EXPERIENCED IN FEB 2012

เสน่ห์บางกอก (วิจิตร คุณาวุฒิ /2509/ไทย)
ในหนังเรื่องนี้ ยางกอกเป็นสิ่งชั่วร้าน ชื่อ เสน่ห์บางกอกจึงเป็นชื่อที่เสียดสีความเป็นบางกอกอยุ่ในที แพรเป็นคนหลงบางกอกที่ทำให้ทุกอย่างปั่นป่วนไปหมด คณะละครจากบางกอกก้เข้ามาฝมาในหมู่บ้านด้วยการคาดหวังเงินทองทรัพย์สิน การตามหาแพรในบางกอกก้ทำให้เจอแต่เรื่องเลวร้าย ไม่มีที่ไดจะสุขใจเท่าบ้านนอกของเราอีกแล้วหนังตามระเบียบบ้านไร่เรือนเรามากๆ ตัวละครรักกันกลับบ้านในตอนจบ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบของชนบทแสนสุขกรุงเทพชั่วร้าย สิ่งที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่หนังจำพวก บ้านนอกกำลังสูญหาย (เพราะหนังมันอยุ่ในปี 1966ที่เป็นปีที่ทุกอย่างยังเป็นบ้านนอกหมด) แต่เป็นเซนสืบ้านนาที่ข้ารัก เป็นหังที่บ้านนอกจะแข่งขันกับหรุงเทพดูสักตั้งละวะ เรามีความอุดมสมบูรณืจะตายอย่างไรก็ดี บางช่วงของหนังทำให้นึกถึงหนังของ อิมกวอนเต็ก ทีเดียว ในแง่ที่จู่ๆหนังก็กลายเป็นสารคดีฉายภาพชีวิตชนบท หนังแฟนเซอร์วิสชาวบ้านด้วยการให้ดู การทำขวัญนาค ขบวนแห่ขันหมาก การชกมวย ละครร้อง อะไรที่ผู้ชมชอบ ก็จะใส่เข้ามาในหนังด้วยสายตากึ่งสารคดีเสียด้วยซ้ำ ในทางหนึ่งนอกจากมันจะเป็นหนังต่อต้านกรุงเทพ มันยังเป็นสารคดีชีวิตภาพชนบท (ฬนเชิงวัฒนธรรม) เป็นethnographic ว่าชาวบ้านอยู่กันอย่างไรอย่างไรก็ดี ฉากทำขวัญนาคที่มองตากันไปมาทำให้นึกถึงฉากละครคาบูกิในEarly Spring ของโอสุเลย

JULIA’S EYES (GUILLEM MORALES/2010/SPAIN)

โอ๊ยชอบสายตาของหนังมาก การมองเห็น มองไม่เห็น ถูกมองเห็นไม่ถูกมองเห็น การส่องไฟในฉากไคลแมกซ์ของนางเอกเป็นฉากที่เรียกได้ว่า คนที่ไม่เคยถูกมองเห็น ถูกทำให้เห็น หลังจากไอ้นี่เล่นกับความไม่เห็นมาตลอดเรื่อง การเห็น การไม่เห็น เป็นลูกเล่นที่มันส์มากในหนัง (จริงๆควรเขียนวิเคราะห์ชุดหนังที่ว่าด้วยอาการตาบอด เพราะมันคือการใช้วิช่วลของภาพยนตร์สวมทับวิช่วลของการมองไม่เห็น )

ไอ้การที่นางเอกทำงานดาราศาสตร์ก็เป้นการมองเห้นในสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น

เสียดายตอนจบหวานเจี๊ยบไปหน่อย เหมือน Orphanage

หนังทริลเลอร์สเปนนี่สนุกสุดๆจริงๆลูกล่อลูกชนจัดเต็ม แต่นั่นแหละหนักหวานไปหน่อย

 

วาเลนไทน์สวีทตี้ (ฤกษ์ชัย พวงเพชร /2012/ไทย)

