเป็นหนังรักแบบGTH หรือหนังมิวสิควีดีโอ แต่ความเป็นไม่ได้ของมันทำให้มันมีรสชาติประหลาดที่หนังแบบที่มันอยากเป็นให้มไ่ได้

เส้นทางวงกลมเล่าเรื่องของคู่รักที่กำลังจะเลิกกันขับรถไปเที่ยวแล้วติดอยุ่ในเขาวงกต แล้วค่อยๆเรียนรู้ว่าที่จริงพวกเขาตายไปแล้ว และติดอยู่ในเส้นทางวงกลม มีคนหนึ่งจะรอดแต่ไมรู้ว่าใคร คนนหึ่งรักมาก อีกคนนหนึ่งกำลังจะบอกเลิกทั้งคูใช้โมงยามสุดท้ายในผืนป่าเขาวงกตก่อนจะจากกันชั่วนิรันดร์

ความงดงามของหนังคือมันมีทั้งความเป็นพื้นถิ่น และความอยากเป็นกรุงเทพ เรื่องของคู่นักในเขาวงกตวิญญาณ อีกนิดนึงจะเป็นThe Letter แต่หนังอาศัยหน้าตาบ้านๆของนักแสดง ภาษาเหนือที่นักแสดงใช้ และการถ่ายทำแบบบ้านๆ แข็งๆ ทำให้หนังมีเสน่ห์แบบที่เราชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้กับคู่รักสามัญ และมันก็มีความอยากเป็นกรุงเทพประเภทหนังรักเก๋ๆตามเมืองเหนือสวยๆด้วย อีกทั้งเพลงสิ้นสวาทของอ้ายจรัลในหนังก็ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมสุดๆด้วย

 

The Moment เล่าเรื่องเป็นห้วงๆของคู่รักที่กำลังจะเลิกกัน ตัสหนังนั้นเป็นเหมือนMV เลี่ยนๆมากกว่าจะเป็นหนัง แต่การที่มันทำหน้าที่เป็นเหมือนการบันทึกภาพขาดห้วงของความรัก ภาพความทรงจำของการมีักนและกันเ็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะจบลงด้วยการพยายามจะเดินต่อไป

หนังอาจจะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนักในแง่เทคนิค แต่ในแง่อารมณ์มันมีอารม์ถวิลหาที่ใช้การได้ทีเดียว

หาย อาจจะเป็นหนังที่ไปไกลที่สุดในกลุ่มนี้ ยิ่งพอคิดว่าเจ้าของหนังเป็นเด็กม.ปลายยิ่วทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาอีก หนังเล่าเรื่องของเพื่อนรักสองคนที่บังเอิญแอบชอบผู้หญิงคนเดียวกัน คนหนึ่งได้คยเป็นแฟน อีกคนก็ได้แต่เผ้าดุอยู่ห่างๆ จนเมื่อเพื่อนสินทเอานาฬิการาคาแพงที่จะซื้อให้เป็นของขวีญวันเกิดหญิงคนรักมาฝากเขาไว้แล้วนาฬิกามันหายไป ความเป็นเพื่อนก็กายตามสิ้นสุดลงไปด้วย

หนังรักมัธยมโดยทั่วไปก็เล่าเรื่องทำนองนี้ ตัวหนังนั้นก็เดินตามขนบหนังรักมัธยมที่คุ้นเคยแต่สิ่วที่หนังไปไกลกว่าคือการที่ตัวมันได้บันทึกเอาการจบสิ้นความสัมพันธ์ของเพื่อน และความเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่อาจเรียกคืนลงไปด้วย การที่หนังไปไกลกว่าแค่เรื่องโรมแนติกที่จบลงอย่างแสนสุขทำให้หนังน่าสนใจมากขึ้น การเลือกซีนในช่วงท้ายของหนังก็ชวนให้คิดถึงกลิ่นแบบหนังยุโรปมากกว่าหนังรักฮอลลีวู้ด หรือหนังไทย การที่เราได้เห็นเด็กม.ปลายทำหนังจบเศร้าก็น่าสนใจพอแรงอยู่แล้ว แต่การที่มันจบเศร้าแบบที่มันควรจะเป็นโดยไม่พยายามจะทำให้มันเป็นเรื่องดราม่าเกินตััวยิ่งทำให้เราทึ่ง

ยังมีหนังอีกมากที่ผู้เขียนยังไม่ได้ดู ทั้งหนังของวิีระพงษ์ วิมุกตะลพ (ชิงช้า สีบนถนน) ไทกิ ศักดิ์พิสิทธิ์​(RIPE COLCANO) วิชชานนท์ สมอุ่มจารย ์ (สิ้นเมษาฯ) ที่ทำร่วมกับ อโนชา สุวิชากรพงษ์ (เจ้านอกกระจอก) เอกราช มอญวัฒ (This House Have Ghost) อุกฤษณื สงงวนให้( Ghost in the Classroom) พลากร กลึงฟัก (คู่ซ้อม ,ในเตาผมมีคุณ) และอีกมากมายที่ผู้เขียนพลาดไป นี่จึงไม่ใช่สิ่บหนังที่ดีที่สุดในเทศกาลที่มีหนังตั้งห้าร้อยเรื่อง แต่เ็นเพียงหนังกลุ่มหนึ่งที่ชอบที่มีโอกาสได้ดู แล้วยังมีอีกมากที่พลาดไปครับ

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s