36 (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ /2012/ไทย) ความจำทำให้ลืม

 

***********เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์**************

 

 

เล่าเรื่องก็คงได้ทำนองว่า ทรายไปหาโลเคชั่นกับอุ้ม ทั้งคู่ถ่ายนั่นนี้ ในสถานที่นี่นั่น เตรียมสพหรับถ่ายหนังของคนอื่น ทรายชอบเก็บรูปถ่ายเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ อุ้มไม่ชอบถูกถ่ายรูป ทรายถ่ายรูปอุ้มไว้ บางทีก็อาจจะได้ถ่ายรูด้วยกันในวันที่มียามเย็นแสงเศร้า

 

เวลาผ่านไป ทรายหาโลเคชั่นที่ใหม่ๆให้กับหนังเรื่องใหม่ แล้วพบว่าฮาร์ดิสก์บางลูกเสียไป รูปทั้งหมดสูญหาย รวมถึงรูปของอุ้ม ฮาร์ดดิสก์ที่ซ่อมไม่ได้ ความทรงจำสูญหายไป หรือไม่ก็อาจกระจ่างชัดเกินไป และการหายไปของหลักฐานยืนยันความทรงจำ คือหลักฐานยืนยันที่แน่นหนาที่สุด

 

ความทรงจำมีกาลเวลาหรือเปล่า ถ้าความทรงจำคือเรื่องที่จบสิ้นลงไปแล้ว อย่างน้อยก็จนถึงจุดที่เราจดจำ ความทรงจำคงเป็นสิ่งหยุดนิ่ง แต่ความทรงจำอาจจะมีเวลาของมันเอง เมื่อเวลาผ่านไป ทำไมบางความทรงจำถึงเลือนลงราวกับสีซีดจาง น้ำแข็งละลาย ก่้อนเมฆเคลื่อนลับไปจากท้องฟ้า แสงแดดหดสั้นลงเหลือเพียงครึ่ง ผู้คนเหลือใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน หากกับบางความทรงจำกับงอกงามผลิดอกออกผล เรื่องราวถูสานต่อ แสงสีผิดเพี่้ยนจัดจ้า แสงแดดสดใหม่ กลายเป็นความทรงจำอื่นๆ ความทรงจำผสมเรื่องแต่ง ข้อคิดเห็นจากมุมมองของเรา กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่ใกล้เคียงความจริง แต่เราจะคว้าจับความจริงอย่างไรได้ เมื่อมันได้เกิดขึ้นและจบลงไปแล้ว ผู้อื่นก็เช่นกัน ต่างก็รื้อสร้างความทรงจำของตัวเองขึ้นมากันคนละชุดทั้งสิ้น

 

ความทรงจำในหนังเรื่องนี้ถูกเล่าผ่านเครื่องมือบันทึกความทรงจำอย่างเช่น กล้องถ่ายรูป และกล่องเก็บความทรงจำอย่าง external harddisk กล่าวให้ถึงที่สุดหนังเล่าเรื่องความทรงจำผ่านทางหลักฐานยืนยันอย่างเช่นรูปถ่าย เมื่อไม่มี(รูปถ่าย)อยู่ ก็เหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทรายคว้าจับความทรงจำจากหลักฐานยืนยันอย่างเช่นรูปถ่าย ในฉากหนึ่งเมื่ออุ้มชี้ชวนให้เธอดูนกที่บินวนอยู่เหนืออาคารร้างในยามเย็นสิ่งที่เธอทำคือยกกล้องขึ้นถ่าย เขาบอกกับเธอว่าดูก่อนสิค่อยถ่าย แต่เธอถ่ายเสร็จแ้ลวจึงดูแล้วพบว่ามันหายไปแล้ว หลักฐานยืนยันของเธอคือรูปถ่าย แต่ท้ายที่สุดเธอไม่ได้เห็นนก ทำได้เพียงมองผ่านจอภาพของกล้อง เธอไม่ได้เห็นเหตุการณ์แต่เห็นผ่านภาพบันทึกของเหตุการณ์