ประเด็นคือกูอยากดู โทนี่ ยิปโซ ว่าน จึงค่อนข้างสมหวังกับภาคนี้ แล้วก็อินกับconflict ของโก๊ะตี๋กับสายป่านมากๆ มีแต่เสน่ห์ดาราเหมือนเดิม แต่ออกมาลงตัวกว่าเดิมเยอะเลย

ปล. นอกจากโทนี่ นางมิโดริ น่ากินมาก

 

BLITZ ( ELLIOT LESTER/2011/UK) 

มีปัญหากับประเด็นทางจริยธรรมศาลเตี้ยในมือตำรวจของหนังมากพอแรง หนังโปรรัฐ ให้ความเห็นใจตำรวจ นักข่าวเป็นพวกหากินกับคนอื่น ฆาตกรใช้นักข่าวเป็นทางผ่านไปสู่ควมดัง ตำรวจน่าสงสารต้องต่อสู้อย่างหนักอะไรแบบนั้น

จริงๆการพูดถึงตำรวจเกย์ หรือตำรวจติดยาอะไรมันดูมีประเด็นดราม่าน่าสนใจมากๆแต่หนังมันดันครึ่งๆกลางๆ จะเอาบู๊ด้วย ดราม่าด้วย ปัญหาคือทางจบของหนังมันกลายเป็นการตอบสนองผู้ชมให้เชื่อในตำรวจแต่ไม่เชื่อในกฏหมาย น่าสนใจมากว่าการขบถของไอริช มากลายเป็นการขชบถในอำนาจโดยตำรวจได้ยังไง

 

THE DESERT OF THE TARTARS (VALERIO ZULINI/1976/ITL)
the chronicle pain of waiting

30 กำลังแจ๋ว (สมจริง ศรีสุภาพ /2011/ไทย) 
สิ่งที่ดที่สุดในหนังคือแกงค์เพื่อนสาวของอั้ม เอาเข้าจริงถ้าดูมันดยแยกจาก30+ เราก็จะพบว่ามันน่าเบื่อพอๆกันนั่นแหละ อั้มประคองตัวเองไปเรือยๆด้วยเสน่ห์มหาศาลของนาง แต่บทของเคนภูภูมิมันง้องแง้งน่าถีบมากๆ (แม้ปีเตอร์จะน่าถีบกว่า น่าสนใจว่าอาการฮิสทีเรียอยากแต่งงานของอั้มในเรื่องนี้ ของนางเหมยลี่ในรถไฟฟ้า มันช่างคอนเซอร์เสียนีกระไรชอบATM มากกว่านะ นี่พูดจริง
THE UNINVITED GUEST ( GUILLEM MORALES /2004/SP)
ลืมความหวานของJULIA’S EYES ไปได้เลย แม้ปนังจะคาดเดาตอนจบได้ไม่ยาก (แน่นอนว่าไม่จบหวานจ๋อยเหมือนJULIA ) และช่วงต้นของหนังค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ช่วงกลางของหนังเมื่อตัวละครสลับตำแหน่งแห่งที่กัน ทุกอย่างมันไปสุดทางเอามากๆ ทั้งเวียร์ด ทั้งซึ้ง ทั้งสยองขวัญตื่นเต้น ช่วงกลางของเรื่องนี้สุดขีดจริงๆลืมเล่า หนังมันว่าด้วยพระเอกเป็นพวกชอบอยู่บ้านใหญ่ๆห้องเยอะๆ เมียเลยทิ้ง วันนึง มีคนมาขอใช้โทรศัพท์ในบ้าน แล้วก็หายตัวไปเลย โทรศัพท์สาธารณะหน้าบ้านที่บอกว่าเสียก็ใช้ได้เป็นปกติ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกึงกังตลอด ตามตำรวจมาตำรวจก็หาไม่พบเพราะบ้านมันใหญ่และซับซ้อนมาก แต่พระเอกคิดว่ามันต้องมีคนแอบอยู่ในบ้าน !(อย่างไรก็ตาม นี่มันแค่ครึ่งแรกของหนังเท่านั้น!)

PRIVATE (SEVARIO COSTANZO/2004/ITL)
 ถ้าจะหาหนังสักเรื่องให้นักสันติวิธีดูก็ควรจะเป็นเรื่องนี้แหละ เพราะนี้คือหนังที่แสดงให้เห้นค่าใช้จ่ายของสันติวิธีว่ากันว่าเบสออนเรื่องจริง ว่าด้วยครอบครัวของอาจารย์นักเขียนชาวปาเลสไตน์ที่มีบ้านอยู่ตรงพรมแดนของอิสราเอลกับปาเลสสไตน์ วันหนึ่งทหารอิสราเอลมาบุกยึดบ้าน แล้วเขาไม่ยอมออกจากบ้าน ทหารเลยบังคับว่า จะอยุ่ก็ได้ แต่ให้อยู่ได้แค่ชั้นล่าง ห้ามขึ้นชั้นสอง และใช้ชีวิตตามปกติได้จนถึงอาทิตย์ตกดิน หลังจากนั้นต้องไปนอนรวมกันในห้องนั่งเล่น ล๊อคประตูจนเช้า ครอบครัวทั้งเจ็ดคน (เขากับเมีย ลูกสาวคนโต ลูกชายคนกลางสองคน และลูกชายกับลูกสาวคนเล็กอีกสอง) ต้องอาศัอยูอยู่อย่างนั้น เขาคิดว่าการต่อสู้ที่ดีที่สุดคือการอยู่ในบ้าน จะลำบากแค่ไหนก็ต้องอยุ่ในบ้าน เพราะนี่คือบ้านของเขา แต่คนอื่นๆในครอบครัวไม่ได้เป็นแบบเขาหนังถ่ายแบบดิบๆ กล้องคุรภาพต่ำภาพแตกเกรนละเอียด ตามติดชิดใกล้แบบหนังดาร์แดนน์ บีบอัดคนดูในความกดดัน เมียอยากไปเพราะห่วงลูก คืนนึงลูกสาวคนเล็กติดอยู่นอกห้องทั้งคืนที่มีแต่เสียงปืน หลังจากนั้นก็กลายเป็นเด็กซึม ไม่พูดเหม่อลอยไม่ยอมนอนไปเลย ลูกชายคนกลางสองคน คนนึงอยากหนีใจจะขาด อีกคนฝันเห็นตัวเองเป็นนักรบปลดปล่อยปาเลสไตน์ ลูกสาวปแอบในตู้เพื่อสอดแนมทหารคุยกันจนเกือบถูกจับได้ พ่อก็เกือบโดนฆ่าเพราะดันขึ้นไปชั้นสอง ทุกอย่างบีบคั้นและกัดกินสมาชิกแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน กลางการต่อสู้แบบสันติวิธี ที่ไม่มีวันจบสิ้น
หนังเป็นทั้งภาพสะท้อนconflict อสราเอล ปาเลสไตนืที่คมคายสุดๆ แต่ก็ทะลวงลงไปในปัญหาของสันติวิธีที่ตอบโต้โดยไม่ใช้ความรุนแรงและค่าใชจ่ายของมันต่อมนุษยืแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันเลยสักน้อยหนังกดดัน เข้มข้น เจ้บปวด และร้าวรานใจไปถึงฉากจบ สันติวิธีมีอยู่ เป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่เหลือ แต่มันจะนำพาไปสู่ความสำเร็จแบบไหนในโลกที่การนั่งเจรจามีคุณค่าแค่ในฝันและการกดขี่ไม่มีจบสิ้น หนังเลือกจบในฉากที่เปรี้ยงมากๆเป็นหนังdilemma ที่เราขอแนะนำ ต่อจาก WHEN WE LEAVE (ที่จะฉายในงานหนังเยอรมัน)ฉายเรื่องนี้คู่กันสบายมากๆ
DON’T BE AFRAID OF THE DARK ( TROY NIXEY/2010/US)
การสู้ผีของพวกกระฎุมพีนี่มันช่างง่อยเปลี้ยเสียขาสิ้นดีอะไรเช่นนนี้หนังรีเมคจากหนังทีวีปี 73ว่ากันว่าหนังทีวีพีคมาก (จริงๆต้นฉบับเป็นการ์ตูนอีกที) ฉบับนี้ทำเหมือนจะทริบิวท์หนังสยองขวัญเมนสตรีมยุค90ที่ต้องเป๊ะตามโครงสร้าง แล้วเล่าช้าๆเนี้ยบๆค่อยๆเขย่าขวัญ ปัญหาคือมันทริบิวทืเหมือนไปหน่อยจนง่วงไปเลยแต่มันก็เพลินในแง่งานภาพที่สวยยังกะคาราวัจโจ้มาเอง  ตัวเรื่องมันน่าสนใจมากว่าพวกกระฎุมพี่สู้ผีไม่เก่งเอาเสียเลย และตอนจบก็ตอกย้ำเรื่องนี้ว่า เขาจำนนตและวิ่งหนีมากกว่าจะสู้ให้ตายไปข้าง เลยนึกรัก INSIDIOUS มากขึ้นไปอีก
MY BUGLAR AND I ( KAWEH MODIRI/2010/NETHERLANDS)
http://youtu.be/d4MbKFboCIk