 

ในทางตรงกันข้ามอุ้มที่ไม่ชอบถูกถ่ายรูป นั่นเท่ากับเขาไม่ได้ปรากฏอยุ่ในเครื่องบันทึกความทรงจำ การปรากฏของเขาไม่มีหลักฐานยืนยัน เช่นเดียวกับที่หนังไม่ยอมให้ผู้ชมเห็นหน้าเขา เราจดจำหน้าเขาไม่ได้เพราะเราไม่ได้เห็น ไม่มีหลักฐานยืนยันปรากฏบนจอ

 

เมื่อไรกันที่หลักฐานยืนยันความทรงจำอย่างภาพถ่ายได้รับอภิสิทธ์ครอบครองพื้นที่ทางความทรงจำของเรา เมื่อไรกันที่ความทรงจำของเราถูกลดทอนลงไเป็นเพียงของประกอบฉากของรูปภ่าย จนเมื่อไม่มีรูปถ่ายเราก็ไร้ตัวตน หรือหากจะพูดในทางตรงกันข้าม ใช่หรือไม่ที่เราหวาดกลัวความไร้ตัวตน การไม่ถูกจดจำ จนในที่สุดเราง่อยเปลี้ยนเสียขาพอจะพึ่งพาสิ่งช่วยจำ หลักฐานยืนยันอย่างเช่นรูปถ่าย

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความทรงจำ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างความทรงจำ กรอบคิดที่เราเอามาจัดการกับความทรงจำ

 

ลองมองแบบนี้ ฮาร์ดดิสค์ของทรายคือ ‘หลักฐาน’ ของความทรงจำมที่ทรายมีต่ออุ้ม ท่ามกลางโลกที่เคลื่อนไปรวดเร็ว ดังเช่นโลเคชั่นที่สูญหาย หรือผู้คนในโลเคชั่นที่ล้มหายตายจากไป ลำพังเพียงความทรงจำในหัวไม่มั่นคงเอาเสียเลย ดังเช่นคลินิคของพี่กานต์ที่จะใช้ในการถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ ซึ่งถึงที่สุดไม่ได้มีอยู่อีกแล้ว หรือน้องกีต้า ที่ดูมั่นคงกว่าโลเคชั่นนมากมายก็ไม่มีอยู่ในเวลาต่อมา การสูญหายเหล่านี้สร้างความสั่นไหวให้กับทรายมากพอที่เธอจะรู้สึกว่าเธอจะสูญเสียเขาไปตลอดกาลถ้าหลักฐานการมีอยู่ของเขาสูญหาย

 

 

แถบสีเทาที่กู้ได้จากฮาร์ดิสก์ของทรายจึงเป็นเพียงสิ่งที่ไม่อาจเชื่อมโยงใดๆกับอุ้มได้อีกแล้ว กล่าวให้ถูกต้องการเชื่อมั่นในหลักฐานยืนยันความจำนั้นเองที่ทำให้สิ่งที่ต้องการจำจริงๆสูญหายไป ทรายจึงย้อนกลับไปในสถานที่เก่าๆ ในโลเคชั่นที่ก็ไม่มั่นคงอะไรอีกแล้ว ผู้คนล้มหายตายจาก สถานที่ถูกรื้อถอน นกไม่บินวนเหนือฟากฟ้า และเวลาที่ใช้จ่ายไปด้วยกันไม่เคยย้อนกลับมา ถึงที่สุดแล้่วเราไม่แน่ใจว่าทรายทำอะไรระหว่าง การเรียกคืนความทรงจำเก่าๆที่เธอดันเผลอลืม หรือการจอมอยู่กับความทรงจำที่ลบไม่ออก (เฉกเช่นเด็กสาวที่เอาฮาร์ดดิสก์มาซ่อม แล้วตกใจว่ามันกู้คืนมาได้หมด)