ไอ้หนุ่มนักเขียนโดนขโมยแลปทอปจากห้อง ต้นฉบับนิยายก็ค้างอยู่ ต่อมาเพื่อนบ้านจับไอ้โจรได้เพราะมันมาขโมยซ้ำ เลยตามไปเอาแลปทอปเขาคืนมาให้ ในแลปทอปไม่มีนิยายเขาแล้ว แต่มีฟุตเตจวีดีโอไอ้โจรโอมาร์ แรปเปอรืวัย19 ถ่ายตัวเองสี่ชั่วโมง เขาพยายามตามหาเพราะอยากเจอไอ้โอมาณืแต่ไอ้นี่ไม่เล่นด้วย เขาเลยเซตว่าให้มาเขียนนิยายโต้กับนักเขียนอีกคน(ซึ่งคือเขาเอง) แต่ไอ้นี่ก็ไม่เขียนอีก เขาเลยนัดผู้หญิงให้ไปขอนัดบอด แล้วพาเพื่อนขโยงนึงไปแอบถ่าย เขาบอกว่าเขาจะไม่จบแค่นี้เพราะเขาผูกพันกับไอ้โอมาร์ ชั้นไม่ได้เลือกนายนะ นายเข้ามาในชีวิตชั้นเอง!!!

หนังมาแบบKEREN CYTTER กล้า เท่ คูล และเต็มไปด้วยเารเล่นกับการเล่า สนุกระทึกมากๆ

VARFIX (KOTARO TANAKA/2010/JP)

http://youtu.be/pAXNQU9KkNk

อนิเมะชวนเวียนหัว

THE VOYAGER (PENNY LANE/2010/US)

ภาพคือสารคดียานวอยเยเจอร์สวยๆงามๆ เรื่องคือการพึุดยานอวกาศ เรื่องรักของคาร์ล เซแกน และของคนเล่าเอง หนังสวยมากเพลงbook of love ก็เพราะมากแต่หวานไปหน่อย
http://youtu.be/EV3UI8x5NTk

 

BOBBY (RAJ KAPOOR/197 3/INDIA)
ฟินจนไม่รู้จะฟินยังไง

เข้าใจ(เอาเอง)ว่า ในสมัยนั้นมันคงเป็นหนังที่แนวมาก อินดี้มาก วัยรุ่นมาก ในแง่ที่ว่าถ้าOM SHANTI OM เป็นการTribute หนังอินเดียเมนสตรีม BOBBY ก็เป็นหนังที่ฉีกสไตลืเมนสตรีมออกไปเลย นางเอกในหนังนางสกอยท์มินิเสกิร์ตที่สลัดส่าหรีทิ้งไปเลย เรื่องง่ายๆว่าพระเอกเป็นลูกคนรวยไร้สุข นางเอกเป็นหลานของอดีตแม่นม มารักกันแล้วติดอุปสรรคข้ามชนชั้นจนต้องหนีตามกันอุตลุด ครบรสหนังอินเดียยาวเกือบสามชั่วโมง