 

ในขณะที่ผู้คนรอบตัวทรายกลับมีความทรงจำเข้มข่้น ความทรงจำเกี่ยวกับคลินิกของพี่กานต์ซึ่ถุกนำมาสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ (รับบทโดย ศิวโรจณ์ คงสกุล หนังยาวเรื่องแรกของเขาคือการสร้างภาพของความทรงจำของพ่อกัยแม่ใน ที่รัก) หรือแจ๋มเพื่อนของทรายที่ยังคงจจดจำเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ตัวเองแอบชอบได้ ความทรงจำเล่นตลกเสมอ อยากจำกลับลืมอยากลืมกลับจำ

 

 

อย่างไรก็ดี ความทรงจำของทรายก็สูญหายในรูปแบบหนึ่ง ในรูปแบบของภาพถ่ายจำนวนมากนั่นเอง ภาพบันทึกด้วยฟิล์มนั้นมีการสูญหายอยู่ การสูญหายในที่นี้คือการที่เราไม่สามารถบันทึกมันไว้ได้มากพอ ภาพจากกล้องฟิล์มคือการขาดหายเพราะมีไม่เคยพอ กล้องดิจิตัลก็เป็นตรงกันข้ามนั่นคือการขาดหายเพราะมีมากเกินไป มากจนหาไม่พบ ถึงที่สุด หลักฐานทั้งหมดล้วนเป็นเพียงการขาดหายของความทรงจำ ที่ว่าน่าสนใจเพราะ ดูเหมือนว่าในขณะที่หนังเล่าเรื่องการสูญหายของความทรงจำในระบบดิจิตัล แต่กรอบคิดเกี่ยวกับความทรงจำของหนังเป็นแบบอะนาลอก

 

การสูญหายอขงอาการฮาร์ดดิสก์พัง เป็นรูปแบบของการขาดหายแบบกล้องฟิล์ม อาจจะเป็นการพูดที่มากเกินไป เพราะมันเกิดขึ้นได้ แต่ในโลกที่กู้คืนได้ยักย้ายถ่ายเทเร็ว การรับรู้ความทรงจำของผู้คนยังคงอยู่ในกรอบของโลกอะนาลอก นั่นคือการสูญหายที่มีไม่เคยพอ เมื่อหายไปก็เรียกคืนไม่ได้อีกแล้ว

 

การที่หนังเต็มไปด้วยเรื่องของความทรงจำขนาด160 GB เรียงรายในฮาร์ดดิสก์สามลูก แต่หนังกลับเลือกนำเสนอตัวเองในฐานะของภาพ36ภาพ เท่าจำนวนภาพถ่ายในหนึ่งม้วน ของฟิล์ม จึงเป็นความย้อนแย่้งโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะมันได้สะท้อนเอากรอบคิดแบบอะนาลอก แบบของการสูญหายที่เรียกคืนไม่ได้ มีแต่ต้อจดจำมันเอาไว้ กล่าวในทางนี้ อุ้มผู้ไม่ปรากฏ พี่กานต์ และ แจ๋มจึงเป็นภาพแทนของการจำแบบอะนาลอก การจำที่ต้องอาศัย เรือนกาย มากกว่าเครื่องบันทึก ในขณะที่ทรายก้าวข้ามไปสู่ยุคิดจิตัลครึ่งขา เธอพึ่งพาความทรงจำของเครื่องกลแล้ว แต่เอยังคงต้องการการจดจำแบบอะนาลอก แบบสามสิบหก เธอจึงหลงทางอยู่ในปากประตูจองโลกใหม่กับโลกเก่า กลับไม่ได้และไปไม่ถึงความทรงจำในรูปแบบใหม่

 