ทุกอย่างในหนังในตอนนั้น(หรือในตอนนี้ก้เหอะ) มันดูสมัยใหม่มากๆ (เดาเอาเองว่ามันคงร่วมนิยามกับหนังแบบ โทน) มันทเอาใจวัยรุ่นแหลกราญ ทั้งพาฝันกันสุดขีด แล้วก็ยังซบอกขนบหนังรักอินเดียข้ามชนชั้นด้วย แถมตอนจบแบบสุขขารมย์ของหนังยิ่งช่วยให้พาฝันมากชึ้นไปอีก เหมือนสามชั่วโมงตีตั๋วไปspectacular ลืมตาย ซึ่งมันไปได้ขนาดนั้นจริงๆ เพลงฉาก ดาราเสื้อผ้าหน้าผม ทุกอย่างแทบจะพุ่งออกมาทิ่มหน้าคนดู ประกายวิบวับกันทั้งเรื่องเลย

จริงช่วงแรกมันจะเนือยๆหน่อยดูแล้วจะหลับ แต่พอมันผ่านช่วงจีบกันมันก้ไปไกลเปนหนังเข้มข้นชนชั้น ดราม่าอินเดียแบบของจริง แล้วมันก็สนุกขึ้นปรี๊ดปรอทแตกมากๆเลย