ใครสักคนพูดว่าภาพถ่ายไม่ได้ถูกถ่ายเพื่อให้จำ มันถูกถ่ายเพื่อให้เราลืม เพราะเมื่อมีภาพถ่ายยืนยัน เราก็ไม่จำเป็นต้องจดจำมันอีกแล้ว เมื่อเราต้องการทำการแสดงเรื่องความจำ ภาพถ่ายจะทำหน้าที่แทนเรา ภาพถ่ายคือที่คั่นหนังสือที่ยุบย่อเอาประวัติชีิวิตเล่มมหึมาของเรา เมื่อเราเปิดไปหน้าที่ต้องการได้ เราก็จะเล่าเรื่องต่อไปเอง รูปถ่ายทำหน้าที่จำเพื่อที่จะให้เราลืม

 

เช่นเดียวกัน ใครอีกคนหนึ่งก็พูดเรื่องความทรงจำด้วย พูดถึงความทรงจำในฐานะของปัจฉิมลิขิตก่อนการลืม

 

“ความทรงจำเป็นปัจฉิมลิขิตก่อนการลืม การช่วงชิงพื้นที่ของความทรงจำจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ศัตรูของความทรงจำนั้นเข้มแข็งและเป็นนิรันดร์ทั้งยังมีรูปแบบเดียวคือ ความว่างเปล่า ในขณะที่การดิ้นรนของความทรงจำนั้นยังต้องดำรงอยู่ภายใต้การเอาชนะกันเองของ ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหลายฝ่ายเพื่อแย่งชิงความทรงจำ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยอกย้อนเมื่อต้องกล่าวถึงความทรงจำ เพราะในขณะที่การลืมเป็นศัตรูหลักของความทรงจำ การลืมก็ยังเป็นเครื่องมือหลักที่ความทรงจำหนึ่งใช้ต่อกรกับอีกความทรงจำ หนึ่งด้วยเช่นกัน” -Professor Choux Paul Sartre*1

 

 

 

ชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้น แต่ความจำขอเราสั้นกว่านั้น ถึงที่สุดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมหาศาล เครื่องช่วยจำอย่างภาพถ่ายเป็นความมั่นคงจอมปลอมไม่กี่อย่างที่มนุษบ์เหลือท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของการลืมที่มาพร้อมกับความทรงจำใหม่ๆ การต่อสู้นี้เองที่ทำให้มนุษยืผลิตเรื่องเล่าขึ้นมามากมาย

 

ในฉากสุดท้ายของหนัง ทรายกลับไปสู่สถานที่เก่า ความทรงจำไหลวน วันที่แสงเศร้า ทรายไม่สาละวนกับการถ่ายรูปอีกแล้ว เธอตัดสินใจถ่ายรูปตัวเอง กลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือ ไม่ใช่เพื่อที่จะจดจำคนที่เธอไม่อาจจะจำเขาได้อีกแล้ว แต่เรียนรู้วิธีใหม่ในการจำความจำที่สูญหาย เรียนรู้ที่จะค้นา วิตาินซีที่ยังตกอยุ่หน้าคลินิกที่ถูกทุบทิ้งไปนานแล้ว

 

ถึงที่สุดแล้วเราไม่มีทางรู้ว่าความทรงจำในโลกสมัยใหม่จะเคลื่อนไปในทางใด (อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบปีเราถึงจะหาคำอธิบายที่เหมาะเจาะได้) แต่ในเรื่องรักเล็กๆเศร้าๆของนวพลนี้ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ เขาได่้คลี่ภาพของความทรงจำของมนุษย์ในยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านได้อย่างน่าทึ่ง งดงาม และหม่นเศร้าตามสมควรยิ่ง

 

*1จากสเตตัสของมิตรสหายท่านหนึ่ง

4 thoughts on “36 (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ /2012/ไทย) ความจำทำให้ลืม

  1. เพิ่งดูเรื่องนี้จบ พออ่านโพสนี้ยิ่งช่วยขยายความลึกซึ้งของหนังให้ผมได้อินมากขึ้นอีก ขอบคุณมากครับ🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s