RABIES (AHARON KESHALES + NAVOT PAPUSHADO/2010/ ISAREL)
โอเคไปนอนรอทอปลิสต์หนังสยองขวัญประจำปีเรียบร้อยไปอีกหนึ่ง สนุกมาก มันส์มาก โหดมาก ฉลาดมาก ร้ายกาจมาก นี่อาจจะเป็นหนังวัยรุ่นเลี้ยวผิดที่ฉลาดที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวพลอตก้ในทำนองว่า วัยรุ่นสี่คนไปเที่ยวแล้วเลี้ยวผืด อยู่ดีๆก้มีผู้ชายวิ่งตัดหน้ารถ เขาบอกว่าน้องสาวเขาติดกัยดักโดนขังอยู่ในป่า ขอแรงหนุ่มๆไปช่วยน้องสาวเขาหน่อย ความชิบหายเริ่มต้นขึ้นตรงนี้เล่ามากไม่ได้เดี๋ยวเสียความมันสืเอาเป็นว่า มีตำรวจระยำตำรวจดี มีอีสาวเชียร์ลีดเดอรืสองนางสุดสะบึม มีฆาตกรโรคจิต มีคู่รักไปเที่ยวป่าพาหมาไปด้วย และมีความชิบหายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจนอธิบายไม่ได้นึกถึงที่เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า เฟรเดอริค เจมสัน พูดว่าในหนังทุกเรื่องของประเทสโลกที่สามมันจะเป้นallegory ของประเทศได้เท่านั้นเอง ซึ่งการอ่านหนังเรื่องนี้ของเราก็ดันเป็นไปในทำนองนั้นด้วย เพราะนี่คือหนังที่บอกให้เห็นถึงความโกลาหล ความเข้าใจผิิด ความไว้ใจไม่ได้ ความกลัว ความกร่าง ในประเทศที่เป็นเหมืองเร้างซึ่งเต็มไปด้วยกับระเบิด วิธีการที่หนังใช้ในการผูกเงื่ิอนปมชวนให้คิดถึงความชิบหายภายในของประเทศ และตอนจบที่แสบสันตืที่สุดครั้งหนึ่งในหนังสยองขวัญก็ตอกย้ำประเด็นนี้ได้ยังเมามันส์
ลาก่อนฮอลลีวู้ด อิสราเอลมาแว้วววปล. เห็นว่าเป็นหนังสยองขวัญวัยรุ่นเลี้ยวผิดเรื่องแรกของอิสราเอลเลยนะ
HOLY ROBE OF SHAOLIN TEMPLE (TSUI SUI MING/1985/HK)
สนุกสัดๆๆๆๆ สนุกโคตรพ่อ!ดูกับแม่ เชียร์กันยิ่งกว่าเชียร์มวยจริงหนังเป็นภาคสองของSHAOLIN VS WU TANG ที่มีหลิวเจียฮุย กับ เจิ้งเส้าชิว แต่คิดว่าเนื้อหาคงไม่ได้ต่อกัน ที่จริงชื่อไทยมันฮามาก เพราะมันเป็นหนังเส้าหลิน แต่เสือกตั้งชื่อบู๊ตึ๊ง (บู๊ตึ๊งในหนังออกสักสิบห้าเปอร์เซนต์ ) ทำให้กูยุ่งยากมากว่าจะหาเจอว่ามันคือหนังเรื่องอะไรภาคนี้คือเรื่องของขุนนางชั่วส่งองครักษ์เสื้อแพรโกนหัวมายึดเส้าหลิน บีบให้เจ้าอาวาสฆ๋าตัวตาย (ฉากเจ้าาวาสยอมเผาตัวตายนี่นึกว่า จำลองฉากของพระติช กวางดึกห์ที่เว้) พระเอกเป็นศิษย์เอก หอบจีวรศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าอาวาสหนีตาย ไม่มีจีวรก็เป็นเจ้าอาวาสไม่ได้เลยต้องออกตามบ่ากัน มีสาวชาวมองโกลมาช่วยเหลือไปหลบที่บู๊ตึ๊งแล้วกลับมาสู้คืนดูหนังเส้าหลินเยอะมากตอนเด็กๆแต่ไม่เคยอ่านเส้าหลินแบบนี้มาก่อน พออ่านเส้าหลินเป็นอหล่งซ่องสุมทางการเมืองที่รัฐต้องการควบคุม เพราะมันสอนกังฟุด้วยในสายตาขุนนางเส้าหลินคือซ่องโจรก่อการร้ายที่ใช้ศาสนาบังหน้า แล้วต้องควบคุมหรือกำจัด เส้าหลินในหนังก็ไม่ได้มาโม้เรื่องบรรลุดอรหันต์เหมือนเส้าหลินฉบับล่าสุด(พี่หลิว) แต่ก็บอกเลบว่าเป็นที่รวมตัวของเด็กกำพร้าหนีสงครามเด็ที่พลัดกับพ่อแม่ จับมาบวชมาฝึกกังฟู มาเป็นพระ เส้าหลินจึงมีสถานะเป็นองค์กรทางการเมืองภาคประชาชนที่งัดข้อกับราชสำนัก(น่าสนใจว่าหนังแสดงในทำนองฮ่องเต้ไม่เกี่ยวกับการเมืองทรงอยุ่เหนือการเมือง ศักดินาขุนนางนักการเมืองแม่งจัญไรเอง) การต่อสู้ของเส้าหลินเลยแนบสนอทกับความพาฝันของขบวนการภาคประชาชนมากๆทีนี้เรื่องนี้มันน่าสนใจที่มันมีคนชายขอบอย่างคนมองโกลเลี้ยงม้ามาร่วมกู้ชาติจากขุนนางชั่วด้วย ฉากหลวงจีน สวาวมองโกล ฝึกยุทธ์กันที่ภูเขาบู๊ตึ๊งเลยออกมาอิหลักอิเหลื่อประหลาดและคูลมากๆ ยิ่งตอนจบว่าพระเอกบวชเป็นพระไม่ได้กับนางเอกไอ้อุดมการณ์เหนือความรักเลยยิ่งถูกเทิดลอยขึ้นไปอีกหนังปี 85 จางเชอะปฏิวัติหนังงิ้วไปตั้งนานแล้ว แต่หนังเรื่องนี้กลับมีลีลาแบบงิ้วโหมโรงรอจังหวะแล้วค่อยสู้กัน ซึ่งมันประหลาดดีและคูลมากๆ จังหวะมันสนุกมากๆ หนังสนุกมากๆ รูปปกคือแผ่นไทยจงไปหามาเสพกับบุพการีโดยพลัน!
THE ARTIST ( MICHEAL HAZANAVICIUS /2011/FR )
i like lots of things in this films , but i prefered to watched LIMELIGHT once again than this kind of compromise nostalghic piece.ปล. การดูหนังเรื่องนี้คู่กับLA HAVRE ทำให้ความเก่าเก๋าของLA HAVRE ทวีความฟินไปอีกบวกสองบรรทัด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s